The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๔๘ โลกาทมิฬ

            ปัจเจกวิชาของวิฬาร์บทรัตติกาล โลกาทมิฬ

            ทิพากรจะเสกสรร

            พลังอันจรัสแจ้ง

            วิโรจน์เรืองอร่ามแดง

            คุโชติช่วงพระเพลิงกัลป์

            นภากาศจะลุกไหม้

            พระพายไหวโพยมผัน

            ปโยธร เกาะกลั่นคั้น

            วรุณหลั่งพิรุณพรม

            พยับเมฆสนั่นเสียง

            คละสำเนียงสนั่นขรม

            พิภพกัม-ปนาทล้ม

            ละเลงสิ้นพสุมดี

            ฤดูหนาวจะกล้ำกราย

            ทิวาหายสุรีย์หนี

            ปวัตน์วันลุราตรี

            มล้างสิ้นประลัยกัลป์

            [ทิพากร, ทิวา = ดวงอาทิตย์, วิโรจน์=สว่าง, นภา/โพยม (พะ-โยม) =ท้องฟ้า, พระพาย = ลม, ปโยธร (ปะ-โย-ทอน) = ผู้ทรงไว้ซึ่งน้ำ หมายถึงเมฆ, วรุณ/พิรุณ = ฝน, พยับ= ครึ้ม/มืดมัว, กัมปนาท = เสียงดังสนั่นหวั่นไหว, พสุมดี = พื้นดิน, สุรีย์ = แสงอาทิตย์,ปวัตน์ = การเปลี่ยนแปลง, ราตรี = กลางคืน]

             

            วิชาลับของวิฬาร์เกิดจากการกลั่นกรองประสบการณ์นานนับปีจากการใช้เวทมนตร์แต่ละบทในสายนั้นๆออกมาจนถึงขีดสุด แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ทักษะในเกมแต่มันคือเทคนิคอันเกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงส่วนผสมต่างๆที่เวทมนตร์แต่ละบทมีผลต่อกันและกัน

            ปัจเจกวิชาของวิฬาร์เปรียบเสมือนแบบแปลนก่อสร้างอาวุธอันซับซ้อนและเวทมนตร์แต่ละบทเปรียบเสมือนวัสดุแต่ละชิ้น ที่ถูกวิฬาร์ค่อยๆ บรรจงประกอบขึ้นมาอย่างประณีตเกิดเป็นกลไกอันวิจิตรที่จะประหัตประหารศัตรูตามเจตจำนงของผู้สร้างอย่างไร้ปรานี

            สำหรับสายธาตุเวทวิฬาร์มีปัจเจกวิชารวมทั้งสิ้นแปดบท โดยแต่ละบทจะดึงเอาส่วนผสมและความสามารถอันโดดเด่นของแต่ละธาตุออกมาจนเกินขีดจำกัดโดยอาศัยความเกื้อหนุนที่แต่ละธาตุมีต่อกัน ทบทวีพลังของมันขึ้นจนแทบไร้ที่สิ้นสุดเพิ่มระดับของเวทมนตร์ให้มีอำนาจทำลายล้างมากกว่าที่มันเคยทำได้ราวกับถูกเสกสรรด้วยหัตถ์แห่งพระเจ้า

            เปลี่ยนจากเล็กเป็นใหญ่

            เปลี่ยนจากน้อยเป็นมาก

            เปลี่ยนจากเวทมนตร์ระดับล่างจนมีพลังเกือบแตะถึงระดับสูงข้ามไปเกือบสองขั้นในคราเดียว

            บทโลกาทมิฬเป็นบทที่ใช้ธาตุอื่นเพื่อขับพลังของธาตุมืดออกมา เหมาะกับการต่อกรกับศัตรูที่ไม่รู้ความสามารถเป็นอย่างยิ่ง

            เพราะวิฬาร์ไม่รู้ว่าฤๅษีพิสิทธามีความสามารถประเภทไหนแต่เมื่อดูจากหลักฐานรอบตัว เขาก็พอจะตีกรอบได้บ้าง

            ท่านไม่กลัวการโจมตีจนถึงกับยืนยิ่งๆ ให้เขาโจมตีโดยไม่คิดว่าตัวเองบาดเจ็บ แสดงว่าทักษะที่ท่านภูมิใจควรจะเป็นทักษะสายป้องกันหรือไม่ก็หลบหลีกเป็นหลัก ซึ่งนั่นจัดอยู่ในสายยุทธเวท

            ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้บทโลกาทมิฬ ที่มีจุดเด่นคือโดดเด่นในการลดความสามารถของศัตรู เพิ่มจุดอ่อนและลดจุดแข็งลง นับเป็นหนึ่งในกลุ่มคำสาปที่สายยุทธเวทแพ้ทางอย่างมาก

            ไม่ว่าท่านจะมีพลังป้องกันสูงแค่ไหนหรือเร็วจนตามไม่ทัน ถ้าหากยืนโต้งๆ ให้เขาอัดเวทมนตร์ใส่แบบนี้ เขาก็ลดความสามารถนั้นลงได้อย่างน้อยหนึ่งในห้าโดยอาศัยแค่เพียงเวทมนตร์ระดับล่างเท่านั้น

            แม้ว่าตอนนี้วิฬาร์จะใช้โลกาทมิฬได้เพียงขั้นแรก เพราะว่าพลังเวทมนตร์เขามีน้อยเกินไป แต่เขาก็มั่นใจว่าต่อให้ฤๅษีพิสิทธามีเลเวลกว่าสามร้อยเขาก็ทำให้ปากชราอวดดีนั่นกระอักเลือดออกมาได้อย่างแน่นอน

            ดวงตาของเขาที่พริ้มหลับลงเมื่อครู่เบิกกว้างขึ้นในฉับพลัน

            แต่ในเบ้าตาคู่นั้นกลับไม่ปรากฏดวงตาเฉกเช่นมนุษย์ดั่งที่ควรจะเป็น

            นัยน์ตาทั้งคู่ของวิฬาร์เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวรัตติกาลดูดกลืนแสงสว่างทั้งมวลจนคล้ายกับหลุมดำกลางอวกาศ รัดรึงตรึงจนแม้แต่แสงจากดาวฤกษ์ทั้งมวลมิอาจเล็ดลอดหลีกหนีไปได้

            ลี้ลับ

            และอันตราย

            วิฬาร์เอื้อมมือขวามาจับไม้เท้าเวทยกมันขึ้นเหนือพื้นยี่สิบนิ้ว ก่อนจะกระแทกมันลงจนส่งเสียงทึบหนัก

            อาณาเขตสีดำทะมึนแผ่กระจายออกจากใต้เท้าของวิฬาร์คล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำกลืนกินไปจนทั่วทั้งลานฝึกในเวลาไม่ถึงหนึ่งส่วนสิบของวินาที เปลี่ยนผืนดินเป็นสีถ่านราวกับถูกพระเพลิงแผดเผาจนวอดวาย

            กระแสธารเวทมนตร์รอบตัวพลันอ่อนจางลงราวกับลมที่ถูกสูบออกไปในวินาทีนี้ ต่อให้คุณมีความสามารถทางเวทมนตร์เพียงไร ก็ไม่ต่างกับคนขาดอากาศหายใจ

            ฤๅษีพิสิทธาถึงกับมือสั่นอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้วินาทีที่อาณาเขตสีดำทะมึนนั้นแผ่กระจายออกท่านบอกกับตัวเองว่าจงรีบหนีออกจากมันไปให้ไกลที่สุดแต่ว่าความหยิ่งทะนงกลับรั้งตัวเองเอาไว้

            ท่านออกปากเองว่าให้มันโจมตีท่านให้โดนซักแผลแล้วถ้าเกิดว่าเพียงแค่มันแผ่พลังเวทมนตร์ออกมา ท่านก็ดีดตัวหลบการโจมตีนั่นก็แปลว่าท่านเป็นวิหคหวาดเกาทัณฑ์ ตีตนไปก่อนไข้ ถ้าเกิดใครรู้เข้าคงจะต้องอับอายขายหน้าเป็นที่สุด

            แต่แล้ววินาทีต่อมาท่านกลับสำนึกได้ว่าควรจะเชื่อสัญชาตญาณตัวเองตั้งแต่แรก

            วิฬาร์คว้าหอกเวทวชิระขึ้นมาผสานเวทมนตร์ระดับล่างเพิ่มเข้าไปชุดใหญ่จนมันสั่นสะท้านคล้ายกับลิงโลดยินดีที่ได้รับพลังจนอิ่มเอมจากนั้นเสริมด้วยเวทมนตร์ระดับกลางและทักษะหอกที่เพิ่งได้ร่ำเรียนมาจากคทานนอีกสองกระบวน

            ธาตุเวทเพลิงระดับกลางปริภพสิ้นสูญ โศกาดูร* เพลิงสันดาป**

            ผสานกระบวนหอกสายคทานนท่าสามัญ

            [*โศกาดูร = ร้องไห้สะอึกสะอื้น, **สันดาป = การเผาไหม้]

            เข้าเงื้อหอกจนสุดล้าเล็งเป้าหมายไปยังกลางอกของฤๅษีพิสิทธา ก่อนจะเอื้อนเอ่ยถ้อยวจีสั้นๆ เพียงคำเดียวเพื่อสั่งการทำงานขั้นสุดท้ายของปัจเจกวิชา

            “ตาย”

            ในพริบตานั้นคล้ายกับมีหนวดอัปลักษณ์นับสิบเส้นผุดขึ้นมาจากอาณาเขตสีดำบนพื้น มันฉกเข้าที่ขาทั้งสองข้างของพิสิทธาแล้วรัดไว้ราวพญาอสรพิษหน่วงการเคลื่อนไหว สร้างสถานะผิดปกติ ลดค่าสถานะจนหายไปกว่าหนึ่งในห้า

            และวินาทีที่ปัจเจกวิชาแสดงผลวิฬาร์ก็ขว้างหอกผสานเวทไปในทันที

            ฤๅษีพิสิทธาผู้ถือดีขยับตัววูบใช้ทักษะระดับสูงที่ตนเองมั่นใจนักหนาออกมาในเวลาเดียวกัน

            ปัจเจกวิชาของพิสิทธาก้าวสามภพ

            วิชาลับของท่านเป็นท่าเท้าวิชาตัวเบาที่สามารถเร่งความเร็วได้อย่างฉับพลันเดิมทีท่านมั่นใจว่า ต่อให้ท่านใช้พลังเพียงหนึ่งในห้าก็ไม่มีทางที่นักเดินทางเลเวลแค่สามสิบจะแตะเนื้อต้องตัวท่านได้ แต่ ณ เวลานี้ท่านกลับหลงลืมความตั้งใจเดิมของตน แล้วใช้พลังฝีมือทั้งหมดออกมาอย่างเต็มเหยียด

            ท่านเร่งความเร็วจนถึงขีดสุดทว่ากลับทำความเร็วได้เพียงสองในสามของที่เคยเป็น ความน่าสะพรึงของปัจเจกวิชานี้ทำเอาพิสิทธาถึงกับใช้พลังผิดพลาดเป็นผลให้เสียจังหวะจนเกือบล้ม

            ร่างกายหนักขึ้นราวถูกถ่วงด้วยหินพันชั่งอากาศทวีความข้นหนืดดั่งแหวกว่ายอยู่กลางมหานที สองขาดื้อด้านต่อคำสั่งจากสมองแม้แต่ลมหายใจก็ฝืดฝืนจนรู้สึกอึดอัดไปทั่วสรรพางค์กาย***

            [***สรรพางค์ (สัน-ระ-พาง) = ทั่วทั้งตัว]

             แม้จะถูกปัจเจกวิชาของวิฬาร์เข้าไปเต็มรักจนท่านใช้ความสามารถของตัวเองออกมาได้ไม่เต็มที่แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้หอกเวทวชิระของวิฬาร์พลาดเป้าจากกลางอกของท่านไปเป็นคืบ

            แต่แม้จะพลาดไปหนึ่งคืบมันก็ยังโดนอยู่ดี

            เปรี้ยง!!!

            หอกเวทปักเข้าบริเวณอกข้างซ้ายของท่านอย่างถนัดถนี่วินาทีที่มันพุ่งมากระทบ ก็ระเบิดพลังเวทมนตร์ออกอย่างรุนแรงจนเกิดเพลิงไหม้คล้ายกับถูกยิงด้วยปืนติดรถถังขนาดย่อมก่อนมันจะถูกพลังป้องกันพื้นฐานของตัวท่าน ดีดหักเหกระเด็นไปอีกด้านปักเข้ากับผนังผาจนจมลึกลงไปครึ่งวา ส่งเสียงระเบิดดังสะท้านก้องไปทั่วหุบเขาหิมะเหนือยอดผาพรั่งพรูลงมาเพราะแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงก่อนจะหยุดไปดีที่มันไม่ถล่มลงมา ไม่อย่างนั้นคงต้องวุ่นวายกันอีกยกนึง

            ส่วนร่างบางในชุดลายพยัคฆ์ปลิวกระเด็นไปในพริบตา

            ฤๅษีพิสิทธากระอักเลือดชราออกมาคำใหญ่ร่างตกกระทบพื้นแล้วหมุนคว้างไปสามสี่ทอดอย่างควบคุมไม่อยู่ ชนต้นสนอันโชคร้ายสองสามต้นแหกกระจุยไปไม่มีชิ้นดี

            สำหรับ NPC เลเวลสามร้อยกว่า ความจริงอาการบาดเจ็บเพียงแค่นี้นับว่าเล็กน้อยลำบากเพียงแค่ดีดนิ้ว ท่านก็สามารถรักษาร่างกายขึ้นมาได้จนฟื้นคืนดังเดิม

            แต่สิ่งที่ท่านเสียไปมากกว่านั้นคือหน้าตา

            ถ้าหากมีใครร่ำลือออกไปว่าท่านถูกนักเดินทางเลเวลเพียงแค่สามสิบโจมตีใส่จนกระอักเลือดแล้วละก็คงจะต้องอับอายไปสามชาติแปดภพ

            วิฬาร์กะพริบตาเพียงครั้งเดียวลูกตาสีดำขลับก็เปลี่ยนกลับมาเป็นดวงตามนุษย์ดังเดิม

            เขาสลายพลังเวทมนตร์โลกาทมิฬลงด้วยการสะบัดมือทำให้อาณาเขตสีดำที่เคยปกคลุมจนทั่วลานฝึกค่อยๆ จางหายลงไปในชั่วอึดใจ ส่วนละอองเวทมนตร์ที่อ่อนจางลงเพราะถูกเขาสูบไปใช้อย่างบ้าคลั่งก็พลันถูกเติมเต็มกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            ความจริงแล้ววิฬาร์ยังควบคุมเวทมนตร์ได้ไม่ดีนักเพราะขาดทักษะเสริมหลายอย่างที่ช่วยทำให้ใช้เวทมนตร์ได้เกินประสิทธิภาพ มันจึงทำให้เขาสามารถใช้ปัจเจกวิชาของตนได้ในเวลาจำกัด

            อย่าว่าแต่เขาก็อาศัยข้อได้เปรียบในจุดที่ว่าพื้นที่แห่งนี้มีละอองเวทมนตร์เข้มข้นกว่าที่อื่นเข้ามาช่วยด้วยบวกกับซดน้ำยาฟื้นพลังไปห้าขวด และเหล้าระดับ D ทำให้เขาสามารถใช้วิชาลับของตนได้แม้ว่าจะไม่เต็มที่นักก็ตาม

            อีกอย่างเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อเอาชนะ

            เพราะต่อให้เขาใช้เวทมนตร์ได้นานกว่านี้รุนแรงกว่านี้ ก็ไม่มีทางโจมตีฤๅษีพิสิทธาได้มากกว่าที่ทำไปเมื่อครู่ ที่เขาสามารถทำร้ายท่านได้หนักขนาดนี้ก็เกิดจากตัวท่านที่ประมาทเขามากเกินไปรวมถึงเปิดช่องว่างให้เขาใช้เวทมนตร์ได้เต็มที่โดยไม่ขัดขวางหรือหลบหลีกล่วงหน้า

            ดังนั้นจังหวะโจมตีที่เขาเพียรพยายามสร้างขึ้นอย่างยากลำบากในวันนี้ไม่มีทางใช้ได้ผลอีกครั้งอย่างแน่นอน

            เพราะว่าการโจมตีนี้สามส่วนอาศัยพลังฝีมือส่วนตัว สองส่วนอาศัยสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนสี่ส่วนเพราะท่านเปิดช่องว่างให้ และหนึ่งส่วนจากไอเทมที่เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่

            วิฬาร์ก้าวเข้าไปหาฤๅษีพิสิทธาที่เพิ่งจะทรงตัวขึ้นมาได้แล้วกล่าวขออภัยด้วยท่าทีนอบน้อม

            “ข้าขอขอบคุณท่านฤๅษีที่อ่อนข้อให้และขออภัยที่ข้าล่วงเกินท่านไป ขอได้โปรดอย่าถือสาในความไร้มารยาทนี้”นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่วิฬาร์หาช่องลงให้ฤๅษีพิสิทธาแล้ว

            เขาพยายามอดทนอดกลั้นไม่เสียมารยาทกับท่าน เพราะส่วนหนึ่งมั่นใจว่านี่อาจจะเป็นท่าทีลวงหลอกที่ท่านใช้วัดใจแข่งกับเขาด้วยการกดขี่ข่มเหงทางวาจา และอีกทางหนึ่งก็คือยังหวังได้รับการสั่งสอนสรรพวิชาบางอย่างจากท่านด้วย จึงยังไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไป

            แต่ถ้าหากว่าหลังจากที่เขาแสดงความสามารถอีกทั้งยังอ่อนน้อมถ่อมตนแล้ว ท่านยังไม่ละวางท่าทีหยิ่งยโส ไม่เห็นคนอื่นในสายตา ก็เห็นทีว่าจะเข้ากันไม่ได้

            และเขาไม่คิดจะอ้อนวอนขอร้องคนประเภทนี้เหมือนอย่างที่เคยทำมาก่อนในอดีตอย่างแน่นอน

            “อะแฮ่ม”ร่างบางของฤๅษีพิสิทธาทรงตัวกลับขึ้นมาได้แล้วท่านกระแอมเล็กน้อยเพื่อระบายลมที่ค้างอยู่ในปอด กลืนเลือดที่คั่งขึ้นมาตรงโคนลิ้นกลับลงไปแล้วจ้องหน้าวิฬาร์พลางแย้มยิ้มจนเขาขนลุกซู่

            ฤๅษีระดับท่านไม่ใช่คนโง่งมที่ไม่รู้จักปล่อยวางเรื่องงี่เง่าความจริงตั้งแต่เห็นกระบวนท่าตั้งต้นของวิฬาร์ท่านก็รู้ตัวดีว่าเจอของดีเข้าให้แล้ว

            สำหรับอาจารย์คนหนึ่งที่มีวิชาของตัวเองแน่นอนว่าย่อมจะอยากเผยแพร่ความรู้ที่ตัวเองมีไปให้ได้มากที่สุดอยากสอนศิษย์สักคนขึ้นมาสืบทอดวิชาตัวเองในวันหน้า เพื่อไม่ให้มันสูญหายไปตลอดกาลทำให้แผ่นดินรู้ โลกรู้ว่าวิชาของตนแกร่งกล้าเพียงไหน ศิษย์ของตนที่เก่งกาจขนาดนี้เพราะได้อาจารย์ดีเพียงไร

            และการได้เจอลูกศิษย์ที่มีความสามารถก็ไม่ต่างอะไรกับการเจอเพชรดิบ ที่รอวันถูกเจียระไนเป็นอัญมณีเลอค่าถ้าหากท่านปล่อยมือจากมันไปก็คงจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต

            ไม่สิวิฬาร์เป็นเพชรที่ติดอยู่บนแหวนแล้วด้วยซ้ำ เหลือแค่เพียงเอาอัญมณีชนิดอื่นมาประดับเพิ่มก็เพียงพอ

            “เจ้าทำได้ดีมากในวันนี้ไม่เสียทีที่ข้าออมมือให้ มาเถอะ ไปพักผ่อนซะวันนี้เจ้าคงเหนื่อยกับการเดินทางมามาก ไว้พรุ่งนี้ ค่อยเริ่มฝึกกันจริงจังเถอะ” ท่านพูดอย่างยิ้มแย้มด้วยท่าทีอ่อนลงราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

            หนึ่งหนุ่มหนึ่งแก่มองหน้ากันอย่างรู้ความหมายอยู่ชั่วครู่ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างรู้กันในที แล้วพากันเดินกลับกระท่อมไปพร้อมๆกัน

            ความสามารถในการสวมหน้ากากเล่นละครเข้าหากันในระดับนี้นั้น เรียกได้ว่าควรได้รางวัลออสการ์ไปครอบครอง