ภารกิจทำลายล้าง (จบ)
สิ้นเสียงสัญญาณของกัส เหล่าเทพที่ติดตามมาก็ได้สติ พวกมันพร้อมใจกันปลดปล่อยการโจมตีที่เตรียมพร้อมออกไปทันที
ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ ทักษะพิเศษหรือวิชาที่ฝึกฝน พลังทั้งหมดที่สั่งสมเอาไว้ถูกปลดปล่อยออกไปพร้อมกันในลักษณะที่แตกต่างกัน
การโจมตีกระจายไปทั่วทั้งเมืองป้อมปราการ ตกลงบนจุดที่สำคัญทั้งหมดที่วางแผนไว้ ทะลวงผ่านชั้นพลังงานที่พังทลายจนแทบจะสูญเสียรูปร่างซึ่งเหลือความหนาไม่ถึง 1 เซนติเมตรราวกับความว่างเปล่า
วินาทีนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้นถี่ยิบ ไม่ว่าจะเป็นศาสตราเพลิงนับร้อยที่ตกลงมา ฝนน้ำแข็งที่แหลมคมราวกับหอก พายุหนามที่สร้างจากลิ่มไม้ที่แข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้า รวมไปถึงเวทมนตร์ที่แตกต่างและความสามารถพิเศษส่วนตัวของเหล่าเทพอีกหลายชนิด
อึดใจเดียวข่ายอาคมป้องกันเมืองที่ ‘เกือบ’ จะพังทลายเพราะเพลิงต้นกำเนิดของกัสก็พังทลายลงอย่างแท้จริง เมื่อการโจมตีทั้งหมดของเหล่าเทพทำลายจุดสำคัญที่ใช้ในการคงสภาพข่ายอาคมทั้งหมดไป
อึดใจต่อมา เหล่าเทพก็บุกเข้ามาถึงภายในเมือง พร้อมกับการโจมตีที่ม้วนกวาดออกไปรอบด้าน กวาดทำลายอาวุธทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในเมือง ทำลายการต่อต้านทั้งหมดของนักรบในเมือง
แม้กระทั่งเทพอสูรที่ประจำอยู่ในเมืองแห่งนี้ก็ยังถูกการโจมตีที่ถล่มลงมาราวกับห่าฝน ถล่มจนมันต้องดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
ไม่กี่อึดใจการโจมตีชุดแรกก็จบลง การป้องกันของเมืองป้อมปราการก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ ตัวเมืองทั้งหมดตกอยู่ในสภาพที่ ‘เกือบ’ จะถูกทำลายลงอย่างแท้จริง
เมื่อเห็นผลลัพธ์จากการโจมตีของตน เหล่าเทพก็พยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่พวกมันจะพร้อมใจกันหันไปทางเทพอสูรเพียงหนึ่งเดียวของศัตรูที่อยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมหลังจากถูกถล่มด้วยการโจมตีที่แตกต่างกันนับสิบชนิด
สภาพของมันเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก มันหอบหายใจหนักๆ อยู่ที่มุมหนึ่งของหลุมลึก ซึ่งไม่รู้ว่ามันถูกส่งลงไปด้วยการโจมตีของใคร
แขนของมันขาดหายไปข้างหนึ่ง ขาอีกข้างหนึ่งบิดไปด้านหนึ่งในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากการถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด เลือดของมันไหลทะลักออกมาตลอดเวลา
แต่ทว่าดวงตาที่จ้องมองมายังคงทอประกายดุร้ายอำมหิต เต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการฆ่าที่รุนแรง
กัสมองภาพนี้ด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะชี้นิ้วออกไปอีกด้านหนึ่ง ส่งเพลิงต้นกำเนิดพุ่งลงไปยังสิ่งที่ดูคล้ายกับรางน้ำ
อึดใจเดียวใบหน้าของเทพอสูรในหลุมลึกก็เปลี่ยนสี จากนั้นเพียงพริบตาเพลิงต้นกำเนิดที่แทรกซึมผ่านเครือข่ายพลังใต้ดินของเมืองก็ระเบิดออกมา โจมตีใส่จุดที่มันทรุดตัวอยู่จนทำให้มันต้องรีบหลบออกมาอย่างเสียไม่ได้
“เจ้า!!”
เทพอสูรขู่คำรามออกมาอย่างดุร้าย หากแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเพราะมันคิดไม่ถึงเลยว่าศัตรูของมันจะมองแผนการของมันออกได้เร็วขนาดนี้
แต่มันก็ไม่เสียเวลา ทันทีที่แผนการโต้กลับใช้ไม่ได้ มันก็หันมาใช้วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดแทน
นั่นคือการระเบิดพลังออกมาแล้วโถมเข้าใส่ศัตรูด้วยเจตนาที่จะตายไปพร้อมกัน
เจตนาที่ดุร้ายนี้ทำให้เหล่าเทพตื่นตระหนกเล็กน้อย ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของพวกมันหยุดชะงักไปเสี้ยววินาที ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขัดกับความเข้าใจของพวกมันมากจนเกินไป
พวกมันไม่คิดว่าเทพอสูรรายนี้จะดุร้ายถึงขนาดนี้และเด็ดเดี่ยวได้ถึงเพียงนี้ ทำให้มันเสียจังหวะไปพริบตาหนึ่ง
ทว่าพริบตาที่เสียไปก็ไม่ได้สำคัญนักเพราะมันไม่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของการต่อสู้ได้
ไม่ว่าจะด้วยจำนวนคนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือพลังอำนาจที่เหนือล้ำกว่าของกัสที่สามารถฆ่าเทพอสูรผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย หลังจากปล่อยให้เพื่อนร่วมกลุ่มถลุงศัตรูจนสูญสิ้นสภาพ
เมื่อร่างอมตะที่แข็งแกร่งโดนทุบตีอย่างทารุณ จนร่างกายแตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับผลึกแก้ว เพลิงต้นกำเนิดของกัสก็ถูกส่งออกไปเพื่อเก็บงาน ชีวิตของเทพอสูรคนหนึ่งก็หลุดลอยไปทั้งแบบนั้น
ต่อจากนั้นกัสก็กวาดตาไปรอบๆ มองดูสภาพของเมืองป้อมปราการแห่งนี้ มองดูผู้คนที่เหลืออยู่ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นคนธรรมดาที่ไม่สามารถต่อต้านเหล่าเทพอย่างพวกมันได้เลย
“ให้ข้าลบเมืองแห่งนี้ทิ้งไปเลยไหม”
คำถามของกัสทำให้ทุกคนหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในหัวใจ
สำหรับพวกมันคำถามนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเป้าหมายของพวกมันก็คือการทำลายเมืองแห่งนี้แต่แรก แต่ที่พวกมันหยุดชะงักไปและเกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นก็เพราะคำพูดที่กัสใช้
แทนที่จะใช้คำว่า ‘ทำลาย’ เขากลับพูดว่า ‘ลบ’ สองคำนี้เมื่อพูดในสถานการณ์นี้คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของกัสที่มีต่อการทำลายเมืองแห่งนี้ว่ามันง่ายขนาดไหน
ราวกับว่าเขาไม่ต้องออกแรงเพื่อทำลายมัน แค่ใช้ความคิดก็เพียงพอที่จะลบเมืองแห่งนี้ทิ้งไป
ทุกคนที่ได้ยินมีความคิดที่คล้ายๆ กันนี้อยู่ในใจ ขณะที่กัสเริ่มลงมือ เขากดมือลงเบาๆ เพลิงต้นกำเนิดก็ไหลทะลักออกมาจากความว่างเปล่า ไหลลงไปราวกับสายน้ำจนท่วมเมืองทั้งเมือง รวมไปถึงผู้คนทั้งหมดในช่วงเวลาเพียงอึดใจ
ไม่กี่อึดใจต่อมาโครงสร้างของเมืองป้อมปราการที่แข็งแกร่งก็เป็นดังปราสาททรายที่เผชิญกับกระแสน้ำ มันหลอมละลายอย่างรวดเร็วจนกลายสภาพเป็นแอ่งน้ำเพลิงต้นกำเนิด
เมื่อทุกอย่างถูกทำลายจนถึงโครงสร้างที่ลึกที่สุด กัสก็ดึงเพลิงต้นกำเนิดกลับมา จนเผยให้เห็นหลุมขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10 กิโลเมตรและมีความลึกนับร้อยเมตร
สิ่งที่เหลืออยู่หลังจากเพลิงต้นกำเนิดถูกนำกลับไปนั้น คือกลุ่มคนธรรมดาที่มีสีหน้าซีดขาว พวกมันหันไปมองรอบๆ ด้วยความสับสน ราวกับไม่เชื่อว่าพวกมันยังมีชีวิตอยู่
บางคนที่กลัวจนหมดสติไปก็มีอยู่ บ้างก็ตกใจจนหัวใจหยุดเต้นไป ซึ่งก็ทำให้พวกมันแตกตื่นกันไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะให้การช่วยเหลือ
กัสมองภาพนี้ด้วยสายตาที่เย็นชา มองดูกลุ่มคนที่ตกอยู่ในสภาพปางตายโดยไม่รู้สึกอะไร ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาโหดเหี้ยม แต่เขาคุ้นเคยกับสงครามมากพอที่จะแยกแยะสถานการณ์อย่างชัดเจน
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะคิดแบบเดียวกับเขา โดยเฉพาะสกายเบรดและไวท์โรสที่เป็นนักบวชทั้งคู่ พวกเธอมีความเมตตามากกว่าคนอื่นๆ ทั้งยังเป็นผู้หญิง พวกเธอจึงอดไม่ได้และลงมือช่วยเหลือเล็กน้อยเช่นเดียวกับเมืองที่พวกเขาผ่านไปก่อนหน้านี้
ทุกคนมองภาพนี้แล้วยิ้มน้อยๆ แม้จะไม่มีใครสนับสนุน แต่ก็ไม่มีใครขัดขวางเช่นกัน
กลุ่มคนที่ตกใจจนเกือบตายก็ได้รับการรักษาในขั้นต้น ทำให้พวกมันพ้นขีดอันตรายมาได้ แต่การรักษาก็มีเพียงแค่นั้นเพราะพวกเธอยังไม่ลืมว่าสถานะของคนเหล่านี้คืออะไร
“ไปกันเถอะ..ไปทำภารกิจรองต่อ”
กัสพยักหน้ารับง่ายๆ จากนั้นเรียกหัวสิงโตออกมาอีกแล้วนำทุกคนจากไป ทิ้งให้กลุ่มคนที่เหลืออยู่ได้แต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
ความโกรธแค้นของพวกมันนั้นยังมีอยู่ แต่พวกมันก็อดไม่ได้ที่จะนึกขอบคุณอยู่ในใจเพราะไม่เพียงแต่นักบวชสาวทั้งสองจะช่วยชีวิตคนของพวกมัน กัสก็ยังละเว้นทางรอดให้พวกมันด้วยเสบียงอาหารที่เหลืออยู่เต็มเปี่ยม
ความเมตตานี้ทำให้พวกมันสับสน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเช่นนั้น สำหรับบางคน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างอะไรจากความอัปยศที่ยากจะยอมรับได้
แต่กัสกับเหล่าเทพก็ไม่ได้สนใจเพราะพวกมันมีภารกิจที่สำคัญกว่ารอคอยอยู่
ภารกิจรองของพวกเขาคือการทำลายเส้นทางเชื่อมต่อของเมืองป้อมปราการขนาดใหญ่ของศัตรู เมืองแห่งนี้มีระดับการป้องกันที่แข็งแกร่งมาก ทั้งยังตั้งอยู่บนจุดที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ชีพจรมังกร’ มันเป็นเส้นทางของพลังใต้ดินจึงทำให้เมืองแห่งนี้มีแหล่งพลังงานขนาดใหญ่จนยากที่จะทำลายได้
นอกจากนั้นเมืองแห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญของอาณาจักรแม่น้ำเพลิง ทำให้มันถูกพัฒนามานานหลายร้อยปี มีข่ายอาคมขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเมืองแห่งนี้กับเมืองอีกหลายแห่ง ส่งผลให้ความแข็งแกร่งของมันสูงยิ่งกว่าเดิมมาก
จุดนี้คือจุดที่ยากจะทำลาย กลุ่มของเขาจึงไม่ได้รับภารกิจทำลายเมืองแห่งนี้โดยตรง แต่รับภารกิจทำลาย ‘เส้นทาง’ ที่เชื่อมต่อเมืองแห่งนี้แทน
ตามเนื้อหาของภารกิจ กลุ่มของกัสต้องทำลายเส้นทางเชื่อมทางตะวันตกทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 แห่ง
กัสจึงนำทุกคนไปยังทางเชื่อมทางใต้ก่อน พวกเขาบุกเข้าไปตรงๆ เพราะเส้นทางเชื่อมนั้นไม่ได้มีเมืองป้อมปราการที่แข็งแกร่งอะไร
การบุกโจมตีสายฟ้าแลบจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง เป็นกัสที่เปิดฉาก ตามมาด้วยการโจมตีของทุกคนจนกระทั่งการต่อต้านทั้งหมดถูกทำลาย จากนั้นเขาก็ปิดฉากด้วยการเก็บกวาดเศษซากทั้งหมด รวมไปถึง ‘อุโมงค์’ เชื่อมต่อที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการควบแน่นและส่งพลังงาน
เมื่ออุโมงค์ถูกทำลาย กระแสพลังงานที่ส่งไปยังเมืองป้อมปราการก็อ่อนโทรมลง มันกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งเป็นเพียงกระแสพลังที่อ่อนแรงจนยากที่จะนำไปใช้เพื่อสร้างข่ายอาคมที่ทรงพลังได้
กัสนั้นไม่เพียงกวาดล้างอุโมงค์เท่านั้น เขายังสูบพลังในอุโมงค์ทั้งหมดจนแห้งเหือด ทำให้สภาพของมันแทบจะไม่สามารถใช้งานได้อีกใน 10 ปีเป็นอย่างน้อย
การฟื้นฟูจะยิ่งยากลำบากมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวให้กับสงครามในครั้งนี้เพราะมันเป็นการป้องกันไม่ให้ตระกูลไอรอนบลัดสามารถโต้กลับได้
เมื่อกัสได้ยินคำพูดของเพื่อนร่วมกลุ่มที่พูดถึงการกระทำของเขา เขาก็ตัดสินใจลงมือแบบนี้ต่อไปกับเส้นทางเชื่อมอีก 2 เส้นทางด้วย
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาการกวาดล้างก็เสร็จสิ้น ภารกิจหลักและภารกิจรองเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 1 วัน ซึ่งถ้านับอย่างจริงจังก็อาจจะเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
ระดับความเร็วที่น่าทึ่งนี้ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหันมามองหน้ากันครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยิบเอานาฬิกาขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้งราวกับไม่อยากเชื่อว่าภารกิจที่พวกมันได้รับมาจะจบสิ้นแล้ว
“เอายังไงต่อ..กลับไปรายงานก่อนไหม หรือว่า..จะรอประสานงานกับอีกกลุ่ม”
ข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ ทุกคนเพียงหันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ข้อเสนอแรกนั้นความจริงสมควรเป็นข้อเสนอที่ง่ายต่อการยอมรับ
แต่เพราะพวกมันใช้เวลาในการทำภารกิจน้อยเกินไปและทำได้ง่ายเกินไป ทำให้พวกมันเกิดความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ทำภารกิจใดๆ แต่กำลังเดินเล่นอยู่ในดินแดนของศัตรูเสียมากกว่า
ความรู้สึกนี้ทำให้พวกมันรู้สึกต่อต้านการถอยกลับทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรที่สมใจเลย ต่อให้การมาครั้งนี้จะสามารถฆ่าศัตรูได้ถึง 3 คน
แต่พวกมันก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ง่ายเกินไป ง่ายจนรู้สึกเหมือนไม่ได้ต่อสู้มาก่อน
ขณะที่คิดถึงเรื่องนี้ พวกมันก็มองไปทางกัสที่นั่งนิ่งอยู่ เขาหลับตาสนิทโดยมีมือของสกายเบรดสัมผัสกับหัวไหล่ของเขาและส่งพลังชำระล้างเข้าไปในร่างกายของเขาตลอดเวลา
เมื่อกัสสัมผัสได้ถึงสายตาของทุกคน เขาก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะยิ้มน้อยๆ ด้วยความแปลกใจ
“ข้าไม่มีความเห็นอะไร พวกท่านตัดสินใจเถอะ”
การวางตัวของกัสทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย พวกมันเกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาด ใจหนึ่งดูจะพึงพอใจมากที่เขาวางตัวได้เหมาะสมในฐานะของคนหนุ่มสาว
แต่อีกใจพวกมันก็รู้สึกลำบากใจมากทีเดียวเพราะพวกมันได้ยอมรับกัสในฐานะของผู้นำกลุ่มไปแล้ว ทั้งยังนับถือในความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก
เมื่อทุกคนหันกลับมามองกัน พวกมันก็เริ่มรู้สึกเคร่งเครียด ก่อนจะเริ่มปรึกษากันเงียบๆ ด้วยท่าทางที่จริงจังยิ่งกว่าเดิม
ราวกับว่าพวกมันตระหนักได้ในท้ายที่สุดว่าพวกมันเป็นผู้ใหญ่ ทั้งยังมีความอาวุโสกว่า มีประสบการณ์มากกว่า พวกมันไม่ควรที่จะพึ่งพาเด็กหนุ่มอย่างกัสมากจนเกินไป ไม่เช่นนั้นพวกมันอาจจะไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ ในฐานะของผู้อาวุโส
เมื่อพวกมันบรรลุความเข้าใจข้อนี้ สีหน้าของพวกมันก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม พวกมันไม่เข้าไปรบกวนกัสอีก หากแต่ตัดสินใจกันอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนานเกือบชั่วโมงก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด
“พวกเราตกลงกันได้แล้ว พวกเราจะไปรวมกลุ่มกับกลุ่มที่บุกโจมตีเมืองป้อมปราการ เจ้ามีข้อเสนออะไรหรือไม่กัส”
“ไม่ครับ เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน ยังไงเสียพวกเราก็ต้องถูกส่งไปช่วยทางนั้นอยู่แล้ว จะกลับไปก่อนหรือไปเลยก็คงไม่ต่างกัน”
พูดจบทุกคนก็พยักหน้ารับ กัสก็ออกคำสั่งให้หัวสิงโตบินตรงไปยังทิศทางที่กลุ่มบุกน่าจะอยู่ทันที
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะใช้เวลาเพิ่มอีกเล็กน้อยเพราะกัสไม่ต้องการเร่งความเร็วมากจนเกินไปเพราะพื้นที่ยังไม่ได้รับการกวาดล้าง มันจึงมีความเสี่ยงที่จะปะทะกับศัตรูได้ตลอดเวลา
ความเร็วที่ใช้จึงลดลงไปเกือบครึ่ง แต่เวลาที่เพิ่มขึ้นมาก็ไม่ได้นานมากนัก ไม่กี่สิบนาทีต่อมาพวกเขาก็ได้เห็นเมืองป้อมปราการขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยข่ายอาคมและเหล่าเทพที่ลอยตัวอยู่เหนือเมือง
เหล่าเทพที่ลอยตัวอยู่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมีร่างกายที่ลุกเป็นไฟ มีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน บางคนมีสภาพราวกับดวงตะวันที่ร้อนแรง บ้างก็อยู่ในสภาพของอสูรเพลิงที่ดุร้ายน่ากลัว บ้างก็เป็นเหมือนคนธรรมดาที่ยืนอยู่ในแม่น้ำเพลิงที่เกรี้ยวกราด
อีกด้านหนึ่งคือเหล่าเทพที่มีความสามารถแตกต่างกันไป บางคนยืนอยู่บนภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ปลดปล่อยความเย็นออกมาตลอดเวลา บ้างก็ยืนอยู่ข้างเสาเพลิงที่ร้อนระอุที่ปลดปล่อยวงแหวนเพลิงออกมาไม่ขาดสาย
ไม่ก็ยืนอยู่บนยานรบสีขาวลำใหญ่โดยมีคณะนักบวชหลายร้อยชีวิตร่ายเวทมนตร์อยู่ตลอดเวลา
ภาพนี้เป็นภาพของการต่อสู้ที่ดุเดือด ซึ่งผิดจากข้อมูลที่กัสและเพื่อนร่วมกลุ่มได้รับขณะที่ออกมาทำภารกิจ ทำให้พวกมันต้องหันกลับไปมองหน้ากันครั้งหนึ่ง
จากนั้นทุกคนก็พยักหน้ารับ กัสก็เร่งความเร็วขึ้น เพียงอึดใจเขาก็เข้าไปรวมกลุ่มกับตระกูลของเขา ส่งผลให้สถานการณ์ในสนามรบทวีความรุนแรงขึ้นมาทันที
ต้นเหตุของความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของหัวสิงโตที่กัสใช้ในการเดินทาง
ความโดดเด่นของหัวสิงโตที่กัสใช้นั้น โดดเด่นจนถึงระดับที่ขอเพียงรู้จักเขา ก็ไม่มีทางที่จะมองไม่ออกว่านี่คือพลังของเขา
ส่งผลให้ทันทีที่ผู้คนบนสนามรบสังเกตเห็นหัวสิงโตที่ลอยมาราวกับลูกโป่งนี้ พวกมันก็ตื่นตัวขึ้นทันที ฝ่ายหนึ่งตื่นเต้นยินดีที่กำลังเสริมมาช่วยเหลือ ขณะที่อีกฝ่ายตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นกำลังเสริมของศัตรู
การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัว ราวกับคนของตระกูลไอรอนบลัดรู้ว่าพวกมันไม่มีทางชนะอีกต่อไป พวกมันจึงตัดสินใจเสี่ยงและใช้พลังทั้งหมดเพื่อโจมตีศัตรูของพวกมันโดยหวังว่าจะสร้างความเสียหายให้กับศัตรูให้มากที่สุด
แต่เหล่าเทพของตระกูลอันดูวเดธก็ไม่ได้ไร้ประสบการณ์ถึงเพียงนั้น หัวหอกทั้งสองที่เป็นคู่หูกันมานานอย่าง ‘ไวท์ริเวอร์’ ที่ยืนอยู่บนภูเขาน้ำแข็งและ ‘เรดทาวเวอร์’ ที่ยืนอยู่บนเสาเพลิง ทั้งสองตอบโต้การโจมตีของศัตรูในทันที
เวทมนตร์ประสานเปลวเพลิงและน้ำแข็งถูกส่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจการโจมตีของศัตรูก็ถูกระเบิด ส่งผลให้ความวุ่นวายทวีความรุนแรงขึ้นในทันที
ในจังหวะที่เวทมนตร์ประสานสูญเสียพลังของมัน กัสก็ปรากฏตัวขึ้นในพริบตา พร้อมกับประกบฝ่ามือเข้าด้วยกัน เปลวไฟต้นกำเนิดสีดำลุกโหมขึ้นมาด้านหนึ่ง ขณะที่อีกด้านกลายเป็นเปลวไฟต้นกำเนิดสีขาว
เปลวเพลิงสองสีกลืนกินน้ำแข็งและเปลวไฟที่กำลังจะสลายตัวแล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังของเปลวไฟ จากนั้นผสานเข้าด้วยกันในลักษณะของดอกบัวเพลิงสีขาวดำแล้วดิ่งลงไปยังกลุ่มของศัตรูโดยตรง
การโจมตีที่ปรากฏขึ้นในพริบตาของกัสระเบิดเข้าใส่กลางวงของศัตรูอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างสูญสลายหายไปในเสี้ยววินาที จากการทำลายล้างของพลังแห่งชีวิตและพลังแห่งความตาย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งกัสก็ยังทึ่งเพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้นำเอาเพลิงต้นกำเนิดมาใช้ร่วมกับวิชาระเบิดพลังสองขั้วของเขาอย่างจริงจัง
แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะน่าตกใจยังไง สงครามก็ไม่ได้หยุดไปแต่อย่างใด การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกหลายระดับ จนทำให้ทุกคนต้องงัดเอาพลังทั้งหมดออกมาสู้
อาจจะเว้นเพียงกัส เนื่องจากเขาเป็นเทพเทวะ 8 ดาว ซึ่งถือว่าตัวเขาอยู่ในระดับที่เหนือกว่าทุกคนช่วงใหญ่
สถานะของเขานั้นต่อให้ยืนอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร ก็ยังมีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงกดดันต่อศัตรู หรือเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับฝ่ายตน
แต่เมื่อเขาลงมืออย่างเต็มกำลัง ผลลัพธ์ทั้งหมดก็ราวกับถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรก
การต่อสู้ที่น่าจะกินเวลาอีกหลายวัน จบลงภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงเศษ จบลงด้วยการกวาดล้างเพียงฝ่ายเดียวอย่างแท้จริงจากฝีมือของกัสและเพื่อนร่วมกลุ่ม รวมไปถึงเหล่าเทพในตระกูลที่ต่อสู้มาตั้งแต่แรก
เมื่อการต่อสู้จบลงที่ชัยชนะของตระกูล กัสก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ครั้งนี้เขาไม่ได้แสดงตัวเป็นผู้นำอีกต่อไปเพราะในตอนนี้มีผู้ที่อาวุโสกว่าเขาอยู่หลายคนทำให้เขาไม่กล้าตัดสินใจและไม่คิดที่จะตัดสินใจด้วย
ท่าทางที่ดูเหมือนเด็กน้อยของกัสทำให้เพื่อนร่วมกลุ่มของเขาลอบหัวเราะอยู่ในใจ พลางส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความรู้สึกทอดถอนใจขณะที่พวกมันคล้ายกลับจะลืมไปว่าเขายังเป็นคนหนุ่ม
จะมีก็เพียงไวท์ริเวอร์และเรดทาวเวอร์ที่มีสถานะเป็น ‘พ่อตา’ ของเขาเท่านั้นที่คุ้นเคยกับท่าทางของกัส พวกมันจึงไม่พูดอะไรมาก นอกจากชมเชยเขาหลายคำ จากนั้นก็ออกคำสั่งในฐานะของผู้นำกลุ่มเพื่อทำการเก็บกวาดสนามรบ