ชื่อเสียงความงามของลั่วชิงเลื่องลือไปทั่วหอหย่งเล่อ จนแทบหาผู้ใดเทียบเคียงได้ยาก เหล่าแขกบุรุษที่มาเยือน ล้วนเรียกร้องใคร่ขอเชยชมเพียงนางผู้เดียว
ใต้เท้าหม่าจ่ายหลายร้อยตำลึงเงินเพื่อให้นางมัดใจชายข้างกายผู้นี้ หากนางทำสำเร็จอีกห้าร้อยตำลึงเงินก็จะกลายเป็ของนาง ว่ากันตามจริงนางไม่รู้จักบุรุษผู้นี้เลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าเขากลับมีใบหน้าหล่อหมดจด มากกว่าบุรุษเพศทั่วไปที่นางพบเห็นไม่บ่อยนักในบรรดาแขกทั้งหลายของหอหย่งเล่อ การแต่งกายเนื้อผ้าอาภรณ์ล้วนเป็ของดีมีราคาที่มักใช้กันในชนชั้นสูง
ลั่วชิงมองพิจารณาจื่อถงอย่างละเอียด ก่อนจะผงกศีรษะในใจ ทุกย่างก้าวล้วนเป็กำไรสำหรับนาง หากโชคเข้าข้าง ปรนนิบัติใต้เท้าผู้นี้จนเป็ที่พึงพอใจ วันหนึ่งนางอาจได้ก้าวขึ้นเป็อนุภรรยาในจวนขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็เป็ได้
อาภรณ์บางเบาที่รัดรูปเผยร่องอกขาวอวบอิ่ม ปากเรียวแต้มชาดสีแดงสด ใบหน้าผัดแป้งจนขาวผ่อง ผิวพรรณนวลเนียน ผสานกลิ่นหอมฟุ้งจากกาย ล้วนเป็เสน่ห์ที่ชวนให้บุรุษหลงใหลมัวเมา ใต้เท้าผู้นี้นางต้องมัดใจเขาให้สำเร็จ ลั่วชิงบอกกับตนเองในใจ
จื่อถงทอดสายตามองมือเรียวของลั่วชิงที่กำลังลูบไล้อยู่บนมือของเขา แววตานิ่งสงบ ทว่าหัวคิ้วกลับค่อยๆ ขยับเข้าหากัน
“ลั่วชิง” เสียงนุ่มเย็นของจื่อถงทำให้ลั่วชิงบิดกายเขินอายราวเด็กสาว
“เอามือเ้าออกไป ข้ามีมือ รินสุราเองได้”
จื่อถงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ลั่วชิงเองหาได้ยอมแพ้ไม่ นางต้องไม่พลาดเงินหลายร้อยตำลึงนั่น คิดพลางมือเรียวจึงยกย้ายมาวางทาบบนขาของจื่อถงแทน นางโน้มตัวเข้าไปหาจื่อถงพลางกระซิบแ่เบาข้างหู
“ขาใต้เท้าแข็งแกร่งยิ่งนัก ให้ข้านวดให้นะเ้าคะ”
ขณะที่พูดมือนางก็ค่อยๆ ลูบไล้บนขาแกร่งของจื่อถงไปมา บุรุษทุกคนนั้นชอบให้สตรีกล่าวชื่นชมร่างกายของพวกเขา ลั่วชิงผู้มีประสบการณ์โชกโชนคิดในใจ จื่อถงมุมปากวาดโค้งขึ้นปรายตามองหญิงคณิกานางนี้เล็กน้อย พลันโน้มตัวกระซิบแ่เบาข้างหูนางเช่นกัน
“เอามือสกปรกของเ้าออกไป!” ลั่วชิงมองใบหน้าหล่อเหลาลอบรำพึงในใจว่านางเจอบุรุษมานับไม่ถ้วน มารยาสำหรับยั่วยวนดึงดูดบุรุษนางก็ล้วนเรียนรู้จากประสบการณ์มาทั้งสิ้น หากใต้เท้าผู้นี้ไม่ชอบให้นางแตะต้องกายเขาแล้วละก็ เช่นนั้นก็เอาอย่างนี้แล้วกัน ลั่วชิงหันไปคว้ามือของจื่อถงวางบนเรียวขาของนางแทน
จื่อถงใสะดุ้งเฮือกรีบดึงมือตนเองกลับทันที เขาไม่คิดว่าหญิงคณิกาจะไร้ยางอายเช่นนี้ นันย์ตาทั้งสองข้างหรี่ลงเจือด้วยความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นมาฉับพลัน จื่อถงพูดเสียงเบาข้างหูนางอีกครั้ง
“ถ้าไม่อยากตายไร้ที่ฝัง ไสหัวออกไปซะ!” รอยยิ้มของลั่วชิงชะงักค้าง ใบหน้าพลันแข็งตึงขึ้นทันที มือนุ่มของนางสั่นเทาจากคำขู่ของจื่อถง ลั่วชิงเหลือบมองหน้าใต้เท้าหม่าครานึง เป็คำถามว่านางควรทำอย่างไรต่อไป
ใต้เท้าหม่าวัยราวห้าสิบปีที่กำลังกอดรัดหญิงคณิกาบนตัก ส่งสายตาคมกริบเป็สัญญาณให้นางออกไป งานของนางล้มเหลวแล้ว เงินหลายร้อยตำลึงสลายหายไปในอากาศ ลั่วชิงค่อยๆ ลุกขึ้นถอยออกไปจากห้องด้วยใบหน้าบึ้งตึง ั้แ่นางเข้ามาอยู่ในหอคณิกา นี่เป็ครั้งแรกที่ถูกบุรุษปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้า เกือบทุกครั้งที่นางปรนนิบัติบรรดาใต้เท้าขุนนางที่สูงส่งทั้งหลาย ล้วนจบบนตั่งเตียงใต้ผ้าห่มเสมอ แต่ใต้เท้าหล่อเหลาผู้นี้กลับใจแข็งยิ่งนัก สามารถต้านทานการยั่วยวนของนาง ลั่วชิงไม่เคยพบเคยเจอบุรุษเช่นนี้มาก่อน
จื่อถงยังคงวางสีหน้าเรียบเฉย หากแต่แววตากลับเจือโทสะ ดวงตาดำหรี่ลงดั่งแอ่งน้ำลึกมืดมิด มองไม่เห็นก้นบึ้ง ภายใต้ความสงบนิ่งนั้นคือความไม่พอใจอย่างยิ่งยวด สำหรับเขา หอคณิกาเป็เพียงแหล่งสกปรกโสมม และคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ หากแต่ในยามนี้เขาไม่อาจหักหาญน้ำใจสหายขุนนางร่วมงาน ผู้ซึ่งยังมีคุณประโยชน์ต่อเส้นทางอำนาจของตน ต่อให้ตำแหน่งที่จะสูงส่งเพียงใด ก็ยังไม่สูงพอจะก่อศัตรูโดยไม่จำเป็ หรือทำลายมิตรที่อาจกลายเป็หมากสำคัญในวันข้างหน้า
ใต้เท้าทั้งหลายที่ร่วมโต๊ะสุราอาหารกับเขาต่างมีครอบครัวและภรรยาแล้วทั้งสิ้น กลับหมกมุ่นในหญิงคณิการูปโฉมงดงามเหล่านี้ เขานั่งได้ไม่นานจึงขอตัวกลับ เมื่อออกมาจากห้องรับรอง จื่อถงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากเสื้อบ่าวรับใช้ นำมาเช็ดมืออย่างรุนแรงราวกับมีคราบสกปรกฝังแน่นติดอยู่ เสร็จแล้วจึงโยนผ้าทิ้งให้บ่าวรับใช้
“เอาไปเผาทิ้ง!”
ล่วงเข้าราตรีกาลดวงดาราเปล่งประกายเต็มท้องฟ้า จื่อถงกลับมาถึงจวนยามจื่อ [1] เมื่อเปิดประตูเข้าห้องไป เหลียนซื่อได้เข้านอนเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้รบกวนนาง จึงสั่งให้บ่าวรับใช้จุดตะเกียงและปรนนิบัติเขาอาบน้ำ หลังอาบน้ำเสร็จจนอาการมึนเมาสุราคลายลงจึงปีนขึ้นเตียงนอน เหลียนซื่อรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวบนเตียง พลันใตื่นหันหน้ามาหาเขา
“ท่านดื่มสุรามาหรือ?”
“อืม”
จื่อถงกล่าวตอบ มือของเขากอดเอวคอดของเหลียนซื่อจากด้านหลัง ใบหน้าซุกไซร้ซอกคอภรรยา
“กลิ่นสุราแรงยิ่ง ท่านขยับออกไปได้หรือไม่”
เหลียนซื่อไม่ชื่นชอบกลิ่นสุรา กลิ่นฉุนปนหวานนั้นชวนให้วิงเวียนศีรษะนัก เพียงได้กลิ่นก็รู้สึกสมองพร่าเลือน แต่จื่อถงหาได้ฟังไม่ สักพักสาวใช้หน้าห้องได้ยินเสียงหอบและครางของนายท่านกับฮูหยินออกมาจากห้อง พลันสบตากันหน้าแดงจรดใบหู
แสงอรุณเริ่มฉายแสงบนท้องฟ้า เจียวอวี๋เอนกายบนตั่งไม้ฮวาหลี่แกะสลักลายมัจฉาแหวกว่ายบนน้ำข้างหน้าต่าง ลมพัดใบอู่ถงร่วงโรยลงพื้น มือขวาของนางจับตำราพิชัยาซุนจื๊อมั่น มือซ้ายคอยพลิกหน้ากระดาษที่อ่านแล้วช้าๆ
“คุณหนู วันนี้ทำไมถึงอ่านเล่มนี้ล่ะเ้าคะ ทุกทีคุณหนูอ่านตำราแพทย์กับสมุนไพรมิใช่หรือเ้าคะ?”
อาเฟยเอ่ยถามอย่างสงสัยพลางเปลี่ยนน้ำชาที่เย็นแล้วบนตั่งพร้อมยกขนมซาเซิง [2] เคลือบงาขาววางไว้เคียงป้านชา อาฟู่และอาเฟยล้วนเป็สาวใช้ขั้นหนึ่งที่ดูแลเจียวอวี๋มาั้แ่เด็ก พวกนางพอรู้หนังสือ สามารถอ่านออกเขียนได้บางคำ เหลียนซื่อจึงซื้อพวกนางมาจากพ่อค้าทาส และอบรมอย่างเคร่งครัดก่อนส่งให้มาดูแลเจียวอวี๋
“ข้าเพิ่งได้หนังสือเล่มนี้มาจากพี่ใหญ่ครั้งก่อน เพียงอ่านแก้เบื่อเท่านั้น อีกสักพักเ้าบอกสารถีเตรียมรถม้าเถิด ข้าจะไปโรงหมอ”
เจียวอวี๋ไม่ได้ไปโรงหมอมาสองสามวันแล้ว นางต้องไปช่วยอาจารย์มู่จัดเก็บสมุนไพรกับดูแลคนป่วยสักหน่อย หายไปหลายวันเช่นนี้อาจารย์ต้องตำหนินางเป็แน่
อาเฟยผงกศีรษะรับคำ กำลังจะหมุนตัวเดินออกจากห้อง อาฟู่พลันวิ่งสวนเข้ามา ร่วมกับหายใจกระหืดกระหอบ
“เ้าวิ่งเข้ามาอย่างนี้ได้อย่างไร คุณหนูใหมด” อาเฟยกล่าวบ่นอาฟู่ อาฟู่แลบลิ้นล้อเลียนอาเฟย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับเจียวอวี๋ว่า
“คุณหนู ท่านหมอมู่มา ฮูหยินให้มาเรียกคุณหนูให้ไปพบเ้าค่ะ”
“อาจารย์มา?” พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา [3] ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ น้อยครั้งนักที่อาจารย์จะมาหาถึงเรือน
เจียวอวี๋รีบวางหนังสือลง พร้อมกับก้าวขาลงจากตั่งสวมรองเท้า อาฟู่และอาเฟยช่วยนางสวมเสื้อนอกให้เรียบร้อย แล้วจึงเดินตามคุณหนูไปยังห้องโถงใหญ่ เหลียนซื่อนั่งเก้าอี้ประธานกำลังพูดคุยกับหมอมู่ด้วยท่าทางเคารพนอบน้อม
เมื่อมาถึงยังห้องโถงใหญ่สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน เจียวอวี๋ก้าวขาข้ามธรณีประตู นางรีบย่างเท้าตรงเข้ามาย่อกายทำความเคารพหมอมู่ ด้วยเกรงว่าจะทำให้อาจารย์รอนาน
“อาจารย์ ท่านแม่”
เหลียนซื่อเรียกบุตรสาวให้มานั่งใกล้ๆ หมอมู่มองหน้าเจียวอวี๋ด้วยแววตาแฝงความภูมิใจยามมองศิษย์คนโปรด ปากพลางเอ่ย
“เ้ามาแล้วรึ วันนี้ข้ามีธุระมาคุยกับจื่อฮูหยิน” หมอมู่กล่าวเสียงแหบ