โอสถกายาพิทักษ์สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของแต่ละคนได้สูงมาก แต่สิ่งที่ หวัง ชง ต้องการจริงๆ คือใช้มันเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกร
การเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูกนั้นสามารถใช้เคล็ดวิชาได้สามประเภท นั่นคือ เคล็ดกระดูกมังกร , เคล็ดกระดูกพยัคฆ์ และเคล็ดกระดูกเสือดาว
จากเคล็ดวิชาทั้งสามนี้ เคล็ดกระดูกเสือดาว เป็นเคล็ดที่พบได้ง่ายมากที่สุด มันเป็นเคล็ดที่ฝึกฝนได้ง่ายมากกว่าหากเทียบกับเคล็ดกระดูกพยัคฆ์ที่ถูกจำกัดไว้แค่ชนชั้นสูง หรือขุนนางในราชสำนักเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับเคล็ดกระดูกมังกรนั้นยิ่งหาได้ยากกว่านั้นมาก อีกทั้งมันยังเป็นเคล็ดที่ฝึกได้ยากมากที่สุด ที่สำคัญมันถูกจำกัดเอาไว้ถ่ายทอดในราชวงศ์โดยห้ามแพร่งพรายออกมาภายนอกโดยเด็ดขาด
เล่าลือสืบต่อกันมาว่าเคล็ดวิชากระดูกมังกรเป็นเคล็ดวิชาที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย มันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ ถูกคิดค้นโดยมหาจักรพรรดิเพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอด หลังจากที่ราชวงศ์ เซี่ย ล่มสลายลงก็ถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ ซาง จากนั้นก็ผ่านมายังราชวงศ์ โจว , ราชวงศ์ ฮั่น จนมาถึงต้าถังในปัจจุบัน
ในยุคนี้แทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อเคล็ดวิชานี้ด้วยซ้ำ
หวัง ชง ได้มีโอกาสฝึกฝนเคล็ดกระดูกมังกรโดยบังเอิญ แม้ว่ามันจะเป็นเคล็ดวิชาที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย และไม่ได้มีพลังที่สามารถสะเทือนสวรรค์และปฐพีได้ก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นเคล็ดวิชาที่ช่วยปูทางไปสู่การฝึกฝนวรยุทธ์ที่ดีที่สุด
ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา ด้วยความเกียจคร้านมันทำให้เขาเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เป็นเวลาสี่ปี ซึ่งมันเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดในการหลอมกระดูกเสริมความแข็งแกร่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเขาจะฝึกหนักแค่ไหน หรือได้รับคำแนะนำจากเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์มากเพียงใด เขาก็ไม่อาจก้าวหน้าไปได้เกินกว่าขั้นนักรบศักดิ์สิทธิ์
นี่เป็นความเสียใจอีกอย่างหนึ่งของเขา ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นเพราะตัวเขาเองทั้งหมด
ในช่วงชีวิตนี้ เมื่อเขามีโอกาสได้แก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ด้วยเคล็ดวิชากระดูกมังกรเขาจะสามารถก้าวผ่านความแข็งแกร่งในช่วงชีวิตที่แล้ว และก้าวสู่ขั้นที่สูงกว่านั้น
***** ครืนนนนนน *****
หลังจากนั่งพักอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดฤทธิ์จากโอสถกายาพิทักษ์ก็เริ่มตื่นขึ้น คลื่นพลังได้ลุกโชนขึ้นจากปากของ หวัง ชง พร้อมกับแพร่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา
หวัง ชง ยืนหยัดขึ้นด้วยท่าเตรียมพร้อม เขาซัดหมัดออกไปเพื่อยืดกล้ามเนื้อของเขา .......การฝึกฝนนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเคลื่อนไหวตามปกติแต่อย่างใด ในเวลานี้เขาดูราวกับมังกรที่เหยียดร่างราบขนานไปกับพื้น
“เคล็ดกระดูกมังกร” คือเคล็ดการลอกเลียนการเคลื่อนไหวของมังกร ทั้งกล้ามเนื้อ , เส้นเอ็น , กระดูก เพื่อดึงลมปราณออกมาใช้สู่ภายนอกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กระตุ้นจุดลมปราณทั้งหลาย พร้อมทั้งแปรเปลี่ยนกระดูกของมนุษย์ให้กลายเป็นกระดูกมังกร
“รากกระดูก” เป็นรากฐานของเคล็ดวิชาทุกแขนง และยังเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในอนาคตของคนคนนั้น คนที่มีรากกระดูกที่ดีจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แตกต่างจากคนที่มีรากกระดูกที่ด้อยกว่า พวกเขาจะต้องเผชิญกับทางตันที่ไม่อาจข้ามผ่านไปได้
ดังนั้น แม้ว่า เคล็ดวิชากระดูกมังกร จะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่สามารถพลิกภูเขา หรือ มหาสมุทรได้ก็ตาม แต่ หวัง ชง ก็ยังให้ความสำคัญในการฝึกฝนมันอย่างมาก
***** ฮูมมมมม *****
พริบตานั้น หมัดขวาของ หวัง ชง ก็เปลี่ยนเป็นฝ่ามือ ขณะที่เขาก้าวเท้าออกไปด้านหน้า การเคลื่อนไหวของเขาประดุจราวกับพยัคฆ์ร้ายกระโจนลงมาจากหุบเขา ทันใดนั้นคลื่นหมัดก็พุ่งออกไปพร้อมกับสร้างเสียงคำรามลั่นดังสนั่นออกมา
กระบวนท่านี้มีชื่อว่า หมัดลมหายใจมังกร
แก่นสำคัญในการฝึกกระบวนท่า หมัดลมหายใจมังกร ก็คือการเข้าถึงลมหายใจของมังกร การเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายเช่นนี้กลับเกิดจากการเคลื่อนไหวของกระดูกถึงยี่สิบแปดชิ้น พร้อมกับกล้ามเนื้ออีกหกสิบสี่จุดทั่วร่างกาย มันจะสร้างช่องว่างเล็กๆ ภายในร่างกายเพื่อให้พลังงานจากโอสถผ่านเข้าไปได้ และง่ายต่อการเปิดจุดลมปราณภายใน
ปัญหาหลักในการฝึกกระบวนท่านี้ก็คือ หากไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ และไม่อาจเข้าถึงจังหวะลมหายใจของมังกรได้ มันจะทำให้ให้พลังงานจากโอสถไม่อาจเคลื่อนผ่าน และอาจกลายเป็นการทำลายกระดูก และกล้ามเนื้อทั่วร่างกายแทน
อาจกล่าวได้ว่า หากผู้ฝึกฝนไม่มีความชำนาญมากพอ มันจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง
อย่างไรก็ตาม หวัง ชง นั้นต่างออกไป แม้ว่าในปัจจุบันเขาจะเป็นเพียงแค่เด็กอายุสิบห้าปี และมีพลังบ่มเพาะที่น่าสมเพชมากก็ตาม แต่ในช่วงชีวิตที่แล้วเขาก็เป็นถึงจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมกองทัพทั้งหมดแห่งต้าถัง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาที่เข้าถึงแก่นของเคล็ดวิชากระดูกมังกร
“แปลก ……!!”
ในขณะที่กำลังฝึกฝนอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็หยุดเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน ด้วยเหตุผลบางอย่าง หวัง ชง สัมผัสได้ว่าการเคลื่อนไหวของเขานั้นง่ายต่อการฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกรมากเกินไป ซึ่งบัดนี้มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอีกต่อไป ทั้งหมัด และร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปราวกับกระแสน้ำที่สามารถผสานเข้ากันได้อย่างกลมเกลียวเหมาะเจาะ
หวัง ชง ตระหนักถึงร่างกายของเขาดี ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่างไร้จุดหมาย
หากกล่าวอย่างถูกต้องแล้วนั้น เมื่อเขาไม่ได้ฝึกฝนมานานเช่นนี้ มันควรจะเป็นเรื่องยากกว่านี้ไม่ใช่หรอกหรือ อย่างไรก็ตาม หวัง ชง กลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เขากลับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเคล็ดวิชา ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ระดับการบ่มเพาะพลังของเขาในตอนนี้จะรู้สึกได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ส่ายศีรษะไปมาก่อนจะทิ้งความคิดเหล่านั้นเอาไว้ในใจของเขา
“มังกรดั้นเมฆา!!”
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป พร้อมกับหันปลายเท้ากลับมาอีกด้านก่อนจะทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวนี้เรียกว่า มังกรดั้นเมฆา แม้ว่าปลายเท้าของเขาจะไม่ได้สัมผัสก็พื้น แต่ทว่าร่างกายของเขากลับพุ่งออกไปด้านหน้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งร่างกายของเขาดูราวกับเทพมังกรที่กำลังท่องทะยานผ่านมวลเมฆาอยู่ก็ว่าได้
“มังกรสะบัดหาง!!”
“กรงเล็บมังกร!!”
……….
การเคลื่อนของ หวัง ชง เปรียบได้กับมังกรที่ท่องทะยานไปทั่วอากาศ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึง มันจำเป็นต้องควบคุมกระดูก และกล้ามเนื้ออย่างแม่นยำด้วยเคล็ดวิชากระดูกมังกร หวัง ชง สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอสระ และยังสร้างความน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน แม้ว่า หวัง ชง จะเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งพื้นที่แล้วก็ตาม แต่เขากลับทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นเพียงเจ็ดรอยเท่านั้น รอยเท้าเหล่านี้สัมพันธ์กับกลุ่มดาวหมีใหญ่ที่อยู่บนท้องฟ้า
สิ่งนี้ถูกเรียกว่า ย่างก้าวดารา ซึ่งเป็นกระบวนท่าย่างก้าวในเคล็ดวิชากระดูกมังกร
เหยียบย่างตามตำแหน่งกลุ่มดาว การเคลื่อนไหวประดุจมังกร สิ่งนี้คือ ย่างก้าวดารา
ลานกว้างของตำหนักตระกูล หวัง ยังคงเงียบสงัด ไม่มีใครอื่นอยู่บริเวณใกล้ๆ หวัง ชง จึงยังคงฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกรอย่างต่อเนื่อง
การหลอมกระดูกเพื่อเสริมแกร่งให้กับร่างกายของ หวัง ชง นั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ
โดยทั่วไปแล้วคนอื่นๆ จะกลืนโอสถลงไปพร้อมกับเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชา แต่ทว่า หวัง ชง กลับอมเอาไว้ในปากพร้อมกับดูดซับพลังของโอสถอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นเคล็ดลับเล็กน้อยของเขาที่ใช้ในการฝึกฝนหลอมกระดูก
แม้ว่าการกลืนโอสถลงไปโดยตรงจะสร้างลมปราณภายในได้สูงล้ำ แต่มันก็ส่งผลเสียต่อร่างกายเนื่องจากพิษของโอสถมีอยู่มากเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับการอมเอาไว้และค่อยๆ ดูดซับพลังเช่นนี้ แม้ว่าโอสถจะค่อยๆ ปล่อยพลังของมันออกมาก็ตาม แต่พลังงานทั้งหมดก็จะถูกดูดซับเอาไว้โดยไม่สูญเปล่าไปแม้แต่นิดเดียว มันจึงเป็นวิธีที่สามารถดึงประโยชน์สูงสุดออกมาจากโอสถนั้นๆ ได้
***** ครืนนนนน *****
เวลาได้ไหลผ่านไปอย่างช้าๆ หวัง ชง ได้กำชับเอาไว้ว่าห้ามคนอื่นเข้ามารบกวนเขาในวันนี้ ดังนั้นเขาจึงได้รับอิสระในการฝึกอย่างมาก
พลังงานจากโอสถไหลผ่านออกมาอย่างต่อเนื่อง หวัง ชง สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของเขากำลังร้อนขึ้นทุกขณะ เช่นเดียวกับที่รู้สึกได้ว่าร่างกายของตนกำลังแข็งแกร่งขึ้น
โอสถกายาพิทักษ์ สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายในการฝึกวรยุทธ์ได้ และนี่ก็เป็นหัวใจสำคัญของมัน
“ไม่ว่าข้าจะฝึกเคล็ดวิชากระดูกมังกรได้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากที่ข้ากลืนโอสถกายาพิทักษ์ และใช้เวลาฝึกไปสักระยะ อย่างน้อยข้าจะต้องเข้าถึงขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ได้!!”
หวัง ชง ครุ่นคิดขณะที่ใช้ ย่างก้าวดารา ออกมา
ผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นต้นนั้นแบ่งออกเป็นเก้าขั้น ซึ่งถูกเรียกว่าขั้นก่อกำเนิดลมปราณเก้าขั้น ในตอนนี้ หวัง ชง อยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสาม ซึ่งเขาไม่อาจเทียบกับ เว่ย ฮ่าว ที่อยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึง เหยา เฟิง ที่อยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับเก้าแม้แต่นิดเดียว
มันเป็นเรื่องยากสำหรับเขามาก หากว่าจะเข้าร่วมค่ายฝึกคุนอู๋ด้วยพลังบ่มเพาะขั้นนี้
ในตอนนี้ค่ายฝึกที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามนั้นยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมเท่านั้น มีหลายคนคิดว่าค่ายฝึกทั้งสามนั้นถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเหล่าลูกหลานของตระกูลชั้นสูงเท่านั้น แม้แต่ หวัง หยาน ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
หวัง ชง รู้ดีว่าการคัดเลือกผู้เข้าร่วมฝ่ายฝึกทั้งสามนั้นจะต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงมากแน่นอน
เพราะจำเป็นต้องมีการบ่มเพาะพลังอยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสี่เป็นอย่างน้อย เรื่องนี้ทำให้เกิดความโกลาหล และการประท้วงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ควบคุมค่ายฝึกทั้งสามแห่งนี้ได้ตัดสินใจอย่างหนักแน่นไปแล้ว และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงกฎข้อนี้ได้
มันเป็นกฎที่ถูกกำหนดใช้ และเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ
เดิมทีแล้วการเข้ารับคัดเลือกกำหนดให้มีพลังบ่มเพาะอยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่เท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นระดับห้า และระดับหก!! หากว่า หวัง ชง ไม่สามารถเข้าค่ายฝึกได้ตั้งแต่ครั้งแรก โอกาสที่เขาจะเข้าร่วมได้ก็ยิ่งลดลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจของ หวัง ชง ก็สั่นไหวไม่เหมาะต่อการฝึกฝนอีกต่อไป
หลังจากผ่านช่วงเวลาไปนานแค่ไหนไม่อาจทราบได้นั้น ในที่สุด หวัง ชง ก็ลืมตาตื่นขึ้น
“นี่....!!”
เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ยังคงลอยเด่นอยู่อย่างชัดเจน หวัง ชง ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเสร็จสิ้นการฝึกฝนรวดเร็วเช่นนี้ แต่เดิมแล้วเขาคิดว่ากว่าเขาจะดูดซับพลังจากโอสถกายาพิทักษ์จนหมดนั้น เวลาคงจะต้องล่วงเลยไปถึงช่วงดึกแล้วมากกว่า
การฝึกฝนของเขากลับเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ ราวกับว่าร่างกายของเขาเปิดกว้างรองรับพลังจากโอสถกายาพิทักษ์ได้อย่างยอดเยี่ยมก็ว่าได้
ในช่วงชีวิตที่แล้ว หวัง ชง ได้กลายเป็นจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ เขาได้เผชิญกับปัญหา และความผิดพลาดมากมาย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสอีกครั้งเช่นนี้เขาจึงทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ
ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่
คนทั่วๆ ไปนั้นแม้ว่าจะยืนด้วยท่าม้านานๆ ก็จะทำให้เกิดความเมื่อยล้าอย่างมาก แต่ทว่า หวัง ชง ที่เคลื่อนไหวมาตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานนั้น เขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่นิดเดียว
“เกิดอะไรขึ้น!?”
หวัง ชง แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความสับสน
เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขาตั้งแต่แรกที่ได้เผชิญหน้ากับ เหยา เฟิง ในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล ร่างกายของเขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วผิดจากช่วงชีวิตที่แล้วอย่างมาก เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีเข้ามาหาเขาได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าความจริงแล้วเขาไม่ควรหลบได้ด้วยซ้ำก็ตาม
เมื่อคิดย้อนกลับไปในตอนนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ไม่ชัดเจนนัก หวัง ชง จึงไม่ได้สนใจแต่อย่างใด แต่ทว่าในครั้งนี้มันต่างออกไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนขึ้นมาก
“โอสถกายาพิทักษ์สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายได้เท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้น!? นอกจากนี้แล้วหากว่าโอสถกายาพิทักษ์สามารถซึมซับเข้าร่างกายได้ง่ายเช่นนี้ แล้วทำไมข้าต้องให้คนไปเตรียมสมุนไพรเพื่อช่วยในเรื่องซึมซับมาด้วย!? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..........!?”
ระลอกความสงสัยได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งหัวใจของ หวัง ชง อย่างรวดเร็ว
ในปัจจุบันความสามารถบนเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์ของเขาแตกต่างจากช่วงชีวิตที่แล้วอย่างมาก หวัง ชง ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่เขาก็ยังไม่อาจหาเหตุผลที่ทำให้เป็นเช่นนี้ได้แต่อย่างใด หากเหตุที่ส่งผลให้เป็นเช่นนี้ได้คงมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการกลับมาอีกครั้งในช่วงชีวิตใหม่ของเขา
“จะต้องเป็นเพราะดาวตกนั่น........!!”
หวัง ชง ครุ่นคิดในใจ
หลังจากที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หวัง ชง ได้ตรวจสอบร่างกายของตัวเองอย่างละเอียดแล้ว แต่เขาก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด
“สงสัยว่าเรื่องนี้คงยังเป็นปริศนาไปตลอดกาล!!”
หวัง ชง ถอนหายใจยาวออกมาเพื่อผ่อนคลายความคิด แม้ว่าเขาจะยังไม่อาจเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ก็ตาม แต่เขาก็ตระหนักถึงผลการฝึกฝนของเขาได้
“ไม่เลว!! ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสาม อีกเพียงไม่กี่ก้าวข้าก็จะก้าวสู่ระดับสี่แล้ว!! ตราบใดที่ข้าฝึกฝนอีกสองถึงสามวันข้าก็น่าจะก้าวสู่ระดับถัดไปได้แน่!!”
หวัง ชง พยักหน้าเบาๆ ด้วยความสุข ประโยชน์จากการดูดซับพลังจากโอสถกายาพิทักษ์นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก
โดยทั่วไปแล้วโอสถกายาพิทักษ์จะสามารถช่วยเพิ่มพลังให้ได้เพียงแค่ครึ่งขั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีการของ หวัง ชง มันกลับทำให้เขาสามารถดูดซับพลังได้อย่างเต็มที่ และได้ผลตอบรับของพลังลมปราณภายในร่างกายที่มากขึ้น
“ภายในขั้นก่อกำเนิดลมปราณทั้งเก้าระดับ แบ่งออกเป็นพื้นฐานสามสิ่งคือ กล้ามเนื้อ , เส้นเอ็น และกระดูก ทุกส่วนล้วนมีความสำคัญมาก เมื่อใดก็ตามที่ก้าวสู่ระดับสี่ได้ ร่างกายจะสามารถสร้างพลังลมปราณภายในขึ้นได้ เมื่อถึงเวลานั้นจำเป็นต้องบ่มเพาะพลังลมปราณภายในร่างกายให้หนาแน่น และขยายให้ใหญ่ขึ้น จากนั้นก็จะเข้าถึงแก่นแท้ของขั้นก่อกำเนิดลมปราณได้!!”
หวัง ชง ครุ่นคิด
บนเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ เมื่อก้าวสู่ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่แล้ว หากว่ามีร่างกาย , เส้นเอ็น และกระดูก ที่ดีแล้วนั้น การบ่มเพาะพลังลมปราณภายในของคนนั้นๆ จะรวดเร็วขึ้น
ในสองถึงสามวันต่อมา หวัง ชง ยังคงฝึกฝนอยู่ภายในลานหลังตำหนักอย่างขะมักเขม้นโดยไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวนเขา
***** ครืนนนนน *****
ในสามวันต่อมาขณะที่ หวัง ชง ยังคงฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกรอยู่นั้น ร่างกายของเขาก็ระเบิดคลื่นพลังกวาดออกมาโดยรอบอย่างกะทันหัน หวัง ชง รู้สึกราวกับว่าโซ่ตรวนที่พันธนาการเขาเอาไว้ได้หลุดออกไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ร่างกายของเขาเปล่งประกายกล้าออกมา
หวัง ชง สัมผัสได้อย่างชัดแจ้งว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างมาก
“สำเร็จแล้ว!!”
ในเวลานี้ หวัง ชง สัมผัสได้ถึงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเขา พวกมันกำลังอัดแน่นไปด้วยพลังงานมหาศาลที่กวาดไปทั่วทั้งร่างกาย
ขณะเดียวกันนั้น หวัง ชง ก็เพ่งจิตของเขาไปที่จุดตันเถียน พร้อมกับสร้างพลังลมปราณขึ้นมาภายในร่างกายทันที
“ใช่แล้ว!! ความรู้สึกนี้แหละ!!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่ก่อตัวขึ้นมาภายในร่างกาย หวัง ชง ก็กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
แม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาก้าวสู่ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ และยังไม่ใช่พลังที่สามารถสั่นคลอนแผ่นดินได้กับช่วงชีวิตที่แล้วของเขาก็ตาม แต่ หวัง ชง กลับรู้สึกมีความสุขสำหรับช่วงเวลานี้อย่างมาก
ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ ด้วยอายุสิบห้าปี!!
ในที่สุดเขาก็สามารถทำในสิ่งที่ช่วงชีวิตที่แล้วเขาไม่สามารถทำได้ ช่วงอายุสิบห้าปีนั้นเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการหลอมกระดูก และสร้างรากฐานของร่างกายให้มั่นคง
แต่เดิมแล้วเขาไม่มั่นใจแม้แต่นิดเดียวว่าจะสามารถข้ามขีดจำกัดของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ทว่าในตอนนี้ สิ่งที่เขาคาดหวังก็เป็นจริงขึ้นมาในที่สุด
***** วูบบบบ *****
ในระหว่างที่ หวัง ชง กำลังตื่นเต้นยินดีอยู่นั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้ที่พุ่งตรงเข้ามายังร่างกายของเขาอย่างกะทันหัน
“นั่นใคร!!”
ใบหน้าของ หวัง ชง มืดมนลงอย่างรวดเร็ว ***** ครืนนน ***** แต่สิ่งที่ตอบรับคำถามของเขากลับเป็นหมัดที่พุ่งตรงมายังเขาอย่างทรงพลัง มันสร้างรอยแตกยาวบนพื้นของลาน พร้อมกับที่เสียงระเบิดของอากาศแตกออกอย่างต่อเนื่องแทน
“พี่ชาย ลองรับหมัดของข้าดูหน่อย!!”
เวลาเดียวกับที่หมัดพุ่งตรงเข้ามานั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น นั่นทำให้ หวัง ชง ต้องตกตะลึงอย่างมาก
“น้องเล็ก!!”
หวัง ชง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่ลอบโจมตีเขาจะเป็นน้องสาวของเขา นางแอบเข้ามายังลานหลังตำหนัก แทนที่จะเป็นมารดา
อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีเวลาคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้มากนัก เขารู้จักน้องสาวของเขาดี หมัดของนางทรงพลังมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
แม้ว่าการบ่มเพาะพลังของนางจะไม่ได้สูงจนน่ากลัวก็ตาม แต่มันกลับถูกชดเชยได้ด้วยมหาพละกำลังมหาศาลที่มีมาตั้งแต่เกิดของนาง ด้วยพละกำลังนี้แม้แต่ เหยา เฟิง ที่มีการบ่มเพาะพลังอยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับเก้าก็ยังทำได้เพียงคุกเข่าต่อหน้านางเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ น้องสาวของเขาไม่เคยออมมือให้กับใครมาก่อน แม้ว่าเขาจะรอดจากหมัดของนางมาได้ก็ตาม แต่เขาก็จะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส
.................