ปลาหนีแห...รวบแหจับปลา (ตอนปลาย)
เป็เพราะฝนตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา โอวหยางิหลิงจึงทำได้เพียงพาฉู่ซู่อิ๋งย้อนกลับมาที่หมู่บ้านเท่านั้น ชายหนุ่มสุ่มเลือกบ้านที่ดูหลังใหญ่ที่สุดในละแวกนั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ
หลังจากทำให้เ้าของบ้านตกอกใตอนกลางดึก ผ่านการเจรจาที่มาพร้อมกับการจ่ายเงินอีกจำนวนหนึ่ง ในที่สุดสองหนุ่มสาวซึ่งเปียกโชกไปทั้งตัวก็ได้ที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ เ้าของบ้านยังอุตส่าห์ให้ภรรยากับลูกสะใภ้ช่วยกันต้มน้ำและจัดหาเสื้อผ้าสะอาดกับยาพื้นฐานมาให้อีกด้วย
"เอาล่ะ คุณหนูสี่ เ้าล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนชุดก่อน ข้าจะรอด้านนอก" เมื่อทุกอย่างจัดเตรียมพร้อมสรรพ โอวหยางิหลิงก็ทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วออกไปจากห้อง ปล่อยให้ฉู่ซู่อิ๋งจัดการตัวเองตามสบาย
หญิงสาวกำลังหนาวจนตัวสั่นจึงไม่คิดจะโต้แย้งอะไรอีก นางค่อยๆ ถอดชุดของตนเองออกด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมือทั้งสองข้างเย็นจนแข็ง าแบนร่างกายก็ได้รับการกระทบกระเทือนจากการตกม้าอีก กว่าจะถอดออกจนหมดก็ใช้เวลาร่วมหนึ่งเค่อ เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวให้สะอาด ปิดท้ายด้วยการหยิบเสื้อผ้าเนื้อหยาบประสาชุดชาวบ้านที่ทางเ้าบ้านจัดเตรียมมาให้อย่างไม่รังเกียจ นางพยายามทำให้ตัวเองอบอุ่นโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นคืนนี้คงจับไข้กันทั้งคืนเป็แน่ เมื่อสวมชุดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หันหน้าะโไปทางประตูว่า
"เสร็จแล้ว"
ตอนที่โอวหยางิหลิงเปิดประตูเข้ามานั้น เขาเห็นร่างบางนั่งห่อตัวหันหลังให้อยู่ตรงเตาไฟที่มุมห้อง ไหล่ของนางสั่นเทาน้อยๆ ไม่รู้เป็เพราะความหนาวเย็นหรือเหตุผลอื่น ทว่าชายหนุ่มเลือกที่จะมองข้ามนางไปชั่วคราวและหันมาจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองก่อน หลังจากนั้นราวหนึ่งเค่อ บุรุษในชุดสีตุ่นเนื้อหยาบเหมือนหญิงสาวก็หยิบอุปกรณ์ทำแผลเดินไปยังเตียงที่มีเพียงหลังเดียวในห้องนี้
"คุณหนูสี่มาทางนี้"
ฉู่ซู่อิ๋งสะดุ้งโหยงในทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียก เรือนร่างแบบบางค่อยๆ เอี้ยวกลับไปหาเขา สีหน้าท่าทางระมัดระวังมิต่างจากแมวระวังภัยเลยสักนิด "ท่านนอนตามสบายเถิด ข้า..."
"คิดอะไรของเ้า ข้าจะทำแผลให้เ้าใหม่ต่างหาก!" โอวหยางิหลิงขอยอมรับจากใจจริงเลยว่า สตรีนางนี้บั่นทอนความอดทนของเขาได้ดีจริงๆ เขาชักเริ่มคันไม้คันมืออยากฟาดก้นนางมากขึ้นทุกที "ข้าอยากรู้นักว่าในท้องเ้าบรรจุสิ่งใดไว้กันแน่"
"ผู้ใดใช้ให้ท่านแต่งเื่ว่า พวกเราสองคนเป็สามีภรรยาทำให้ต้องมาพักห้องเดียวกันเล่า ข้าเป็สตรีย่อมต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน!" ฉู่ซู่อิ๋งนึกถึงตอนที่เขาอ้างกับเ้าของบ้านอย่างหน้าด้านๆ ว่า ตัวเองเป็สามีกำลังจะพาภรรยาซึ่งถูกคนรู้จักทำร้ายกลับบ้าน แต่บังเอิญทะเลาะกันกลางทางและเจอฝนตกเป็เหตุให้ต้องมาขอความช่วยเหลือ นางก็เหลืออดจนตวาดออกไปด้วยความเดือดดาล
"มันเพราะเ้าข่วนหน้าข้าเสียลายเป็แมวต่างหาก หากข้าอ้างว่าเป็ญาติกันเฉยๆ ใครเขาจะเชื่อ มิแคล้วจะเข้าใจผิดว่าข้าเป็โจรฉุดคร่าสตรีน่ะสิ หากเป็เื่นี้ ถึงฝ่ายนั้นจะเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่งก็คงไม่รีบร้อนมาหาเื่ใส่ตัวแน่" เขาสวนกลับเผ็ดร้อนพลางย่างสามขุมไปหาหญิงสาว อาศัยรูปร่างสูงใหญ่ข่มขวัญนางที่เพิ่งตั้งหลักได้ให้สั่นคลอนอีกหน "ยังอยากไปเสียนเป่ยหรือไม่ ใครบางคนพูดไว้ว่าถ้าได้ไปจะเป็เด็กดี คิดจะผิดคำพูดหรือ"
คนโดนข่มก้มหน้าลงแยกเขี้ยวกับตัวเองอย่างมีน้ำโห นึกเกลียดตัวเองเหลือเกินที่ปล่อยให้อีกฝ่ายกุมจุดอ่อนเอาไว้ได้ สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยให้เขาฉุดให้ยืนขึ้นและพาไปนั่งบนเตียง
"ถอดเสื้อออก" โองหยางิหลิงสั่ง เพราะชุดของคนในพื้นที่มีแขนเป็ทรงกระบอกทำให้เปิดดูแผลได้ไม่สะดวกนัก ระหว่างรอเขาก็ตระเตรียมยาและอุปกรณ์ให้พร้อมไปพลาง มิได้คิดอะไรมากแม้แต่น้อย ทว่าพอเห็นอีกฝ่ายนั่งนิ่งไม่ทำสิ่งใด เขาค่อยนึกได้ว่าที่สั่งไปไม่ค่อยเหมาะสมนัก "เอ่อ...เอาแค่แขนซ้ายออกมาก็พอ ไม่ต้องถอดทั้งหมด"
"หึ!" ฉู่ซู่อิ๋งแค่นหนึ่งคำ ยื่นมือไปจับหน้าคมที่มีรอยข่วนฝีมือนางสองสามแห่งให้หันไปทางอื่น อีกฝ่ายก็ช่างดีนัก ยอมหลับตาให้ด้วย นางแค่นเสียงขุ่นอีกคำก่อนค่อยๆ ปลดเสื้อเอาแขนข้างซ้ายออกมา ใช้ผ้าห่มพันร่างที่เหลือไว้อีกชั้น ป้องกันมิให้เขาเห็นอะไรๆ เข้า "เสร็จแล้ว"
บุรุษที่นั่งตรงข้ามกันลืมตาขึ้นแล้วหันมาหานางอีกครั้ง ครั้นเห็นอีกฝ่ายห่อตัวเหมือนบ๊ะจ่างเหลือแค่ส่วนหัวกับแขนซ้าย เขาอดยิ้มขำมิได้ แต่รอยยิ้มกลับจางหายไปในฉับพลันที่เห็นรอยปริตรงแผลบนไหล่กลมมน รวมถึงรอยช้ำจากการตกม้าซึ่งเพิ่มมาอีกหลายรอยบนลำแขนขาวของนาง
"ดูเ้าสิ อยู่ดีไม่ว่าดี หนีออกมากลางดึก แผลเก่าไม่ทันหายดี ยังตกม้าจนช้ำเพิ่มอีก เ้าชอบเจ็บตัวหรืออย่างไร!" โอวหยางิหลิงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน อดีตชาตินางออกจะสงบเพียงนั้น ไฉนชาตินี้จึงกระโดกกระเดกนักหนอ คิดไปก็ใส่ยาทำแผลให้นางใหม่ไปด้วย ความจริงััจากผิวนางนั้นว่าดีมาก แต่ความหงุดหงิดทำให้เขามิได้สังเกตเลย
"ข้ามิได้ชอบเจ็บตัวสักหน่อย แต่เป็เพราะท่านไม่ยอมฟังที่ข้าพูดเลยต่างหาก" ฉู่ซู่อิ๋งเบ้ปากทั้งด้วยความไม่ชอบใจและเจ็บแผล "หากท่านฟังข้าบ้าง ยอมให้เข้าไปเสียนเป่ยแต่แรก ข้าจะทำเช่นนี้หรือ"
เมื่อการสนทนาย้อนกลับมาที่เื่นี้ ชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนใจ บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยนเป็ความเยือกเย็น "ข้าไม่ได้จะไม่ฟังเ้า ทว่าไม่ชอบที่เ้าโกหกต่างหาก"
หญิงสาวหัวใจกระตุกทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น "ท่าน..." เสียงใสขาดห้วง นึกไม่ออกชั่วขณะว่าควรจะแก้ตัวอย่างไร ดวงตากลมโตจ้องเขาอย่างใระคนสงสัย
"ข้ารู้ว่าตัวเองปกปิดตัวตนกับเ้า แต่ข้าก็ตั้งใจจะทำแค่ชั่วคราวเท่านั้น รอจนกว่าจะถึงเวลาเหมาะสมค่อยเปิดเผย" ชายหนุ่มเริ่มพันผ้าปิดแผลบนไหล่อย่างเบามือให้เรียบร้อยแล้วย้ายไปทำแผลที่ต้นแขนต่อ "ที่ผ่านมาข้าไม่เคยโกหกเ้าเลยสักครั้ง แต่เ้ากลับโกหกเหตุผลที่จะเมืองเสียนเป่ยเต็มปากเต็มคำ ทั้งที่เลือกจะไม่พูดตรงๆ ก็ได้ ข้าถึงต้องโกหกกลับบ้างเพื่อบีบให้เ้าแสดงความจริงใจออกมา แต่กลับกลายเป็ว่าเกือบจะผลักเ้าไปเจออันตรายเสียได้"
ฉู่ซู่อิ๋งกะพริบตาปริบๆ ทำความเข้าใจคำพูดของเขาโดยละเอียดและต้องใอ้าปากค้าง "นี่ท่านวางแผนให้ข้าหนีออกมาหรือ!"
"มิใช่! ข้าวางแผนให้เ้ามาขอร้องข้าอีกครั้งต่างหาก!" คนเ้าเล่ห์ปฏิเสธเสียงเข้มก่อนไหวไหล่เบาๆ "แต่ข้ายอมรับว่าพอเห็นเ้าหนีออกไป ข้าก็ผลักเรือตามน้ำ[1] เพื่อดูว่าเ้าจะทำอย่างไร เ้าก็ร้ายกาจนัก เรี่ยวแรงน้อยนิด ขว้างของก็ไม่แม่น มีดีแค่ขี่ม้าเก่ง กลับบ้าบิ่นหนีมาได้ เ้ารู้หรือไม่ว่าทำข้าใจหายใจคว่ำ"
"นี่ท่าน...ท่านรู้...รู้ตัวั้แ่ตอนไหน!" ฉู่ซู่อิ๋งถูกทำให้ใจนตาแทบถล่นแล้ว
"ั้แ่เ้าก้าวเท้าออกจากห้อง องครักษ์ลับที่อยู่รอบเรือนก็เตือนข้าแล้ว" โอวหยางิหลิงถอนใจเบาๆ อีกที ตอนนี้เขาทำแผลตรงแขนของนางเสร็จแล้ว มือใหญ่ขยับผ้ามาคลุมให้พร้อมย้ายไปใส่ยาตรงแผลที่ลำคอขาวต่อ "จากนั้นข้าก็คอยติดตามเ้าอยู่ไม่ไกล เ้าทำข้าใตอนปีนต้นไม้ไม่พอ ยังโดนเ้าปาหินใส่อีกต่างหาก ม้าตัวที่เ้าขี่มา เป็ข้าให้คนเตรียมเผื่อไว้ล่วงหน้าก็จริง แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นกุลสตรีนางหนึ่งขโมยม้าของผู้อื่นหลบหนี ฉู่ซู่อิ๋งเอ๋ยฉู่ซู่อิ๋ง เ้าลองบอกข้ามาซิว่าไปเอาความกล้าจากที่ใดถึงทำขนาดนี้ ไม่ห่วงร่างกายเลยหรือ"
ดวงตากลมโตของฉู่ซู่อิ๋งกลิ้งกลอกไปมารวดเร็ว ครั้นคิดตามคำพูดของเขาจนเข้าใจกระจ่างแล้วว่า การหลบหนีอันราบรื่นก่อนหน้านี้...และการที่นางมาได้ไกลถึงที่นี่ล้วนเป็เพราะมีชายสารเลวคนนี้อยู่เื้ั เขาวางแผนการเตรียมไว้ก่อนมากมาย รอแค่รวบปากแหจับปลาที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างนางให้อยู่หมัดเท่านั้น แล้วเขายังมีหน้ามาบ่นว่านางสารพัดอีกด้วย! พอเริ่มคิดได้ดังนั้น ความใแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธ 'กรงเล็บแมวเหมียว' พลันพุ่งไปที่หาเขาทันใด
"โอ๊ะ! อย่าขยับส่งเดชสิ!" โอวหยางิหลิงใช้มือข้างเดียวก็ปกป้องใบหน้าของตนได้แล้ว ทั้งยังจงใจหลุบสายตาลงต่ำไปเพื่อบีบให้สาวเ้าต้องหดมือกลับไปจับผ้าห่มตามเดิม
"สารเลว!" นางบริภาษเสียงเขียว ทั้งยังเพิ่มให้อีกคำโดยไม่เหนียมอาย "ชั่วช้า!"
ทว่าคนโดนด่ากลับหัวเราะชอบใจเสียอย่างนั้น ฉู่ซู่อิ๋งที่กล้าหาญเช่นนี้น่าสนใจกว่ารูปสลักเมื่ออดีตชาติมากจริงๆ
"เดิมทีข้าตั้งใจจะสะกดรอยตามเ้าไปจนถึงเมืองเสียนเป่ย เผื่อจะได้รู้เหตุผลที่ทำให้เ้าอยากไปที่นั่น หรือไม่ก็จะได้เก็บเ้าที่เหนื่อยจนหมดแรงกลางทางกลับมา แต่เ้าได้พิสูจน์ให้ข้าได้เห็นถึงความพยายามแล้ว กลับเป็ข้าเสียอีกที่พอเห็นเ้าทั้งตากฝนทั้งตกม้าก็หักใจปล่อยไปต่อเองไม่ไหว" ปลายเสียงของชายหนุ่มเจือความอาทรไม่น้อย ั์ตาคมแฝงแววห่วงใยระคนอ่อนใจเช่นกัน เขาชันเข่าขึ้นข้างหนึ่งแล้วเท้าคางมองนางอย่างใคร่รู้
"ในเมื่อเ้าทำให้ข้าเผยตัวตนได้ และข้าเองก็จับได้ว่าเ้าโกหก ไม่สู้เรามาเริ่มต้นกันใหม่อย่างจริงใจดีหรือไม่"
"อย่างไร" ฉู่ซู่อิ๋งถามกลับเสียงขุ่น
บุรุษตัวสูงใหญ่พลันยืดร่างของตนขึ้นอย่างองอาจ เสื้อผ้าสีตุ่นบนตัวเขามิอาจบดบังรัศมีอำนาจของผู้สูงศักดิ์ได้อีกต่อไป รอยยิ้มผุดขึ้นตรงมุมปากเปี่ยมด้วยความมาดมั่นในแบบที่จะพบได้เฉพาะในหมู่แม่ทัพผู้กล้าเท่านั้น เขาใช้ปลายนิ้วยาวเกี่ยวสร้อยเชือกถักที่แขวนคออยู่ออกมา เผยให้เห็นหยกสีม่วงทรงกลมสลักเป็รูปหัวหมาป่ากับอักษรคำว่า 'เฉิง' ให้เห็นชัดๆ
"ข้าคือ เฉิงกั๋วกงโอวหยางิหลิงแห่งเสิ่นิ เป็รองแม่ทัพแห่งกองทัพหลิงอวิ๋น ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับคุณหนูสี่อย่างเป็ทางการ" เขาก้มศีรษะให้นางอย่างเป็สุภาพบุรุษ แล้วทำท่านึกขึ้นได้จึงเสริมขึ้นว่า "...และข้าตามหาเ้ามาสองปีแล้ว"
ถ้าหากคำแนะนำตัวของชายหนุ่มสร้างความตกตะลึงให้แก่ฉู่ซู่อิ๋งได้แล้วล่ะก็...วาจาประโยคสุดท้ายของเขาทำให้นางอึ้งงันได้ยิ่งกว่า
สมควรจะรู้ว่า 'เฉิงกั๋วกงโอวหยางิหลิงแห่งเสิ่นิ' เป็บุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดผู้หนึ่งของแผ่นดินนี้ ในฐานะอดีตจอมเสเพลที่กลับตัวกลับใจจนกลายเป็ยอดคน โด่งดังถึงขีดสุดเมื่อสามารถปราบฏหนานผิงได้ในเวลาอันสั้น เขาออกศึกแต่ละครั้งล้วนตีจุดตายฝ่ายตรงข้ามได้ตรงจุดเสมอ ขุนพลข้าศึกตลอดจนผู้นำฝ่ายศัตรูล้วนตายใต้คมง้าวของเขาทั้งสิ้น ชื่อเสียงขจรขจายมาถึงประตูเป่ยหยาง ไม่ว่าใครล้วนรู้จักและชื่นชมความสามารถของเขาอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าวีรบุรุษผู้ปราบฏคนนี้จะตามหานางกับเขาด้วย!
"เป็...เป็ไปไม่ได้..." หญิงสาวส่ายหน้าเชื่องช้า
"ไฉนจึงเป็ไปไม่ได้ ข้ามิใช่นั่งตัวเป็ๆ ต่อหน้าเ้าหรือ หยกม่วงชิ้นนี้มีเพียงหัวหน้าตระกูลโอวหยางแห่งเสิ่นิเท่านั้นที่ได้นะ" โอวหยางิหลิงมองปฏิกิริยาของนางด้วยความเพลิดเพลิน
"ท่านบอกให้ข้าเรียกท่านว่าหลางจวินนี่" ฉู่ซู่อิ๋งทำหน้าฉงน
"นั่นเป็ชื่อเรียกที่ท่านปู่ตั้งให้ข้า" อีกฝ่ายตอบสบายๆ ขณะเอื้อมหยิบยาลูกกลอนเล็กๆ จากห่อบนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมาเตรียมไว้ในมือ
"แล้วเหตุใดจึงตามหาข้า...เพราะจักรพรรดิหรือ" คนถามคิดแล้วคิดก็มีแต่เหตุผลนี้เท่านั้นเข้าท่าที่สุด จักรพรรดิซิ่งเหวินทรงโปรดปรานพี่ชายของนางมาก มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะสั่งให้ยอดคนผู้นี้มาตามหาพวกนางได้
ทว่าเฉิงกั๋วกงกลับส่ายหน้า "คนอย่างเขาน่ะรึ จะไว้ใจให้ข้ามาตามหาเ้า ข้าแอบตามหาเ้าด้วยตัวเองต่างหาก"
"ข้ายังไม่เข้าใจอยู่ดี..." ดวงตาสีอ่อนของหญิงสาวจ้องเขาเหมือนกำลังถามย้ำว่าทำไม แต่เมื่อนางอ้าปากเตรียมจะพูด บุรุษตรงหน้ากลับยัดยาลูกกลอนเข้ามาแทน ครู่เดียวรสขมปร่าของมันแผ่ซ่านไปทั่วลิ้น "แหวะ..."
"อย่าคายเชียวนะ" โอวหยางิหลิงปิดปากนางไว้ก่อนจะได้คายยาออกมา "ตอนออกมาข้ารีบร้อนไปหน่อย หยิบได้แค่ยาลูกกลอนครอบจักรวาลเม็ดนี้ อดทนกินไปเถอะนะ"
ฉู่ซู่อิ๋งพยายามดิ้นให้หลุดจากมือใหญ่ ทว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีพ้น ได้แต่จำใจกลืนยาเม็ดนั้นลงคอไปทั้งน้ำตา โดยมีเ้าคนสารเลวคอยจับตาอยู่ตลอด ความรู้สึกดีๆ ที่กำลังก่อตัวพลันหายไปวับพร้อมกับรสชาติอันเลวร้ายนั้น นี่มันการกระทำของวีรบุรุษที่ไหนกัน คนไม่รักหยกถนอมบุปผาเยี่ยงนี้ เขาเรียกว่า 'อันธพาล' ต่างหาก!
"ท่าน...เลว!"
ฉู่ซู่อิ๋งสรุปนิสัยของเขาออกมาในคำเดียว ซึ่งโองหยางิหลิงยิ้มรับมันอย่างหน้าระรื่น
"ขอบใจที่ชม แต่ยาเม็ดนี้จะช่วยให้เ้าหลับสบายขึ้นและไม่ปวดแผลมากนัก" คนตัวโตพูดพลางขยับลุกขึ้นยืน "ตอนนี้ดึกมากแล้ว เ้านอนพักผ่อนให้สบายเถอะ"
พูดจบเขาก็ไปหยิบเสื่อกกผืนหนึ่งมาจากข้างตู้เก็บของใกล้ๆ มาปูบนพื้นข้างเตียงแล้วนั่งลงตรงนั้น โดยหันหลังอิงกับเตียงอีกทีหนึ่ง
"ท่านกั๋วกงให้ข้า..."
"ไม่!" โอวหยางิหลิงปฏิเสธโดยไม่แม้แต่จะฟังคำของนางจบ น้ำเสียงอันทรงพลังและเคร่งขรึมของเขาบอกชัดเจนว่า ไม่้าฟังคำต่อรองใดๆ "เ้าได้รับาเ็มานะ หัดทำตัวอ่อนแอให้สมกับที่มีาแบนตัวบ้างเถอะ คืนนี้เ้าฝืนร่างกายของตัวเองมาหลายชั่วยามแล้วด้วย รู้จักเตรียมตัวรับผลกรรมเสียบ้าง"
"แต่..."
"ไม่มีแต่ใดๆ ทั้งสิ้น เ้าต้องนอนพัก ส่วนข้าจะเฝ้ายามให้ อย่าลืมคิดด้วยล่ะ ว่าพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่กับข้าแล้วหรือยัง"
คำพูดสุดท้ายของชายหนุ่มสามารถอุดปากของหญิงสาวได้อย่างชะงัด นาง้าเวลาทบทวนข้อเสนอของเขาจริงๆ ดังนั้นนางจึงไม่คิดจะวุ่นวายอันใดกับเขาอีก เพียงสวมใส่เสื้อให้เรียบร้อยแล้วเอนกายกับเตียงเงียบๆ
แม้จะนั่งหันหลังให้อยู่ตลอด แต่โอวหยางิหลิงรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของฉู่ซู่อิ๋งได้อย่างชัดเจน เมื่อรับรู้ว่านางนอนลงแล้ว เขาสะบัดมือไปยังเทียนไขบนโต๊ะซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ไฟที่กำลังลุกโชนดับวูบลงในทันที เหลือเพียงแสงจากธรรมชาติภายนอกเท่านั้น
ท่ามกลางเสียงพายุซัดกระหน่ำกับแสงฟ้าแล่บแปลบปลาบที่สาดส่องเข้ามาภายใน หญิงสาวผู้าเ็นอนมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของชายที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอย่างเงียบงัน หัวสมองขบคิดถึงคำพูดต่างๆ ของเขาไปด้วย ภายใต้สถานที่อันไม่คุ้นเคยและเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าไม่หยุดหย่อนนี้ หากเป็สมัยก่อน ฉู่ซู่อิ๋งคงรู้สึกกระสับกระส่ายจนนอนไม่หลับไปแล้ว
แต่วันนี้...เมื่อมีโอวหยางิหลิงคอยอยู่ข้างกายไม่ห่าง หัวใจของนางกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาก็ทำตัวร้ายกาจใส่นางอยู่หลายครั้ง อาจเป็เพราะรัศมีอบอุ่นอันเปี่ยมด้วยพลังซึ่งแผ่มาจากตัวเขากระมังที่ทำให้นางรู้สึกคล้ายอยู่ใต้ร่มเงาของภูผาอันแข็งแกร่ง ขอเพียงมีเขาอยู่ตรงนี้ แม้ฟ้าจะถล่มลงมาก็ไม่อาจทำอันตรายใดๆ แก่นางได้
หญิงสาวเฝ้ามองชายหนุ่มอยู่นานกว่าจะหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งในตอนที่มีบางอย่างกระแทกเตียงจนสั่นไหว นางปรือขึ้นมองไปหาคนข้างกายแล้วก็เห็นแผ่นหลังของเขากำลังสั่นเทาเหมือนคนนอนฝันร้าย สัญชาตญาณสั่งให้ฉู่ซู่อิ๋งที่กึ่งหลับกึ่งตื่นยื่นมือออกไปเพื่อลูบไหล่ปลอบโยนเขา เพียงแต่นางอ่อนเพลียมากเหลือเกิน สุดท้ายลูบได้เพียงสองทีก็หลับต่อไปทั้งอย่างนั้น
โอวหยางิหลิงเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ใบหน้าคมผินไปหามือบางที่ยังวางค้างอยู่บนไหล่ ความจริงเขาไม่ได้หลับสนิทแต่อย่างใด เพียงแค่อยากจะพักสายตาสักครู่หนึ่งเท่านั้น ใครจะรู้ว่าพอหลับตาลงได้ไม่นาน ความฝันอันเลวร้ายกลับปรากฏขึ้นหลอกหลอนบีบให้เขาต้องสะดุ้งและไปชนกับเตียงของนางอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทว่าฝันนั้นกลับหายวับไปราวกับฝุ่นต้องลมในทันทีที่ได้รับการััจากนาง มือหนาจึงยกขึ้นเกาะเกี่ยวมือของหญิงสาวไว้เสมือนดั่งคว้าเชือกช่วยเส้นสุดท้ายไว้ตลอดค่อนคืนที่เหลือนั้น...
---------------------------------
[1] ผลักเรือตามน้ำ หมายถึง การทำตามสถานการณ์
----------------------------------
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - ในที่สุดก็รู้จักตัวตนจริงกันเสียที