เฉินเซียวบีบรัดนิ้วมือที่ยกประสานค้างไว้แน่น เหงื่อกาฬผุดเป็นเม็ดๆ
พระนางกล่าวต่อ
“อ้อ ฝ่าบาททราบเรื่องแล้ว แต่ยกให้ข้าจัดการ ท่านคิดว่าข้าควรทำยังไง?”
“!!??”
“ทำไมท่านเงียบไปล่ะ?...ไต้เท้าเฉิน...”
“แต่ฮองเฮาก็ไม่ได้ทรงจัดการลี่มี่ของกระหม่อม”
“กำจัดนาง? ไม่มีท่าน นางก็แค่สตรีตัวคนเดียวในคมเขี้ยวของข้า ท่านก็ทราบ”
ไม่มีความซ่อนเร้นเกรงใจอ้อมค้อม มาถึงจุดนี้ขอเพียงพระนางออกคำสั่ง เฉินเซียวก็ถึงฆาต บัดนี้หน้าซีดเผือด
พระนางกล่าวต่อ
“แต่ก็ถูกของท่าน ถึงตอนนี้ข้ายังไม่คิดเอาความ ท่านพอจะทราบมั้ยว่าเพราะเหตุใด?”
“พระนางทรงต้องการต่อรอง?”
“อื้ม~~...สมเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก ... ขอถามท่านในฐานะข้าเก่าราชวงศ์ก่อน ราชวงศ์เก่าของพวกท่านสิ้นสุดแล้ว ประชาชนมิสนว่าใครจะตั้งราชวงศ์ใด ขอแค่ไม่มีสงคราม ขอแค่อยู่ดีมีกิน... ...เหตุใดยังคิดโค่นล้มราชวงศ์ใหม่ฟื้นฟูราชวงศ์เก่า?”
“ฮองเฮาทรงล้อกระหม่อมเล่นแล้ว โทษประหาร 7 ชั่วโคตรไหนเลยกระหม่อมจะคิดการณ์นั้นทั้งที่ตอนนี้ฝ่าบาทก็ทรงมีพระกรุณามากมายให้กระหม่อมดำรงค์เป็นถึงอำมาตย์”
“แล้วเหตุใดเลือกสนับสนุนผู้เบาปัญญาเล่า? หากไม่คิดรอดูความวิบัติของราชสำนักในยามหน้า”
“ฝ่าบาททรงแต่งตั้งองค์ชายจ้าวฮุ่ยเจินเป็นรัชทายาทก็ด้วยเป็นบุตรคนโต ที่ต้องไปรอนแรมลำบากร่วมกับพระมารดาฮองเฮาองค์ก่อน กระหม่อมเป็นข้าของราชวงศ์เก่า หากไม่เกาะไม้ซุง วันหน้าอาจโดนคลื่นซัดพังพินาศ”
“พังพินาศ? ..กล่าวได้ดี มีเหตุผล......แล้วถ้าวันหน้าไม้ซุงเป็นองค์ชายห้าล่ะ ท่านก็ทราบว่าเขาซ่อนความสามารถ หากเผยตัวตนแสดงการบริหาร วันหน้าตำแหน่งรัชทายาทก็ไม่พ้นเขา”
“แล้วเขาจะคุมทหารอย่างไร?”
“คิดว่าเขาคลุกคลีกับน้องเขยข้าแค่เพราะคุยกันถูกคอรึไง ช่วงที่อยู่ชีจิ๋ว ฟังว่าเขาเข้าออกป้อมค่ายเป็นว่าเล่น เผินๆ เหมือนเข้าไปชวนเพื่อนออกมาสังสรรค์ แต่ถ้าเขาศึกษาการฝึกทหาร คุมเสบียง การจัดการในค่ายทหารกรมกอง การออกคำสั่งที่สมเหตุสมผลก็จะครองใจทหารได้”
“พระนางต้องการให้กระหม่อมย้ายฝั่งไปสนับสนุนเขา?”
“และต้องสมัครใจด้วย ...เดิมทีข้าคิดจะให้ท่านกลืนยาของข้า และมารับยาแก้ทุกๆเดือน ทว่า...อายุท่านก็มาก แม้วัย 64 สำหรับผู้ฝึกฝนร่างกายยังไม่ถือว่าชรานัก แต่ขุนนางบุ๋นที่เก็บความเครียดในแวดวงงานราชการนั้นก็นับว่าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง หากท่านมิสนชีวิตตนแล้วเกิดหักหลังข้า ตอนนั้นจะลำบาก”
เฉินเซียวฟังความคิดอ่านของหนิงเซียนแล้วอดขนลุกไม่ได้ นางผู้นี้มีความคิดอ่านลึกซึ้ง ไม่เพียงอำมหิต ทั้งยังเชี่ยวชาญการปรุงยาพิษ
“หากกระหม่อมสนับสนุนองค์ชายจ้าวฮุ่ยซิ่วล่ะพระเจ้าข้า?”
“ข้าก็จะไม่เอาเรื่องบุตรีท่านและท่านที่ลอบปลงพระชนม์ข้าที่เป็นฮองเฮา.. รึยังไม่พอ?”
“กระหม่อมมิบังอาจ”
“ท่านอย่าลืม บุตรีท่านอายุยังน้อย น้อยกว่าองค์ชายห้า วันเวลาผ่านไปเมื่อเขาขึ้นครองราชย์ หากถวายตัวต่อฮ่องเต่องค์ใหม่ ใยมิใช่ตออายุความมั่นคงให้พวกท่านพ่อลูก”
“แล้วพระนางล่ะพราะเจ้าข้า?”
“หึ...ท่านอยากถามว่า ข้าจะถวายตัวด้วยมั้ยงั้นสิ? ... ข้าอาจจะเกษียณอายุตนเองออกไปอยู่พึ่งใบบุญน้องสาวกับน้องเขย ถึงตอนนั้นก็สบายแล้ว”
“ทรงพระปรีชา”
“ข้า... แค่อยากปกป้องหนิงเอ๋อ นางเมื่อทุ่มกำลังช่วยสามีหนุนองค์ชายห้า ข้าก็จะช่วยนาง หาได้อยากสร้างศัตรูไม่ .....”
“แต่กระหม่อมออกปากสนับสนุนองค์ชายใหญ่ไปแล้ว จะกลับคำนั้นออกจะ.....”
“อืม จริง การเสียสัจจะเป็นการแสดงถึงความทุเรศอย่างหาที่เปรียบมิได้ในบุรุษยิ่งมีตำแหน่งสูงยิ่งไม่ควรกลับคำ งั้นท่านก็สนับสนุนเขาต่อไป แต่ไม่คิดอ่านแผนการจริงจังให้ เมื่อเขาโดนถอดถอนข้ารับรอง ว่าจะคุ้มหัวพวกท่านพ่อลูกไม่ให้องค์ชายอื่นรุมทึ้ง ถึงตอนนั้นท่านก็สามารถหนุนองค์ชายห้าได้เต็มกำลัง แต่เมื่อถึงตอนนั้น ท่านหักหลังไม่ร่วมด้วยไม่ว่า แต่กลับไปหนุนองค์ชายอื่น ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
เฉินเซียวก้มหน้ายิ่งกว่าเดิม พระนางกระซิบข้างหู
“ไม่ได้มีแค่พวกท่านนะ ที่ลอบฆ่าเป็น ข้ารับรองเลยว่าจะไม่มีวันไหนที่คนในบ้านท่านรวมทั้งฌฉินลี่มี่จะกล้าหลับสนิท”
กล่าวจบ เฉินเซียวสะดุ้ง ตาเบิกโพรง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วตัว
“เซี่ยวเซียน ข้ามาแล้ว”
ฮ่องเต้เสร็จราชกิจก็รีบมาหาฮองเฮาสุดรักจากนั้นกล่าว
“เจ้าไหว้วานไต้เท้าเฉินมาปรึกษาเรื่องภาพอักษร แล้วทำไมเขาเหงื่อแตกขนาดนี้ล่ะ นี่เจ้ารัลแกขุนนางของข้าแน่ๆ เลย ฮ่าๆ”
“แหม ฝ่าบาทล่ะก็... คนระดับไต้เท้าเฉิน ทอดตาทั่วแผ่นดิน... ใครจะรังแกก็มีแต่ฝ่าบาทเท่านั้นแหล่ะเพคะที่สามารถทำได้เพคะ”
กล่าวจบก็รีบไปกอดแขนฮ่องเต้ เดินเข้ามาจากนั้นกล่าวต่อ
“ข้าขอคำปรึกษา แต่ไต้เท้าจริงจังมากไปจนเหงื่อท่วมแถมสุขภาพไม่ดี หม่อมฉันกำลังจะให้เขากลับไปพักผ่อนพอดีเลยเพคะ ข้อขอโทษใต้เท้าเฉินจริงๆ”
“อ่าห์...เช่นนั้นให้หมอหลวงมาดูอาการมั้ย?”
เมื่อฟังฮ่องเต้กล่าวเช่นนั้น เฉินเซียวรีบบ่ายเบี่ยง
“เอ่อกระหม่อมไม่เป็นอะไรมากพระเจ้าข้า คิดว่ากลับไปพักผ่อนเดี๋ยวก็หาย โรคคนสูงอายุน่ะพระเจ้าข้า ไม่ได้เป็นอะไรพิเศษ”
ฮ่องเต้ทำหน้าเบาใจ
“เช่นนั้นท่านก็รีบกลับไปพักเถอะ”
“ขอบพระทัยพระเจ้าข้า กระหม่อมจะขอแวะไปเยี่ยมพระสนมเฉินลี่มี่บุตรีเสียหน่อย กระหม่อมทูลลา ...ฝ่าบาท ฮองเฮา”
“เชิญท่านอำมาตย์”
เฉินเซียวทั้งคับแค้น ทั้งอึดอัด ทั้งหวาดกลัว ไม่ทราบจะนำอารมณ์ความรู้สึกใดขึ้นมานำก่อนดี
เมื่อถึงตำหนักของบุตรี ก็รีบบอกเล่าความคับข้องใจนี้ด้วยอาการมิสู้ดีนัก
“ท่านพ่อ นางร้ายการเกินไป เราไม่มีวิธีรับมือเลยเหรอ?”
“ตอนนี้ไม่เพียงนางกุมจุดอ่อนเรา ขุนนางราชสำนักหลายคนเริ่มเอนเอียงไปทางนางและพวกองค์ชายห้าที่มีทีท่าว่าจะโดดเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ การที่นางวางตัวน้องสาวตนไปสอนนั้น ประสงค์จริงๆหาใช่การทำให้เข้าออกวังไปมาหาสู่กันง่าย แต่ก็เพื่อให้หนิงเอ๋อน้องสาวนั้นสอนครองใจบรรดาบุตรหลานอ๋อง พระญาติและบุตรหลานขุนนางชั้นสูงมากมายเป็นผลพลอยได้”
“งั้น ทำไมเราไม่อยู่ข้างนางไปเลยล่ะคะ นางรับปากจะละเว้นพวกเราด้วยนี่”
“เจ้าคิดว่ากลับลำทรยศองค์ชายใหญ่มันง่ายนักหรือไง ต่อให้ข้ายอมทำ ใครเล่าจะเชื่อถือน้ำหน้าข้าอีก ใครเล่าจะอยากทำข้อตกลงผลประโยชน์น้อยใหญ่กับข้า หนิงเซียนผู้นี้ นางเดินหมากล้อมข้าไว้หมดแล้ว”
“งั้นเรา....”
“มีแต่ตามน้ำ ค่อยๆ ลดคำปรึกษาให้องค์ชายใหญ่ แล้วรอเข้ากับพวกนาง”
“นางรับปากจะปกป้องเราด้วยนี่ท่านพ่อ”
“ณ ตอนนี้น่ะนะ ... เมื่อนางเป็นฮองเฮา นางต้องรักษาสัจจะ แต่เมื่อนางเกษียณตนเองจริงๆ ตอนนั้นนางจะเป็นแค่สามัญชนที่มีคนใหญ่คนโตหนุนหลัง เมื่อไม่มีบทบาทใด ใครเล่าจะถือสัญญาที่ว่าปกป้องเราไว้...นั้นไม่มีแล้ว... องค์ชายห้าที่มองว่าเราเป็นหอกข้างแคร่ ที่ทรยศองค์ชายใหญ่เพราะคดีติดตัว ย่อมไม่ไว้ใจเราให้เติบใหญ่ในรัชสมัยของเขาแน่นอน”
“ร..หรือข้าควร.. ..ถึงตอนนั้นหรือข้าควรถวายตัวให้เขา?”
“นั่นคือทางรอดเดียว แต่ถ้าองค์ชายหน้าไม่รับเจ้าไว้ พวกเราก็รอพินาศ เว้นแต่ว่าข้าจะรีบลาออกขอกลับไปอยู่บ้านนอกด้วยเงินบำนาญ และเงินสะสมจากผลประโยชน์มากมายที่เรามี เจ้าเองก็ควรมากับพ่อ”
“ค่ะ ท่านพ่อ...ข่ขอโทษ ทั้งหมดพินาศเพราะเพลิงริษยาของข้าแท้ๆ”
“เฮ้อ..ช่างเถอะ ช้าเร็วนางก็ต้องเล่นงานเราสองพ่อลูกตราบที่เราหนุนองค์ชายใหญ่เป็นรัชทายาท.....เฮ้อ....หนิงเซียน หนิงเซียน... เป็นหงสาที่ไม่เพียงมีกงเล็บและจะงอยกปากที่แหมคม ยังมีพิษอาบเคลือบจะงอยปากและกงเล็บด้วย”
แฮ่ก แฮ่ก ...
เสียงหอบหายใจโรบริน
หนิงเอ๋อที่คืนดีกับสามีก็ทำกิจกระชับความสัมพันธ์กันจนเหงื่อโทรมกาย ทุกสิ่งที่สามีภรรยาควรปฏิบัติต่อกันพวกเขาล้วนกระทำจนแน่ใจว่าไม่ลืมขึ้นตอนไหนไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากนั้นนั่งตักเปลือยกายด้วยเหงื่อ คีบจับอาหารป้อนแก่กันด้วยความหิวโหยเหน็ดเหนื่อย
“ท่านพี่นี่ ลามกมากมายนัก”
“เจ้าเองก็ใช่ย่อยเสียที่ไหนบั้นเอวเจ้า... บีบอัดบดขยับ จนข้าแทบจำเซี่ยวหนิงที่ใสซื่อของข้าไม่ได้เลยทีเดี่ยว”
“ฮึ พูดมาก”
หนิงเอ๋อแก้เขินด้วยการยัดซาลาเปาไส้หมูใส่ปากลู่เอินให้หยุดกล่าว