จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    ตอนที่ 33 : เคล็ดวิชากระดูกมังกร

    โอสถกายาพิทักษ์สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของแต่ละคนได้สูงมาก แต่สิ่งที่ หวัง ชง ต้องการจริงๆ คือใช้มันเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกร

     

    การเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระดูกนั้นสามารถใช้เคล็ดวิชาได้สามประเภท นั่นคือ เคล็ดกระดูกมังกร , เคล็ดกระดูกพยัคฆ์ และเคล็ดกระดูกเสือดาว

     

    จากเคล็ดวิชาทั้งสามนี้ เคล็ดกระดูกเสือดาว เป็นเคล็ดที่พบได้ง่ายมากที่สุด มันเป็นเคล็ดที่ฝึกฝนได้ง่ายมากกว่าหากเทียบกับเคล็ดกระดูกพยัคฆ์ที่ถูกจำกัดไว้แค่ชนชั้นสูง หรือขุนนางในราชสำนักเท่านั้น

     

    อย่างไรก็ตาม สำหรับเคล็ดกระดูกมังกรนั้นยิ่งหาได้ยากกว่านั้นมาก อีกทั้งมันยังเป็นเคล็ดที่ฝึกได้ยากมากที่สุด ที่สำคัญมันถูกจำกัดเอาไว้ถ่ายทอดในราชวงศ์โดยห้ามแพร่งพรายออกมาภายนอกโดยเด็ดขาด

     

    เล่าลือสืบต่อกันมาว่าเคล็ดวิชากระดูกมังกรเป็นเคล็ดวิชาที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย มันเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ ถูกคิดค้นโดยมหาจักรพรรดิเพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอด หลังจากที่ราชวงศ์ เซี่ย ล่มสลายลงก็ถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ ซาง จากนั้นก็ผ่านมายังราชวงศ์ โจว , ราชวงศ์ ฮั่น จนมาถึงต้าถังในปัจจุบัน

     

    ในยุคนี้แทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อเคล็ดวิชานี้ด้วยซ้ำ

     

    หวัง ชง ได้มีโอกาสฝึกฝนเคล็ดกระดูกมังกรโดยบังเอิญ แม้ว่ามันจะเป็นเคล็ดวิชาที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย และไม่ได้มีพลังที่สามารถสะเทือนสวรรค์และปฐพีได้ก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นเคล็ดวิชาที่ช่วยปูทางไปสู่การฝึกฝนวรยุทธ์ที่ดีที่สุด

     

    ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา ด้วยความเกียจคร้านมันทำให้เขาเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เป็นเวลาสี่ปี ซึ่งมันเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดในการหลอมกระดูกเสริมความแข็งแกร่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเขาจะฝึกหนักแค่ไหน หรือได้รับคำแนะนำจากเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์มากเพียงใด เขาก็ไม่อาจก้าวหน้าไปได้เกินกว่าขั้นนักรบศักดิ์สิทธิ์

     

    นี่เป็นความเสียใจอีกอย่างหนึ่งของเขา ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นเพราะตัวเขาเองทั้งหมด

     

    ในช่วงชีวิตนี้ เมื่อเขามีโอกาสได้แก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ด้วยเคล็ดวิชากระดูกมังกรเขาจะสามารถก้าวผ่านความแข็งแกร่งในช่วงชีวิตที่แล้ว และก้าวสู่ขั้นที่สูงกว่านั้น

     

    ***** ครืนนนนนน *****

     

    หลังจากนั่งพักอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดฤทธิ์จากโอสถกายาพิทักษ์ก็เริ่มตื่นขึ้น คลื่นพลังได้ลุกโชนขึ้นจากปากของ หวัง ชง พร้อมกับแพร่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา

     

    หวัง ชง ยืนหยัดขึ้นด้วยท่าเตรียมพร้อม เขาซัดหมัดออกไปเพื่อยืดกล้ามเนื้อของเขา .......การฝึกฝนนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเคลื่อนไหวตามปกติแต่อย่างใด ในเวลานี้เขาดูราวกับมังกรที่เหยียดร่างราบขนานไปกับพื้น

     

    “เคล็ดกระดูกมังกร” คือเคล็ดการลอกเลียนการเคลื่อนไหวของมังกร ทั้งกล้ามเนื้อ , เส้นเอ็น , กระดูก เพื่อดึงลมปราณออกมาใช้สู่ภายนอกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ กระตุ้นจุดลมปราณทั้งหลาย พร้อมทั้งแปรเปลี่ยนกระดูกของมนุษย์ให้กลายเป็นกระดูกมังกร

     

    “รากกระดูก” เป็นรากฐานของเคล็ดวิชาทุกแขนง และยังเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในอนาคตของคนคนนั้น คนที่มีรากกระดูกที่ดีจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แตกต่างจากคนที่มีรากกระดูกที่ด้อยกว่า พวกเขาจะต้องเผชิญกับทางตันที่ไม่อาจข้ามผ่านไปได้

     

    ดังนั้น แม้ว่า เคล็ดวิชากระดูกมังกร จะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่สามารถพลิกภูเขา หรือ มหาสมุทรได้ก็ตาม แต่ หวัง ชง ก็ยังให้ความสำคัญในการฝึกฝนมันอย่างมาก

     

    ***** ฮูมมมมม *****

     

    พริบตานั้น หมัดขวาของ หวัง ชง ก็เปลี่ยนเป็นฝ่ามือ ขณะที่เขาก้าวเท้าออกไปด้านหน้า การเคลื่อนไหวของเขาประดุจราวกับพยัคฆ์ร้ายกระโจนลงมาจากหุบเขา ทันใดนั้นคลื่นหมัดก็พุ่งออกไปพร้อมกับสร้างเสียงคำรามลั่นดังสนั่นออกมา

     

    กระบวนท่านี้มีชื่อว่า หมัดลมหายใจมังกร

     

    แก่นสำคัญในการฝึกกระบวนท่า หมัดลมหายใจมังกร ก็คือการเข้าถึงลมหายใจของมังกร การเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายเช่นนี้กลับเกิดจากการเคลื่อนไหวของกระดูกถึงยี่สิบแปดชิ้น พร้อมกับกล้ามเนื้ออีกหกสิบสี่จุดทั่วร่างกาย มันจะสร้างช่องว่างเล็กๆ ภายในร่างกายเพื่อให้พลังงานจากโอสถผ่านเข้าไปได้ และง่ายต่อการเปิดจุดลมปราณภายใน

     

    ปัญหาหลักในการฝึกกระบวนท่านี้ก็คือ หากไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำ และไม่อาจเข้าถึงจังหวะลมหายใจของมังกรได้ มันจะทำให้ให้พลังงานจากโอสถไม่อาจเคลื่อนผ่าน และอาจกลายเป็นการทำลายกระดูก และกล้ามเนื้อทั่วร่างกายแทน

     

    อาจกล่าวได้ว่า หากผู้ฝึกฝนไม่มีความชำนาญมากพอ มันจะกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง

     

    อย่างไรก็ตาม หวัง ชง นั้นต่างออกไป แม้ว่าในปัจจุบันเขาจะเป็นเพียงแค่เด็กอายุสิบห้าปี และมีพลังบ่มเพาะที่น่าสมเพชมากก็ตาม แต่ในช่วงชีวิตที่แล้วเขาก็เป็นถึงจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมกองทัพทั้งหมดแห่งต้าถัง ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาที่เข้าถึงแก่นของเคล็ดวิชากระดูกมังกร

     

    “แปลก ……!!”

     

    ในขณะที่กำลังฝึกฝนอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็หยุดเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน ด้วยเหตุผลบางอย่าง หวัง ชง สัมผัสได้ว่าการเคลื่อนไหวของเขานั้นง่ายต่อการฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกรมากเกินไป ซึ่งบัดนี้มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาอีกต่อไป ทั้งหมัด และร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปราวกับกระแสน้ำที่สามารถผสานเข้ากันได้อย่างกลมเกลียวเหมาะเจาะ

     

    หวัง ชง ตระหนักถึงร่างกายของเขาดี ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่างไร้จุดหมาย

     

    หากกล่าวอย่างถูกต้องแล้วนั้น เมื่อเขาไม่ได้ฝึกฝนมานานเช่นนี้ มันควรจะเป็นเรื่องยากกว่านี้ไม่ใช่หรอกหรือ อย่างไรก็ตาม หวัง ชง กลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เขากลับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเคล็ดวิชา ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ระดับการบ่มเพาะพลังของเขาในตอนนี้จะรู้สึกได้

     

    หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ส่ายศีรษะไปมาก่อนจะทิ้งความคิดเหล่านั้นเอาไว้ในใจของเขา

     

    “มังกรดั้นเมฆา!!”

     

    เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป พร้อมกับหันปลายเท้ากลับมาอีกด้านก่อนจะทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวนี้เรียกว่า มังกรดั้นเมฆา แม้ว่าปลายเท้าของเขาจะไม่ได้สัมผัสก็พื้น แต่ทว่าร่างกายของเขากลับพุ่งออกไปด้านหน้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งร่างกายของเขาดูราวกับเทพมังกรที่กำลังท่องทะยานผ่านมวลเมฆาอยู่ก็ว่าได้

     

    “มังกรสะบัดหาง!!”

     

    “กรงเล็บมังกร!!”

     

    ……….

     

    การเคลื่อนของ หวัง ชง เปรียบได้กับมังกรที่ท่องทะยานไปทั่วอากาศ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึง มันจำเป็นต้องควบคุมกระดูก และกล้ามเนื้ออย่างแม่นยำด้วยเคล็ดวิชากระดูกมังกร หวัง ชง สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอสระ และยังสร้างความน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน

     

    ในขณะเดียวกัน แม้ว่า หวัง ชง จะเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งพื้นที่แล้วก็ตาม แต่เขากลับทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นเพียงเจ็ดรอยเท่านั้น รอยเท้าเหล่านี้สัมพันธ์กับกลุ่มดาวหมีใหญ่ที่อยู่บนท้องฟ้า

     

    สิ่งนี้ถูกเรียกว่า ย่างก้าวดารา ซึ่งเป็นกระบวนท่าย่างก้าวในเคล็ดวิชากระดูกมังกร

     

    เหยียบย่างตามตำแหน่งกลุ่มดาว การเคลื่อนไหวประดุจมังกร สิ่งนี้คือ ย่างก้าวดารา

     

    ลานกว้างของตำหนักตระกูล หวัง ยังคงเงียบสงัด ไม่มีใครอื่นอยู่บริเวณใกล้ๆ หวัง ชง จึงยังคงฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกรอย่างต่อเนื่อง

     

    การหลอมกระดูกเพื่อเสริมแกร่งให้กับร่างกายของ หวัง ชง นั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ

     

    โดยทั่วไปแล้วคนอื่นๆ จะกลืนโอสถลงไปพร้อมกับเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชา แต่ทว่า หวัง ชง กลับอมเอาไว้ในปากพร้อมกับดูดซับพลังของโอสถอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นเคล็ดลับเล็กน้อยของเขาที่ใช้ในการฝึกฝนหลอมกระดูก

     

    แม้ว่าการกลืนโอสถลงไปโดยตรงจะสร้างลมปราณภายในได้สูงล้ำ แต่มันก็ส่งผลเสียต่อร่างกายเนื่องจากพิษของโอสถมีอยู่มากเช่นกัน

     

    อย่างไรก็ตาม สำหรับการอมเอาไว้และค่อยๆ ดูดซับพลังเช่นนี้ แม้ว่าโอสถจะค่อยๆ ปล่อยพลังของมันออกมาก็ตาม แต่พลังงานทั้งหมดก็จะถูกดูดซับเอาไว้โดยไม่สูญเปล่าไปแม้แต่นิดเดียว มันจึงเป็นวิธีที่สามารถดึงประโยชน์สูงสุดออกมาจากโอสถนั้นๆ ได้

     

    ***** ครืนนนนน *****

     

    เวลาได้ไหลผ่านไปอย่างช้าๆ หวัง ชง ได้กำชับเอาไว้ว่าห้ามคนอื่นเข้ามารบกวนเขาในวันนี้ ดังนั้นเขาจึงได้รับอิสระในการฝึกอย่างมาก

     

    พลังงานจากโอสถไหลผ่านออกมาอย่างต่อเนื่อง หวัง ชง สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของเขากำลังร้อนขึ้นทุกขณะ เช่นเดียวกับที่รู้สึกได้ว่าร่างกายของตนกำลังแข็งแกร่งขึ้น

     

    โอสถกายาพิทักษ์ สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายในการฝึกวรยุทธ์ได้ และนี่ก็เป็นหัวใจสำคัญของมัน

     

    “ไม่ว่าข้าจะฝึกเคล็ดวิชากระดูกมังกรได้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากที่ข้ากลืนโอสถกายาพิทักษ์ และใช้เวลาฝึกไปสักระยะ อย่างน้อยข้าจะต้องเข้าถึงขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ได้!!”

     

    หวัง ชง ครุ่นคิดขณะที่ใช้ ย่างก้าวดารา ออกมา

     

    ผู้ฝึกยุทธ์ในขั้นต้นนั้นแบ่งออกเป็นเก้าขั้น ซึ่งถูกเรียกว่าขั้นก่อกำเนิดลมปราณเก้าขั้น ในตอนนี้ หวัง ชง อยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสาม ซึ่งเขาไม่อาจเทียบกับ เว่ย ฮ่าว ที่อยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึง เหยา เฟิง ที่อยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับเก้าแม้แต่นิดเดียว

     

    มันเป็นเรื่องยากสำหรับเขามาก หากว่าจะเข้าร่วมค่ายฝึกคุนอู๋ด้วยพลังบ่มเพาะขั้นนี้

     

    ในตอนนี้ค่ายฝึกที่ยิ่งใหญ่ทั้งสามนั้นยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมเท่านั้น มีหลายคนคิดว่าค่ายฝึกทั้งสามนั้นถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเหล่าลูกหลานของตระกูลชั้นสูงเท่านั้น แม้แต่ หวัง หยาน ก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

     

    หวัง ชง รู้ดีว่าการคัดเลือกผู้เข้าร่วมฝ่ายฝึกทั้งสามนั้นจะต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงมากแน่นอน

     

    เพราะจำเป็นต้องมีการบ่มเพาะพลังอยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสี่เป็นอย่างน้อย เรื่องนี้ทำให้เกิดความโกลาหล และการประท้วงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ควบคุมค่ายฝึกทั้งสามแห่งนี้ได้ตัดสินใจอย่างหนักแน่นไปแล้ว และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงกฎข้อนี้ได้

     

    มันเป็นกฎที่ถูกกำหนดใช้ และเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ

     

    เดิมทีแล้วการเข้ารับคัดเลือกกำหนดให้มีพลังบ่มเพาะอยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่เท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นระดับห้า และระดับหก!! หากว่า หวัง ชง ไม่สามารถเข้าค่ายฝึกได้ตั้งแต่ครั้งแรก โอกาสที่เขาจะเข้าร่วมได้ก็ยิ่งลดลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ

     

    เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจของ หวัง ชง ก็สั่นไหวไม่เหมาะต่อการฝึกฝนอีกต่อไป

     

    หลังจากผ่านช่วงเวลาไปนานแค่ไหนไม่อาจทราบได้นั้น ในที่สุด หวัง ชง ก็ลืมตาตื่นขึ้น

     

    “นี่....!!”

     

    เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ยังคงลอยเด่นอยู่อย่างชัดเจน หวัง ชง ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเสร็จสิ้นการฝึกฝนรวดเร็วเช่นนี้ แต่เดิมแล้วเขาคิดว่ากว่าเขาจะดูดซับพลังจากโอสถกายาพิทักษ์จนหมดนั้น เวลาคงจะต้องล่วงเลยไปถึงช่วงดึกแล้วมากกว่า

     

    การฝึกฝนของเขากลับเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ ราวกับว่าร่างกายของเขาเปิดกว้างรองรับพลังจากโอสถกายาพิทักษ์ได้อย่างยอดเยี่ยมก็ว่าได้

     

    ในช่วงชีวิตที่แล้ว หวัง ชง ได้กลายเป็นจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ เขาได้เผชิญกับปัญหา และความผิดพลาดมากมาย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสอีกครั้งเช่นนี้เขาจึงทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ

     

    ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่

     

    คนทั่วๆ ไปนั้นแม้ว่าจะยืนด้วยท่าม้านานๆ ก็จะทำให้เกิดความเมื่อยล้าอย่างมาก แต่ทว่า หวัง ชง ที่เคลื่อนไหวมาตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานนั้น เขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่นิดเดียว

     

    “เกิดอะไรขึ้น!?”

     

    หวัง ชง แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความสับสน

     

    เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขาตั้งแต่แรกที่ได้เผชิญหน้ากับ เหยา เฟิง ในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล ร่างกายของเขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วผิดจากช่วงชีวิตที่แล้วอย่างมาก เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีเข้ามาหาเขาได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าความจริงแล้วเขาไม่ควรหลบได้ด้วยซ้ำก็ตาม

     

    เมื่อคิดย้อนกลับไปในตอนนั้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ไม่ชัดเจนนัก หวัง ชง จึงไม่ได้สนใจแต่อย่างใด แต่ทว่าในครั้งนี้มันต่างออกไป ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนขึ้นมาก

     

    “โอสถกายาพิทักษ์สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายได้เท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้น!? นอกจากนี้แล้วหากว่าโอสถกายาพิทักษ์สามารถซึมซับเข้าร่างกายได้ง่ายเช่นนี้ แล้วทำไมข้าต้องให้คนไปเตรียมสมุนไพรเพื่อช่วยในเรื่องซึมซับมาด้วย!? นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..........!?”

     

    ระลอกความสงสัยได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งหัวใจของ หวัง ชง อย่างรวดเร็ว

     

    ในปัจจุบันความสามารถบนเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์ของเขาแตกต่างจากช่วงชีวิตที่แล้วอย่างมาก หวัง ชง ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด แต่เขาก็ยังไม่อาจหาเหตุผลที่ทำให้เป็นเช่นนี้ได้แต่อย่างใด หากเหตุที่ส่งผลให้เป็นเช่นนี้ได้คงมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการกลับมาอีกครั้งในช่วงชีวิตใหม่ของเขา

     

    “จะต้องเป็นเพราะดาวตกนั่น........!!”

     

    หวัง ชง ครุ่นคิดในใจ

     

    หลังจากที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หวัง ชง ได้ตรวจสอบร่างกายของตัวเองอย่างละเอียดแล้ว แต่เขาก็ไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด

     

    “สงสัยว่าเรื่องนี้คงยังเป็นปริศนาไปตลอดกาล!!”

     

    หวัง ชง ถอนหายใจยาวออกมาเพื่อผ่อนคลายความคิด แม้ว่าเขาจะยังไม่อาจเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ก็ตาม แต่เขาก็ตระหนักถึงผลการฝึกฝนของเขาได้

     

    “ไม่เลว!! ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสาม อีกเพียงไม่กี่ก้าวข้าก็จะก้าวสู่ระดับสี่แล้ว!! ตราบใดที่ข้าฝึกฝนอีกสองถึงสามวันข้าก็น่าจะก้าวสู่ระดับถัดไปได้แน่!!”

     

    หวัง ชง พยักหน้าเบาๆ ด้วยความสุข ประโยชน์จากการดูดซับพลังจากโอสถกายาพิทักษ์นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก

     

    โดยทั่วไปแล้วโอสถกายาพิทักษ์จะสามารถช่วยเพิ่มพลังให้ได้เพียงแค่ครึ่งขั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีการของ หวัง ชง มันกลับทำให้เขาสามารถดูดซับพลังได้อย่างเต็มที่ และได้ผลตอบรับของพลังลมปราณภายในร่างกายที่มากขึ้น

     

    “ภายในขั้นก่อกำเนิดลมปราณทั้งเก้าระดับ แบ่งออกเป็นพื้นฐานสามสิ่งคือ กล้ามเนื้อ , เส้นเอ็น และกระดูก ทุกส่วนล้วนมีความสำคัญมาก เมื่อใดก็ตามที่ก้าวสู่ระดับสี่ได้ ร่างกายจะสามารถสร้างพลังลมปราณภายในขึ้นได้ เมื่อถึงเวลานั้นจำเป็นต้องบ่มเพาะพลังลมปราณภายในร่างกายให้หนาแน่น และขยายให้ใหญ่ขึ้น จากนั้นก็จะเข้าถึงแก่นแท้ของขั้นก่อกำเนิดลมปราณได้!!”

     

    หวัง ชง ครุ่นคิด

     

    บนเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์ เมื่อก้าวสู่ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่แล้ว หากว่ามีร่างกาย , เส้นเอ็น และกระดูก ที่ดีแล้วนั้น การบ่มเพาะพลังลมปราณภายในของคนนั้นๆ จะรวดเร็วขึ้น

     

    ในสองถึงสามวันต่อมา หวัง ชง ยังคงฝึกฝนอยู่ภายในลานหลังตำหนักอย่างขะมักเขม้นโดยไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวนเขา

     

    ***** ครืนนนนน *****

     

    ในสามวันต่อมาขณะที่ หวัง ชง ยังคงฝึกฝนเคล็ดวิชากระดูกมังกรอยู่นั้น ร่างกายของเขาก็ระเบิดคลื่นพลังกวาดออกมาโดยรอบอย่างกะทันหัน หวัง ชง รู้สึกราวกับว่าโซ่ตรวนที่พันธนาการเขาเอาไว้ได้หลุดออกไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ร่างกายของเขาเปล่งประกายกล้าออกมา

     

    หวัง ชง สัมผัสได้อย่างชัดแจ้งว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างมาก

     

    “สำเร็จแล้ว!!”

     

    ในเวลานี้ หวัง ชง สัมผัสได้ถึงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเขา พวกมันกำลังอัดแน่นไปด้วยพลังงานมหาศาลที่กวาดไปทั่วทั้งร่างกาย

     

    ขณะเดียวกันนั้น หวัง ชง ก็เพ่งจิตของเขาไปที่จุดตันเถียน พร้อมกับสร้างพลังลมปราณขึ้นมาภายในร่างกายทันที

     

    “ใช่แล้ว!! ความรู้สึกนี้แหละ!!”

     

    เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่ก่อตัวขึ้นมาภายในร่างกาย หวัง ชง ก็กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น

     

    แม้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาก้าวสู่ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ และยังไม่ใช่พลังที่สามารถสั่นคลอนแผ่นดินได้กับช่วงชีวิตที่แล้วของเขาก็ตาม แต่ หวัง ชง กลับรู้สึกมีความสุขสำหรับช่วงเวลานี้อย่างมาก

     

    ขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับสี่ ด้วยอายุสิบห้าปี!!

     

    ในที่สุดเขาก็สามารถทำในสิ่งที่ช่วงชีวิตที่แล้วเขาไม่สามารถทำได้ ช่วงอายุสิบห้าปีนั้นเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการหลอมกระดูก และสร้างรากฐานของร่างกายให้มั่นคง

     

    แต่เดิมแล้วเขาไม่มั่นใจแม้แต่นิดเดียวว่าจะสามารถข้ามขีดจำกัดของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ทว่าในตอนนี้ สิ่งที่เขาคาดหวังก็เป็นจริงขึ้นมาในที่สุด

     

    ***** วูบบบบ *****

     

    ในระหว่างที่ หวัง ชง กำลังตื่นเต้นยินดีอยู่นั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตต่อสู้ที่พุ่งตรงเข้ามายังร่างกายของเขาอย่างกะทันหัน

     

    “นั่นใคร!!”

     

    ใบหน้าของ หวัง ชง มืดมนลงอย่างรวดเร็ว ***** ครืนนน ***** แต่สิ่งที่ตอบรับคำถามของเขากลับเป็นหมัดที่พุ่งตรงมายังเขาอย่างทรงพลัง มันสร้างรอยแตกยาวบนพื้นของลาน พร้อมกับที่เสียงระเบิดของอากาศแตกออกอย่างต่อเนื่องแทน

     

    “พี่ชาย ลองรับหมัดของข้าดูหน่อย!!”

     

    เวลาเดียวกับที่หมัดพุ่งตรงเข้ามานั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น นั่นทำให้ หวัง ชง ต้องตกตะลึงอย่างมาก

     

    “น้องเล็ก!!”

     

    หวัง ชง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่ลอบโจมตีเขาจะเป็นน้องสาวของเขา นางแอบเข้ามายังลานหลังตำหนัก แทนที่จะเป็นมารดา

     

    อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีเวลาคิดเกี่ยวกับสิ่งนี้มากนัก เขารู้จักน้องสาวของเขาดี หมัดของนางทรงพลังมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

     

    แม้ว่าการบ่มเพาะพลังของนางจะไม่ได้สูงจนน่ากลัวก็ตาม แต่มันกลับถูกชดเชยได้ด้วยมหาพละกำลังมหาศาลที่มีมาตั้งแต่เกิดของนาง ด้วยพละกำลังนี้แม้แต่ เหยา เฟิง ที่มีการบ่มเพาะพลังอยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณระดับเก้าก็ยังทำได้เพียงคุกเข่าต่อหน้านางเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ น้องสาวของเขาไม่เคยออมมือให้กับใครมาก่อน แม้ว่าเขาจะรอดจากหมัดของนางมาได้ก็ตาม แต่เขาก็จะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส

     

    .................

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิข้ามกาลเวลา ที่คุณอ่าน