สวรรค์นิรันดร์กาล

    การเสียสละของตงจวิ้น

            “ท่านบรรพบุรุษในที่สุดท่านก็กลับมาโปรดช่วยพวกเราล้างแค้นด้วย” พวกภูติแห่งชีวิตกล่าว

            “พวกเจ้าตั้งสติให้ดีก่อนและมองดูรอบๆตอนนี้เวลาผ่านไปหลายแสนปีแล้ว พวกเจ้าไม่ได้อยู่ช่วงเวลาเดิมอีกต่อไปแล้วแต่หลับใหลมาตลอดแสนปี”ตงจวิ้นกล่าว

            “ตงจวิ้นงั้นเหรอทำไมเจ้าถึงได้ดูชราขึ้นมากขนาดนี้” ตงหยิน สหายของตงจวิ้นจำได้ทันทีแต่อีกฝ่ายกลับกลายเป็นตาแก่ไปแล้วส่วนตนเองยังดูสาวอยู่เลย

            “หลายแสนปีมานี้ตงจวิ้นทำหน้าที่ดูแลพวกเจ้าที่ถูกผนึกให้หลับใหลเอาไว้มาตลอดทำให้อายุขัยของเขาหลายแสนปีแล้วส่วนพวกเจ้าได้ถูกผนึกเอาไว้ด้วยตันไม้แห่งชีวิตทำให้พวกเจ้ามีสภาพกึ่งตายอายุขัยจึงถูกผนึกเอาไว้ทำให้ไม่แก่ลง”ซีรั่วหยานกล่าว

            “อะไรกันตงจวิ้นนี่เจ้าเสียสละเพื่อพวกเรางั้นเหรอ” ตงหยินถึงกับน้ำตาใหลออกมานางเดินเข้ามาหาตงจวิ้นด้วยสีหน้าเจ็บปวด

            “ในบรรดาพวกเจ้าข้ามีพรสวรรค์น้อยที่สุดดังนั้นข้าจึงต้องทำหน้าที่นี้ พวกเจ้าดูสิ ขนานหลายแสนปีแล้วข้าก็ไม่สามารถกลายเป็นพระเจ้าได้”ตงจวิ้นยิ้ม

            ตงจวิ้นไม่เคยเสียใจที่ตนเองยอมเสียสละเพื่อสหายในเผ่าเพราะมันหมายถึงการทำเพื่อเผ่าของตนเองให้สืบทอดต่อไป

            “พวกเราติดหนี้เจ้าแล้ว”ภูติแห่งชีวิตคนอื่นๆก็รู้สึกเจ็บปวดเช่นกัน

            “ไม่เป็นไรแม้เจ้าจะแก่แล้วแต่ข้าก็จะอยู่ข้างเจ้า” ตงหยินกล่าวเห็นได้ชัดว่านางและตงจวิ้นนั้นเคยมีความรู้ให้แก่กันแต่เพราะหน้าที่ตงจวิ้นจึงต้องเสียสละตนเอง

            “เจ้าน่าจะรู้ว่าตอนนี้ข้า...”

            ขณะที่ตงจวิ้นกำลังจะกล่าวตงหยินก็เอามือมาปิดปากและส่ายหน้าทันใดนั้นเองใบหน้าของตงหยินก็แก่ชราลงเห็นได้ชัดว่านางจงใจทำให้รูปลักษณ์ของนางเป็นเหมือนกับตงจวิ้น

            “ข้าตัดสินใจแล้วเพราะงั้นเจ้าไม่ต้องกล่าวอะไรแล้ว”ตงหยินกล่าว

            ตงจวิ้นอดที่จะน้ำตาใหลออกมาตงจวิ้นนั้นได้ทำใตเอาไว้แล้วว่าตงหยินจะต้องลืมตนเองและเริ่มต้นชีวิตใหม่ต่อให้เป็นแบบนั้นตงจวิ้นก็จะไม่โทษตงหยินเด็ดขาดเพราะเขาเป็นคนเลือกเส้นทางนี้เอง

            "เอ่อ ข้าสงสัยมาสักพักแล้วชายคนนั้นเป็นใครทำไมสายเลือดของข้าถึงหวั่นเกรงเขากัน” ภูติแห่งชีวิตคนหนึ่งกล่าว

            เมื่อได้สติภูติแห่งชีวิตก็มองไปทางฉางเฟิงเป็นตาเดียวฉางเฟิงในตอนนี้มีเส้นผมสีเขียวอ่อนเหมือนกับพวกเขาแต่ว่าดวงตากลับเป็นสีทองแถมสายเลือดยังเป็นสายเลือดโกลาหลเหมือนกับของซีรั่วหยานมันราวกับว่าเขาได้รวมเอาสายเลือดสองเผ่าเอาไว้

            “เขาคือภูติแท้โกลาหลคนสุดท้ายที่เหลือต่อจากข้า”ซีรั่วหยานกล่าว

            “และยังเป็นสามีของบรรพชนของพวกเจ้าด้วย”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว

            “อะไรนะสามีของท่านบรรพชน ตัวตนระดับเซียนเนี่ยนะ” ภูติแห่งชีวิตหลายคนเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ

            ซีรั่วหยานเป็นใครนางคือเทพเจ้าของพวกเขานางคือตัวตนที่สูงส่งที่ไม่สามารถที่จะเอื้อมถึงแต่ทำไมตัวตนแบบนั้นถึงมีสามีที่อ่อนแอแบบนี้ได้

            “อย่าเสียมารยาทถ้าไม่มีเขาพวกเจ้าก็ไม่มีวันตื่นขึ้นมาง่ายๆหรอก” ตงจวิ้นกล่าวเตือน

            “นั่นสินะถ้าไม่มีเขาตงจวิ้นก็ต้องสังเวยชีวิตของตนเองเพื่อปลุกพวกเจ้าแล้วละ” ซีรั่วหยานกล่าว

            “อะไรนะนี่เจ้าคิดจะทำแบบนี้จริงๆงั้นเหรอ” ตงหยินสั่นสะท้านแต่ตงจวิ้นก็ได้แต่พยักหน้ายอมรับ

            “แต่เขาทำได้ยังไง”ภูติแห่งชีวิตหลายคนเป็นอัจฉริยะกันทั้งนั้น พวกเขาทุกคนล้วนเป็นตัวตนระดับเทพทั้งหมดแน่นอนว่าย่อมดูถูกตัวตนระดับเซียนแบบฉางเฟิง

            “แสดงให้พวกเขาดูเถอะ”ซีรั่วหยานกล่าว

            ฉางเฟิงถอนหายใจและสายเลือดในร่างปะทุออกมาแรงกดดันของสายเลือดทำให้สายเลือดในร่างของภูติแห่งชีวิตสั่นใหวและมันทำให้พวกเขาอยากจะคุกเข่าลงเหมือนกับทำกับซีรั่วหยานแต่พวกเขาคือใครพวกเขาคืออัจฉริยะตัวตนระดับเทพ พวกเขาจะคุกเข่าให้กับเซียนตัวน้อยๆได้อย่างไร

            จากนั้นฉางเฟิงก็ค่อยๆเปิดดวงตาข้างขวาเมื่อภูติแห่งชีวิตเห็นดวงตาสีเขียวของฉางเฟิงก็ทำให้สติของพวกเขาควบคุมไม่ได้คุกเข่าลงพื้นอย่างรุนแรง

            “นี่มันดวงเนตรของนายหญิง หรือว่า...”

            “ใช่แล้วเขาสืบทอดพลังของนายหญิงไปแล้วตอนนี้เขาคือผู้นำของภูติแห่งชีวิตที่แท้จริง”ตงจวิ้นกล่าว

            “ตงหยินคารวะนายท่าน”ตงหยินรู้งานนางเป็นคนแรกที่แสดงความเคารพ

            “คารวะนายท่าน”เมื่อเห็นตงหยินเริ่มก็มีคนทำตาม

            ตอนนี้พวกเขาเริ่มมีความเคารพต่อฉางเฟิงแล้วเพราะฉางเฟิงครอบครองสายเลือดที่สูงส่งไม่พอยังครอบครองมรดกขอนายหญิงของเผ่าอีกด้วยนี่เท่ากับว่าสถานะของฉางเฟิงสูงมาก

            "เป็นพวกเราที่เสียมารยาทของนายท่านโปรดอภัย” พวกภูติแห่งชีวิตกล่าว

            “ลุกขึ้นเถอะข้าไม่โกรธหรอกเพราะมันเป็นความจริงที่พลังของข้ายังต่ำมากเมื่อเทียบกับพวกเจ้า”ฉางเฟิงกล่าว

            “เจ้าจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกคนพวกนี้อายุปาเข้าไป 100 ปีกันหมดแล้ว ส่วนเจ้าอายุแค่ 18 ปีเอง” ซีรั่วหยานกล่าว

            “อะไรนะอายุ 18 ปีงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้” หลายคนตกใจ

            “ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วตอนนี้เผ่ามนุษย์ที่เคยอ่อนแอกลับมีพรสวรรค์ที่ไม่ด้อยไปกว่าพวกเจ้าในยามรุ่งโรจน์เลยดังนั้นก่อนอื่นพวกเจ้าจะต้องความคุ้นกับเคยกับยุคสมัยใหม่เสียก่อนและทิ้งความยโสโอหังไปทั้งหมดเพราะตอนนี้เผ่าภูติของพวกเราไม่ใช่ผู้ปกครองโลกอีกต่อไปแน่นอนว่าอีกไม่นานพวกเราจะทวงคืนตำแหน่งนั้นมาให้ได้” ซีรั่วหยานกล่าว

            “พวกเราไปกันเถอะข้าต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยกับพลังนี้” ฉางเฟิงเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาเพราะการผสานแม้จะสำเร็จแต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ดีทำให้ฉางเฟิงรู้สึกอ่อนเพลีย

            “นายน้อยหลับไปก่อนเถอะ”เสี่ยวเฮ่ยขยายร่างและแบกฉางเฟิงที่หลับไว้ทันที

            “พวกเจ้าอยากจะออกไปด้านนอกหรือฝึกอยู่ที่นี่ละ”ตงจวิ้นกล่าว

            “แน่นอนว่าด้านนอกพวกเราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับยุคสมัยนี้เสียก่อน” พวกภูติแห่งชีวิตกล่าว

            “ดีถ้างั้นก็ไปเก็บข้าวของกันพวกเราต้องย้ายบ้านกันแล้ว” ตงจวิ้นกล่าว

            หลังจากนั้นพวกซีรั่วหยานก็พาภูติแห่งชีวิตกลับมาอาณาจักรสวรรค์ตอนแรกคนในอาณาจักรคิดว่าถูกศัตรูบุกเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นภูติแห่งชีวิตมาก่อนแต่เมื่อเห็นเสี่ยวเฮ่ยเป็นคนนำมาพวกเขาจึงเบาใจ

            เสี่ยวเฮ่ยได้สั่งการให้ผู้อาวุโสของนิกายบุปผาได้เตรียมที่พักที่สงบๆให้กับภูติแห่งชีวิตซึ่งในนิกายบุปผามียอดเขาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมุนไพรและดอกไม้เต็มไปหมดเหมาะแก่ภูติแห่งชีวิตพอดีปัญหาที่อยู่อาศัยจึงหมดไปส่วนฉางเฟิงก็ไม่ได้เป็นอะไรแค่ร่างกายต้องปรับสภาพกับพลังใหม่ที่ได้มา

            แม้เนตรแห่งชีวิตจะไม่ทำให้พลังบ่มเพาะของฉางเฟิงเพิ่มขึ้นแต่พลังการต่อสู้และเต๋าแห่งชีวิตของฉางเฟิงกลับเพิ่มสูงขึ้นมากเรียกได้ว่าเนตรแห่งชีวิตกลายเป็นไพ่ตายของฉางเฟิงอีกหนึ่งใบเลยก็ว่าได้

    งกลงนิยายวันที่ 30-31 เจอกันวันที่ 1

     

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน