18…...
“ถ้าลูกไม่อยากแต่งกับมาร์ค..ก็ไม่ต้องแต่ง..”
เสียงของบิดาดังขึ้นในห้องนอนของนภาพรที่กำลังนอนร้องไห้เพราะเสียใจคำพูดของมารดา
“ไม่ต้องร้องไห้ไปหรอกลูก..ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของลูกเองใครก็บังคับไม่ได้”
อรรคพงษ์ ให้ความมั่นใจกับลูกสาวเขาเดินมานั่งที่ขอบเตียงพร้อมกับลูบศีรษะปลอบโยน จนนภาพรรู้สึกสงบลงไปได้
“มีพ่อคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจแมว...พ่อคะ..แมวอยากจะขอร้องให้พ่อช่วยเหลือแมวสักเื่ได้ไหมคะ”
เมื่อเห็นว่าบิดาเป็พวกเดียวกับหล่อนแล้วหล่อนก็กล้าที่จะเอ่ยปากขอร้อง
“จะให้พ่อช่วยอะไรหรือลูก”
อรรคพงษ์ถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แมวอยากให้พ่อช่วยออกหน้าเป็ธุระช่วยเหลือธีมค่ะ”
นภาพร อธิบายให้บิดาเข้าใจเพียงคร่าว ๆว่าธีรยุทธไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากหล่อน ดังนั้น หล่อนจึงวางแผนที่จะซื้อบ้านของมารดาธีรยุทธด้วยเงินของมาร์คโดยให้บิดาเป็คนติดต่อซื้อให้
“แมวอยากจะให้ธีมยอมรับเงินจำนวนนี้ไว้ค่ะพ่อ…”
หล่อนอธิบายเพิ่มเติม
“แมว..ฟังพ่อนะ…การที่ลูกทุ่มเทเอาตัวเข้าแลกเพื่อธีมขนาดนี้ถ้าธีมรู้แทนที่เขาจะดีใจหรือภูมิใจเขากลับเป็ทุกข์มากขึ้น พ่อว่าลูกทำผิดแล้วล่ะ..ผู้ชายน่ะความมีศักดิ์ศรีเหนือสิ่งอื่นใดเชื่อพ่อเถอะปล่อยให้ธีมเขาแก้ไขปัญหาของเขาเองลูกคอยเป็กำลังใจให้เขาก็พอแล้ว..”
คำพูดของบิดาทำให้นภาพรต้องรับฟังด้วยความเศร้าใจที่ช่วยคนที่หล่อนรักไม่ได้
เปมิกา ได้รับการติดต่อจากมาลีให้ไปเข้าฟังการบรรยายขายตรง มาลีนัดให้เปมิกาไปเจอกันที่บริษัท ซึ่งอยู่ในย่านธุรกิจเมื่อไปถึงเปมิกาก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทีมงานขายที่พร้อมจะบริการคนที่เข้ามาฟังบรรยายอยู่แล้ว
เปมิกา ได้รับการแนะนำให้รู้จักหัวหน้าทีมขายของมาลีชื่อ ญานี ด้วยความที่ญานีเป็คนมีอัธยาศัยดีทำให้เปมิกาไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนเมื่อครั้งที่เคยถูกเพื่อนคนหนึ่งขอร้องแกมบังคับให้หล่อนไปนั่งฟังการบรรยายของบริษัทขายตรงชื่อดังแห่งหนึ่ง
“ก่อนอื่นน้องป่านต้องเข้าห้องประชุมไปชมสินค้าและความเป็มาของบริษัทก่อนนะคะ พอออกมาพี่จะแจกบัตรนวดหน้าให้ลองใช้บริการที่แผนกโน้นค่ะ..”
ญานี ผายมือไปยังห้องที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งเปมิกาเห็นว่ามีหญิงสาวทุกวัยนั่งรอไปใช้บริการนวดหน้ากันเต็มห้อง
ภายในห้องบรรยายมีการเปิดวีดีโอให้ชมเป็เื่ราวความเป็มาของสินค้าชนิดต่าง ๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีทั้งอาหารเสริมเครื่องสำอางพวกน้ำหอม และครีมบำรุงหลากหลายชนิด จากนั้น วิทยากรบรรยายก็พูดต่อถึงคุณสมบัติข้อดีของสินค้าแต่ละตัวโดยมีการนำพยานบุคคลที่เคยใช้สินค้าแต่ละตัวออกมาบอกเล่าถึงประสิทธิภาพของสินค้าตัวนั้นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
“เมื่อก่อนนี้นะคะ ใบหน้าดิฉันมีรอยหมองคล้ำหยาบกร้านฝ้าก็เต็มสองข้างแก้ม แต่พอใช้ครีมบำรุงตัวนี้เช้าเย็น ประมาณเดือนเดียว เพื่อน ๆก็เข้ามาทักกันใหญ่เลยว่าใช้อะไรทำไม หน้าถึงได้สวยใส ดิฉันก็เลยแนะนำให้เพื่อน ๆใช้กันทุกคน ตอนนี้เพื่อน ๆ ของดิฉันหน้าใสกันทุกคนเลยค่ะ..”
พูดจบก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้องห้องประชุมเล็กๆ เปมิกา อยากจะคิดว่าเป็หน้าม้าเสียมากกว่าแต่พอเห็นมีคนออกไปพูดยืนยันหลายคน หล่อนก็ชักไม่แน่ใจว่าสินค้าเ่าั้อาจจะดีจริง
จบจากการบรรยายเื่สินค้า ก็มีคนมาอธิบายเื่แผนการตลาดซึ่งฟังดูแล้วน่าสนใจไม่ใช่น้อย ถ้าเกิดขายได้ตามเป้าก็จะยิ่งได้ค่าคอมมิชชั่นมากขึ้นแถมยังจะได้ขึ้นตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่บริษัทกำหนดไว้ โดยตำแหน่งสูงสุดมีรถประจำตำแหน่งพร้อมเงินเดือนประจำให้อีกต่างหาก เปมิกาฟังไปก็อดจินตนาการไปไกลล่วงหน้าไม่ได้คิดไปถึงว่าตัวเองจะได้ตำแหน่งสูงสุดโน่นเลย ทั้งที่ยังไม่ทันได้ลงมือขาย
เมื่อออกจากห้องประชุม ทั้งญานี และมาลีก็มาประกบเปมิกา อย่างใกล้ชิด คอยชี้แนะให้เห็นถึงคุณภาพสินค้าที่ดีผลตอบแทนที่คุ้มค่า พร้อมกับพาเปมิกาไปรับการนวดหน้าเป็การพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้า
เปมิกา รู้สึกได้ว่าบริษัทนี้ต้อนรับผู้เข้ามาได้อย่างมีระบบมีขั้นตอนจนหล่อนไม่มีโอกาสที่จะเป็ตัวของตัวเองได้เลย สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยสิ่งยวนใจให้ผู้หญิงที่รักสวยรักงามอย่างหล่อนคล้อยตามได้อย่างง่ายดายยิ่งพูดถึงเื่รายได้ ที่ญานีบอกว่าขายง่ายขายดี หล่อนก็ยิ่งเคลิ้มเข้าไปใหญ่ ที่มีคนเคยพูดว่า
“จะตีเหล็กให้เป็รูปร่างดัง้าต้องตีตอนที่มันยังร้อนอยู่”
เปมิกา ก็เปรียบเหมือนเหล็กที่ถูกไฟลนจนร้อนได้ที่จึงถูกชักจูงให้สมัครเป็สมาชิกขายตรงอย่างง่ายดาย
“สมัครสมาชิกก็ได้สินค้าไปทดลองใช้ แต่ถ้าน้องป่านซื้อสินค้าภายในวันนี้จำนวนสามหมื่นบาทก็จะขึ้นตำแหน่งเอ็มทันทีได้รับส่วนลดถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะคะ”
ญานี ไม่ได้หยุดความพอใจแค่เพียงให้เปมิกาเสียเงินค่าสมัครเป็สมาชิกแค่นี้ แต่ญานีได้โน้มน้าวให้เปมิกา ลงทุนซื้อสินค้าเพื่อขึ้นตำแหน่งเอาไว้ก่อน โดยญานีรับปากว่าจะพา เปมิกาเดินสายขายสินค้าเอง รับรองว่าได้กำไรเกินครึ่ง
“มาลีก็เพิ่งซื้อสินค้าไปเมื่อวาน พี่จะช่วยเธอสองคนขายให้หมดภายในเดือนเดียวเชื่อมือพี่”
เปมิกา ลังเลหล่อนนึกถึงเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่ได้จากการถูกออกจากงาน ที่บัดนี้เหลืออยู่ในบัญชีเพียงไม่กี่หมื่นบาทถ้าหล่อนถอนเงินมาซื้อสินค้าเสียสามหมื่นแล้วเกิดขายไม่ได้คงจะกลุ้มใจหนักแน่ ๆ
“ลงทุนสามหมื่นแต่ได้กำไรเท่าตัวคิดดูนะน้องป่าน…ถ้าเลยจากวันนี้ไปแล้วจะขึ้นตำแหน่งเอ็มต้องซื้อสินค้าถึงห้าหมื่นเชียวนะคะ..วันนี้เป็วันสุดท้ายเสียด้วยถ้าน้องป่านไม่ซื้อพี่คงเสียดายแทนมาก”
เปมิกา หันไปปรึกษากับมาลีเห็นมาลีพยักหน้าด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเชื่อถือในตัวของหัวหน้าทีม เปมิกาก็หมดแรงต่อต้านหล่อนเห็นดีเห็นงามไปกับคำพูดของญานีทุกอย่างคล้ายคนที่ถูกเสน่ห์เล่ห์กล ไม่ว่าญานีพาเดินไปกรอกใบสั่งซื้อหรือพาเดินไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มมาจ่ายค่าสินค้าหล่อนก็ทำตามหมด โดยที่ตลอดเวลาญานีไม่เคยหยุดพูดโน้มน้าวใจเปมิกาเลยแม้นาทีเดียว
เปมิกา เริ่มมามีสติรู้สึกเป็ตัวของตัวเองอีกครั้งเมื่อหอบหิ้วถุงสินค้าออกมาจากบริษัท และมีเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าดังขึ้น ทำให้เปมิกาสะดุ้งหล่อนรู้สึกตัวอยู่เหมือนกันว่าวันนี้ตัวเองดูป้ำ ๆ เป๋อ ๆไม่มั่นใจในตัวเองพิกล ั้แ่เสียเงินสามหมื่นบาทหล่อนก็เป็โรควิตกจริตขึ้นมาทันที แต่พอได้ยินเสียงของบุรินทร์โทรมาหล่อนก็รู้สึกสบายใจขึ้น
“ป่านรอผมอยู่ที่หน้าบริษัทนั้นแหละ ผมจะไปรับพอดีวันนี้เลิกงานเร็ว”
บุรินทร์กล่าวในตอนท้าย เปมิกาดีใจจนลืมเื่ที่เสียเงินไปกับสินค้าเมื่อสักครู่
“ดีเหมือนกันที่รินมารับจะได้พิสูจน์อะไรบางอย่าง”
เปมิกา พูดกับตัวเองหลังจากหยุดการสนทนากับบุรินทร์ทางโทรศัพท์ไปแล้ว บุรินทร์ขับรถไปส่งเปมิกาที่คอนโด หลังจากที่ทั้งคู่แวะรับประทานอาหารค่ำด้วยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยเปมิกาได้ดื่มเบียร์เป็เพื่อนบุรินทร์ไปเพียงเล็กน้อย แต่หล่อนก็ทำให้บุรินทร์รู้สึกว่าหล่อนช่างอ่อนหัดนัก แค่ดื่มเบียร์ไปไม่ถึงครึ่งแก้วก็มีอาการเมาเสียแล้ว
เปมิกาไม่ยอมลงจากรถง่าย ๆ หล่อนเอนศีรษะไปซบไหล่ของบุรินทร์แถมยังจะยื่นหน้าเข้าไปจุมพิศแก้มเขาอีกด้วย
“อุ๊ย…ทำอะไรน่ะป่าน..ไม่เอาน่า ลงจากรถได้แล้วนะถึงคอนโดป่านแล้ว..”
บุรินทร์ไม่ได้ผลักเปมิกา แต่เขาเบี่ยงตัวออกห่างคล้ายรังเกียจหล่อนแต่หล่อนก็ไม่คิดจะหยุดพฤติกรรมที่บุรินทร์คิดว่าหล่อนเมานั้นเสียทันที ยังคงนัวเนียเกาะแขนเขาเหมือนเด็กช่างอ้อนคนหนึ่ง
บุรินทร์ แกะมือเปมิกาออกในขณะที่เปมิกาแอบหรี่ตามองเห็นมือของบุรินทร์ในลักษณะที่เหมือนจีบนิ้วแกะมือหล่อนออก เปมิกา แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนความกล้าของตัวเองที่วันนี้หล่อนช่างกล้าหาญยั่วยวนบุรินทร์อย่างเหลือเกินแต่..บุรินทร์ไม่ได้มีท่าทีสนใจััเนื้อตัวหล่อนแต่อย่างใด
“รินขา..สงสัยป่านจะเมารักแน่เลย..ป่านไม่อยากลงจากรถเลย..อยากจะกอดรินมากกว่า..”
เปมิกา ยอมรับว่าเลียนแบบพฤติกรรมจากตัวอิจฉาในละครเื่หนึ่งหล่อนรู้ว่าถ้าหล่อนไม่แกล้งเมา อาจจะถูกบุรินทร์ต่อว่าหรือดูถูกเอาก็เป็ได้หล่อนพอจะทราบนิสัยของเขาอยู่บ้าง
“เห็นกินเบียร์ไปแค่นิดเดียวเอง..ทำไมคออ่อนแบบนี้นะป่าน..เอาล่ะลงไปได้แล้ว..”
น้ำเสียงตอนท้ายของเขาถ้าเปมิกาหูไม่เพี้ยน ฟังดูคล้ายเขาจะเริ่มรำคาญหล่อนนิด ๆ เปมิกาจึงทำท่าอ้อยอิ่งไปหิ้วถุงเครื่องสำอางด้านหลังก่อนจะเปิดประตูรถออกไปอย่างคนไม่มีชีวิตชีวา
“เดินดี ๆ ล่ะป่าน…”
บุรินทร์ะโไล่หลังก่อนจะขับรถออกไปโดยไม่สนใจไยดีหล่อนอีก
“บทพิสูจน์นี้ตรงกับทฤษฏีในหนังสือที่อ่านเป๊ะเลย..แต่..ป่านยังเชื่อว่ารินคงจะไม่ใช่…”
เปมิกา พึมพำกับตัวเองเมื่อรถวิ่งออกไปหล่อนยังไม่กล้าพอที่จะยอมรับความจริงใด ๆ ตอนนี้ หล่อนเดินเข้าไปในอาคารอย่างเซื่องซึม
“ปอไม่คิดเลยว่าพี่ป่านจะหน้ามืดตามัวกล้าซื้อเครื่องสำอางไปตั้งสามหมื่น..นี่พี่บ้าหรือเพี้ยนกันแน่..พี่ป่าน”
ปัญญา ตำหนิพี่สาวด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็ผู้ปกครองเมื่อทราบว่าเปมิกาเสียเงินไปกับสินค้าที่กองอยู่ตรงหน้า ซึ่งเขาเห็นว่าเป็สิ่งฟุ่มเฟือยไร้สาระในภาวะที่พี่สาวของเขากำลังลำบากไม่มีงานทำอยู่เช่นนี้
“พี่ป่านบอกกับปอว่าเงินเก็บกำลังจะหมดแล้ว…แต่พี่ทำไมถึงมีมาซื้อของพวกนี้ได้ล่ะ..มันวิเศษแค่ไหนเชียวไอ้ครีมทาหน้าพวกเนี้ย..”
เปมิกา หน้าถอดสีจากที่หล่อนมั่นใจก็เริ่มคิดมากกับคำพูดของน้องชาย เพราะจะว่าไปั้แ่เกิดมาหล่อนก็ไม่เคยซื้อเครื่องสำอางแพงถึงเพียงนี้เสียด้วย เปมิกานึกโมโหตัวเองขึ้นมาทันใด ครั้นจะทำร้ายตัวเองให้สาสมกับความใจเร็วด่วนได้ก็ไม่ใช่วิสัยหล่อนก็เลยหันไปต่อว่าคนที่กระแนะกระแหนแทน
“ไม่รู้อะไร ก็ไม่ต้องพูดเลย ของพวกนี้พี่ซื้อมาขายย่ะ..อีกไม่กี่วันก็ขายหมด”
เปมิกา ลอยหน้าพูด
“คนไม่ชอบขายอย่างพี่ป่านเนี่ยนะจะขายได้”
ปัญญาทำหน้าไม่เชื่อถือแม้นิดเดียว
“ได้สิ…ไม่เชื่อก็คอยดู!”
เปมิกาย้ำหนักแน่นเหมือนจะช่วยย้ำเตือนตัวเองด้วย
“ขอให้จริงเถอะ..กลัวแต่จะเจ๊งเหมือนแบ็งก์บีบีซี.น่ะสิ”
พูดแทงใจดำกันชัด ๆ แถมยังแช่งอีกทำให้เปมิกาฮึดสู้ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
“บีบีซี.เจ๊งได้แต่สินค้าของพี่จะต้องไม่เจ๊งโว้ย”
เปมิกากัดฟันบอกไปด้วยเหงื่อท่วมตัวเนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะระบายสินค้าเพื่อนำเงินกลับมาได้เหมือนที่คุยไปหรือเปล่า
“แล้วปอจะคอยดูก็แล้วกัน…”
พูดจบปัญญาก็บอกว่าจะต้องออกไปทำงานในวันหยุด เปมิกานึกถึงงานที่น้องชายทำขึ้นมาได้หล่อนจะต้องให้น้องชายช่วยลบข้อสงสัยที่มีในตัวของบุรินทร์เสียแล้ว
“ปอ..พอจะมีเวลาคุยกับพี่สักครู่ได้ไหมพี่มีเื่ทุกข์ใจเื่..เอ้อ..เื่ริน..”
เปมิกามีสีหน้ากลัดกลุ้มขึ้นมาเมื่อเอ่ยถึงบุรินทร์
“พี่รินทำอะไรให้พี่ป่านไม่สบายใจหรือครับ..”
มาถึงตอนนี้แล้ว เปมิกาไม่คิดที่จะปิดบังน้องชายอีกต่อไปหล่อนเล่าพฤติกรรมความสงสัยที่มีต่อบุรินทร์ทุกอย่างรวมทั้งเื่ที่หล่อนแกล้งทำมารยายั่วยวนเขาไปเมื่อคืนที่ผ่านมาด้วย
“ไม่ต้องห่วงนะพี่ป่าน..ผมมีประสบการณ์ในการตามเื่ชู้สาวแล้วล่ะ..ผมจะให้เพื่อนๆ ในทีมงานช่วยสืบให้อีกทีหนึ่ง แต่..พี่ป่านต้องใจเย็น ๆนะครับ..เอาไว้ให้ผมกับเพื่อน ๆ ตามงานของลูกค้ารายที่กำลังทำอยู่นี้ให้เสร็จก่อน”
ปัญญารับปากพี่สาวเขารู้สึกดีใจที่พี่สาวไม่หลงไหลบุรินทร์จนเหมือนคนหัวอ่อน ดังที่เคยเป็มาั้แ่แรก เขาจึงเต็มใจที่จะพิสูจน์เื่นี้ให้ได้ด้วยลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่ค่อยอยากได้บุรินทร์มาเป็พี่เขย
ปัญญา ออกจากห้องไปแล้ว เปมิกาก็เริ่มหันมาสนใจสินค้าที่วางอยู่ตรงหน้าเพื่อหาวิธีที่จะขายเอาเงินสามหมื่นที่เสียไปกลับคืนมาให้ได้ส่วนเื่กำไรหล่อนเริ่มไม่หวังแล้ว
“ลูกค้าเป้าหมายของน้องป่านอันดับแรกก็คือคนที่ใกล้ตัวที่สุดเช่น พี่น้อง เพื่อนฝูง เอาคนที่เราสนิทก่อนเลย จากนั้นก็ขยายวงไปเรื่อย ๆอาจจะเป็เพื่อนของเพื่อน คนรู้จัก”
เปมิกา นึกถึงคำพูดของญานีที่แนะนำเอาไว้เปมิกาจึงนึกถึงสิตาเป็คนแรกที่จะต้องโทรไปหา