Chronicles Of Radish : Record Of Pride (จักรวาลราดิช ภาค บันทึกจอมอหังการ)

    ตอนที่ 68 ออกเดินทาง

    ตอนที่ 68 ออกเดินทาง



                “อ่า...อร่อยที่สุดเลยคิดถึงจริงๆ”

                ราดิชกินอาหารที่ยกมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่องตอนนี้พ่อครัวกว่าสิบคนต้องเร่งทำอาหารให้กินคนเดียวปริมาณการกินนั้นทำให้ทั้งโรนัลด์และคาตันตกใจมาก แน่นอนว่าทั้งสองอยู่ตรงข้ามเขาและยังไม่คิดจะเอ่ยปากพูดอะไรด้วย

                -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล อิ่มแปล้ LV 6 เพิ่มเป็น LV 7

                   

                    กินไปน้ำตาไหลไปแถมสกิลก็ดันมาอัพเอาเสียอย่างนั้น ก็ยิ่งทำให้เขากินมากขึ้นไปอีกตอนนี้มีจานวางกองอยู่ด้านข้างเต็มไปหมดและไม่มีทีท่าว่าจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นไปอีก

                “เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ขอรับ??”

                ราดิชเอ่ยถามทั้งสองคนขณะหยุดกินเล็กน้อยเพื่อเอาจานเปล่าออกไปและหยิบอาหารจานใหม่มากินต่อ

                “องค์หญิงอาลิเซียติดตามท่านนักบุญเจมส์ไปทำภารกิจช่วยเหลือหมู่บ้านที่ถูกพวกออร์คถล่มแต่ตอนขากลับถูกนักเวททรยศคนหนึ่งส่งพวกเขาไปป่านูเมลอสแทนทางศาสนจักรสืบสวนเรื่องราวได้รวดเร็วและส่งทีมช่วยเหลือไปทันทีทว่าทีมช่วยเหลือก็ไม่มีการตอบกลับมา เมื่อวานก็ส่งไปอีกและวันนี้ก็ขาดการติดต่อไปอีกเช่นกัน”

                คาตันสรุปใจความทั้งหมดให้กระชับและเล่าให้เขาองค์ชายฟัง

                “แล้วทางนั้นอยากให้ข้าไปตามหาท่านนักบุญเจมส์กับน้องหญิงน่ะหรือ”

                ราดิชถามขึ้นซึ่งเขามั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ

                “ใช่มีนักบุญหลายคนเสนอให้ผู้กล้าไปทำภารกิจนี้โดยไม่สนว่าองค์ชายจะทำได้หรือไม่พะยะค่ะ”

                “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาขอรับข้ารับภารกิจนี้ไปตามหาน้องหญิงแน่นอน อืม..ขอกินอิ่มก่อนนะขอรับ จะรีบไปเลยว่าแต่ถ้ามีคนทรยศในหมู่นักเวทมิติแล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะไม่โดนแบบอาลิเซีย”

                แน่นอนว่าราดิชก็คิดว่ามีโอกาสที่เขาจะโดนแบบนั้นเหมือนกัน

                “ดูเหมือนทางนั้นจะให้นักบุญโธมัสเป็นคนส่งองค์ชายไปด้วยตัวเองเขาเป็นคนสนิทของพระสันตะปาปา และสนิทกับนักบุญเจมส์ด้วย”

                คาตันบอกเพราะตอนแรกที่ทางนั้นติดต่อมา เขาก็แย้งเรื่องนี้ไปเหมือนกันเพราะอาจเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันได้ดังนั้นทางศาสนจักรจึงตัดสินใจให้นักบุญโทมัสที่เป็นนักเวทมิติคนหนึ่งดำเนินการเรื่องนี้จึงทำให้ทางนี้วางใจได้

                “งั้นข้าก็ไม่มีปัญหาขอรับต่อให้มีปัญญายังไง ข้าก็เคลื่อนย้ายทางไกลกลับมาได้ไม่มีปัญหา”

                “เจ้าสังหารพวกมังกรนั้นด้วยตัวเองหมดเลยหรือ??”

                โรนัลด์อดถามขึ้นมาไม่ได้

                “แน่นอนสิเสด็จพ่ออาจจะมีแค่มังกรไฟที่ข้าใช้วิธีสกปรกลอบฆ่ามันตอนใกล้ตาย หลังมันสู้กับศัตรูแต่ที่เหลือข้าสู้กับพวกมันในสภาพเต็มร้อยเลยนะขอรับ”

                ราดิชตอบขณะกินอาหารจานสุดท้ายหมดและโบกมือว่าไม่ต้องการเพิ่มแล้ว

                “เวลาแค่ปีครึ่งกว่าองค์ชายก็เลเวลสูงถึงเก้าสิบสี่แล้ว ข้าจินตนาการไม่ออกเลยว่าพระองค์เจออะไรมาบ้างพระองค์น่าจะเป็นคนที่เพิ่มเลเวลได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์แล้วตอนนี้”

                คาตันเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชมเพราะองค์ชายคืออัจฉริยะอย่างแท้จริง

                “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกท่านอาข้าสู้แต่ตัวที่เก่งกว่าทั้งนั้นเลยแต่ก็มีวิ่งหนีบ้างเหมือนกันถ้าเจอตัวที่สู้ไม่ไหว”

                ราดิชเช็ดปากล้างมือเรียบร้อยก็ลุกขึ้น

                “งั้นข้าไปก่อนนะขอรับจะรีบไปช่วยน้องหญิงให้ได้ หวังว่านางคงไม่เป็นอะไรไปเสียก่อน”

                ราดิชโค้งคำนับให้ทั้งสองคนก่อนจะออกจากห้องเสวยไป ปล่อยให้ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมาความจริงพวกเขามีคำพูดมากมายอยากถาม แต่พอเห็นการกินของราดิชก็หมดคำพูดไปเลย

                “ลืมถามการฝึกฝนจากองค์ชายเลย...”

                คาตันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะถามอะไร

                “....”

                ส่วนจักรพรรดิโรนัลด์เบะปากมองบนไปแล้วเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ของสหาย ความจริงคาตันก็เป็นพวกบ้าการฝึกคนหนึ่งเหมือนกันจนโรนัลด์คิดว่าลูกชายเขาติดนิสัยมาจากสหายรักของเขาผู้นี้แน่นอน

     

     

    ศาสนจักรอาเซอุส

                    “ทางเคเดมแจ้งว่าผู้กล้ากลับมาแล้วขอรับ”

                นักบุญโธมัสเข้ามาแจ้งข่าวเรื่องนี้แก่จัสตินที่เจ็ดที่ยังคงอยู่ในห้องเก็บดาบศักดิ์สิทธิ์

                “เร็วขนาดนั้นเชียว??เราเพิ่งแจ้งข่าวพวกเขาไปเองนะ”

                จัสตินถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะนี่เพิ่งผ่านไปไม่นานเอง หลังประชุมเสร็จ จนดาบปรากฏขึ้นมายังกินเวลาไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ

                “เอ่อ..ข้าก็ไม่แน่ใจแต่ทางนั้นแจ้งว่าผู้กล้ากลับมาแล้ว แต่ขอแต่งตัวสักหน่อยน่ะขอรับ”

                “อ่อ...แต่งตัวหรอ??”

                “ขอรับ..”

                ทั้งสองเงียบไปทันทีจากนั้นไม่นานก็มีบาทหลวงมาแจ้งว่าผู้กล้าเดินทางมาถึงแล้วทั้งสองจึงพากันไปต้อนรับผู้กล้า ซึ่งที่ศาสนจักรนั้นมีอาคารเคลื่อนย้ายตั้งอยู่ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายไปได้แทบทุกอาณาจักรเลย จึงเป็นอาคารที่ใหญ่มาก

                ราดิชก้าวออกมาจากอาคารเคลื่อนย้ายอย่างไม่เร่งรีบตอนนี้ผมของเขาถูกตัดสั้นจนเกรียนแบบพวกทหารสวมชุดเกราะระดับอีปีคอย่างดีทับลงบนชุดสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็ดอย่างดีพอก้าวออกมาก็พบชายชราสองคนมารอเขาอยู่ เขาสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของทั้งสองคนนี้

                “ท่านผู้กล้า??”

                “ขอรับ”

                “ข้าคือนักบุญโธมัสส่วนนี่คือท่านพระสันตะปาปาจัสตินที่เจ็ด”

                นักบุญโธมัสแนะนำตัวเองและผายมือไปยังจัสตินราดิชได้ยินแบบนั้นก็ทำความเคารพตามธรรมเนียม

                “ลุกขึ้นเถอะท่านผู้กล้าเรื่องนี้จะรอช้าไม่ได้ รีบตามข้าไปรับดาบผู้กล้าและเข้าพิธีแต่งตั้งกันจะได้ออกเดินทางทันที”

                “ขอรับ”

                ราดิชลุกขึ้นด้วยสีหน้างุนงงทำไมดูเหมือนพวกเขาจะรีบกันขนาดนี้ แต่พอได้ยินว่าดาบผู้กล้ากลับมาเขาก็ลอบยิ้มในใจเพราะอานุภาพของมันแข็งแกร่งมาก เหมาะแก่การเอาไปฝึกฝน

                “ข้อขอตัวตัวไปเตรียมงานอย่างเร่งด่วนก่อนนะขอรับ”

                นักบุญโธมัสขอตัวแยกจากไปส่วนเขาก็เดินเคียงข้างจัสติน

                “ต้องขอโทษด้วยที่ไปรบกวนการฝึกฝนขององค์ชาย”

                “ไม่เป็นไรหรอกขอรับอาลิเซียเป็นน้องสาวของข้า ยังไงก็ต้องไปช่วยนางอยู่แล้ว”

                “อืม...บอกได้ไหมตอนนี้องค์ชายเลเวลเท่าไรแล้ว”

                “รู้แล้วช่วยอย่าบอกใครนะขอรับเก้าสิบสี่ขอรับ” ราดิชกระซิบบอกจัสตินด้วยเสียงเบามาก

                “หา!!!”

                “ตามนั้นแหละขอรับข้ามั่นใจว่าพาอาลิเซียและท่านนักบุญเจมส์กลับมาได้แน่นอนถ้าพวกเขายังไม่ตายไปเสียก่อน แต่ถ้าตายไปแล้วก็จะนำร่างกลับมาให้จงได้ขอรับ”

                ราดิชกล่าวอย่างเชื่อมั่นความมุ่งมั่นของเขาที่แผ่ออกมาทำให้จัสตินรับรู้ได้ว่านี่คือสิ่งที่เด็กหนุ่มเชื่อมั่นและเชื่อว่าต้องทำได้แน่นอน

                “คงต้องฝากท่านผู้กล้าด้วยทางข้าก็เตรียมคณะติดตามท่านไปด้วยเหมือนกันพวกเขาเป็นมือดีของศาสนจักรเลยเชียวนะ”

                “ก็ดีขอรับแต่การเดินทางแบบนี้ใช้คนน้อยจะคล่องตัวกว่า ไม่ทราบทีมช่วยเหลือที่ส่งไปส่งกันไปกี่คนขอรับ”

                “ประมาณสิบคนได้มีพาลาดิน นักเวท นักธนู นักบวช ผู้ใช้โทรจิตถ้ารวมคนนำทางด้วยก็น่าจะสิบเอ็ดสิบสองคนได้”

                “เยอะไปขอรับคนเยอะแบบนั้นจะล่อให้สัตว์อสูรแข็งแกร่งเข้ามาหาได้ง่าย จากที่ข้าฟังมาข้าคิดว่าทีมช่วยเหลือคงเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากเข้าเล่นงานอย่างไม่ต้องสงสัย”

                “หา!! ทำไมองค์ชายคิดแบบนั้นล่ะ??”

                “เผอิญข้าเคยอ่านเจอในตำราขอรับ”

                ราดิชตอบพลางยิ้มไปด้วยความจริงเขารู้เพราะเคยประสบพบเจอในอดีตนั่นเอง

                “อืม..ตอนแรกข้าเตรียมคนไว้ให้องค์ชายสิบคนแล้วแบบนี้จะให้เหลือไปกี่คนกันล่ะ ช่างเป็นการเลือกที่ยากลำบากจริงๆ”

                จัสตินทำหน้าลำบากใจเพราะทีมที่เตรียมไว้นั้นล้วนเป็นยอดฝีมือกันทั้งนั้นและพวกเขาก็อยากไปทำภารกิจเพื่อสร้างผลงานกันทุกคน

                    “ข้าสามารถเลือกคนไปเองได้ไหมขอรับ”

                “เอ่อ..ได้สิว่าแต่จะเลือกไปกี่คนล่ะ”

                จัสตินคิดว่าถ้าผู้กล้าเป็นคนเลือกทีมเองอย่างน้อยพวกนั้นก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

            “อย่างน้อยห้าคนกำลังดีขอรับเคลื่อนไหวง่าย แต่ความจริงข้าไปทำคนเดียวก็ได้ขอรับ เคลื่อนไหวง่ายกว่าด้วยแต่เราไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ข้าคิดว่าจะจับหางพวกมันให้ได้ขอรับ”

                “หรือว่าองค์ชาย..”

                “ขอรับข้าคิดว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังแน่นอน และข้าจะหาคำตอบมาให้ได้ขอรับ”

                “หวังว่าจะได้คำตอบนะองค์ชาย”

                จัสตินเองก็คิดแบบเดียวกันทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปและไม่ได้เอ่ยอะไรกันออกมาอีก

                ราดิชตามจัสตินไปที่วิหารใหญ่ของศาสนจักรที่นั่นมีเหล่านักบุญ บาทหลวง พาลาดินที่เกี่ยวข้องมารออยู่ก่อนแล้วพวกเขาได้รับคำสั่งตั้งแต่ได้รับการแจ้งข่าวว่าผู้กล้ากำลังเดินทางมาและได้มารอที่นั่นกันทุกคน

                พวกเขาต่างมองมาที่ผู้กล้าเป็นทางเดียวแน่นอนว่ามีใครบางคนพยายามประเมินเขาด้วยแต่เขาก็ใช้อำนาจของเจ้าผู้ครองขัดขวางทันทีและตั้งเป็นขัดขวางตลอดไปความจริงตอนที่คาตันประเมินเขานั้น เขาก็ทราบและไม่ได้ขัดขวางเพราะเขารู้ว่าคาตันแค่ประเมินว่าอีกฝ่ายเป็นใครเท่านั้น

                “เราจะเริ่มพิธีแต่งตั้งผู้กล้าอย่างเป็นทางการกันเลย”

                จัสตินกล่าวเสียงดังและหันมาพยักหน้าให้ราดิชซึ่งก็มีนักบุญโธมัสมาพาตัวไปเพื่อบอกขั้นตอน เขาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเพราะพิธีก็ไม่ได้มีอะไรมาก ตอนนี้เขาเห็นดาบผู้กล้าที่คุ้นเคยแล้วมันถูกตั้งอยู่บนแท่นพิธี

                มันยังคงเป็นดาบผู้กล้าที่เขารู้จักแต่ตอนนี้ตัวดาบกลับเต็มไปด้วยสนิม ทว่าไม่อาจปิดกั้นรัศมีพลังของมันได้เลยด้านข้างเป็นฝักดาบสีขาวเปล่งประกาย มองแวบเดียวก็รู้ว่าสร้างจากวัตถุดิบขั้นสูง

                จากนั้นพิธีก็เริ่มขึ้นราดิชก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธี ที่นั่นมีจัสตินประคองดาบที่ใส่ฝักไว้เรียบร้อยแล้วอยู่ด้านข้างล้อมรอบด้วยนักบุญที่กำลังสวดอวยพรให้เขา

                เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าจัสตินก่อนที่จัสตินจะประคองดาบส่งให้เขา ราดิชยื่นทั้งสองมือไปรับและค้างไว้รอให้นักบุญสวดมนตร์จนจบก็เสร็จพิธีแล้วบรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยมนตร์ขลังอย่างมาก นอกจากเสียงสวดมนตร์แล้วไม่มีเสียงอื่นเลย เหล่าผู้ร่วมงานต่างยืนให้ความเคารพกันหมด

                จนกระทั่งการสวดจบลงราดิชก็รับดาบมาไว้ในมือ แน่นอนว่าเขาสัมผัสได้ถึงพลังของดาบที่คุ้นเคยนี้เขาลุกขึ้นและก้าวถอยหลังออกมาก่อนจะชักดาบออกมาและชูขึ้นพริบตานั้นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที

                ตัวดาบที่เคยเป็นสนิมพลันหลุดลอกไปจนหมดเผยให้เห็นตัวดาบสีทอง ที่ตอนนี้มันเปล่งแสงเจิดจ้าดั่งดวงตะวันพลังกดดันของมันที่ปลดปล่อยออกมาทำให้บรรยากาศหนักอึ้งโดยพลัน

                “นี่หรือ!! อานุภาพของดาบผู้กล้า!!”

                “นั่นสิ!!!”

                เสียงซุบซิบเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้เพราะดาบเล่มนี้สูญหายไปกว่าสองพันปี และเมื่อมันกลับมาก็ได้อยู่ในมือผู้กล้าทันทีแถมมันทรงอานุภาพมาก นี่แค่ขนาดชักออกมาเท่านั้น

                “เป็นดาบที่ดีมากขอรับข้ารู้สึกได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่เลย”

                ราดิชเอ่ยกับจัสตินและเก็บดาบเข้าฝักเขาห้อยมันไว้ข้างเอวติดกับเข็มขัดหนังอย่างดีก่อนจะกวาดตามองทุกคนในพิธีด้วยรอยยิ้ม

                “เอาล่ะในเมื่อพิธีแต่งตั้งและรับมอบดาบเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”

                เมื่อจัสตินกล่าวแบบนั้นก็มีคนจำนวนสิบคนก้าวออกมาด้านหน้า ดูเหมือนคนพวกนี้คือทีมที่จะไปกับเขานั่นเอง

                “แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยผู้กล้าจะขอเลือกคนไปทำภารกิจนี้เอง เห็นว่าจะเลือกไปแค่ห้าคนเท่านั้น”

                คำประกาศของจัสตินทำให้ทั้งสิบคนหันไปมองหน้ากันไปมาเพราะไม่คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ขึ้น

                “แต่พวกเราในที่นี้ล้วนเป็นพาลาดินและนักรบแถวหน้าของศาสนจักรนะไปพร้อมกันหมดเลยก็ได้นี่ขอรับ”

                พาลาดินนายหนึ่งกล่าวแย้งขึ้นมาเขาเป็นชายร่างยักษ์หน้าตาดุดันและคำพูดของเขาก็ได้รับการสนับสนุนจากคนที่เหลือด้วย

                “อีกอย่างผู้กล้าเป็นแค่เด็กหนุ่มเองนะเขาจะไหวเหรอ”

                ชายหนุ่มท่าทางสำอางคนหนึ่งเอ่ยอย่างเย้ยหยันขณะปลายตามองราดิชแน่นอนว่าผู้กล้าได้ยินคำพูดนั้นและคิ้วกระตุกเล็กน้อย เขาประเมินอีกฝ่ายก่อนที่เขาจะลงมือทันทีโดยไม่มีการเตือนราดิชระเบิดพลังเคลื่อนที่ความเร็วสูงไปถึงหน้าอีกฝ่ายในเสี้ยววินาทีพร้อมหมัดที่ต่อยเสยเข้าปลายคางอีกฝ่ายอย่างจัง

                ผลั่ก!!

                    แม้อีกฝ่ายจะรู้ตัวแต่ก็ยังไม่ได้ทันได้ขยับหลบก็โดนหมัดเสยเข้าปลายคางจนหลับกลางอากาศไปแล้วโดยที่คนอื่นยังไม่ทันได้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเร็วมากทุกคนเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรกันออกมาเลย

                “เป็นเด็กหนุ่มแล้วไงแล้วผู้ใหญ่อย่างเจ้ามีฝีมือแค่ไหนเชียว ต่อให้พวกแกสิบคนเข้ามาพร้อมกันข้าก็สังหารทิ้งได้หมดนั่นแหละ”

                ราดิชกล่าวขณะเหยียบอกอีกฝ่ายเอาไว้จนมันฟื้นขึ้นมากระอักเลือดอย่างหนักพลังชีวิตลดฮวบจนเกือบจะหมดในทีเดียว ถ้าออกแรงอีกนิดอีกฝ่ายได้ตายอย่างแน่นอน

                ทุกคนไม่มีใครกล้าขยับตัวเพราะราดิชปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างไม่ปิดบังด้วยผลของสกิลจักรพรรดิและฉายาผู้ปกครองที่เขามีทั้งเก้าคนที่เหลือซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดต่างผงะถอยกันไปคนละก้าว

                “ยังใช่คนแน่เหรอแบบนี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว”

                หนึ่งในนั้นพูดอย่างขลาดเขลาก่อนจะสะดุดขาตัวเองล้มลงซึ่งราดิชไม่ได้สนใจคนผู้นั้น แต่กวาดตามองคนที่เหลืออยู่ซึ่งพวกเขาต่างรู้สึกไม่สบายตัวกันทั้งนั้น เพราะโดนราดิชประเมินอยู่นั่นเองข้อมูลของคนพวกนี้ปรากฏขึ้นให้เขาเห็น

                ส่วนใหญ่พวกเขาก็ถือว่ามีสเตตัสและสกิลที่ดีกันทุกคนแต่ละคนมีสเตตัสรวมเกินพันกันทั้งนั้น แถมสกิลก็อยู่ระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ด้วย เรียกได้ว่าถ้าอยู่ในกองทัพก็ถือเป็นผู้แข็งแกร่งเลยทีเดียว

                แต่สำหรับเขาแล้วคนพวกนี้ไม่ต่างอะไรจากเจ้าปลาไหลยเลยแม้แต่น้อยด้วยพลังของเขาที่ล้มมังกรได้ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว จะสนคนพวกนี้ไปทำไม

                “ข้าเลือกได้แล้วว่าจะเอาใครไปบ้าง”

                ราดิชกล่าวขณะกวาดตามองคนที่เหลืออีกรอบก่อนจะชี้ไปยังคนที่เขาเลือก

                “เจ้า!! เจ้า!!! เจ้า!!! เจ้า!!! เจ้า!!! และเจ้า!!!”

                เขาเลือกออกมาหกคนเกินกว่าที่คิดไปคนหนึ่ง ประกอบด้วยนักเวทมิติหนึ่งคน นักบวชใช้เวทรักษาหนึ่งคนมือธนูหนึ่งคน และพาลาดินสวมเกราะหนักอีกสามคนซึ่งแต่ละคนที่เขาเลือกนั้นดูจากสเตตัสและสกิลเป็นหลัก

                ทั้งหกคนมองหน้ากันไปมาจะดีใจที่ถูกเลือกดีไหมเนี่ย เพราะพวกเขาถูกทำให้หวาดกลัวไปแล้วความจริงคนที่โดนเหยียบอยู่นั้นเลเวลก็ไม่น้อย เป็นนักธนูที่แข็งแกร่งคนหนึ่งแต่กลับหลบไม่ทันการโจมตีของเขาได้ด้วยซ้ำ

                ราดิชยกเท้าออกก่อนจะเตะอีกฝ่ายออกไปให้พ้นทางอย่างไม่สนใจเขาไม่ได้ใส่แรงไปมากนักเพราะกลัวอีกฝ่ายจะตายเสียก่อน

                "คงเตรียมตัวกันแล้วใช่ไหมจะได้ออกเดินทางกันเลย"

                ทั้งหกคนต่างพยักหน้ากันเร็วรี่ดูเหมือนจะถูกทำให้กลัวไปเรียบร้อยแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเร็วมากจนไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้ทัน

                “ขอเชิญท่านโธมัสเปิดมิติส่งพวกเราไปได้เลยขอรับ”

                ราดิชหันไปหานักบุญโธมัสที่กำลังเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายมีสีหน้าแบบว่าไม่อยากจะเชื่ออยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกับคนอื่นต่างจากจัสตินที่รู้เลเวลของราดิชและไม่แปลกใจแต่อย่างใด

                ‘เจ้าพวกนี้ถูกดัดนิสัยบ้างก็ดี เหอะๆ’

                    นั่นคือความคิดของจัสตินในตอนนี้

                “ข้าส่งทุกคนไปได้แค่เมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดนะจากนั้นต้องเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่ติดเชิงเขา แล้วให้คนนำทางพาไปต่อระยะเวลาเดินทางจากเมืองไปหมู่บ้านน่าจะไม่เกินชั่วโมง”

                โธมัสกล่าวขณะบริกรรมเวทเพื่อเปิดมิติชั่วอึดใจต่อมาห้วงอากาศก็บิดเบี้ยวและเปิดออก ราดิชพยักหน้าให้หกคนนั้นเข้าไปก่อนพวกเขาได้แต่จำใจเดินเข้าไป ก่อนราดิชจะเดินเข้าไปเป็นคนสุดท้ายแต่ก่อนเขาจะก้าวไป นักบุญโธมันก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขาราดิชรับไปก่อนอ่านข้อความบนกระดาษจนเสร็จและส่งกระดาษคืนไปเขาก้าวเข้าในช่องว่างมิติ และเมื่อช่องว่างมิติปิดลงก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังขึ้นเต็มไปหมด

                “เจ้ามองการเคลื่อนไหวเมื่อกี้ทันไหม”

                “ไม่ทันแต่สัมผัสการเคลื่อนไหวได้อยู่ แต่ข้าขยับไม่ทันแน่นอน”

                “ผู้กล้าแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวทั้งที่ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มเนี่ยนะ”

                “นั่นสิ..”

                หลังราดิชจากไปพวกเขาก็เปิดหัวข้อสนทนาเรื่องของเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เพราะพลังเพียงเล็กน้อยที่เขาแสดงออกมามันลบล้างหลายอย่างที่พวกเขาคิดไปจนพวกเขาลืมไปว่ามีคนผู้หนึ่งนอนปางตายอยู่กับพื้น และกว่าจะมีคนรู้ตัวมาช่วยเขาหนุ่มเจ้าสำอางผู้โชคร้ายคนนั้นก็เกือบตายไปแล้วเช่นกัน