(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 58 หอคอยฟ้าสวรรค์

            ไม่นานนักเมื่อฝีเท้าของหลัวหยางก้าวย่างเข้าสู่พื้นที่ซึ่งถูกล้อมกรอบไว้ด้วยเสาศิลาที่เต็มไปด้วยอักขระเรืองแสงและลวดลายโบราณ


            ชายหนุ่มก็พบว่าตนเองได้มาถึงยังอาณาเขตของหอคอยฟ้าสวรรค์


            สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหัวใจแห่งนิกายเทียนหมิง และเป็นจุดศูนย์รวมของจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งปวง


            แสงแดดยามสายทอประกายส่องกระทบกับตัวอาคารสีดำทะมึนซึ่งสูงเสียดฟ้ากว่าสิบจั้ง


            เงาของมันทอดยาวลงสู่ผืนดินเย็นเฉียบ สะท้อนแววแกร่งของอำนาจที่เร้นกายอยู่ภายใน


            หลัวหยางเงยหน้าขึ้นมองยอดปลายหอคอยด้วยสายตาเปล่งประกายแววสนใจ มันเป็นอาคารที่ทั้งดูเรียบง่ายและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน


            ตัวหอคอยนั้นไม่มีซุ้มประดับหรือชายคาโค้งงอนเฉกเช่นอาคารทั่วไปของนิกาย แต่กลับเปล่งกลิ่นอายลึกลับผ่านโครงสร้างทรงกระบอกที่ตั้งตระหง่าน ทั่วทั้งพื้นผิวของมันกลับแผ่เปลวเพลิงบางเบาออกมาเรื่อยๆอย่างไม่มีวันมอดดับ เฉกเช่นชีพจรของสัตว์เทพที่ยังคงเต้นอยู่ภายใน


            แม้ว่าเจ้าของลมหายใจจะมอดสิ้นไปนานแล้ว เปลวเพลิงเหล่านั้นเรืองรองวูบไหวตามกระแสพลังของผู้เข้าใกล้


            ยามที่หลัวหยางก้าวเท้าถึงขอบเขตของมัน เปลวไฟเหล่านั้นกลับสั่นไหวราวกับกล่าวทักทายผู้ถือครองชะตากรรมบางอย่าง


            รอบนอกของหอคอย ถูกตั้งล้อมด้วยรูปปั้นสลักขนาดใหญ่สี่องค์ซึ่งมีรูปลักษณ์อันแปลกประหลาด


            รูปปั้นทั้งสี่มิได้เหมือนสัตว์เทพใดที่เขาเคยเห็นมาก่อน แต่กลับดูคล้ายกับการรวมร่างระหว่างมังกร อสรพิษ และสัตว์เทพแห่งเผ่าพันธุ์ที่สาบสูญไปแล้วในยุคโบราณ ทุกองค์ต่างนั่งขัดสมาธิในท่วงท่าแห่งการบำเพ็ญเพียร


            ขณะที่บริเวณทางเข้าสู่หอคอยฟ้าสวรรค์นั้นแน่นขนัดไปด้วยบรรดาศิษย์จากทั้งสายนอกและสายใน


            พวกเขาสวมชุดหลากสีที่บ่งบอกถึงระดับขั้นและสถานะในนิกาย หลายคนเดินเข้าออกกันอย่างเร่งรีบ


            บ้างก็รวมกลุ่มกันพูดคุยอย่างคึกคัก บ้างก็อยู่ในสภาพเหนื่อยล้าหลังจากออกมาจากชั้นใดชั้นหนึ่งของหอคอยแห่งนี้


            จุดหมายของพวกเขานั้นไม่ต้องสงสัย นั่นคือการใช้พลังของหอคอยฟ้าสวรรค์เพื่อเร่งเร้าการบำเพ็ญเพียรของตน เพิ่มพูนความเข้าใจในกฎเกณฑ์ของสวรรค์และโลกและพัฒนาพลังภายในให้พ้นระดับของสามัญชน


            หลัวหยางยืนพิจารณาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนและกระหาย


            ในขณะที่เขากำลังทอดสายตามองขึ้นไปยังความสูงของหอคอย เขากลับเอ่ยพึมพำออกมาเบาๆ


            “นี่คือหอคอยฟ้าสวรรค์? ทำไมข้ารู้สึกว่าแก่นกลางของมังกรเพลิงอมตะมันจะอยู่ในส่วนลึกสุด หรือก็คืออยู่ใต้พื้นดินของหอคอยแห่งนี้


            “ส่วนความสูงกว่าสิบจั้ง.. มันเป็นเพียงแค่หอคอยกลวงๆ”


            “การฝึกฝนทั้งสิบชั้น จะตั้งแต่ชั้นแรกสุด แล้วก็ลงไปเรื่อยๆจนถึงส่วนลึก ทั้งหมดสิบชั้นใช่ไหมนะ?”


            อาจารย์ระบบซึ่งเฝ้าสังเกตความคิดอยู่ตลอดเวลาก็กล่าวตอบในทันทีด้วยน้ำเสียงอันเย้ยหยันเล็กน้อย


            【เข้าใจละ ถึงจะถูกเรียกว่าหอคอยก็จริง ทว่ามันก็เป็นหอคอยกลับด้าน ในชั้นต่อไป พวกเราไม่จำเป็นต้องขึ้นสูง ทว่าเราต้องย้อนลงไปยังส่วนลึกต่างหาก โดยที่ในแต่ละชั้นของหอคอยฟ้าสวรรค์ ก็มีห้องบำเพ็ญเพียรที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ เชื่อมต่อค่ายกลและดึงปราณจากมังกรเพลิงอมตะที่ตายแล้วมาสนับสนุน ยิ่งอยู่ในชั้นที่ลึกและใกล้เคียงกับแก่นกลาง ปราณแห่งสวรรค์และโลกในห้องนั้นก็จะยิ่งหนาแน่นมากยิ่งขึ้น】


            【ยังไงก็ตาม ไปลุยกันเลยศิษย์รัก ตอนนี้เจ้ามีแต้มคะแนนอยู่ที่ 500 ลองใช้แต้มทั้งหมดเพื่อฝึกฝนพลังก่อนละกัน】


            【แล้วถ้ามันให้ผลลัพธ์ที่ดี หลังจากนี้พวกเราจะต้องหาแต้มคะแนนเพื่อมายังหอคอยฟ้าสวรรค์อีก】


            หลัวหยางรับฟังอย่างตั้งใจ แววตาของเขาวูบไหว สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนที่จะย่างเท้าข้ามประตูหินขนาดมหึมาในทันที


            แล้วเมื่อร่างของชายหนุ่มก้าวผ่านเข้าไปในหอคอยฟ้าสวรรค์


            ประกายแสงสีแดงเข้มอันอบอุ่นและหนักแน่นก็ห้อมล้อมทั่วตัว ประหนึ่งว่าอาคารทั้งหลังนั้นมีชีวิตและกำลังตรวจสอบผู้ที่ย่างก้าวเข้ามา


            ทุกอณูของผนังและพื้นหินล้วนสลักอักขระค่ายกลที่ดึงดูดปราณจากแก่นกลางอย่างต่อเนื่อง


            ขณะที่ภายในของหอคอยฟ้าสวรรค์นั้น อาณาบริเวณโดยรวมได้ถูกจัดแบ่งออกเป็นห้องบ่มเพาะพลังขนาดกะทัดรัดจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วน ราวกับเป็นรังผึ้งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับศิษย์จากทั่วทั้งนิกายเทียนหมิงที่ต่างก็ต้องการ


            ห้องแต่ละห้องสร้างจากหินศิลาแปลกประหลาดที่แผ่พลังงานธรรมชาติออกมาตลอดเวลา ประหนึ่งว่าต่อให้ในยามที่ไร้ผู้ใช้ มันก็ยังคงดึงดูดปราณแห่งสวรรค์และโลกมาเก็บสะสมไว้ในตัวมันอย่างเงียบงันไม่หยุดพัก


            ศิษย์มากมายหมุนเวียนเข้าออกจากห้องเหล่านี้ตามลำดับ เมื่อใดที่มีศิษย์ฝึกฝนจบ บานประตูหินหนาหนักก็จะเลื่อนเปิดออก


            บางคนเดินออกมาด้วยใบหน้าอ่อนล้า บางคนเปี่ยมล้นไปด้วยความปิติที่ได้เข้าใกล้จุดทะลวงขอบเขตมากขึ้น


            ศิษย์ที่รออยู่เบื้องนอกก็จะเดินเข้ามาแทนที่อย่างคล่องแคล่ว พวกเขาจะหยิบป้ายหยกของตนขึ้นมาแล้วแตะลงไปบนแผ่นศิลาสลักเหนือบานประตู ซึ่งจะปรากฏแสงสว่างสั้นๆเพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นประตูก็จะเปิดให้เข้าสู่ห้องฝึกโดยไม่มีพิธีรีตองใดๆ


            เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความเคยชินและธรรมชาติ ประหนึ่งว่านี่คือกิจวัตรประจำวันของศิษย์แห่งนิกายไปเสียแล้ว


            “นี่มัน..”


            หลัวหยางที่เพิ่งก้าวเข้ามาในชั้นนี้ได้ไม่นานก็มองภาพทั้งหมดด้วยสายตาใคร่รู้และเริ่มเข้าใจกลไกของหอคอยฟ้าสวรรค์มากยิ่งขึ้น


            เขายืนสงบนิ่งอยู่ข้างฝาผนังจารึกที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของโถงทางเดิน


            ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับแผ่นป้ายประกาศที่ถูกแขวนไว้เป็นแนวยาวโดยใช้หมุดเหล็กวิญญาณตรึงกับหินโดยรอบ


            แผ่นป้ายนั้นมีตัวอักษรสีทองอ่อนเปล่งแสงออกมา


            จารึกข้อมูลเกี่ยวกับลำดับชั้นของหอคอยพร้อมทั้งแต้มคะแนนที่ต้องใช้ในการฝึกฝนในแต่ละระดับอย่างชัดเจน


            หลัวหยางเพ่งมองข้อความที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ พลางขมวดคิ้วด้วยความฉงน


            “หืม.. มันไม่ใช่ชั้นที่หนึ่งจริงๆด้วยแฮะ แต่ที่พวกเรายืนอยู่ตอนนี้คือชั้นที่สิบ.. ถ้าลงไปยังด้านล่างก็จะเป็นชั้นที่เก้า..”


            และเมื่อนัยน์ตาสีแดงได้เลื่อนไปยังข้อมูลเกี่ยวกับแต้มคะแนนที่ใช้ในแต่ละชั้น ใบหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้นเรื่อยๆ


            "ชั้นที่สิบหรือก็คือชั้นที่ข้ากำลังยืนอยู่ เวลาบ่มเพาะหนึ่งชั่วยามใช้ 100 แต้มคะแนน!”


            “ชั้นที่เก้า 300...”


            “ชั้นที่แปด 500...”


            “ชั้นที่เจ็ด 800...”


            “ชั้นที่หก 1,000...”


            “ชั้นที่ห้า 1,500...”


            “ชั้นที่สี่ 2,000...”


            “ชั้นที่สาม 3,000...”


            “ชั้นที่สอง 5,000...”


            “แล้วชั้นสุดท้าย หรือก็คือชั้นที่อยู่ลึกสุด ชั้นที่หนึ่ง 10,000 แต้มคะแนนต่อหนึ่งชั่วยาม..”


            คำพูดของเขาขาดห้วงไปเล็กน้อย ขณะที่สายตายังคงแนบแน่นอยู่กับแผ่นป้ายประกาศ


            ยิ่งอยู่ลึกและใกล้กับแก่นกลางของหอคอยมากเท่าไหร่ ห้องบ่มเพาะพลังปราณก็ยิ่งดีและหนาแน่นมากสินะ?


            เมื่อเข้าใจถึงกลไกทั้งหมดแล้ว สายตาของหลัวหยางก็เบนไปยังห้องว่างห้องหนึ่งในชั้นที่ยืนอยู่ในขณะนี้


            ห้องนั้นประตูยังเปิดค้างอยู่และยังไม่มีผู้ใดจับจอง


            ใช่แล้ว ในเมื่อเขายังไม่รู้จักประสิทธิภาพของมันอย่างแท้จริง ก็สมควรที่จะทดลองเสียก่อน


            จากนั้นเขาจึงหยิบป้ายหยกของตนขึ้นมาและกล่าวในใจด้วยความลังเลเล็กน้อย


            “อาจารย์.. ตอนนี้ข้ามีแต้มคะแนนเพียงแค่ 500 แต้มเท่านั้น!”


            “หมายความว่าถ้าจะฝึกฝนในชั้นที่สิบ ข้าจะบ่มเพาะได้ประมาณห้าชั่วยามสินะ?”


            เสียงของระบบสังหารโชคชะตาก็พลันดังขึ้นในหัวของเขาในทันที


            【อย่างที่คิดเอาไว้จริงๆด้วย】


            【มันใช้แต้มคะแนนสูงจริงๆ】


            【ถ้าบรรดาศิษย์อยากจะได้ห้องบ่มเพาะดีๆแล้วละก็ พวกเขาก็จะต้องแข่งขันกันเพื่อหาแต้มคะแนนให้สูงมากยิ่งขึ้น】


            【แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร นี่แหละคือขั้วอำนาจที่มีระบบและรากฐานที่เป็นเอกลักษณ์】


            【ก่อนอื่นเราไปทดลองห้องบ่มเพาะในชั้นที่สิบก่อนละกัน ใช้คะแนนทั้งหมดเพื่อบ่มเพาะเป็นเวลาห้าชั่วยามเลย】


            หลัวหยางไม่กล่าวอันใดต่อจากนั้น เขาเพียงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังห้องบ่มเพาะที่ยังคงเปิดอยู่โดยไม่รีรอ


            เมื่อมาถึงเบื้องหน้าประตูหินสีดำที่ถูกสลักลวดลายมังกรเพลิงเงยหน้าโบยบิน ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็จ้องมองลึกเข้าไปในเงามืดเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่ ก่อนจะกำลังยกป้ายหยกของตนขึ้นมา และแตะลงบนแท่นศิลาที่อยู่ข้างประตู ทว่าเสียงของใครบางคนก็ได้ดังขึ้น


            “ไอ้ศิษย์หล่อหน้าใหม่”


            “ห้องนี้ข้าจองแล้วเว้ย!”


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน