ตอนที่ 157
สงครามบนโต๊ะอาหาร
หลังจากที่มี่จินติงนำเสวี่ยหมิงมายังด้านหน้าเขตทางเข้าชั้นกลางของสำนักหงส์อัคคีซึ่งเจาะทะลุเข้าไปในตัวภูเขา มี่จินติงก็ไม่ได้ร่วมทางกับเสวี่ยหมิงอีก เพียงสั่งให้ศิษย์ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบแขกเหรื่อในวันนี้นำเสวี่ยหมิงไปพักผ่อนยังเรือนรับรองด้านนอก ส่วนตัวมันและหลิงจือก็ขอตัวแยกจากไปที่ด้านใน โดยเอ่ยว่าในวันพรุ่งนี้ยามโหง้ว (11.00-13.00 น.) จะขอเลี้ยงขอบคุณเสวี่ยหมิงที่ช่วยชีวิตหลิงจือกลับมา
ค่ำคืนวันแรกในสำนักหงส์อัคคีของเสวี่ยหมิงจึงผ่านไปด้วยความสงบ เพราะการมาถึงในยามดึกสงัดทำให้ไม่มีผู้คนพบเห็นมากนัก แถมเรื่องราวการกลับมาของหลิงจือยังเป็นข่าวใหญ่ที่กลบเรื่องของเด็กแปลกหน้าอายุสิบหกที่เข้ามาเดินป้วนเปี้ยนชมนู้นดูนี่ภายในเขตชั้นนอกของสำนักตั้งแต่เช้าตรู่ และเพราะระดับพลังของเสวี่ยหมิงที่ยังไม่ฟื้นคืนจากผลของทักษะเทพมารครองร่าง ทำให้ระดับพลังของเสวี่ยหมิงนั้นอยู่ในระดับลมปราณแรกธรรมชาติขั้นต้น ซึ่งเป็นระดับที่พบได้โดยทั่วไปของศิษย์ในสำนักหงส์อัคคีอยู่แล้ว เพียงแต่เสวี่ยหมิงนั้นไม่ได้ใส่ชุดสำหรับศิษย์ของสำนักก็เท่านั้นเอง จึงไม่ได่เป็นที่สนใจของผู้คนที่พบเห็นมากนัก
จนเมื่อถึงยามโหง้วตามที่มี่จินติงนัดหมายเอาไว้ ศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีผู้หนึ่งก็เดินมาตามเสวี่ยหมิงให้เข้าไปยังภายในเขตชั้นกลางของสำนัก ซึ่งเป็นเขตที่ศิษย์ส่วนใหญ่ของสำนักหงส์อัคคีใช้ในการฝึกฝน พบปะ และพักอาศัย ทำให้เมื่อเสวี่ยหมิงที่สวมชุดแปลกตาเมื่อเดินผ่านไป ศิษย์ทั้งหลายของสำนักหงส์อัคคีต่างก็ซุบซิบกันถึงเรื่องราวของเสวี่ยหมิง ซึ่งไม่ได้มีแต่เรื่องราวความสงสัยว่าเสวี่ยหมิงนั้นมาทำอะไรที่สำนักหงส์อัคคี เพราะที่สำนักหงส์อัคคีนั้นมีศิษย์ที่เป็นหญิงสาวมากกว่าศิษย์ชายถึงเท่าตัว ทำให้การซุบซิบกันนั้นยังรวมถึงเรื่องราวของหน้าตาอันหล่อเหลาซึ่งดูจะเย็นชามีเสน่ห์น่าค้นหายิ่งขึ้นด้วยออร่าแปลกประหลาดของเสวี่ยหมิงนับตั้งแต่ได้รับเส้นชีพจรลมปราณเหมันต์
เมื่อศิษย์ที่ทำหน้าที่นำทางมาส่งเสวี่ยหมิงจนถึงที่หมายมันก็คารวะเหล่าผู้อาวุโสรวมถึงรองเจ้าสำนักหงส์อัคคีที่นั่งกันอยู่ในห้อง ก่อนจะถอยหลังจากไป ปล่อยให้เสวี่ยหมิงเดินเข้าไปที่โต๊ะอาหารแต่เพียงผู้เดียว
"คารวะท่านผู้อาวุโส" เสวี่ยหมิงไม่รู้จักว่าใครเป็นใครจึงยื่นคำนับก่อนที่จะก้าวเท้าไปยังเก้าอี้ที่มี่จินติงชี้ส่งสัญญาณบอก ซึ่งเสวี่ยหมิงก็ไม่ลืมที่จะคำนับตอบด้วยมารยาท
ยิ่งเห็นกริยามารยาทอันนอบน้อมของเสวี่ยหมิง มี่จินติงก็ยิ่งชมชอบทำให้แม้มันจะมีตำแหน่งเป็นถึงรองเจ้าสำนักหงส์อัคคี แต่ยังลดตัวเป็นผู้ทำหน้าที่แนะนำเสวี่ยหมิงให้ผู้อาวุโสในสำนักรู้จักทีละคน จนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ มี่เจินเจ้าสำนักหงส์อัคคีจึงได้เดินทางออกมาพร้อมกับหลิงจือ ทำให้การสนทนาบนโต๊ะหยุดลง
มี่เจินยกมือแสดงออกว่าให้ทุกคนที่ยื่นคำนับมาทำตัวตามสบายได้ ก่อนจะกวาดสายมามองไปที่เสวี่ยหมิงด้วยความสงสัย "สหายน้อยท่านนี้คือเด็กหนุ่มนาม...เสวี่ยหมิงสินะ"
เสวี่ยหมิงยื่นคำนับก่อนเอ่ย "ขอรับท่านเจ้าสำนักข้าแซ่...หย่ง ชื่อ...เสวี่ยหมิง" หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแซ่หลงของตนเองแล้ว เพื่อความปลอดภัยเสวี่ยหมิงจึงไม่ต้องการจะเปิดเผยแซ่ที่แท้จริงของตนเองต่อผู้คนอีก จึงได้ใช้แซ่ของมารดามาแทนที่แซ่หลงในการบอกกล่าวออกไป
"อืม บุคลิกท่าทางดูไม่เลว หลิงจือกล่าวเอาไว้ไม่ผิด เสียดายที่เจ้าได้รับเส้นชีพจรลมปราณเสียแล้ว มิเช่นนั้นข้าคงจะยื่นข้อเสนอให้เจ้าได้ทดสอบเข้าเป็นศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีของเราเป็นกรณีพิเศษ"
"ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่เมตตา แต่ที่ผู้เยาว์เดินทางมาถึงสำนักหงส์อัคคีก็เพราะต้องการขนหางของหงส์อัคคีตัวเต็มวัยเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน หาได้ต้องการเป็นศิษย์สำนักหงส์อัคคี"
คำกล่าวมุทะลุของเสวี่ยหมิงทำเอาผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ของสำนักหงส์อัคคีถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก มีเพียงแค่มี่จินติงที่ฉีกยิ้มเล็กน้อยพร้อมผงกศีรษะเบา ๆ รับหลายครา แม้ไม่ชอบใจท่าทีของเสวี่ยหมิง แต่ยังยอมรับในความใจกล้าของเด็กหนุ่ม ที่แม้ยามนี้จะอยู่ต่อเจ้าสำนักหงส์อัคคีมี่เจินยังมีจิตมาดมั่นแน่วแน่ ไม่สะดุ้งสะเทือนกับพลังจิตวิญญาณที่ปลดปล่อยออกมาของทั้งเจ้าสำนักหงส์อัคคีและผู้อาวุโสในห้องนี้ซึ่งต่างอยู่ในระดับเชื่อมฟ้าดินทั้งสิ้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า หนุ่มน้อยเจ้าไม่คิดว่าข้อเรียกร้องของเจ้านั้นเกินเลยไปหน่อยรึ" แม้จะเอ่ยด้วยถ้อยคำเชิงปฏิเสธแต่น้ำเสียงของมี่เจินกลับไม่ได้เคียดขึงแถมยังออกจะฟังดูเหมือนจะปะปนด้วยน้ำเสียงที่ดูสนุกสนานปะปนอยู่
...เจ้าสำนักหงส์อัคคีผู้นี้ แม้เอ่ยวาจาไม่เห็นด้วยแต่กลับไม่ใช้น้ำเสียงจริงจัง แต่กระนั้นก็แอบลอบปล่อยพลังจิตวิญญาณกดดันออกมา คงหมายจะทดสอบความตั้งใจของเราสินะ หากว่าเราเผลออ่อนข้อให้ก็คงเลยตามเลยไป แต่หากเราแข็งขืนก็ยังคงมีเส้นทางหลงเหลือให้หาทางลงสินะ
"เรียนท่านเจ้าสำนัก"เสวี่ยหมิงเอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัดโดยไม่ละสายตาหลบจากมี่เจินแม้แต่น้อย "หากท่านคิดว่าชีวิตของศิษย์สำนักหงส์อัคคีมีค่าน้อยกว่าสิ่งของแล้วละก็ ถ้าเช่นนั้นข้าก็พร้อมจะเดินจากไปโดยไม่ร้องขอสิ่งใดแม้แต่น้อย"เสวี่ยหมิงเอ่ยพร้อมผายมือและจ้องมองไปยังหลิงจือที่เมื่อเสวี่ยหมิงส่งสายตาไปนางก็หลบก้มหน้าลงต่ำในทันที
การกระทำของเสวี่ยหมิงที่ตอบโต้ชนิดไม่เว้นทางถอยให้อีกฝ่ายทำให้ผู้คนในโต๊ะอาหารหลายคนมองเสวี่ยหมิงด้วยท่าทีไม่เป็นมิตรในทันที
"บังอาจ !!!" ผู้อาวุโสคนหนึ่งในโต๊ะอาหารตวาดดัง แต่กลับถูกมี่เจินยกมือห้ามเอาไว้ทำให้ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ที่ตระเตรียมเอ่ยสมทบพลันสงบท่าทีเอาไว้
"หนุ่มน้อยเจ้านับว่าใจกล้ามากที่เข้ามายังสำนักหงส์อัคคีของข้า แม้เจ้าจะมีบุญคุณยื่นมือช่วยเหลือหลิงจือแต่ข้อเสนอที่เจ้าต้องการนั้นก็ไม่ใช่สิ่งเล็กน้อยเลย..."มี่เจินจงใจเว้นคำพร้อมใช้ทุกวินาทีระหว่างนั้นมองสำรวจดูท่าทีของเสวี่ยหมิงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อพบว่าเสวี่ยหมิงนั้นไม่ได้รู้สึกระย่นระย่อต่อพลังจิตวิญญาณที่แผ่กดดันออกไปก็ยิ่งทำให้นางทึ่งกับความแน่วแน่ของเสวี่ยหมิง แม้ไม่รู้ว่าเสวี่ยหมิงที่มีเส้นชีพจรลมปราณเหมันต์จะต้องการขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยไปทำไม แต่มี่เจินคิดว่าสิ่งนั้นคงต้องเป็นเรื่องที่สำคัญต่อเสวี่ยหมิงอย่างมาก "อืม เสวี่ยหมิง..."ครานี้มี่เจินเอ่ยชื่อของเสวี่ยหมิงแทนเด็กหนุ่มเป็นครั้งที่สอง "เจ้าไม่กลัวว่าข้อเสนอที่มากเกินไปของเจ้าจะทำให้ข้าฉีกหน้าลงมือสังหารเจ้าด้วยอำมหิตเพื่อปิดปากกระนั้นรึ"
คำถามที่เอ่ยด้วยท่าทีจริงจังที่สุดของมี่เจิน มาพร้อมแรงกดดันทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุดของผู้ฝึกตนเชื่อมฟ้าดินขั้นปลาย หากเสวี่ยหมิงเป็นเพียงผู้ฝึกตนในระดับแรกธรรมชาติขั้นต้นตามที่ผู้คนส่วนใหญ่บนโต๊ะอาหารเข้าใจ เสวี่ยหมิงคงไม่อาจเอ่ยคำใด ๆ ด้วยสมองที่แจ่มใสหรืออาจจะถูกกดดันจนท้อถอยถอดใจไปเอง แต่สิ่งที่เอ่ยมาล้วนไม่เกิดขึ้น เพราะยามต่อสู้เป็นตายกับราชาจิ้งเหลนลาวาเสวี่ยหมิงซึ่งได้รับความรู้แห่งเต๋าวารีจากการรู้แจ้งในถ้อยคำ...เลียนเยี่ยงวารี ทำให้จักรวาลน้อยภายในกายของเสวี่ยหมิงนั้นขยายออกจนใกล้จะก่อเกิดเป็นทะเลแห่งจิต ทำให้ระดับพลังจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงในตอนนี้นั้นสูงส่งกว่ามี่เจินไปหลายช่วงตัว
เสวี่ยหมิงไม่ตอบคำกวาดสายตาไปรอบ ๆ ด้วยท่าทางองอาจ "ที่ข้ามั่นใจและเดินทางมาที่นี่ก็เพราะมั่นใจว่าพวกท่านล้วนต้องยินยอมตามข้อเสนอของข้า"
"ประเสริฐ ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่าเจ้าอาศัยสิ่งใดจึงมั่นใจเช่นนั้น"คำกล่าวของเสวี่ยหมิงในครานี้นั้นโอหังยิ่งนัก จนทำให้มี่เจินที่ตั้งใจจะควบคุมทุกสิ่งในการเจรจากลับเกิดอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาเสียเอง
เสวี่ยหมิงชี้ไปที่หลิงจือ "หากพวกท่านไม่ใส่ใจทารกหญิงผู้นี้..." เสวี่ยหมิงชี้ไปที่หลิงจือก่อนจะเอ่ยต่อไป "ท่านรองประมุขมี่จินติงคงไม่แสดงอาการดีใจมากมายยามที่พบหน้านาง เมื่อนางคือคนสำคัญของสำนักงหงส์อัคคี และข้ามั่นใจว่านางเองก็อยากตอบแทนบุญคุณข้า ดังนั้นหากท่านประมุขลงมือด้วยอำมหิต หรือไม่ทำตามข้อเรียกร้อง..."เสวี่ยหมิงฉีกยิ้มกว้างยื่นมือที่แบมือทั้งสองข้างออก "ข้าเชื่อว่าเงื่อนปมที่ติดค้างอยู่ในจิตสำนึกของนางคงจะมีผลกระทบต่อเส้นทางการฝึกตนไม่มากก็น้อย"
"เหลวไหล !!!" แม้จะเอ่ยคำตอบโต้ แต่ยามนี้จิตของเจ้าสำนักหงส์อัคคีมี่เจินกลับเกิดระลอกแหง่คลื่นอารมณ์ความสับสน ทำให้เสวี่ยหมิงรับรู้ว่านางเองเริ่มสั่นไหวไปตามถ้อยคำของตนเอง
"นั่น ก็สุดแล้วแต่ที่ท่านประมุขจะลองเสี่ยงแลกดู แต่ตัวข้าเชื่อว่าเด็กสาวงดงามที่ใสซื่อไร้เดียงสาเช่นนาง..."
หุบปาก !!!
เจ้าสำนักหงส์อัคคีตวาดลั่นจนหลิงจือเองถึงกับหน้าเสีย แต่เสวี่ยหมิงหาได้สะทกสะท้านแม้เพียงน้อย