ตอนที่ 65
ชัยชนะที่เหนือคาด
เช้าวันต่อมา ที่สนามประลองกลางของอาณาจักรร่มพฤกษา ที่บัดนี้ รอบสนามเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ส่วนที่นั่งพักของผู้เข้าแข่งขันกลับเหลืออยู่เพียงแค่สี่กลุ่ม เพราะนี่จึงเป็นการแข่งขันในช่วงสุดท้ายแล้ว ส่วนการแข่งขันจะมีกติกาเช่นไร ก็ยังไม่มีประกาศออกมาให้ผู้คนรับฟัง
กระทั่งที่กรรมการเดินเข้าสู่ใจกลางเวทีประลอง เนื้อหาสำหรับการแข่งขันในช่วงสุดท้ายนี้ก็ถูกประกาศออกมา
“ สำหรับการแข่งในช่วงสุดท้ายนี้ จะเป็นการจับคู่แข่งขัน…”
“ แพ้ ตกรอบทันที ชนะเข้าสู่รอบชิง…”
“ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา การแข่งขันทั้งสามรอบ จะจัดขึ้นในวันนี้…”
“ โดยที่ช่วงเช้า จะเป็นการเฟ้นหากลุ่มที่จะเข้าไปแข่งขันต่อในรอบชิง ส่วนช่วงบ่าย จึงจะเป็นการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเฟ้นหาตัวแทนสิบคนของอาณาจักร ไปเข้าร่วมการแข่งขันที่วังมังกร...”
ทุกผู้คนในสนามล้วนตั้งใจฟัง หากในใจต่างก็ขบคิดกันไปแล้ว ว่าตัวแทนอาณาจักร ย่อมต้องเป็นกลุ่มราชวงศ์ ไม่เพียงเพราะว่ามีองค์ชายอยู่ในกลุ่ม หากเป็นทั้งกลุ่มที่ต่างก็มีระดับความสำเร็จไม่ต่ำทราม การที่อีกสามกลุ่มจะหาญกล้าต่อกรด้วยนั้น จึงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นแล้ว การแข่งขันในรูปแบบจับคู่ถ้าแพ้ตกรอบ ความน่าสนใจในการแข่งขัน จึงมีเพียงการจับคู่กันระหว่างสามกลุ่มที่เหลือ หากทว่า ทุกผู้คนต่างก็มองกลุ่มจากเมืองใบไม้ร่วงเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ ที่ถ้ากลุ่มใดได้จับคู่ด้วย กลุ่มนั้นเท่ากับชนะไปโดยปริยาย ดังนั้นแล้ว ผู้ชมจึงตั้งความหวังเอาไว้ว่า จะได้เห็นการประลองกันระหว่างเมืองสนอัคคีและเมืองหมอกมายา มิเช่นนั้นแล้ว การแข่งขันวันนี้ก็คงไม่มีสิ่งใดให้ดูชม
“ สำหรับการจับคู่แข่งขันในรอบแรก...”
“ เพื่อความเป็นธรรม เราจะใช้การจับหมายเลข…”
“ ให้ทุกกลุ่ม ส่งตัวแทนขึ้นมาจับหมายเลขหนึ่งคน…”
สิ้นคำ ก็เห็นว่าองค์ชายสี่สืบเท้าก้าวขึ้นเวทีไปก่อน อีกสามกลุ่มที่เหลือจึงส่งตัวแทนออก กลุ่มเมืองใบไม้ร่วงย่อมต้องเป็น หลิวอี้ชิว มันที่พอไปยืนคู่อยู่กับอีกสามคน จะเห็นได้ว่า หลิวอี้ชิวผู้นี้มีสีหน้าที่ผ่อนคลายไม่ได้ต่างไปจากองค์ชายสี่แม้เลยแต่น้อย นั้นเพราะ มันรู้ตัวดี ว่าคู่แข่งในวันนี้ ที่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด กลุ่มของตนล้วนไม่อาจได้ชัยจากการประลอง การที่มันสามารถแบกพากลุ่มมาจนถึงตรงนี้ได้ ก็นับเป็นความสำเร็จที่สูงสุดแล้ว แม้ก่อนนี้ตนจะกล่าวต่อพวกพ้องเอาไว้ว่า จะเป็นดั่งผู้แบกความหวัง นำพากลุ่มสหายไปให้ถึงฝั่งฝัน ช่วงชิงเอาศัสตราวุธระดับนภาทั้งสิบมาเป็นของตน แต่นั่นก็เพียงแค่คำกล่าวอันเลื่อนลอย ตัวมันรู้ ทุกคนในกลุ่มก็รู้ ทั้งเมื่อคืนต่างก็ได้คุยกันไปแล้ว ว่าวันนี้ ถ้าคู่แข่งไม่ใช่กลุ่มราชวงศ์ ก็เพียงแค่ต่อสู้ให้สุดฝีมือก็พอ
กระทั่งที่กรรมการเรียกเอาลูกกลมสี่ลูกขึ้นมาบนฝ่ามือ ลูกกลมเป็นสีขาวเกลี้ยงเกลา ไม่มีเลขใดปรากฏอยู่บนนั้น หากทุกคนต่างทราบ ลูกกลมชนิดนี้ ที่ถ้าหากแผ่พุ่งลมปราณเข้าไป ตัวเลขที่ถูกซ่อน ก็จะปรากฏออกมาให้ชมมอง
ตัวแทนทั้งสี่เลือกหยิบลูกกลมไปคนละลูก ก่อนที่กรรมการจะให้สัญญาณ เพื่อให้ทุกคนปลดคลายตัวเลขบนลูกกลมออกมา
กระทั่งที่ตัวเลขปรากฏออกมาให้ทุกคนมองเห็น ก็บังเกิดเป็นเสียงร้องด้วยความผิดหวังจากผู้ชม เมื่อผลของการจับคู่ปรากฏว่า กลุ่มราชวงศ์ที่ได้หมายเลขหนึ่ง ต้องประลองกับเมืองหมอกมายา ส่วนเมืองสนอัคคี ต้องประลองกับเมืองใบไม้ร่วง
ผลการจับคู่ที่ออกมานี้ ที่นอกจากจะทำให้ผู้ชมรู้สึกผิดหวัง ที่ไม่ได้มีโอกาสรับชมการประลองที่ตื่นเต้นแล้ว ก็ยังเรียกเป็นเสียงแห่งความตื่นเต้นยินดีจากกลุ่มเมืองสนอัคคี พวกมันที่ตอนนี้ต่างก็แย้มยิ้มยินดี ราวกับว่าพวกมันได้ชัยชนะในครั้งนี้ไปครอบครอง ที่ผิดกันเป็นอย่างยิ่งคือเมืองหมอกมายา พวกมันที่พอทราบผลการของจับคู่ ก็กลายเป็นเศร้าสลดหดหู่ มันที่ต้องพบกับกลุ่มราชวงศ์ในรอบแรก ที่จะอย่างไรก็ไม่อาจได้ชัย
“ คู่ประลองแรก กลุ่มราชวงศ์ร่มพฤกษา พบกับ กลุ่มเมืองหมอกมายา…”
“ ผู้เข้าแข่งขันขึ้นเวที...”
สิ้นคำจากกรรมการผู้คุม สองกลุ่มที่ต้องประลองกันในรอบแรกก็ตบเท้าขึ้นเวที เสียงปรบมือจากผู้ชมดังขึ้นแค่พอเป็นพิธี ต้องกกล่าวว่า บัดนี้ เป็นผู้ชมที่รู้สึกเบื่อหน่ายยิ่ง ใคร่ที่อยากจะให้การประลองในวันนี้จบลงโดยไว ที่ถ้าหากไม่เพราะการแข่งขันในครั้งนี้จัดขึ้นในวัง ผู้ชมกว่าครึ่ง คงได้พากันลุกเดินจากไปตั้งแต่การจับคู่ประกาศผลออกมาแล้ว
กระทั่งที่เสียง “ เริ่มได้” จากกรรมการผู้คุมดังขึ้น กลุ่มเมืองหมอกมายาที่คล้ายจะยอมรับต่อชะตากรรม ก็ไม่แม้แต่จะมีความคิดที่ต่อสู้ พวกมันพากันกระโดดลงจากเวที เป็นอันจบการแข่งขันรอบแรกนี้ไป
“ กลุ่มผู้ชนะ ราชวงศ์ร่มพฤกษา...”
เสียงประกาศจากกรรมการดังขึ้น ผู้ชมเองก็ไม่ได้รู้สึกผิดคาด ไม่มีใครคาดหวังว่ากลุ่มเมืองหมอกมายาจะต่อสู้ เพราะต่างก็ทราบรู้ ว่าความแข่งแกร่งนั้นต่างกันเกินไป การแข่งขันครานี้ก็เพียงแค่บทละครฉากหนึ่ง ที่ทางราชวงศ์ร่มพฤกษาจัดขึ้น เพื่อให้บรรลุตามเงื่อนไขที่ราชวงศ์มังกรกำหนดมา หาไม่แล้ว พวกมันก็คงไม่คิดจัดการแข่งขัน ให้ตนต้องสูญเสียทรัพยากรแต่อย่างใด
“ กลุ่มการประลองคู่ต่อมา ขึ้นเวที”
สิ้นคำจากกรรมการผู้คุม กลุ่มเมืองสนอัคคีและเมืองใบไม้ร่วงก็ก้าวขึ้นสู่เวที เสียงปรบมือจากฝูงชนดังขึ้น หากยังคงเพียงแค่ปรบอย่างพอเป็นพิธี สำหรับคู่ประลองนี้ อาจมีการต่อสู้ให้ชมดูอยู่บ้าง แต่ผลแพ้ชนะ ล้วนแน่ชัด ไม่มีอันใดต้องลุ้นกัน
“ เริ่มได้!!...”
กรรมการให้สัญญาณเริ่มต้นการประลอง ฝั่งของเมืองสนอัคคีเปิดฉากด้วยสองชนชั้นปราณนภา มันสองที่พุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างมิรู้สึกหวาดเกรง พร้อมกันนั้นคือสองกำปั้นที่ลุกติดไฟ
“ ตูมมม…”
เสียงระเบิดจากการปะทะดังกึกก้อง เปลวอัคคีพวยพุ่ง ก้อนดินกระจัดกระจาย ที่สะกัดกั้นการจู่โจมของมันมือคือชั้นกำแพงปฐพีหนาใหญ่ ชั้นแรกที่แตกกระจาย หากชั้นต่อมากลับมิอาจตีฝ่าทะลวง
“ หืมม!!!...”
สองชนชั้นปราณนภารู้สึกผิดคาด ว่าการจู่โจมของตน ที่จะอย่างไรก็ต้องทะลวงฝ่าการป้องกันของผู้ฝึกตนขอบเขตปราณปฐพีได้อย่างไม่ยากเย็น แต่จากที่เห็น กำแพงปฐพีที่ชั้นสองกลับไม่มีแม้แต่ริ้วรอย
เมื่อการจู่โจมถูกหยุดยั้ง เหล่าผู้เข้าแข่งขันฝั่งเมืองใบไม้ร่วงก็ไม่รอช้า ระดมเพลิงออกด้วยเม็ดยา สองชนชั้นปราณนภาจึงได้แต่ถอยร่นกลับไป
บรรดาผู้ชมที่เห็นว่าการจู่โจมจากฝ่ายเมืองสนอัคคีมิอาจตีฝ่าทะลุแนวป้องกันของกลุ่มเมืองใบไม้ร่วงไปได้ ก็พลันรู้สึกตื่นเต้น กระทั่งที่มองเห็นสองชนชั้นปราณนภาถูกบีบคั้นให้ต้องถอยร่น เสียงเฮก็พลันระเบิดขึ้นในฝูงชน
หากที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันคงเป็นสมาชิกกลุ่มเมืองใบไม้ร่วงบนเวที พวกมันที่บัดนี้ยังคล้ายจะงุนงง ที่ฝั่งตนสามารถยับการโถมจู่โจม ทั้งยั้งกดดันสองชนชั้นปราณนภาจนถอยร่นกลับไป
“ นี่ยังไม่แน่นัก!!!...”
หลิวอี้ชิวโพลงขึ้น มันที่บัดนี้ยืนรวมอยู่กับสมาชิกคนอื่นๆ มิได้เหินบินขึ้นไปบนฟากฟ้าเหมือนทุกที
“ พวกเรายังมีโอกาสชนะได้...”
หลิวอี้ชิวกล่าวขึ้นต่อ พลันเรียกเป็นความฮึกเฮิมของกลุ่มคนขึ้นมา
“ จู่โจมเลย!!!...”
หลิวอี้ชิวให้สัญญาณพร้อมกับซัดคว้างเม็ดยาออกไปก่อน เสียง “ ตูมมม…” เปิดฉากขึ้น จึงตามมาด้วยพิรุณเม็ดยาที่เรียกเป็นเสียงระเบิดกึกก้องจนทั่วเวที
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ลมปราณทะลักทลาย พิรุณเม็ดยาเรียกเอาคลื่นพลังธาตุต่างๆนานาโหมจู่โจมเข้าใส่ฝั่งตรงข้าม หากกระนั้น ยังมองเห็นกำแพงปฐพีที่ผุดพรายขึ้นมาบดบัง ฝ่ายตรงข้ามย่อมมิคิดงอมือรอรับความพ่ายแพ้ ในเมื่อจำนวนคนมีเท่ากัน ไหนเลยจะไม่จู่โจมสวนกลับไป จึงเห็นเป็นพิรุณเม็ดยาลอยคว้างมาจากฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะระเบิดใส่แนวกำแพงปฐพีที่ผุดขึ้นป้องกัน
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
เวลาล่วงผ่าน ผู้ชมก็นั่งกันไม่ติดแล้ว การดวลยิ่งมายิ่งตื่นเต้นเร้าใจ จากที่คิดว่าฝ่ายเมืองใบไม้ร่วงจะต้องพ่ายแพ้ด้วยเวลาเพียงไม่นาน หากกลับว่าสามารถยื้อยุดไปได้อยู่เป็นนาน กระทั่งที่ตอนนี้ยังไม่มีเค้าลางว่าจะพ่ายแพ้แต่อย่างใด
“ พวกเรายังมีโอกาสชนะ...”
หลิวอี้ชิวป่าวตะโกนปลุกใจผองเพื่อน เช่นกันกับทางฝั่งของเมืองสนอัคคีที่ตนเองก็มิได้รู้สึกว่าจะพ่ายแพ้แต่อย่างใด
“ มิต้องกังวน การประลองครานี้อย่างไรพวกเราก็ต้องชนะ”
ผู้กล่าวเป็นหนึ่งในสองชนชั้นปราณนภา ที่พอกล่าวเสร็จก็เหินทะยานหลบออกข้างไป วกอ้อมเป็นวงใหญ่ เลี่ยงหลบพิรุณเม็ดยามที่สองฝ่ายต่างก็ซัดคว้างใส่กัน กระทั่งที่ได้ระยะทางหนึ่ง มันก็หยุดนิ่ง ยกสองมือขึ้นมาประสานเป็นท่ามุทรา กระทั่งที่หัตถ์ขวา ปรากฏเปลวอัคคีลุกโชน ฝูงชนที่เห็นเช่นนั้นก็พากันส่งเสียงอื้ออึง
“ น นั่น หัตถ์เพลิงประลัยกันป์ เคล็ดวิชาจาก นิกายเพลิงสวรรค์...”
“ การประลองนี้จบแน่แล้ว…”
“ น่าเสียดายแทนเมืองใบไม้ร่วงนัก อุตส่าห์เยือดเยื้อมาได้เป็นนาน”
ผู้ชมที่ต่างก็เห็นหนึ่งในชนชั้นปราณนภาของเมืองสนอัคคีร่ายใช้เคล็ดวิชาเลื่องชื่อ ก็ทราบแน่ว่าผลการประลองได้สิ้นสุดลงแล้ว หลายคนจึงพากันทอดถอนใจ นึกเสียดายที่มิอาจเห็นกลุ่มที่เสียเปรียบมีชัย
กระทั่งผู้ชมยังดูออกว่าผลการแข่งขันสิ้นสุดลงแล้ว มีหรือที่ผู้แข่งขันบนเวทีจะไม่ทราบ ฝั่งของเมืองสนอัคคีที่เห็นว่าฝ่ายของตนงัดเอาเคล็ดวิชาไม้เด็ดออกมาแล้ว ก็ส่งเสียงเฮด้วยความยินดี หากเป็นทางด้านเมืองใบไม้ร่วงที่ต้องพากันหน้าเปลี่ยนสี เคล็ดวิชาประดานี้ ที่อย่างไรก็มิอาจต้านทาน
“ ยังต้องป้องกันเอาไว้ให้ได้...”
กลับเป็นหลิวอี้ชิวที่ไม่ยอมแพ้ มันตะโกนกร้าว เมื่อไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้นมาแล้ว แม้จะอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ แต่ไหนเลยจะยอมพ่ายโดยไม่กระทำสิ่งใด มันที่พอกล่าวจบก็ร่ายใช้กำแพงปฐพีหนาใหญ่ เตรียมตัวรอคอยการจู่โจมจากฟากฟ้า
หัตถ์เพลิงประลัยกัลป์ที่บัดนี้ยังคงรั้งรวมลมปราณ จึงลุกโชนอยู่กลางอากาศ มองเห็นเป็นอัคคีกองใหญ่ แลไปคล้ายดั่งดวงตะวัน
หากไม่นาน คนบนฟากฟ้าก็มีการเคลื่อนไหว มันยื่นเหยียดยื่นฝ่ามือที่ลุกติดไฟ ร่างถีบทะยานออกมา เป้าหมาย คือกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง ความเร็วดุดลูกธนูที่หลุดออกจากแล่ง เปลวอัคคีบนฝ่ามือเปลี่ยนลักษณ์ กลับกลายเป็นหนึ่งหัตถาอัคคีที่ใหญ่โต
หัตถ์อัคคีมีห้านิ้ว แฝงกลิ่นอายทำลายล้างรุนแรง กระทั่งที่ปะทะเข้ากับกำแพงศิลาของหลิวอี้ชิว ก็พลันบังเกิดเป็นเสียงระเบิดดัง “ ตูมมมม” ดังกึกก้อง เปลวอัคคีพวยพุ่ง กลืนกินเงาร่างทั้งหมดไป
กระทั่งที่ครู่ต่อมาเปลวอัคคีก็มอดดับ หากกลับพบว่า สิบคนของทางฝั่งใบไม้ร่วง ยังคงอยู่ดี ไม่มีผู้ใดบาดเจ็บบุบสลายแต่อย่างใด
กลับเป็นหัตถ์อัคคีเมื่อครู่ ที่มิอาจตีฝ่าแนวปราการหนาแกร่งของหลิวอี้ชิวมาได้
ผู้ร้ายใช้หัตถ์อัคคีถึงกับตกตะลึง หากหลิวอี้ชิวก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน มันเบิกตาอ้าปากกว้าง ขบคิดว่า ไฉนกำแพงปฐพีของตนจึงกล้าแกร่ง จนแม้แต่เคล็ดวิชาอันเลื่องชื่อจากนิกายเพลิงสวรรค์ยังไม่อาจทุบทำลาย
“ จู่โจม!!!…”
ในช่วงเวลาที่ทุกผู้คนยังตกตะลึง ซ่งจางหมิงกลับมีสติ มันตะโกนคำ “ จู่โจม...” ปลุกเรียกทุกคน ก่อนจะซัดคว้างเม็ดยาในมือเข้าใส่ผู้ฝึกตนปราณนภาผู้นั้น
“ ตูมมม…”
เสียงระเบิดจากเม็ดยาจึงค่อยปลุกเรียกสติของทุกผู้คนขึ้นมาอีกที หากมิใช่เพียงแค่ผู้ประลองบนเวที หากยังรวมไปถึงผู้ชมที่พากันเบิกตากว้างชมมองอย่างโง่งม
ฉันพลันนั้น เสียงเฮ จึงระเบิดขึ้นจากรอบทิศ เป็นฝูงชนที่ป่าวร้องอย่างตื่นเต้นยินดี
“ ต้านไว้ได้!!!...”
“ แม่เจ้า!!!... เมืองใบไม้ร่วงนี่ไม่ธรรมดาจริงๆด้วย”
“ นี่เรียกพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน ไม่คิดเลยว่าเมืองใบไม้ร่วงจะมีฝีมือถึงเพียงนี้”
“ ไหนเลยไม่มีฝีมือ ผ่านเข้ารอบสี่กลุ่มสุดท้ายมาได้ ย่อมต้องมิใช่ชนชั้นธรรมดา...”
เสียงกล่าวพูดคุยจากผู้ชมดังเซ็งแซ่ หากครู่ต่อมายังต้องหยุดลง เพราะบนเวทีประลอง ระลอกการจู่โจมอย่างดุเดือดจากฝั่งเมืองใบไม้ร่วงเริ่มขึ้นอีกครั้ง กระทั่งว่าครานี้ หลิวอี้ชิวยังถึงกับเหินบินขึ้นไปกลางอากาศ มันที่ก่อนนี้เลือกรวมกลุ่มอยู่กับผองเพื่อน เป็นเพราะกลัวที่จะถูกกลุ้มรุมโดยสองชนชั้นปราณนภา หากแต่บัดนี้ไม่แล้ว มันที่เห็นว่าเคล็ดวิชาของตนเหนือล้ำ กระทั่งยังสามารถต้านทางเคล็ดวิชาเลื่องชื่อเอาไว้ได้ ความมั่นใจในความเก่งกาจของตัวเองจึงเพิ่มขึ้นมาอย่างอักโข จึงเห็นว่า มันตอนนี้ที่นอกจากตะโกนกร้าวปลุกใจผองเพื่อน แววตาของมันยังอัดแน่นไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะมีชัย
“ เราชนะได้ จู่โจมเลย!!!...”
สมาชิกกลุ่มเมืองใบไม้ร่วงที่ได้ยินคำปลุกกระตุ้น ก็พลันระเบิดการจู่โจมที่เหนือขั้น คล้ายดั่งพวกมันต่างได้รับการยกระดับ เป็นยกระดับในเรื่องสภาวะจิตใจ
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
“ ตูมมม…”
เสียงระเบิดดังกึกก้อง หากบนเวทีกลับมีเพียงพิรุณเม็ดยาที่ซัดขว้างออกจากฝั่งของเมืองใบไม้ร่วง ส่วนทางฝั่งเมืองสนอัคคี ที่บัดนี้ต่างก็พากันห่อเหี่ยว จึงเพียงแค่ร่ายใช้กำแพงปฐพีขึ้นต้านทาน ไม่มีความคิดที่จะจู่โจมสวนกลับไป สองชนชั้นปราณนภาที่เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น เป็นพวกมันยังไม่คิดยินยอม จึงกล่าวคำเสียงกร้าวปลุกขวัญผู้คน
“ ข้ายังอยู่ อย่าได้คิดว่าจะพ่ายแพ้อันใด”
กล่าวจบก็ไม่รอช้า เหินทะยานขึ้นฟ้า พร้อมกับดาบที่ลุกโชนด้วยเปลวอัคคี มันเอาจริงแล้ว เพื่อชัยชนะไม่คิดออมรั้งอีกต่อไป กระทั่งที่ปราณนภาอีกคนยังเหินบินขึ้นมาสมทบ ในมือของมันเป็นทวนยาวแดงชาด คมทวนก็ลุกท้วมด้วยเปลวอัคคี ทั้งสองต่างมุ่งเป้าไปยังหนึ่งเดียวที่อยู่กลางอากาศ หลิวอี้ชิวที่สามารถพลิกสถานการณ์ให้กลับกลายผู้นั้น
ส่วนหลิวอี้ชิวที่พอเห็นสองชนชั้นปราณนภาจากฝ่ายตรงข้ามเหินทะยานตรงเข้าม ก็มิได้ปรากฏร่องรอยแห่งความหวาดเกรง สภาวะจิตใจของมันยามนี้ยกระดับขึ้นเป็นความเชื่อมั่นระดับสูง ที่ต่อให้เข้ามาพร้อมกันถึงสองคนก็ไม่คิดหวั่นไหวแต่อย่างใด กระทั่งยังซัดคว้างเม็ดยาสวนกลับไปอย่างรวดเร็ว
“ ตูมมมม…”
เสียงระเบิดดังขึ้นเมื่องหนึ่งในผู้ที่ทะยานมาสามารถใช้อาวุธในมือต้านทานเม็ดยาเอาไว้ได้ แม้การเคลื่อนไหวจะชะงักไปชั่วขณะ หากนั่นกลับไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของมัน มันที่เหินทะยานขึ้นต่อพร้อมกับเปลวอัคคีที่ลุกโชน หลิวอี้ชิวที่เห็นเช่นนั้นก็หาได้หวาดเกรง กระทั่งยังกล่าวคำเชื้อเชิญอย่างเขื่อโขใหญ่โต
“ เข้ามาพร้อมกันสองคนเลย!!!...” กล่าวจบก็ซัดคว้างเม็ดยาออกไปอีกเม็ด
“ ตูมมม!!!...”
ครานี้กลับเรียกเป็นเสียงระเบิดที่ดังกึกก้อง กระทั่งเปลวอัคคีที่ลุกโหมจากแรงระเบิดยังรุนแรงจนกระทั่งส่งหนึ่งในผู้ที่เหินทะยานขึ้นมาร่วงกลับลงไป
“ บ บัดซบ!!!...”
อีกผู้ที่เหลืออยู่ถึงกับสบถคำอย่างตระหนก แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เป็นอัคคีเมื่อครู่นี้รุนแรงยิ่ง กระทั่งตนที่ฝึกฝนมาในแนวทางของการต่อสู้ที่ใช้เพียงแค่อัคคี ยังสัมผัสได้ว่า ความรุนแรงจากอัคคีเมื่อครู่นี้เป็นสิ่งที่มันไม่อาจครอบครอง
“ ฮา ๆ ๆ ๆ ๆ…”
หลิวอี้ชิวหัวร่ออย่างสมใจ เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายจากเม็ดยา มันจึงเปิดปากป่าวประกาศออกมาซึ่งจุดมุ่งหมาย เรียกเป็นเสียงป่าวร้องสนับสนุนจากกลุ่มคน
“ ชัยชนะในรอบนี้ กลุ่มเมืองใบไม้ร่วงของข้าจะขอรับเอาไว้เอง...”
สิ้นคำก็ซัดคว้ามเม็ดยาออกไป ยังคงเป็นเม็ดยาระเบิดเพลิง ที่ผลิกกลับสถานการณ์ในการประลองอยู่หลายครั้งหลายหน มันจึงเชื่อว่า ในเม็ดยาระเบิดเพลิงของตน ต้องมีบางสิ่งที่ตนไม่ทราบรู้อย่างแน่นอน
“ ตูมมม!!!…”
เสียงระเบิดดังกึกก้อง เปลวอัคคีลุกท่วมโหมกระหน่ำ เป็นการประกาศชัยชนะต่อกลุ่มเมืองใบไม้ร่วง เพราะหลังจากนั้น เม็ดยาจากฝั่งของเมืองใบไม้ร่วงก็ปลิวว่อน รุกไล่จนกลายเป็นฝ่ายได้ชัย
เสียงปรบมือดังลั่น ฝูงชนสมใจกับการต่อสู้ที่ดุเดือด และที่มากไปกว่านั้น กลับเป็นความตื่นเต้นที่ได้เห็น ฝ่ายที่เป็นรองกว่าคว้าชัย
ไม่ไกลจากเวทีประลองเป็นที่นั่งในส่วนของราชวงศ์ ที่ตรงนั้น จักรพรรดิแห่งอาณาจักรร่มพฤกษายังคงทอดสายตามองไปที่ลานประลอง ซึ่งเบื้องหลังก็ยืนไว้ด้วยรัชทายาท สองพ่อลูกต่างเฝ้ามองไปที่ลานประลองที่การแข่งขันพึ่งจบลง
“ เจ้าเห็นชัดหรือไม่?”
องค์จักพรรดิกล่าวขึ้น คำกล่าวนี้เป็นกล่าวต่อรัชทายาทที่ยืนเยื้องออกไปทางด้านหลัง
“ ผู้บุตรฝีมือต่ำต้อย ยังไม่อาจทราบรู้ถึงเส้นสนกลในของการประลองคู่นี้”
“ อาจตบตาคนทั้งหมดได้ หากไม่อาจตบตาข้าที่มีความสำเร็จระดับปราณดาราจักรขั้นต้น เป็นมันผู้นั้น...”
องค์จักรพรรดิกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังคนผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือหานเฟิง
“ ข้าพอจะจับสังเกตได้อยู่บ้าง ว่าทั้งกำแพงปฐพีที่กล้าแข็ง และการระเบิดของเปลวอัคคีที่รุนแรงจากเม็ดยา ล้วนเป็นฝีมือจากการแทรกแซงของมัน”
“ มันผู้นั้นที่ต้องกระทำหลบๆซ่อนๆเช่นนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใด?”
“ ข้าไม่ทราบ หากคิดว่าคงไม่นานที่จุดประสงค์ของมันจะเปิดเผยออกมา”