Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามเทวะ:ป่าอาคม

               ศิลาเดินออกจากตำหนักของตนเองเดินไปตามถนนสายหลักที่ตัดผ่านใจกลางเมืองมองดูชื่นชมบรรยากาศภายในเมืองของตนเองด้วยนัยน์ตาชื่นชม

                “เหมือนอยู่ญี่ปุ่นจริงๆนี่แหละชีวิต”  เขาเปรยออกมา  “วันนี้ก็ยังคึกคักเหมือนเดิม....แต่ทำไมสายตาคนมองเราแปลกๆ”  เขาสงสัยเมื่อพบว่าสายตาของผู้เล่นทั่วไปจ้องมองเขาแบบผิดแปลก

                “พวกเกราะทองเยอะจังเลยค่ะ”  ฟ้าครามพูดก่อนจะเปลี่ยนทวงท่าเดินเข้ามาจับมือศิลา

                “ช่างพวกมันเถอะ  ต่อให้เป็นศัตรูกันแต่ก็ตั้งกฎห้ามไม่ให้ศัตรูเข้าเมืองตนเองไม่ได้แต่พี่ก็สั่งให้คนจับตาดูตลอดเวลาอยู่แล้ว”  เขาพูดก่อนจะหยุดยืนอยู่กลางถนนเมื่อพบกับร้านเครื่องดื่มคาเฟ่ที่พึ่งเปิดใหม่

                “ชาพะยอม”  เขาอ่านป้ายชื่อร้าน  “แต่ทำไใมาเปิดในเมืองเราถึงไม่มาติดต่อเจ้าเมืองอย่างเราก่อนล่ะ”  เขาสงสัยก่อนที่ฟ้าครามจะพูดขึ้น

                “อ๋อร้านเครื่องดื่มชาพะยอมมีคอนเทนต์กับทางบริษัทน่ะคะเลยสามารถเปิดร้านได้โดยไม่ต้องแจ้งเจ้าเมืองเหตุนั้นเพราะคุณพ่อเตรียมการรองรับให้เข้ากับรูปแบบ

    E-sport ที่จะเกิดขึ้นแบบเต็มรูปแบบ”  ฟ้าครามอธิบาย  

                ศิลาพยักหน้า 

                เขาเดินเข้าไปในร้านชาพะยอมภายในมีขนาดกว้าง 500 ตรารางเมตรตกแต่งโทนสีเขียวอ่อนสว่างดูเป็นธรรมชาติมีเก้าอี้โต๊ะ โซฟา และพนักงานในชุดสีเขียวอ่อนมุมหนึ่งของร้านมีจอมอนิเตอร์ขนาด 300 นิ้วกำลังเปิดข่าวสารของโลกภายนอกให้ลูกค้าในร้านดู

               แต่ถ้าหากเกิดสงครามชิงเมืองหรือการต่อสู้ไหนที่ถูกยกระดับเป็นสงครามจะมีการถ่ายทอดสดสามารถดูได้ตามร้านชาพะยอมที่มีจอมอนิเตอร์และในทุกเดือนจะมีการจัดกิจกรรมสงครามPVPระหว่างกิลด์ภายในมิติพิเศษซึ่งหากตายในมิติพิเศษจะไม่สูญเสียอะไรรวมถึงไม่นับว่าเป็นการตาย

               กิลด์ที่จะลงทำสงครามในมิติพิเศษได้ต้องลงทะเบียนจองล่วงหน้าพร้อมกับยื่นคำท้าไปหากิลด์ที่ตนเองต้องการจะทำสงครามด้วยหากกิลด์ไหนชนะจะได้สินสงครามและเงินมหาศาลรวมถึงของที่ตกลงกันไว้ก่อนแข่งซึ่งอาจจะเป็นเมือง พื้นที่ ไอเท็มระดับสูงอื่นๆและนี่คือรูปแบบ E-sport  ที่ฟ้าครามพูดถึงซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในระหว่างที่ศิลารอเกิด   

               ที่ศิลาไม่รู้เรื่องนั่นเพราะไม่เคยมีกิลด์ไหนยื่นคำถ้ามาถึงกิลด์ Destroyer เลยสักครั้งเดียว 

                ศิลาเข้าไปนั่งในมุมหนึ่งของร้านก่อนที่พนักงานจะเข้ามาหาเขา

                “ชาเขียวปั่นครับ” เขาสั่งก่อนจะหันไปถามฟ้าคราม  “น้องฟ้าล่ะคะจะดื่มอะไร”

                “นมสดแล้วกันค่ะ”  เจ้าหล่อนตอบ

                “ขอปังเย็นหนึ่งถ้วยด้วยครับ”  ศิลามองไปที่สดายุที่กำลังหลับอยู่บนตักของฟเาคราม “ถ้าเรื่องกินต้องตื่นแน่”  

                เขานั่งดูข่าวผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ที่กำลังถ่ายทอดการแถลงข่าวของรูเซียโน่ซึ่งหัวข้อคือเครื่องโคคูลสามารถทำให้มนุษย์หรือผู้ใช้เครื่องโคคูลสามารถวิวัฒนาการได้จริงหรือไม่ศิลาที่ทราบเรื่องมาก่อนแล้วจึงไม่ค่อยสนใจเขาเพียงแค่อยากจะมานั่งฟังว่าพ่อตาเขาจะตอบแบบไหน

                “ผมรูเซียโน่ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรามีโปรแกรมที่ยกขีดกำจัดความสามารถร่างกายของผู้ใช้จริง”  รูเซียโน่พูดบอกกับนักข่าวผ่านโต๊ะแถลงข่าวที่มีคนมามุงแน่นแสงแฟลตรัวถี่ยิบ  

                “แล้วโปรแกรมนั้นมีชื่อว่าอะไรค่ะ”  นักข่าวถาม

                “เรียกว่า E.U.T ย่อมาจาก Evolution & Revolution การวิวัฒนาการหรือการปฏิวัติเพื่อพามนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัด  แต่อย่าเข้าใจผิดว่ากลายเป็นพวกเหนือมนุษย์อะไรแบบนั้น  มนุษย์ที่วิวัฒนาการโดยเครื่องโคคูลจะมีร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปประมาณ 3 เท่าแค่นั้นเองปกติค่าเฉลี่ยอายุของมนุษย์เราในปัจจุบันจะอยู่ที่ 70-80ปี แต่หากวิวัฒนาการไปแล้วจะทำให้ค่าเฉลี่ยของมนุษย์ยุคใหม่อยู่ที่ 100-120 ปี รวมถึงคนพิการหากอยู่ในโลกจำลองโดยเครื่องโคคูลก็มีสิทธิ์ที่จะกลับมาเป็นปกติได้  แต่หมายถึงในกรณีแขนขาครบนะครับ  ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ทุกคนจะวิวัฒนาการได้  การที่ผู้ใช้เครื่องโคคูลจะวิวัฒนาการได้ขึ้นอยู่กับอวตารที่ใช้ในโลกจำลองว่ามีความแข็งแกร่งพอหรือเปล่า”  รูเซียโน่ตอบ

                “แบบนี้ก็เท่ากับว่าหากส่งทหารเข้าไปอยู่ในโลก Demonlord และมีอวตารแข็งแกร่งในระดับที่ทหารเหล่านั้นวิวัฒนาการก็เท่ากับว่าจะเป็นกองกำลังทหารที่ทรงพลังกว่าปกติซินะค่ะ”  นักข่าวถาม

                “ใช่แล้วครับ”  

                “แบบนี้ข่าวลือที่ว่าตระกูลอัลไซส์กำลังผลิตกองกำลังป้องกันตนเองระดับเหนือมนุษย์ก็เป็นจริงซิคะ”  นักข่าวถามต่อ

                “ใช่ครับกองกำลังทหารของประเทศและบอดี้การ์ดของตระกูลอัลไซส์ล้วนอยู่ในโลกจำลองทั้งหมดที่ผมทำนั้นก็เพราะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบเมื่อ 5 ปีก่อน”  รูเซียโน่ตอบก่อนจะรุกเดินออกไปจากโต๊ะแถลงข่าว

                “แบบนี้มีหวังจำนวนผู้เล่นต้องเพิ่มขึ้นอีกแน่น”  ศิลาเปรยก่อนจะหันไปมองหน้าฟ้าครามที่กำลังเช็ดแก้มให้สดายุที่เลอะนมน้ำแข็งขนมปัง  “เหอ....”  เขาถอนหายใจยาวเหยียด  “ขนาดหลับยังกินได้นะเอ็ง”

                “คงได้เวลาเดินทางอีกรอบแล้วมั้ง”  เขาพึมพัมก่อนพูดขึ้นต่อ  “น้องฟ้ารออยู่นี่แป๊บนะคะเดี๋ยวพี่มา”  เขาบอกเจ้าหล่อนก่อนจะรุก

                 “ไปหนาย.....”  ฟ้าครามถามรากเสียงสูงสีหน้าสงสัยนัยน์ตาบอกว่าไม่พอใจ

                 “พี่จะไปถามพวกพ่อค้าว่าป่าอาคมเป็นแบบไหน  พวกผู้เล่นพ่อค้าน่าจะเคยไปมาแล้วเพื่อหาไอเท็มที่ใช้ส่งภารกิจมาขายให้กับผู้เล่นอื่น”  

                “คร่า...”  เจ้าหล่อนรากเสียงก้มหน้าหันไปป้อนปังเย็นให้สดายุต่อ  เมื่อศิลาเดินออกไปเจ้าหล่อนก็บ่น  “ป๋าเราเป็นไรก็ไม่รู้ทำเย็นชาใส่มี๋ตลอดเลย”  เธอบ่นกับสดายุนัยน์ตาสั่นระริกฉายแววเศร้า 

               สดายุน้อยตื่นลืมตานั่งเอียงคอมองเจ้าหล่อนตาแป๋วด้วยความสงสัยก่อนจะยื่นมือทั้งสองข้างมาแปะที่ใบหน้าของมามี๋มันประมาณกำลังจะบอกว่า  โอ๋ไม่เป็น

                ศิลาเดินไปตามถนนเพื่อมองหาร้านแผงลอยของผู้เล่นใช้เวลาไม่นานเขาก็เจอเข้ากลับชายวัยกลางคนในชุดผ้าสีเทากางเกงขายาวคล้ายชุดของนายพราน

                “สวัสดีครับพี่ชาย”  เขาเดินเข้าไปทักทายทันที

                “สวัสดีครับ”  พ่อค้าบอกก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองศิลา  “นึกว่าใครที่แท้ก็คุณศิลาคนดังนี่เองมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”  

                “พี่ชายขายแต่ไอเท็มที่ใช้ส่งภารกิจหรอครับหรือว่าขายข่าวด้วย”        

                “ข่าวหรอ?....”  พ่อค้าทำหน้าคิด  “ปกติผมไม่ขายนะเพราะผมเองก็ไม่รู้อะไรมากคุณศิลาอยากรู้เรื่องอะไรล่ะถ้าผมรู้จะบอกให้”  

                “ผมกำลังจะไปป่าอาคมเลยอยากรู้ว่ามีสภาพแบบไหน  เอาตรงๆเลยถึงแม้ว่าป่าอาคมจะอยู่ในเขตเมืองตำหนักศิลาของผมแต่ก็ไม่เคยไปเลยอย่าว่าแต่ป่าอาคมเลยที่อื่นๆในเขตพื้นที่เมืองตำหนักศิลาผมก็ยังไม่เคยไป”  พ่อค้าเลิกคิ้วตลึงไปชั่วขณะพรางคิดว่าไอ้หมอนี่มันใช่เจ้าเมืองจริงปะวะ

               “เป็นป่าดิบชื้น ขนาดใหญ่ จุดเด่นมีอยู่สองข้ออย่างแรกต้นไม้ในป่าเต็มไปด้วยต้นไม้พิษ   อีกข้อคือสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในป่าอาคมเป็นประเภทผีดิบซอมบี้”  พ่อค้าบอก

                “ขอบคุณครับ”  ศิลายื่นเหรียญทองจำนวน 200 เหรียญให้พ่อค้าก่อนจะรีบกลับไปยังร้านคาเฟ่ชาพะยอม

               เมื่อมาถึงเขาก็จ่ายค่าเครื่องดื่มก่อนจะเดินหาซื้อของใช้ที่จำเป็นพวกอาหาร เนื้อสัตว์ และสมุนไพรต่างๆ

                “พี่ศิจะเอาตะไคร้ไปทำอะไรค่ะ”  ฟ้าครามถามเมื่อเห็นศิลาซื้อของจำพวก ตะไคร้ มะกรูด ขิง ข่า กระเพา ว่านหางจรเข้ พิมเสน การบูล ไข่ไก่อีกมากมาย

               “ซื้อติดไว้น่ะค่ะ  ของพวกนี้มีสรรพคุณเป็นยาทั้งนั้น”  เขาบอกก่อนจะเดิน

    มุ่งหน้าออกไปทางประตูเมืองทิศตะวันตก

               แสงสุริยันคล้ายริบหรี่ทอแสงอ่อนรูบไล้ไปตามช่องเมฆทั่วผืนฟ้าเพียงไม่นานยามราตรีกาลก็มาเยือน

               ศิลาและฟ้าครามเดินมาถึงชายป่าอาคมแสงคบเพลิงในมือสีส้มแดงสาดส่องนำทางให้เห็นเส้นทางทอดยาวเข้าไปในป่าทว่าบรรยากาศที่ป่าอาคมแผ่ออกมาทำเอาศิลาหวาดหวั่นอยู่ในใจไม่ใช่ทั้งสัมผัสพลังเวทมนต์ ไม่ใช่พลังธาตุ แต่ป่าอาคมแผ่คลื่นพลังอันพิศดารออกมาแฝงไปด้วยความขลังและขมังเวทย์อาคม

               ศิลามองหน้าฟ้าครามทั้งสองขนรุกซู่บรรยากาศชวนให้คิดถึงฉากหนังสยองขวัญแม่นาคพระขโนงไม่มีผิด  เสียงสัตว์อสูร เสียงแมลงสักตัวยังไม่มีให้ได้ยินแม้แต่น้อยที่ได้ยินมีเพียงเสียงสายลมอันโหยหวนราวกับเสียงคร่ำครวญของผีร้ายในทิวากาลและสัมผัสเย็นปสนพิลึกสะท้านวาบราวเสียงกระซิบกระซาบของผีร้าย

                “น้องกลับเข้าที่สถิตก่อนเถอะค่ะ”  ศิลามือรูบหัวเจ้าหล่อนอย่างว่าง่ายเขารู้ดีว่าหวานใจของเขานั้นกลัวผีมากขนาดไหน

                ฟ้าครามพยักหน้าก่อนจะกลับเข้าที่สถิตไปเหตุนั้นเพราะเธอเป็นคนที่กลัวผียิ่งกว่าสิ่งใดอีกอย่างบรรยากาศของป่าอาคมนั้นก็ทำให้ชวนคิดว่าจะมีผีโผล่ออกมาได้ตลอดเวลา

                “ถ้ามีสกิลริวจิตสัมหรือเจนญาณทิพย์คงจะดี”  เขาบ่นก่อนจะย่ามเท้าเข้าป่าอาคม

                ทันใดนั้นเมื่อศิลาเข้าสู่ป่าอาคมก็มีเสียงดังขึ้น

                บู๊ววววววววว......    จู่ๆก็เกิดเสียงหมาหอนขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

                “เห่ย!....”  เขาสดุงสุดตัวก่อนจะหันหลังเพื่อจะออกมาตั้งหลักทว่าศิลาก็ต้องสั่นสะท้านเมื่ออยู่ดีๆเขาที่พึ่งเดินเข้าป่ามาสามก้าวก็พบว่าตนเองมาอยู่ใจกลางป่าเอาสะดื้อๆ

                “โดนแล้วไง”  เขาบ่นก่อนจะเรียกร่ำไห้ โหยหา คร่ำครวญมาถือกระชับมือ  “หงอคง สัมพาที ออกมาทำงานหน่อยเร็ว”  ชายหนุ่มเรียกหาเพื่อน

                “โทษทีว่ะศิลาข้าก็กลัวผี”  หงอคงตอบเสียงสั่น 

                “ผมด้วยครับเจ้านาย”          

                โอ่วไอ้พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก.....       

                ศิลาส่ายหัวท้อใจ  แต่ก็ทำไงได้ขนาดเขายังกลัว   

                “แสดงว่าไอ้พ่อค้าเวรนั่นบอกข้อมูลมาไม่หมดสินะ”  เขาบ่นขณะที่เดินเยื่อนย่างย่องอย่างเงียบงัน 

                “ตั้งสติไว้ไอ้ศินี่แค่เกม นี่แค่เกม”  เขาพยามยามเรียกขวัญตนเอง

                “เวรแล้วไงดงกล้วย?...”  เขาเลิกคิ้วใจเต้นระรัวสายตาของเขามองเห็นดงกล้วยเต็มไปหมดด้านซ้ายคือต้นสักตกน้ำมัน ด้านขวาคือต้นไทรสูงสิบเมตร

                ต้นไม้ในป่าอาคมมีขนาดสูงไม่ต่ำกว่าสิบเมตรลำต้นใหญ่ไม่ต่ำกว่าสิบคนโอบและยังมีต้นไม้อีกหลายชนิดขึ้นจนดูรกทึบราวป่าดิบชื้น

                อะไร?.....

                ศิลาเอนตัวเงี่ยมองในดงกล้วยหนาทึบเบื้องหน้า   เขาเห็นแสงสีเขียววูบวาบชายหนุ่มจ้องมองด้วยใจระทึกลอบกลืนน้ำลายลงคอ

                “ฮึย!....    เขาอุทานออกมาด้วยท่าทางตกใจ  “ใช้อนันตกาลแห่งสูญเป่าป่านี้ทิ้งเลยดีไหม”  

                ด้วยความกลัวผีเขาจึงจะแหกกฎที่ตนเองตั้งใจว่าจะไม่ใช้เวทมนต์

                “แบบนี้มันต้องเจอนี่”  เขาพนมมือ  “อะปัดชะเย อะปัดติเถเถนา อะปัดชะยา อะปัดติโถโถทำไปได้ไอ้ศิ”  

                ทันใดนั้นเองเขาก็เห็นเด็กชายอายุประมาณ 7 ขวบไว้จุกสองคนไม่ใส่เสื้อมีสังวารสีทองคาดนุ่งจูงกระเบน

               ลูกกอก?  กุมาร?  รักยม?....คน?...ผี?

               “ไหงไอ้พ่อค้าบอกมีประเภทซอมบี้ไง”  เขาพุ่งตัววูบหนีผ่านดงกล้วยไปในพริบตาทว่ารู้สึกตัวอีกทีเขาก็กลับมาอยู่ที่เดิม

               “นี่เราโดนผีบังตาหรอ?....”   เขามองซ้ายขวาหาต้นเหตุและตั้งสติ  “ถึงจะเป็นผีแต่ก็คงสัตว์อสูรรูปแบบผีเอามาเลยอย่ารีรอ”  เข้าท้าชี้ดาบใส่ดงกล้วยใช้เนตรมารตรวจสอบแต่ก็ไม่พบสิ่งใดเขาเลยท้าแบบลอยๆทันใดนั้นเสียงหวานใสโหยหวนก็ดังขึ้นในอากาศไปอีกครั้งทันใดเสียงโหยหวนปนหวานกังวาลก็ดังขึ้น

                “ย่อมได้เลยเดี๋ยวแม่ตานีจะจัดให้ได้หัวโกร๋นคืนนี้จันทร์นั้นเด่นเป็นวันโกนฤกษ์ดาวโจรแหล่มเลยแม่มีชัยอย่างแน่นอน”  เสียงตานีดังขึ้นทั่วบริเวณทั้งโหยหวนเย็นยะเยือกยิ่งกว่าหนังสยองขวัญ

                ศิลาเบิกตากว้างตลึง  “วันโกน?...อ่าวซวยแล้วก็วันปล่อยผีอะดิ”  เขาหน้าซีด

                นั่นเพราะพวกภูติผีคงต้องมีสกิลพิเศษอะไรอย่างแน่นอนคล้ายกับปราณจันทราของเขาอีกอย่างถ้าวันโกนวันปล่อยผีก็แปรว่าเขาต้องเจออีกสารพัดผีเลยน่ะสิ

                ทว่ามีหรือที่คนอย่างศิลาจะกลัวและวิ่งหนีเขายิ้มพูดขึ้น

                “คิดจะทำไรไม่กลัวหรอก เดี๋ยวพ่อก็จัดข้าวสารเสกซัดเข้าให้แต่วันนี้ฤกษ์ไม่ดีน้องโชคดีไปเพราะพี่เอาข้าวสารไปบริจาคพวกน้ำท่วม”  ศิลาย้อน

                หึ๋ยยยยยย!....  เสียงตานีเน้นเขี้ยวเน้นฟันก่อนจะโต้ตอบกลับด้วยวาจา

                “คนเล่นของเสร็จแน่ยอมแพ้เถิดแม่ตานีมีรักยมหุ่นพยนหากยอมแพ้บอกมาแต่โดยดีแม่ตานีจะปรานีจับเข้าดงกล้วยเอาไว้เชยชม”

                บ๊ะ!....น่าสนุกแหะ  ศิลายิ้มก่อนจะพูดขึ้นต่อ

                “คิดจะรุมหรือไรไม่กลัวหรอกเดี๋ยวเจอดาบลงอาคมแทงเหย็งเหย็งแหม่น่าเสียดายพลาดท่าไปนิดเดียวเพราะมัวแต่เล็งบั่นท้ายน้องตานี”  

                กรี๊ดดดดด!....   เสียงตานีสติแตกกรี๊ดลั่นอย่างเหลือดอดผู้ชายอะไรจะปากคอเราะร้ายถึงเพียงนี้แถมยังเถียงได้อย่างไม่ลดลาวาศอก

               ‘ตานีตนนี้ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์แน่นอยแสดงว่าเป็นคนจริงสวมบทบาท’  เขารอบคิดในใจ