“พี่ต้องการรักษาชื่อเสียงของบุษ” อนุชินกล่าวด้วยสายตามุ่งมั่น
“ขอบคุณในความหวังดีของพี่ แต่บุษจะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองค่ะ อย่าฝืนใจตัวเองเลยนะคะ ยังไงพี่ก็มีรวิวรรณอยู่แล้ว” บุษไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร
“แต่ว่า….” อนุชินห่วงชื่อเสียงของน้องสาว
“ลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่ตนรัก คงจะน่ารักมากเลยนะคะพี่ชิน” บุษกล่าว
อนุชินพยักหน้าเข้าใจ และว่า “ให้พี่ช่วยอะไรก็บอกได้นะ”
“ค่ะ” บุษยิ้มให้บางๆ เธอคิดในใจว่ามันถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องอยู่อย่างเข้มแข็ง
หลังบุษกลับไปอยู่คฤหาสน์ เมื่อทุกคนรู้แล้วว่าหญิงสาวตั้งครรภ์ ทุกคนจึงช่วยกันดูแลหญิงสาวเป็นอย่างดี จนกระทั่งบุษนั้นท้องได้สามเดือน
วันนั้นเป็นคืนเดือนดับ หรือแรม 15 ค่ำเดือน 11 บุษกลับบ้าน ก็พบว่า แม่บ้านไม่อยู่ เธอกลับต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมญาติ ในขณะที่นงลักษณนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านของกลวิทย์เต็มตัว คืนนี้เธอจึงรับประทานอาหารร่วมกับพี่ชินและรวิวรรณ
บุษทานไปได้สักหน่อย เธอก็รู้สึกมึนหัว
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ คุณบุษ” รวิวรรณเป็นห่วง
“ทำไมฉันถึงได้ง่วงนอน แบบ นี้” บุษฟุบลงไปที่โต๊ะอาหารทันที
อนุชินรีบอุ้มบุษไปที่ห้องพิธีกรรม
“มันจะดีหรอคะคุณชิน” รวิวรรณลังเลเพราะเจ้านายสาวดีกับเธอมากหลังจากวันที่บุษเปลี่ยนใจไม่ไปภูเก็ต
“เพื่ออนาคตของพวกเรานะวรรณ” อนุชินพูดกล่อม
รวิวรรณจึงยอมเดินตามอนุชินไปที่ห้องประกอบพิธี
ภายในห้อง มีเบาะอยู่สองเบาะ รอบๆ เบาะมีเทียนตั้งอยู่โดยรอบ
อนุชินอุ้มหญิงท้องอ่อนๆ ไปนอนบนเบาะ พร้อมกับมัดมือมัดเท้าตรึงไว้กับหลักไม้ จากนั้นก็จุดเทียนรอบๆ ร่างของเธอ
ในขณะที่รวิวรรณก็ให้ความร่วมมือ เธอเข้าไปนอนอีกเบาะแต่โดยดี อนุชินจึงเดินไปจุดเทียนรอบๆ ร่างรวิวรรณเช่นกัน
หลังจากนั้นอนุชินก็จุดธูป 20 ดอกมาพนมไว้ พร้อมกับหยิบใบลานคาถาย้ายร่างที่ตนแอบขโมยมาจากพ่อของตัวเอง เขาเริ่มสวดคาถาดังกล่าว
และเพราะกลิ่นควันธูปทำให้บุษรู้สึกตัวเร็วกว่าที่คิด เธอตื่นขึ้นมาก็ได้เห็นพิธีกรรม และเธอก็นึกขึ้นได้ว่านี่อาจเป็นพิธีกรรมย้ายร่าง
“นี่พี่ชินจะทำอะไรคะ ปล่อยบุษนะคะ” บุษขยับตัวก็ทำให้รู้ว่า ตนถูกมัดตรึงไว้กับหลักทั้งสี่ ทั้งแขนและขาเธอขยับไม่ได้เลย
อนุชินเสียสมาธิเมื่อได้ยินเสียงบุษ ก็เลยว่า “ทำไมฤทธิ์ยาไม่แรงเลยล่ะ ไม่ทันไรก็ฟื้นซะแล้ว”
“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะคุณ คุณชินมัดคุณไว้แน่นหนา อดทนอีกหน่อยนะคะ เดี๋ยวพิธีก็เสร็จแล้ว” รวิวรรณกล่อมบุษ
“ไม่! ฉันไม่ยอมเสียร่างไป ฉันจะอยู่กับลูก” บุษตะโกน
“พี่และรวิวรรณจะดูแลลูกของบุษเป็นอย่างดี” อนุชินกล่าวคำมั่น
“ไม่ ฉันไม่ยอม หากฉันสลับร่าง เด็กก็ต้องตาย เพราะคาถานั่นมีคำสาป คนที่ใช้คาถานี้จะไม่มีทายาทสืบสกุล ฉันไม่ยอมให้ลูกฉันตายแน่นอน” บุษจดจำจากที่ตนเคยได้อ่านคัมภีร์แม่มดครั้งเมื่อตนได้กลายเป็นรันธิมา
“แล้วจะทนเป็นข่าวอื้อฉาว ท้องไม่พ่อได้ยังไง นี่คงโดนกลวิทย์ข่มขืนมาสินะ ไอ้นั่นมันก็เลวจริงๆ มันกล้ามากที่หมายจะข่มขืนรวิวรรณ ยังดีที่พี่ไปช่วยวรรณทัน” อนุชินเดาไปเอง
“ไม่ใช่เขา เด็กเกิดจากความรัก ดังนั้นฉันจะปกป้องลูกให้ถึงที่สุด” บุษโมโหจึงพูดห้วนๆ
“อดทนอีกหน่อยก็แล้วกันนะบุษ พิธีกรรมไม่นานมากนักหรอก” อนุชินเอาผ้ามารัดปากของบุษบงเพื่อให้เธอหยุดพูด
ตอนนี้บุษน้ำตาไหลเพราะตนกำลังจะกลายเป็นเหยื่อแทนพี่นิธิชล เธอคิดในใจว่า “ใครก็ได้ช่วยฉันกับลูกด้วย ได้โปรดเถอะ”
แต่แล้วเสียงในใจก็คงไม่มีใครได้ยิน
อนุชินกำลังท่องคาถาถึงหน้าสุดท้าย และพิธีใกล้จะเสร็จสิ้นเพราะอนุชินซึ่งทำหน้าที่เหมือนพ่อมดกำลังกล่าวคาถาประโยคสุดท้าย
บุษรู้สึกบีบคั้นมาก ทำให้เธอถึงกับสลบไป และคิดอย่างหมดหวังว่าเธอคงตื่นมาในร่างของรวิวรรณ
ผ่านไปสามชั่วโมง บุษก็ฟื้น ตอนนี้เธอแปลกใจมาก ที่อนุชินได้เคลื่อนย้ายร่างรวิวรรณมาที่สถานที่แปลกตา เธอคิดในใจว่า “คงจะเฉดหัวฉันทิ้งเลยสินะ พี่ชิน”
บุษลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ และเข้าไปล้างหน้าล้างตา สักพักเธอก็แปลกใจว่า ทำไมภายในกระจกยังคงเป็นใบหน้าของบุษคนเดิม หรือว่าตัวเธอจะเห็นแค่วิญญาณของตัวเอง
“ฟื้นแล้วหรอครับคุณบุษ” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าว
บุษหันไปมองก็ตกใจ เพราะชายแปลกหน้าเรียกชื่อเธอ เลยถามว่า “คุณมองเห็นฉันเป็นบุษบงงั้นหรือคะ”
“ก็ต้องเป็นคุณสิครับ พิธีกรรมถูกทำลายแล้ว อดีตลูกน้องจางเว้ยเข้าไปช่วยเหลือคุณตามที่เคยได้สัญญาไว้กับจางเว้ย” ชายคนนั้นอธิบาย
“จางเว้ยสั่งไว้ก่อนตายหรอคะ” บุษสงสัย
“ใช่ครับ ตอนนี้อนุชินและรวิวรรณถูกจับมัดไว้ในห้องรับแขก และกำลังจะส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจครับ”
“อย่าเพิ่งส่งไปค่ะ ฉันมีเรื่องจะไปเจรจากับพวกเขา” บุษกล่าว
“งั้นก็ลงไปกันเถอะครับ”
บุษบงค่อยๆ เดินลงบันไดไปหาคู่รักไสยเวทย์ทั้งสอง พอไปถึง เธอก็มองเห็นซากใบลานที่ถูกเผาไปแล้วเรียบร้อย เพื่อป้องกันไม่ให้มีพิธีกรรมบ้าๆ นี้อีก
บุษถอนหายใจ และกล่าวว่า “ช่วยแก้มัดให้พวกเขาเถอะค่ะ”
“ทำไมล่ะครับ พวกเขาทำร้ายคุณนะ” อดีตลูกน้องจางเว้ยสงสัย
“แค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้นค่ะ และขอฉันอยู่กับพวกเขาตามลำพังนะคะ” บุษขอร้อง
อดีตลูกน้องจางเว้ยจึงช่วยมาแก้มัดพร้อมกับพากันออกไปทันที
“เกิดใจดีอะไรขึ้นมาล่ะ” อนุชินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์เพราะพิธีกรรมไม่สำเร็จ
บุษนั่งลงตรงโซฟาฝั่งตรงข้ามพวกเขา
“พี่แน่ใจนะคะ ว่าอยากให้ฉันสลับร่างกับหญิงคนรักของพี่” บุษพูดด้วยดีๆ
“น่าเสียดายพิธีกรรมใกล้เสร็จแล้วแท้ๆ” อนุชินเจ็บใจ
“พี่มีความสุขงั้นหรอคะ ที่ได้อยู่กับร่างของฉัน แม้ว่าดวงวิญญาณจะเป็นรวิวรรณก็ตาม” บุษอยากรู้
“ฉันยอมทำทุกอย่างขอเพียงให้ได้บริษัทคืน และคนที่อยู่ด้วยเป็นดวงวิญญาณของรวิวรรณ” อนุชินกล่าว
“แล้วพี่มีความสุขงั้นหรอคะ ที่ไม่มีทายาทสืบสกุล” บุษสงสัย
“ถ้ามีเงิน ฉันสามารถอุปการะเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ได้” อนุชินวางแผนไว้
“เอาล่ะค่ะ ฉันรู้แล้วว่าพี่ทำไปเพื่อแก้แค้น พ่อฉันเป็นคนแย่งบริษัทพ่อพี่ไป ดังนั้นพี่จึงอยู่ด้วยความแค้น ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้บริษัทคืน แม้จะต้องได้แต่งงานกับลูกสาวที่ท้องไม่มีพ่อก็ยอม” บุษกล่าว
“ใช่ ฉันอุตส่าห์เป็นทาสรับใช้มันด้วยความอดทน ฝืนใจทำดีด้วย และสุดท้ายมันก็ขับรถตกเหวตาย” อนุชินกล่าวถึงชัยนพ
“พี่รักรวิวรรณจริงๆ งั้นหรอคะ พี่ไม่สงสารวรรณบ้างหรอ การใช้ชีวิตเป็นคนอื่นมันไม่มีความสุขเลยนะคะพี่” เรื่องนี้บุษเจอมากับตัวเอง
“อย่างน้อยพวกเราก็ได้อยู่ด้วยกัน” อนุชินมองไปที่รวิวรรณ
“เอาล่ะค่ะ ฉันจะเซนคืนบริษัทให้พี่ และมอบคฤหาสน์หลังนั้นคืนพี่ด้วย” บุษตัดสินใจ
“แล้วเธอต้องการอะไรเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน” อนุชินไม่เชื่อหู
“ยกย่องรวิวรรณออกหน้าออกตาค่ะ ให้เขาเป็นภรรยาพี่ โดยที่ไม่ต้องสวมรอยเป็นใครอีก” บุษกล่าว
“แล้วคุณหนูล่ะคะ” รวิวรรณเป็นห่วง
“ขอเงินฉันสักก้อน ฉันจะเอาไปทำธุรกิจที่อื่น บางทีอาจช่วยปิดข่าวอื้อฉาวของฉันได้ก็เป็นได้” บุษหันไปคุยกับรวิวรรณ
“แน่ใจนะว่าจะทำแบบนี้” อนุชินสงสัย
บุษพยักหน้า
“ขอบคุณนะคะคุณบุษ” รวิวรรณไหว้บุษ
บุษรับไหว้ และกล่าวว่า “วันแต่งงานพวกพี่ฉันไม่มาร่วมงานนะคะ ขอให้มีความสุขก็แล้วกัน”
ดังนั้นเมื่อการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี บุษในสภาพปลงกับชีวิต ก็เลยขอให้ลูกน้องจางเว้ยไปส่งตนและคู่รักที่คฤหาสน์
หลังจากที่บุษยอมเซนยกทรัพย์สมบัติมหาศาลให้อนุชินแล้ว เธอก็รีบเก็บข้าวของออกจากสถานที่แห่งความทรงจำแห่งนี้ทันที
บุษย้ายไปอยู่อพาร์ทเม้นท์เล็กๆ เธอตั้งใจว่าจะเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าที่ตลาดนัด โดยเป็นการเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ ก่อน ความที่เธอเคยเป็นดารา เธอก็น่าจะสามารถเลือกเสื้อผ้าที่ลูกค้าถูกใจมาขายได้อย่างง่ายดาย
หลังจากที่บุษเขียนแผนการในวันพรุ่งนี้ เธอก็เลยจะเข้านอนในคืนแรก
สักพักก็มีคนเคาะประตู
“ใครคะ” บุษแปลกใจ เพราะเธอไม่เคยบอกใครว่าเธอมาอยู่ที่นี่
ที่นี่เป็นอพาร์ทเม้นท์เก่าๆ เลยไม่มีตาแมวคอยส่อง บุษกลัวว่าจะรบกวนห้องข้างๆ เธอก็เลยยอมเปิดประตู
แต่แล้วเธอก็มองเห็นชายฉกรรจ์สองคนผลักประตูเข้ามา ทำให้หญิงสาวเกือบล้ม ดีที่จับผนังห้องทัน สักพักพวกเขาก็เข้ามาจับกุมเธอพร้อมกับโปะยาสลบอีก
***********************************
บุษฟื้นขึ้นก็นึกว่าพวกเขาเป็นพรรคพวกของอนุชิน เธอก็เลยตะโกนด่า “จะเอาอะไรอีก ทรัพย์สมบัติก็มอบให้หมดแล้วไง มายุ่งอะไรกับฉันอีก”
คนที่มาปรากฏตัวนั้น เป็นชายแปลกหน้าหน้าตาดีคนหนึ่ง เขาเดินเข้ามาหาเธอ “ฟื้นแล้วหรอบุษ”
เสียงนั่นบุษจำได้ดี ว่ามันเป็นเสียงของจางเว้ย “จางเว้ย! นั่นคุณหรอคะ”
“ใช่ ผมเอง ดีใจจังที่เมียจำได้”
“ออกไปให้พ้นนะ” บุษโมโห
“คุณไม่ดีใจหรอที่ผมมีชีวิตอยู่น่ะ” จางเว้ยพูดยิ้มๆ
“ฉันยินดีด้วยที่คุณไม่ตาย แต่พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก” บุษนอนแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น
“พวกเราเป็นผัวเมียกัน ไม่เกี่ยวข้องกันได้ยังไง” จางเว้ยกล่าว
“คุณยอมปล่อยฉันไปแล้ว คุณอย่าลืมสิคะ”
“ก็แค่แสดงตบตาศัตรู ผมกลัวพวกมันจะทำร้ายคุณเท่านั้นเอง” จางเว้ยอธิบาย
“ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ฉันจะกลับแล้ว” บุษกำลังจะลุกจากเตียง
จางเว้ยซึ่งศัลยกรรมหน้าใหม่ เข้าไปคร่อมตัวบุษ โอบกอดและเคล้าคลอเคลีย ทำให้บุษยอมตอบสนองสัมผัสอันคุ้นเคยอย่างน่าเจ็บใจ เพราะเธอห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้
บุษพูดเหมือนคนละเมอว่า “ฉันกำลังท้องอยู่นะคะ”
“ผมจะไม่ทำรุนแรงกับคุณ ผมสัญญา”
ดังนั้นบ้านใหม่ของจางเว้ย จึงกลายเป็นสถานที่สานความรักของคนทั้งสอง
จางเว้ยกอดบุษอย่างทะนุถนอมราวกับคนละคน เขาจูบหน้าผากของบุษ และกล่าวว่า “ผมรักคุณนะบุษ รู้มั้ยผมเกลียดตัวเองแค่ไหนที่พูดจาทำร้ายความรู้สึกของคุณ”
“แล้วคุณทำแบบนั้นทำไมคะ หรือว่าความจริงแล้วคุณไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก ที่คุณมาพูดดีด้วยตอนนี้ เพราะรู้ว่าฉันท้อง ถ้าคิดจะรับผิดชอบ ฉันขอบอกเลยว่ามันไม่จำเป็น” บุษเดาเรื่อง
“ผมตั้งใจทำให้ลูกคนนี้เกิดมาครับ” จางเว้ยจับไปที่ท้องของเมียเบาๆ
“หมายความว่ายังไงคะ ก็คุณไม่ใช่หรอที่มอบยาคุมให้ฉัน” บุษสงสัย
“ถ้ามันเป็นยาคุมจริง คุณคงไม่ท้องหรอก” จางเว้ยพูดยิ้มๆ
“อะไรนะ!” บุษตกใจ
“มันเป็นยาบำรุงทั้งนั้น และเห็นมั้ยว่า มันช่วยทำให้คุณท้องได้อย่างง่ายดาย” จางเว้ยภูมิใจในผลงาน
“จางเว้ย นี่คุณ!” บุษตีไปที่ไหล่ฝ่ายชาย
“อย่าเพิ่งโกรธสิที่รัก คุณก็เห็นว่าผมจีบคุณมานานมากแล้ว นั่นเพราะผมหลงรักคุณจริงๆ ไม่ได้จะให้เป็นเมียลับๆ เสียหน่อย” จางเว้ยกล่าว
“และที่คุณทำทุกอย่างมันเพื่ออะไรคะ ทรมานฉันเล่นงั้นหรอ”
“ความจริงผมเป็นตำรวจลับ แอบเข้าไปในแวดวงเจ้าพ่อมาเฟีย ผมจะต้องสืบหาตัวเจ้าพ่อค้ายาเสพติด แต่ในระหว่างที่ผมเป็นมาเฟีย ผมไม่อยากให้คุณกลายเป็นของคนอื่น ก็เลยจีบคุณทั้งๆ ที่ตนก็เป็นมาเฟียนี่แหละ และเพราะผมรู้ตัวเองดีว่าตัวเองต้องโดนลอบยิงเข้าสักวัน ทางตำรวจก็เลยใช้แผนซ้อนแผน จัดฉากการตายของมาเฟียจางเว้ยครับ และตอนนี้ผมก็สามารถกลับมาเป็นตำรวจเต็มตัวได้เสียที” จางเว้ยเล่า
“คุณไม่ตายก็ดีแล้วค่ะ แล้วพวกมันจะสืบรู้ความจริงมั้ยคะ” บุษกังวล
“ไม่ต้องกังวลครับ พวกเราจัดฉากอย่างแนบเนียน เว้นเสียแต่ตัวคุณจะเป็นคนไปบอกพวกมัน” จางเว้ยยักคิ้วหยั่งเชิง
“ใครจะให้สามีตายล่ะคะ” บุษหลุดปาก
“ยอมรับแล้วหรอ” จางเว้ยจับจมูกภรรยาอย่างหมั่นเขี้ยว
“แต่ฉันไม่ได้เป็นประธานบริษัทแล้วนะคะ ฉันมีแต่ลูกกับเงินไม่กี่บาท” บุษกล่าวตามตรง
“ผมจะเลี้ยงคุณและลูกเอง ผมจะพาคุณไปอยู่ที่ไร่แม่ผม ผมไม่อยากให้ชายอื่นมาเกาะแกะวอแวเมียผม”
“ยังไม่แต่งงานกันสักหน่อย”
“ก็ผมกำลังจะขอคุณแต่งงานอยู่นี่ไง”
“ขออะไรตรงนี้คะ ไม่โรแมนติกเลย”
“ผมแอบไปที่สุสานพ่อกับแม่คุณแล้วครับ ผมขอคุณจากพวกท่านแล้ว”
“ขอบคุณนะคะที่คุณไม่ทิ้งฉันไปไหน รู้มั้ยว่าฉันรู้สึกเคว้งมาก” บุษกอดฝ่ายชาย เพราะเธอรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายมาก
“ต่อไปผมจะไม่ทำร้ายจิตใจคุณอีกนะ คนดี” จางเว้ยสัญญา
กลายเป็นว่าบุษบง อดีตดาราสาวได้แต่งงานกับสารวัตรหนุ่มที่ชื่อว่า จักรวุฒิ หลังจากแต่งงานกัน จักรพาลูกเมียไปอยู่ที่ไร่ของแม่จักร ที่สกลนคร
และแล้วบุษก็ได้คลอดลูกชาย เธอตั้งชื่อเขาว่า บริพัฒน์
25 ปีต่อมา
ลูกชายพาเพื่อนและแฟนมาเยี่ยมบุษที่ไร่
“สวัสดีครับ/ค่ะ คุณน้า” สองคนไหว้พร้อมกัน
“ดนุวัฒน์! วนัญญา!” บุษตกใจเมื่อเห็นคนที่รู้จัก
“แม่รู้จักแฟนและเพื่อนผมด้วยหรอครับ” บริพัฒน์แปลกใจ
“คือว่า แม่…”