ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 53 - สี่เดือนในเงาจันทร์

    เดือนที่สองใต้หุบเขาผ่านไปโดยไม่มีเสียงตะโกนของลานฝึก ไม่มีแสงเช้าบนหลังคาเรือน และไม่มีข่าวใดจากโลกเบื้องบน


    ร่างของเขาผอมลงเล็กน้อยจากการฝึกและอาหารที่จำกัด แต่เส้นสายใต้ผิวกลับแน่นขึ้นอย่างประหลาด การยืนของเขาเปลี่ยนไป จากเดิมที่น้ำหนักมักหนีไปอยู่ไหล่หรือเข่า ตอนนี้ทุกก้าวเริ่มลงต่ำผ่านท้องน้อยก่อนเสมอ วงปราณย้อนทางไม่ใช่สิ่งที่ต้องฝืนตั้งขึ้นทุกครั้งอีกต่อไป มันยังเล็ก ยังไม่ใช่กระแสปราณสมบูรณ์แบบผู้ก่อปราณ แต่ในฐานะวงรากของผู้เปิดชีพจร มันเริ่มหมุนด้วยจังหวะของมันเอง ราวกับลมหายใจที่สองซึ่งซ่อนอยู่ใต้ลมหายใจแรก


    ก้าวเงาที่ดัดแปลงจากย่างเงาลอดจันทร์เองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันไม่งามเหมือนรูปเดิมของไป๋หลีอิง ไม่มีเส้นโค้งเหมือนแสงจันทร์ ไม่มีเงาที่ลื่นไหลราวภาพวาดบนผิวน้ำ แต่ท่าเท้าดูกระฉับกระเฉงเหมาะกับเย่เทียนกว่า ทว่าร่องรอยจันทร์แทบไม่ปรากฏอีกแล้ว เว้นแต่เขาเผลอกลับไปเลียนแบบรูปเดิมโดยไม่รู้ตัว


    ช่วงเวลาหลายเดือนนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยการฝึกเพียงอย่างเดียว ความเงียบใต้หุบเขายาวพอให้คนสองคนที่เดิมเป็นเพียงผู้รอดชีวิตร่วมกันเริ่มรู้จังหวะของกันและกัน


    เย่เทียนเริ่มรู้ว่าเมื่อไป๋หลีอิงเงียบหลังออกคำสั่ง ไม่ได้แปลว่านางไม่มีอะไรจะพูดเสมอไป บางครั้งนางกำลังรอดูว่าเขาจะมองเห็นข้อผิดพลาดเองหรือไม่ บางครั้งนางกำลังกดบาดแผลที่ยังไม่หายดี และบางครั้งนางเพียงเหนื่อยเกินกว่าจะใช้คำพูดสิ้นเปลืองกับเรื่องที่เขาควรรู้แล้ว


    วันหนึ่งในเดือนที่สาม นางกำลังอธิบายจังหวะการเปลี่ยนก้าวจากพื้นนิ่งไปสู่พื้นลาดชัน เย่เทียนยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว วงปราณย้อนทางหมุนเตรียมพร้อม เส้นแสงที่นางวาดไว้บนพื้นสั้นและแคบกว่าเดิมมาก เขากำลังจะก้าวเมื่อได้ยินลมหายใจของนางสะดุดเพียงเสี้ยวเดียว


    มันเบามาก เบาจนหากเป็นเดือนแรกเขาคงไม่มีทางสังเกต แต่เวลาหลายเดือนใต้หุบเขาสอนให้เขาฟังสิ่งเล็ก ๆ เหล่านั้น เขาจึงหยุดก้าวเองก่อนเท้าจะออกจากพื้น


    ไป๋หลีอิงหันมามองเขา “เหตุใดหยุด”


    “ข้าได้ยินลมหายใจท่านสะดุด เป็นอะไรมากหรือไม่”


    “ข้าไม่ได้สั่งให้หยุด”


    เย่เทียนมองนางครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ “ลมหายใจท่านสั่งแทนแล้ว”


    ไป๋หลีอิงเงียบไปเล็กน้อย ใต้แสงสีเงินอ่อน ๆ สีหน้าของนางยังเหมือนเดิม แต่อะไรบางอย่างในความเงียบนั้นทำให้เย่เทียนรู้ว่านางได้ยิน ไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ได้ยินความห่วงที่เขาพยายามไม่ทำให้มันดังเกินไป


    นางไม่ได้กล่าวว่าเขาพูดถูก ไม่ได้บอกว่าตนเหนื่อย และไม่ได้รับความห่วงนั้นด้วยคำหวานใด ๆ เพียงยกมือขึ้น


    “วันนี้ฝึกเท่านี้”


    หลังจากวันนั้น คำว่า “อาจารย์หญิง” หลุดจากปากเขาเป็นธรรมชาติมากขึ้น บางครั้งตอนถามเรื่องจังหวะก้าว บางครั้งตอนยื่นผ้าให้หลังนางใช้พลังมากเกินไป บางครั้งตอนที่เขาไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฝึกแต่ยังทำตามอยู่ดี ไป๋หลีอิงยังไม่เคยบอกว่านางรับเขาเป็นศิษย์ แต่ก็ไม่แก้คำเรียกนั้นอีกแล้ว




    ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างไม่ได้เกิดจากคำประกาศใหญ่โต หากเกิดจากการที่คำหนึ่งถูกปล่อยให้คงอยู่โดยไม่มีใครลบทิ้ง


    ในเดือนที่สี่ เย่เทียนทะลวงผ่านไปถึง “ระดับเปิดชีพจรปลายขั้น” ทุกครั้งที่วงปราณย้อนทางหมุนผ่านทางซ่อนและทางรองที่เปิดเพิ่มระหว่างหลายเดือนที่ผ่านมา ร่างของเขาจะรู้สึกเหมือนเส้นทางหลายสายเชื่อมต่อกันครั้งใหญ่ ชีพจรหลายร่องทางประสานกันแน่นขึ้นอีกชั้น ความอุ่นแผ่จากท้องน้อยออกไปตามทางหลักสู่งทางรอง แล้ววนกลับสู่รากซ่อนด้วยจังหวะที่ลึกกว่าเดิม ขอบวงปราณย้อนทางหนาแน่นขึ้น ร่างที่เคยเหมือนยืนบนทางเล็กแคบ ๆ พลันรู้สึกว่าพื้นใต้เท้ากว้างขึ้นหนึ่งช่วงก้าว


    แต่ความดีใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน จังหวะที่ปราณกำลังหมุนวนและยังไม่เข้าที่ เขารู้สึกถึงมันอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนมากขึ้นเหมือนมันวางอยู่ตรงหน้า


    ประตู


    ไม่ใช่ภาพที่ดวงตาเห็น ไม่ใช่อักขระ ไม่ใช่เงาดำที่ลอยอยู่ในจิต แต่เป็นความรู้สึกชัดเจนอย่างน่าหวาดกลัวว่าหลังร่องชีพจรทั้งหมด มีสิ่งหนึ่งตั้งอยู่เงียบ ๆ ราวกับบานประตูไร้ลวดลาย ไม่มีเสียง ไม่มีแสง แต่ยิ่งวงปราณย้อนทางของเขาถูกบีบให้ลึกลง ประตูนั้นยิ่งใกล้ขึ้น


    เพียงชั่วเสี้ยวลมหายใจ เย่เทียนรู้สึกว่าหากเขาผลักเปิดประตูนี้ออกไป เขาอาจได้พลังบางอย่างเป็นของตอบแทน


    พลังที่ไม่ใช่แค่ของผู้เปิดชีพจร..


    พลังที่ล่อใจเกินไปสำหรับคนที่ยังอ่อนแอ


    ..ปึก..


    ไม่ใช่เสียงเปิดประตู แต่เป็นเสียงมือของไป๋หลีอิงที่จับที่ไหล่เพื่อดึงเขากลับมา


    เย่เทียนสะดุ้งเล็กน้อย “ท่านรู้?”


    “ข้ารู้ว่ามันขยับ”


    ไป๋หลีอิงเงียบไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่เย่เทียนไม่เคยได้ยินมาก่อน มันไม่ใช่ความลังเล แต่เป็นความจริงที่นางยอมวางลงตรงหน้าเขาโดยไม่แต่งเติม


    “ข้าเคยเห็นชีพจรประหลาด เห็นร่างที่ถูกผนึก เห็นวิชาที่เปลี่ยนเส้นทางพลังในร่างมนุษย์มาแล้วมากกว่าที่เมืองชิงหลานจะจินตนาการได้” นางกล่าว “แต่สิ่งที่อยู่หลังชีพจรของเจ้า ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนและมองมันไม่ออก”


    คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนเย็นลงทั้งอก


    “ข้าเรียกมันว่าประตู เพราะร่างเจ้าตอบสนองเหมือนมีสิ่งหนึ่งปิดอยู่หลังชีพจร” นางกล่าว “แต่หลังบานนั้นคือพลัง ผนึก คำสาป เศษซาก หรือภัย ข้าไม่อาจบอกได้”




    เย่เทียนกดมือที่ท้องน้อยโดยไม่รู้ตัว “เมื่อครู่ ข้ารู้สึกว่ามันให้พลังข้าได้”


    “อาจใช่” ไป๋หลีอิงตอบ “และนั่นคือเหตุผลที่มันอันตราย”


    เขาเงียบลง


    “สิ่งที่ดูเหมือนพลังในวันที่เจ้ายังไม่มีรากฐานพอรับมัน อาจเป็นสิ่งที่ฆ่าเจ้าเร็วที่สุด” นางกล่าว “ถ้าเปิดตอนนี้ อย่างดีที่สุด รากฐานที่เจ้าสร้างมาจะฉีกออก ชีพจรเสียหายจนต้องเริ่มใหม่จากเศษซาก”


    คำว่า “อย่างดีที่สุด” ทำให้เย่เทียนรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นราดลงกลางกระดูกสันหลัง


    “แล้วเลวร้ายที่สุด?”


    ไป๋หลีอิงมองเขานิ่ง ๆ


    “เจ้าจะไม่มีโอกาสถามคำถามต่อไป..อย่าคิดแตะมันก่อนเจ้าจะถึงระดับตั้งแก่น” ไป๋หลีอิงกล่าวต่อ


    “ระดับตั้งแก่น?”


    “เป็นอย่างน้อย” นางเน้น “ระดับก่อปราณยังไม่พอ ปราณเพิ่งเริ่มก่อรูป ร่างยังไม่มีแก่นรับแรงสะท้อน หากสิ่งนั้นตอบกลับ เจ้าจะไม่มีสิ่งใดค้ำมันไว้ แม้ถึงตั้งแก่น ข้าก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะใช้ได้ ข้าเพียงหมายความว่าเจ้าจะมีโอกาสไม่ตายเมื่อเปิดผนึกประตูบานนั้น”


    เย่เทียนรับคำนั้นไว้ในใจอย่างหนักแน่น


    ตั้งแก่น


    คำนี้ห่างจากเขาไกลมาก เขายังไม่ถึงก่อปราณด้วยซ้ำ แต่แทนที่ระยะห่างนั้นจะทำให้เขาผิดหวัง มันกลับช่วยให้ความล่อใจของประตูเบาลงเล็กน้อย สิ่งที่ยังไกลไม่ควรถูกดึงมาใช้เพียงเพราะความกลัวในตอนนี้


    เขาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง ตัดความรู้สึกจากประตูออกอย่างเด็ดขาด แล้วหันกลับมาหาสิ่งที่ตนมีจริง


    วงปราณย้อนทาง


    ทางซ่อน


    ทางรอง


    ก้าวเงาดัดแปลง


    รากฐานที่แลกมาด้วยเวลา ความเจ็บ น้ำค้างจันทร์เย็น และคำสั่งของอาจารย์หญิงที่ยังไม่ยอมเรียกตนเองเช่นนั้นเต็มปาก


    “ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นด้วยตัวเอง” เย่เทียนกล่าว


    ไป๋หลีอิงสบตาเขา จากนั้นหลุบตามองซองเข็มจันทร์ข้างเอว ความคิดบางอย่างซึ่งก่อตัวมาเงียบ ๆ ตั้งแต่เดือนที่สอง ในที่สุดก็มีน้ำหนักพอจะถูกตัดสินในตอนนี้


    เย่เทียนยันตัวลุกขึ้นช้า ๆ “พรุ่งนี้ข้าควรฝึกอะไรต่อ”


    ไป๋หลีอิงมองเขา


    “พรุ่งนี้ ไม่ฝึก”


    เย่เทียนชะงัก “เพราะร่างข้ายังไม่มั่นคง?”


    “นั่นก็ส่วนหนึ่ง”


    “แล้วอีกส่วน?”


    นางหยิบเข็มจันทร์เล่มหนึ่งออกจากซอง วางไว้บนฝ่ามือ แสงสีเงินบนเข็มไม่สว่างมาก แต่ใต้หุบเขาที่มืดมิด มันกลับเหมือนเสี้ยวจันทร์แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้


    ไป๋หลีอิงมองเข็มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “มีบางอย่างที่ควรทำก่อนเจ้าจะฝึกต่อ”


    เย่เทียนมองนาง ไม่กล้าถามเร็วเกินไป แต่แววตาของเขาบอกคำถามชัดเจนอยู่แล้ว


    ไป๋หลีอิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางนิ่งเหมือนจันทร์เหนือผิวน้ำลึก


    “พิธีที่ข้าควรทำให้ถูกต้องกว่านี้” นางกล่าว “หากเราไม่ได้ติดอยู่ใต้หุบเขา”


    เย่เทียนนิ่งไปทั้งร่าง


    ใต้หุบเขาไม่มีหอ ไม่มีจันทร์จริง ไม่มีพยานจากโลกของนาง มีเพียงหมอกดำ หินเย็น วงแสงใกล้ดับ และเด็กหนุ่มจากเมืองเล็กผู้เพิ่งก้าวถึงเปิดชีพจรปลายขั้นด้วยรากของตนเอง


    แต่ในความเงียบนั้น เย่เทียนค่อย ๆ เข้าใจว่าสิ่งที่นางหมายถึงคืออะไร


    ไป๋หลีอิงเก็บเข็มจันทร์กลับเข้าซอง แล้วกล่าวเพียงประโยคเดียว


    “พรุ่งนี้ ข้าจะสอนเจ้าว่าการคำนับอาจารย์ควรทำอย่างไร”


    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน