ตอนที่แปดสิบ ปริมาณและคุณภาพ
ไพร่พลเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ
ที่แต่ละคนกล่าวไว้ก็อาจจะจริงแต่ทว่ามันมีสาเหตุอยู่ที่ตระกูลยากไร้ที่มีฐานะยากจนที่พอเป็นใหญ่เป็นโตนั้น
รับเลี้ยงคนไม่เลือกหน้า
มันเป็นเรื่องของการที่ตระกูลหนึ่งจะขยายอำนาจของตนเองนั่นเอง
นี่คือสาเหตุที่ตระกูลโฮของโฮจิ๋นและโฮฮองเฮานั้นพยายามจะผลักดันตนเองจากตระกูลพ่อค้าเนื้อให้โฮจิ๋นและโฮเบี้ยวครองตำแหน่งสำคัญต่างๆของราชสำนัก
แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากตังไทเฮาที่เป็นคู่แข่งผู้สนับสนุนองค์ชายหองจูเหียบ
มองในแง่หนึ่งมันคือการที่ตระกูลชั้นสูงดั้งเดิมนั้นพยายามจะต่อต้านตระกูลชั้นสูงที่พึ่งจะเริ่มขยายอำนาจขึ้นมาในราชสำนัก
ตั๋งโต๊ะตามประวัติศาสตร์ที่เก็บองค์ชายหองจูเปียนและมารดาไปก็มีคนวิเคราะห์ว่าอาจจะเพราะพยายามยกตนเองเป็นพระญาติกับหองจูเหียบที่พระนางตังไทเฮาเป็นผู้สนับสนุนอยู่
มันคือสิ่งที่เรียกว่า
Growing Pain
การเติบโตที่เจ็บปวด
เมื่อเราคาดหวังการเติบโตเราก้ต้องรับมังกรและปลาปะปนกัน คนดีคนร้ายยากแบ่งแยกชัดในตอนที่เราจะรับคนจำนวนมหาศาลเข้ามาเป็นของของเราก็ยิ่งทำให้สับสนเข้าไปใหญ่
หากคนของเราไปก่อเรื่องเลวร้าย
หากมองในแง่ศีลธรรมรักษากฎหมายเราก็ต้องตัดสินไปตามหลักการ
แต่หากมองในแง่ของอำนาจการที่เรากำจัดคนของเราเองไป เท่ากับว่าเราลิดรอนอำนาจของเราเองไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหากต้องการรักษาอำนาจ
นี่คือสาเหตุที่คนมีอำนาจนั้นเลี้ยงพวกคนชั่วสุนัขดุ ไว้กัดคนที่ผ่านไปมา
ฮั่นหวู่ตี้ก็มีจางทัง ขุนนางที่เหี้ยมโหดในการเล่นงานเหล่าขุนนางในราชสำนักของตนเอง
หากตีความอย่างหนึ่งคือที่เปาบุ้นจิ้นที่ประหารขุนนางราชสำนักหลายสิบคนในวันเดียวนั้นฮ่องเต้ซ้องคงมีส่วนรู้เห็นไม่บ้างก็น้อย
แต่การหลีกเลี่ยงการลงโทษคนของตนเองคือการมองโลกแบบปิด
มองว่าคนของตนเองเป็นศัตรูเราต้องกดขี่ข่มเหงพวกเขาให้ต่ำเอาไว้
หากทั้งโลกมีแค่เราคนเดียวก้คงจะปลอดภัยดีที่ทำให้คนของราอดอยากยากจนเอาไว้
แต่หากเราต้องการขยายอำนาจหรือปกป้องตนเองจากศัตรูภายนอก
การทำให้คนของตนเองอ่อนแอขี้โรคคือความโฉดเขลาอย่างยิ่ง
ดังนั้นเราต้องสร้างความสมดุลให้ดีระวห่างการรักษากฎหมายกับการรักษาอำนาจของเราเอง
แต่โชคดีที่ตอนนี้เข็มของตราชั่งที่พวกสิบขันทีทำไว้นั้นแย่เกิน
ทำให้ผมสามารถรักษากฎหมายได้อย่างเต็มที่
“เรียนนายน้อย ไม่สิท่านผู้บัญชาการข้าน้อยได้จับผู้ที่ร่วมกระทำผิดกับสิบขันทีได้แล้วขอรับพร้อมรายชื่อเครือญาติของผู้กระทำผิดที่นี่แล้ว”
ผมพยักหน้าตรวจดูรายชื่อและลงนามรับรอง
“ส่งหญิงไปสำนักนางรำส่งเด็กไปทางภาคใต้ ส่งชายฉกรรจ์เป็นทาสแรงงานกองทัพและส่งผู้ชราไปชายแดน”
และมีการแบ่งแยกยิบบ่อยไปตามสาขาอาชีพต่างๆอีกเพื่อกระจายตระกูลใหญ่ให้ไปอยู่คนละมณฑลที่ห่างไกลนับพันลี้หมื่นลี้
ในยุคสมัยที่การสื่อสารยังต้องพึ่งนกพิราบและม้าส่งข่าวหากตระกูลฟื้นตัวมาได้ก็ยอมรับว่าเก่งล่ะ
แน่นอนผมให้คนจับตาพวกนี้เอาไว้อยู่แล้วว่าหากมีเทคนิคการติดต่อหากันที่ดีผมจะให้เลียนแบบและขโมยความคิดมา
สำหรับเขาแล้วอย่างที่ลุงหนวดอีกคนเคยกล่าวเอาไว้
ปริมาณก็คือคุณภาพอย่างหนึ่ง
“เรียกพวกช่างที่ถนัดด้านขโมยมาตระกูลใหญ่พวกนี้มักจะมีห้องลับซ่อนสมบัติเอาไว้หรือซ่อนเพชรพลอยไข่มุกไว้ตามกำแพง พวกเจ้าดูแลเรื่องคนส่วนเรื่องสิ่งก่อสร้างให้ใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เรารวบรวมมา”
เขาได้รวบรวมผุ้เชี่ยวชาญวิศวกรรมไว้
ซึ่งในยุคนี้มันแปลว่า หัวขโมยหรือโจรขุดสุสาน
ข้อดีของการมีอำนาจคือ คนขุดสุสานหรือหัวขโมยไม่มีทางเลือกนอกจากทำงานให้เรา
ด้วยความรู้จากปัจจุบันผสมกับความเชี่ยวชาญของหัวขโมยคนขุดสุสาน
ตั๋งฮวงให้คนจดบันทึกเทคนิคต่างๆหรือโครงสร้างพื้นฐานของบ้านคหบดีต่างๆเอาไว้
เพราะเรื่องตลกคือแต่ละบ้านนั้นคิดคล้ายๆกันในการชอบขุดอุโมงค์เอาไว้เตรียมหนีภัยนั่นเอง
อาจจะเพราะยิ่งรวยเลยยิ่งระแวงและยิ่งเตรียมการเอาไว้อย่างยาวนานหากเป็นสกุลใหญ่
พวกเขาแค่ไม่คิดว่าจะเจอผมที่แม้แต่ดอกบัวสักฝักหรือก้อนอิฐเขียวสักก้อนก็จะไม่ให้เหลืออย่างผม