ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 39 เขากลับมาแล้ว

            หลงเซี่ยวเจ๋อเห็นมู่จื่อหลิงเหมือนกับหนูเห็นแมวมองนางด้วยเนื้อตัวสั่นเทาราวกับว่าวินาทีต่อไปมู่จื่อหลิงจะวิ่งเข้ามากัดเขาอย่างไรอย่างนั้น

            มู่จื่อหลิงเหลือบมองการกระทำแปลกประหลาดของหลงเซี่ยวเจ๋ออย่างหมดคำจะพูดหลงเซี่ยวเจ๋อเป็นลมบ้าหมูอันใดอีกแล้ว

            “ทำไม กลัวข้ากินเจ้าหรือ?” มู่จื่อหลิงถามอย่างขบขัน

            หลงเซี่ยวเจ๋อพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า

            มู่จื่อหลิงเห็นท่าทางปัญญาอ่อนของหลงเซี่ยวเจ๋อก็หัวเราะขบขันพูดอย่างสนิทชิดเชื้อ “วางใจเถิด ขอเพียงเจ้าไม่ยั่วโมโหพี่สะใภ้สามพี่สะใภ้สามก็จะไม่เอาเจ้าขึ้นเขียง!”

            “จริงหรือ?” หลงเซี่ยวเจ๋อถามอย่างซื่อๆ

            แต่เหมือนว่าจะมีตรงใดมิถูกต้องทั้งๆ ที่เขาอายุมากกว่าพี่สะใภ้สามเหตุใดพี่สะใภ้สามพูดเช่นนี้เหมือนกับสั่งสอนเด็กน้อยเลยเล่าเขาองค์ชายหกแห่งเจียหลัวผู้สง่าผ่าเผย เปลี่ยนไปไม่มีศักดิ์ศรีเช่นนี้เมื่อใดกัน

            เมื่อก่อนเขาไม่มีศักดิ์ศรีต่อหน้าพี่สามก็ช่างเถิดยามนี้ยังมีพี่สะใภ้สามเพิ่มมาอีก อย่าได้รังแกผู้อื่นถึงเพียงนี้ได้หรือไม่

            “นายน้อยพวกท่านกำลังพูดสิ่งใดกัน เหตุใดบ่าวจึงฟังไม่เข้าใจแม้สักประโยคเลยเล่าเจ้าคะ” เสี่ยวหานผู้น่าสงสารลุกขึ้นมาจากพื้นช้าๆปัดดินตรงก้นออก ถามด้วยความประหลาดใจ

            ยามที่องค์ชายหกเล่าว่าองค์ชายใหญ่ประสบเคราะห์ร้ายก็มิได้มีท่าทีตื่นตระหนกพูดๆ ไป จู่ๆ ก็ร้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน การตอบสนองนี้ช้าเกินไปกระมังยามนี้เขามองนายน้อยก็มีท่าทางหวาดกลัวจนเสียมารยาท นายน้อยน่ากลัวตรงไหนกัน

            มู่จื่อหลิงมองท่าทางน่าสงสารของเสี่ยวหานกล่าวอย่างเห็นใจว่า “ไม่เป็นไร ฟังไม่เข้าใจก็ดีแล้ว มิใช่เรื่องดีกระไรฟังไปก็แปดเปื้อนหูของพวกเราเสียเปล่า ไม่ต้องฟังแล้ว”

            เมื่อครู่มัวแต่กุมหูตนเองจนลืมเสี่ยวหานไปเสียสิ้น

            “อืม” เสี่ยวหานพยักหน้าอย่างซื่อๆ

            “เอาละ ทำเสร็จหมดแล้วพวกเราไปกันเถิด” มู่จื่อหลิงยืนขึ้นยืดเอวพลางกล่าวอย่างสบายอารมณ์ ไม่ได้ออกกำลังกายนานเกินไปแล้วนั่งเพียงครู่เดียวก็เจ็บเอวปวดหลังเสียแล้ว

            ยามนี้หลงเซี่ยวเจ๋อเห็นมู่จื่อหลิงเหนื่อยจนเจ็บเอวปวดหลังก็วิ่งเข้ามาอย่างประจบประแจง ทุบบ่าให้มู่จื่อหลิง กระซิบถามว่า“พี่สะใภ้สามบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านวางยาใดไป ถึงได้ร้ายกาจเพียงนี้”

            วันนั้นพี่สะใภ้สามถึงกับวางยาใต้เปลือกตาพวกเขาโดยที่เทพไม่รู้ผีไม่ทราบวางยาได้อย่างไร แล้ววางยาตัวใดกัน

            ลูกไม้เหล่านั้นของเขาเมื่อเทียบกับพี่สะใภ้สามแล้วแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเหนือกว่าอย่างมิอาจตามทัน วันหน้าเขาต้องกอดขานี้ไว้ให้แน่น ให้พี่สะใภ้สามสั่งสอนเขา

            มู่จื่อหลิงมองหลงเซี่ยวเจ๋อทุบบ่าประจบประแจงนางอย่างตลกขบขัน“อยากรู้หรือ?”

            หลงเซี่ยวเจ๋อพยักหน้าออกแรงทุบเพิ่มไปอีก สองตาฉายแววรอคอยคำพูดต่อไปของมู่จื่อหลิง

            “ไม่บอกเจ้าหรอก”มู่จื่อหลิงสาดน้ำเย็นใส่ จากนั้นพาเสี่ยวหานจากไปโดยไม่เหลียวหลัง

            หลงเซี่ยวเจ๋อเกือบจะล้มลงเมื่อมือสัมผัสแต่อากาศพี่สะใภ้สามหลอกล่อคนอย่างนั้นหรือ

            “พี่สะใภ้สาม รอข้าด้วย เช่นนั้นก็สอนกลยุทธ์ไร้ร่องรอยอะไรนั่นให้ข้าเถิดพี่สะใภ้สาม...” หลงเซี่ยวเจ๋อร้องเรียกอยู่ด้านหลังอย่างน่าสงสาร

            -

            ศาลากลางน้ำ

            “นายท่านอาการป่วยขององค์ชายห้าหายดีแล้ว วันนั้นหวางเฟยเข้าวังไปเปลี่ยนยาให้องค์ชายห้าพบกับองค์ชายใหญ่เข้า หลังจากพวกเขาพูดคุยกันสองสามประโยค หวางเฟยก็จากไปดูเหมือนหวางเฟยจะไปยั่วโทสะองค์ชายใหญ่ องค์ชายใหญ่จึงจากไปอย่างมีโทสะผ่านไปไม่ถึงสองวัน องค์ชายใหญ่ก็ล้มป่วยด้วยโรคประหลาด ไม่สามารถสัมผัสสตรีได้จากนั้นเขาก็รัดคอสตรีทั้งหมดในจวนจนตาย ไม่รู้ว่าทำผิดฐานใด”

            “ครั้งนี้หมอหลวงที่ตายภายใต้เงื้อมมือขององค์ชายใหญ่นั้นไม่น้อยเลยเพราะเหตุนี้ฝ่าบาทจึงพิโรธ ฮองเฮาถูกกักบริเวณในตำหนักคุนหนิง ข้าน้อยคิดว่าโรคประหลาดครานี้ขององค์ชายใหญ่อาจจะเกี่ยวข้องกับหวางเฟย”

            กุ่ยหยิ่งกล่าวกับหลงเซี่ยวอวี่ที่ยามนี้ยืนหันหลังให้อย่างนอบน้อม

            หวางเฟยเชี่ยวชาญการถอนพิษย่อมเชี่ยวชาญการปรุงยาพิษ องค์ชายใหญ่ป่วยเป็นโรคประหลาดอย่างกะทันหันโดยไม่มีผู้ใดหาสาเหตุเจอต้องโดนยาพิษนิรนามเข้าเป็นแน่

            หลงเซี่ยวอวี่ฟังจบก็เปิดปากเสียงเย็น“ไม่ว่าคนเช่นใด มู่จื่อหลิงก็ช่างกล้าเข้าไปยั่วโทสะเสียจริง”

            เพียงแต่ยามที่เอ่ยวาจานี้ในดวงตาของเขาก็ทอประกายชื่นชมเบาบางที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สังเกต

            “ยังมีอีกขอรับไม่กี่วันก่อนหวางเฟยนำสินเดิมออกไปขายจนหมด ข้าน้อยไปตรวจสอบพบว่ายามนี้ในเมืองหลวงมีร้านหลิงซั่นถังเปิดขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นร้านที่หวางเฟยเปิดสองสามวันนี้นางกับองค์ชายหกนั้นเข้าๆ ออกๆ ที่นั่นบ่อยครั้งยามที่พวกเขาไปล้วนแต่ปลอมตัว คงจะไม่มีผู้ใดรู้ขอรับ”

            กุ่ยหยิ่งรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดสองสามวันนี้ เพียงแต่เรื่องพวกนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับมู่จื่อหลิง

            หลงเซี่ยวอวี่หันกายดวงตาลุ่มลึกทอดมองไปไกล ริมฝีปากบางแยกออก “หอเยวี่ยอวี่?”

            “ขอรับเมื่อก่อนหลิงซั่นถังเป็นกรรมสิทธิ์ของหอเยวี่ยอวี่ เพียงแต่มิรู้ว่าเพราะเหตุใด เถ้าแก่ลึกลับที่ไม่ไว้หน้าแม้แต่องค์ชายผู้นั้นกลับขายร้านให้หวางเฟยโดยไร้ที่มาที่ไป”กุ่ยหยิ่งกล่าวอีก

            ตั้งแต่ที่หวางเฟยช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อคราวก่อนเขาก็เริ่มรู้สึกว่าหวางเฟยผู้นี้ล้ำลึกยากแท้หยั่งถึงทั่วทั้งตัวราวกับแฝงไปด้วยความลับจำนวนมาก วางยาองค์ชายกระทั่งซื้อร้านค้าของหอเยวี่ยอวี่มาเปิดร้านขายยาอย่างง่ายดายทุกการกระทำล้วนทำให้เขารู้สึกคาดไม่ถึง

            หลงเซี่ยวอวี่ใคร่ครวญหลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงเปิดปากอย่างเย็นชา “ช่วงนี้ในวังมิอาจสงบสุขแล้วจับตาดูต่อไป”

            “ขอรับ” กุ่ยหยิ่งตอบรับ

            -

            ระหว่างทางกลับตำหนักอวี่หานพวกมู่จื่อหลิงก็เห็นหลงเซี่ยวอวี่ที่ไม่ได้พบกันมาหลายวัน

            ยามนี้เขาเองก็กำลังมาทางนี้เช่นกันเขายังคงสวมอาภรณ์สีขาวสนิทที่พลิ้วไหวตามลมเช่นเดิมนัยน์ตาเย็นชาลุ่มลึกมืดสนิทเปี่ยมไปด้วยแผนการราวกับทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา ทำให้ผู้ที่พบบังเกิดความครั่นคร้ามตั้งแต่แวบแรกจากนั้นจึงเกิดความรู้สึกอยากจำนนภายใต้เท้าของเขาโดยไม่รู้ตัว

            ลุงฝูติดตามด้านหลังด้วยความระมัดระวังก้มหน้าลงต่ำ ราวกับกำลังกล่าวอะไรอยู่ มู่จื่อหลิงรู้สึกทะแม่งๆลุงฝูกำลังกล่าวฟ้องนางอยู่ใช่หรือไม่

            บรรยากาศในยามนี้แปลกพิกลอย่างมากรอบกายก็เงียบสงัดลงอย่างน่าหวาดหวั่น

            หลงเซี่ยวเจ๋อทนไม่ไหวเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนถามอย่างประจบสอพลอ “พี่สาม ท่านกลับมาแล้ว”

            หลงเซี่ยวอวี่มิได้ตอบเขาเพียงมองเขาอย่างแฝงความหมาย ก่อนจะเอ่ยปากอย่างเย็นชา “พวกเจ้าออกไปให้หมด”

            การเอ่ยปากครั้งนี้ทำให้ผู้คนโดยรอบตัวสั่นเทาขึ้นมารู้สึกได้ว่ามีเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น แม้เขาจะมิได้มองไปที่ผู้ใดมิได้ชี้ไปทางใคร ทว่าคนในที่นั้นต่างก็เข้าใจดีว่าหลงเซี่ยวอวี่ให้ใครออกไป

            หลงเซี่ยวเจ๋อใจสั่นรัว ทุกครั้งที่พี่สามมองเขาเยี่ยงนี้เขาก็รู้ได้ว่าวันคืนดีๆ สองสามวันนี้ได้ผ่านพ้นไปเสียแล้ว

            กำลังจะประสบหายนะแล้วแต่ว่าช่วงไม่กี่วันนี้เขาล้วนยุ่งอยู่กับการช่วยพี่สะใภ้สามอย่างเชื่อฟังมิได้ออกไปก่อเรื่องเลยนะ

            หลงเซี่ยวเจ๋อไม่กล้าฟุ้งซ่านอีกในเมื่อพี่สามเอ่ยปากแล้ว เขาเผ่นก่อนจะดีกว่าตอนที่วิ่งออกไปก็ยังไม่ลืมดึงลุงฝูและเสี่ยวหานที่ก้มหน้าอยู่ไปด้วย

            เสี่ยวหานมองมู่จื่อหลิงอย่างกังวลและอาลัยอาวรณ์อยากจะกล่าวสิ่งใดแต่เมื่อเผชิญหน้ากับความกดดันอันแข็งแกร่งนางก็มิกล้าส่งเสียงสักแอะได้แต่ถูกหลงเซี่ยวเจ๋อลากไปอย่างไม่ยินยอม

            มู่จื่อหลิงมองไปที่พวกหลงเซี่ยวเจ๋อที่ทาน้ำมันไว้ใต้ฝ่าเท้า[1] ก็โมโหเสียจนหายใจไม่ออก

            หลงเซี่ยวเจ๋อสมควรตายคราก่อนที่เผชิญหน้ากับการยั่วยุอยากเอาชนะของหลงเซี่ยวหลีเขาก็ยังปกป้องตนเองไว้ด้านหลังได้อย่างเที่ยงธรรมน่าเกรงขาม ยามนี้เหตุใดทันทีที่หลงเซี่ยวอวี่เปิดปากเขาก็หายวับไปแล้ว ไม่มีท่าทีองอาจแม้แต่น้อย ช่างทำให้ความซาบซึ้งของนางครั้งที่แล้วสูญเปล่านัก

            รอจนพวกหลงเซี่ยวเจ๋อออกไปแล้วหลงเซี่ยวอวี่จึงมองมาที่มู่จื่อหลิงพลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “มู่จื่อหลิง เจ้าลืมฐานะของตนเองเปิ่นหวางให้เจ้าอ่านสมุดบัญชี ไม่มีธุระก็ออกจากจวนให้น้อยแล้ววันทั้งวันเจ้าวิ่งออกไปทำสิ่งใด?”

            มู่จื่อหลิงถึงได้สติกลับมาจากทิศทางที่พวกหลงเซี่ยวเจ๋อวิ่งไปในใจก็เกิดเสียงดังตึกๆ พูดในใจ ลุงฝูเพิ่งจะฟ้องไปจริงๆ ด้วย

            ที่จริงแล้วมู่จื่อหลิงเข้าใจลุงฝูผิดไปลุงฝูเพียงแค่ชมเชยกับหลงเซี่ยวอวี่ว่าไม่ถึงหนึ่งวันนางก็อ่านบัญชีของไม่กี่ปีนี้จนเสร็จเรียบร้อย และจุดที่ผิดพลาดก็ล้วนชัดเจนทำให้ผู้อื่นประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อย ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่นางออกจากจวนเลย

            มู่จื่อหลิงได้ยินหลงเซี่ยวอวี่ก็รู้สึกไม่สบายใจตอนนี้หลงเซี่ยวอวี่กำลังว่านางว่าไม่อยู่ดูแลเหย้าเรือนให้ดี ใช้ตำแหน่งเช่นฉีหวางเฟยนี้ไปลอยหน้าลอยตาอยู่ข้างนอกทั้งวันทำให้จวนฉีอ๋องต้องขายหน้าหรือ?

            “ท่านอ๋องเพียงพูดว่าไม่มีธุระออกจากจวนให้น้อยหน่อยแต่หม่อมฉันมีธุระจึงได้ออกไป บัญชีนั้นหม่อมฉันอ่านจบแล้วจึงส่งต่อให้ลุงฝูไปลุงฝูเองก็พูดว่าอ่านจบก็ไม่มีเรื่องอื่นอีก หม่อมฉันเองก็มีชีวิตของหม่อมฉันมีเรื่องของตนเองที่ต้องทำ ท่านอ๋องโปรดวางใจ ขอเพียงหม่อมฉันอาศัยในจวนฉีอ๋องไปอีกหนึ่งวันจะไม่ทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของจวนฉีอ๋องได้รับความหม่นหมอง”

            มู่จื่อหลิงพูดอย่างชอบธรรมด้วยสีหน้าจริงจังมิได้ถูกวาจาเย็นชาของหลงเซี่ยวอวี่ทำให้ตกใจเลยแม้แต่น้อย

            แม้ในใจจะหวาดกลัว แต่สติปัญญาอันแกร่งกล้าบอกนางว่ามิอาจยอมก้มหัวได้

            ยามนี้นางมีฐานะเป็นฉีหวางเฟยทว่านางมิใช่สตรีในสมัยโบราณ ที่ต้องคุ้นเคยกับวันๆ เอาแต่ว่างอยู่ในจวนสิ่งใดก็ไม่ทำ ไม่ออกนอกประตูใหญ่ไม่ก้าวข้ามประตูรอง ให้บุรุษหาเลี้ยง

            นางซื่อตรงและมิได้กระทำเรื่องน่าละอายไยต้องหวาดกลัว

            หลงเซี่ยวอวี่เพียงแค่จ้องมู่จื่อหลิงนิ่งไม่ตอบสนองใดๆ

            เห็นหลงเซี่ยวอวี่ไม่ตอบสนองมู่จื่อหลิงจึงพูดต่อไปโดยไม่หวั่นเกรง “เรื่องใหญ่เช่นการดูแลจวนอ๋องหม่อมฉันมิอาจรับหน้าที่สำคัญนี้ได้ ท่านอ๋องโปรดมอบหมายให้ผู้มีความสามารถจัดการจะเป็นการดีกว่าค่ารักษาขององค์ชายห้าเองก็มิต้องมากมายเพียงนั้นหม่อมฉันนำไปแปดหมื่นตำลึงทองใช้ไปหมดแล้ว หากท่านอ๋องคิดว่ามากไปรอหม่อมฉันหาเงินได้เพียงพอจะนำมาคืน”

            กล่าวจบก็ล้วงกุญแจและป้ายหยกที่ลุงฝูมอบให้ในวันนั้นออกมาส่งไปให้หลงเซี่ยวอวี่ แต่เมื่อนางมองหลงเซี่ยวอวี่ยามนี้ใบหน้าของเขาเย็นเยียบจนน่ากลัว

            นางไม่อยากหวาดกลัวจริงๆทว่าขาของนางกลับต้องการถอยหลังไปตามสัญชาตญาณนางรู้สึกได้ว่าขณะนี้มือที่ถือกุญแจและป้ายหยกมีเหงื่อซึมน้อยๆ

            หลงเซี่ยวอวี่ไม่ได้รับกุญแจและป้ายหยกไปแต่ก้าวเข้าไปใกล้มู่จื่อหลิงทีละก้าวเขาก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวนางก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว

            มู่จื่อหลิงรู้สึกได้ว่าขณะนี้ทั่วทั้งตัวหลงเซี่ยวอวี่นั้นแผ่กลิ่นอายอันตรายยิ่งนักราวกับวินาทีต่อไปจะจับนางกลืนลงท้องไป

            กระทั่งด้านหลังของมู่จื่อหลิงสัมผัสเข้ากับแปลงดอกไม้จนเกือบจะทรุดนั่งลงไปหลงเซี่ยวอวี่ก็ดึงนางไว้ ยื่นแขนแกร่งออกไปรัดมู่จื่อหลิงไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนา

            เขาก้มตัวลงเอนเข้าไปใกล้ใบหูของมู่จื่อหลิงพ่นลมร้อนๆ ใส่ใบหูเย็นเฉียบของนาง ความรู้สึกกดดันรุนแรง ลมหายใจร้อนแผดเผาความเผด็จการที่มิอาจต่อต้าน น้ำเสียงเย็นชาทรงอำนาจ

            “มู่จื่อหลิงเจ้าจำเอาไว้ นับตั้งแต่วันที่เจ้าแต่งให้เปิ่นหวาง เจ้าก็มิใช่เจ้าอีกและมิอาจมีชีวิตของเจ้า รวมถึงธุระของเจ้า ไม่ว่าเจ้ารับได้หรือไม่ได้สิ่งที่เปิ่นหวางมอบออกไปจะไม่รับกลับคืนมา”

            น้ำเสียงเย็นชาทรงอำนาจของหลงเซี่ยวอวี่เหมือนกระแสไฟร้อนแรงที่ไหลเข้าไปในจิตใจมู่จื่อหลิง

            เวลาเช่นนี้นางไหนเลยจะมามีสติเยือกเย็นพังทลายไปตั้งแต่หลงเซี่ยวอวี่เข้ามาใกล้นางแล้วหลงเซี่ยวอวี่พูดเช่นนี้หมายความว่าอะไร

            ในขณะที่มู่จื่อหลิงหายจากอารามตกใจและจะผลักหลงเซี่ยวอวี่ออกเขาก็ชิงปล่อยนางก่อนหนึ่งก้าว จากนั้นเหาะจากไป

            มู่จื่อหลิงมองไปยังทิศทางที่หลงเซี่ยวอวี่หายตัวไปอย่างเหม่อลอยเป็นเวลานานเหตุใดทุกครั้งที่พบกับหลงเซี่ยวอวี่ล้วนต้องเป็นสถานการณ์เช่นนี้เสมอมิอาจพูดจาดีๆ ได้สักครั้ง เหตุใดทุกครั้งเขาถึงปฏิบัติกับนางเช่นนี้ในใจนางนั้นเสียใจอย่างน่าประหลาด

            หลงเซี่ยวอวี่กล่าววาจานี้หมายความถึงสิ่งใดเขาคิดจะให้นางเป็นหุ่นกระบอกให้เขาเชิดหรือ ต้องขอโทษด้วยแต่นางมู่จื่อหลิงจะไม่รับการเชิดควบคุมจากผู้ใดทั้งสิ้น

            -----------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ทาน้ำมันไว้ใต้ฝ่าเท้าการหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน