ข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ

    บทที่ 6 // ตอนที่ 4-2 เพลิงพิศวาส

            เฉินเซียวบีบรัดนิ้วมือที่ยกประสานค้างไว้แน่น  เหงื่อกาฬผุดเป็นเม็ดๆ

            พระนางกล่าวต่อ

            “อ้อ  ฝ่าบาททราบเรื่องแล้ว  แต่ยกให้ข้าจัดการ  ท่านคิดว่าข้าควรทำยังไง?”

            “!!??”

            “ทำไมท่านเงียบไปล่ะ?...ไต้เท้าเฉิน...”

            “แต่ฮองเฮาก็ไม่ได้ทรงจัดการลี่มี่ของกระหม่อม”

            “กำจัดนาง?  ไม่มีท่าน  นางก็แค่สตรีตัวคนเดียวในคมเขี้ยวของข้า  ท่านก็ทราบ”

            ไม่มีความซ่อนเร้นเกรงใจอ้อมค้อม  มาถึงจุดนี้ขอเพียงพระนางออกคำสั่ง  เฉินเซียวก็ถึงฆาต  บัดนี้หน้าซีดเผือด

            พระนางกล่าวต่อ

            “แต่ก็ถูกของท่าน  ถึงตอนนี้ข้ายังไม่คิดเอาความ  ท่านพอจะทราบมั้ยว่าเพราะเหตุใด?”

            “พระนางทรงต้องการต่อรอง?”

            “อื้ม~~...สมเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก  ... ขอถามท่านในฐานะข้าเก่าราชวงศ์ก่อน ราชวงศ์เก่าของพวกท่านสิ้นสุดแล้ว   ประชาชนมิสนว่าใครจะตั้งราชวงศ์ใด  ขอแค่ไม่มีสงคราม  ขอแค่อยู่ดีมีกิน... ...เหตุใดยังคิดโค่นล้มราชวงศ์ใหม่ฟื้นฟูราชวงศ์เก่า?”

            “ฮองเฮาทรงล้อกระหม่อมเล่นแล้ว  โทษประหาร 7 ชั่วโคตรไหนเลยกระหม่อมจะคิดการณ์นั้นทั้งที่ตอนนี้ฝ่าบาทก็ทรงมีพระกรุณามากมายให้กระหม่อมดำรงค์เป็นถึงอำมาตย์”

            “แล้วเหตุใดเลือกสนับสนุนผู้เบาปัญญาเล่า? หากไม่คิดรอดูความวิบัติของราชสำนักในยามหน้า”

            “ฝ่าบาททรงแต่งตั้งองค์ชายจ้าวฮุ่ยเจินเป็นรัชทายาทก็ด้วยเป็นบุตรคนโต ที่ต้องไปรอนแรมลำบากร่วมกับพระมารดาฮองเฮาองค์ก่อน  กระหม่อมเป็นข้าของราชวงศ์เก่า  หากไม่เกาะไม้ซุง  วันหน้าอาจโดนคลื่นซัดพังพินาศ”

            “พังพินาศ?  ..กล่าวได้ดี  มีเหตุผล......แล้วถ้าวันหน้าไม้ซุงเป็นองค์ชายห้าล่ะ ท่านก็ทราบว่าเขาซ่อนความสามารถ หากเผยตัวตนแสดงการบริหาร วันหน้าตำแหน่งรัชทายาทก็ไม่พ้นเขา”

            “แล้วเขาจะคุมทหารอย่างไร?”

            “คิดว่าเขาคลุกคลีกับน้องเขยข้าแค่เพราะคุยกันถูกคอรึไง  ช่วงที่อยู่ชีจิ๋ว ฟังว่าเขาเข้าออกป้อมค่ายเป็นว่าเล่น  เผินๆ เหมือนเข้าไปชวนเพื่อนออกมาสังสรรค์  แต่ถ้าเขาศึกษาการฝึกทหาร คุมเสบียง  การจัดการในค่ายทหารกรมกอง  การออกคำสั่งที่สมเหตุสมผลก็จะครองใจทหารได้”

            “พระนางต้องการให้กระหม่อมย้ายฝั่งไปสนับสนุนเขา?”

            “และต้องสมัครใจด้วย ...เดิมทีข้าคิดจะให้ท่านกลืนยาของข้า  และมารับยาแก้ทุกๆเดือน  ทว่า...อายุท่านก็มาก  แม้วัย 64 สำหรับผู้ฝึกฝนร่างกายยังไม่ถือว่าชรานัก  แต่ขุนนางบุ๋นที่เก็บความเครียดในแวดวงงานราชการนั้นก็นับว่าเป็นไม้ใกล้ฝั่ง  หากท่านมิสนชีวิตตนแล้วเกิดหักหลังข้า  ตอนนั้นจะลำบาก”

            เฉินเซียวฟังความคิดอ่านของหนิงเซียนแล้วอดขนลุกไม่ได้  นางผู้นี้มีความคิดอ่านลึกซึ้ง ไม่เพียงอำมหิต  ทั้งยังเชี่ยวชาญการปรุงยาพิษ

            “หากกระหม่อมสนับสนุนองค์ชายจ้าวฮุ่ยซิ่วล่ะพระเจ้าข้า?”

            “ข้าก็จะไม่เอาเรื่องบุตรีท่านและท่านที่ลอบปลงพระชนม์ข้าที่เป็นฮองเฮา.. รึยังไม่พอ?”

            “กระหม่อมมิบังอาจ”

            “ท่านอย่าลืม  บุตรีท่านอายุยังน้อย น้อยกว่าองค์ชายห้า  วันเวลาผ่านไปเมื่อเขาขึ้นครองราชย์ หากถวายตัวต่อฮ่องเต่องค์ใหม่  ใยมิใช่ตออายุความมั่นคงให้พวกท่านพ่อลูก”

            “แล้วพระนางล่ะพราะเจ้าข้า?”

            “หึ...ท่านอยากถามว่า ข้าจะถวายตัวด้วยมั้ยงั้นสิ? ... ข้าอาจจะเกษียณอายุตนเองออกไปอยู่พึ่งใบบุญน้องสาวกับน้องเขย  ถึงตอนนั้นก็สบายแล้ว”

            “ทรงพระปรีชา”

            “ข้า...  แค่อยากปกป้องหนิงเอ๋อ  นางเมื่อทุ่มกำลังช่วยสามีหนุนองค์ชายห้า  ข้าก็จะช่วยนาง  หาได้อยากสร้างศัตรูไม่ .....”

            “แต่กระหม่อมออกปากสนับสนุนองค์ชายใหญ่ไปแล้ว  จะกลับคำนั้นออกจะ.....”

            “อืม จริง การเสียสัจจะเป็นการแสดงถึงความทุเรศอย่างหาที่เปรียบมิได้ในบุรุษยิ่งมีตำแหน่งสูงยิ่งไม่ควรกลับคำ งั้นท่านก็สนับสนุนเขาต่อไป  แต่ไม่คิดอ่านแผนการจริงจังให้  เมื่อเขาโดนถอดถอนข้ารับรอง  ว่าจะคุ้มหัวพวกท่านพ่อลูกไม่ให้องค์ชายอื่นรุมทึ้ง ถึงตอนนั้นท่านก็สามารถหนุนองค์ชายห้าได้เต็มกำลัง  แต่เมื่อถึงตอนนั้น  ท่านหักหลังไม่ร่วมด้วยไม่ว่า  แต่กลับไปหนุนองค์ชายอื่น  ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”

            เฉินเซียวก้มหน้ายิ่งกว่าเดิม  พระนางกระซิบข้างหู

            “ไม่ได้มีแค่พวกท่านนะ  ที่ลอบฆ่าเป็น ข้ารับรองเลยว่าจะไม่มีวันไหนที่คนในบ้านท่านรวมทั้งฌฉินลี่มี่จะกล้าหลับสนิท”

            กล่าวจบ เฉินเซียวสะดุ้ง  ตาเบิกโพรง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วตัว

             

            “เซี่ยวเซียน ข้ามาแล้ว”

            ฮ่องเต้เสร็จราชกิจก็รีบมาหาฮองเฮาสุดรักจากนั้นกล่าว

            “เจ้าไหว้วานไต้เท้าเฉินมาปรึกษาเรื่องภาพอักษร  แล้วทำไมเขาเหงื่อแตกขนาดนี้ล่ะ  นี่เจ้ารัลแกขุนนางของข้าแน่ๆ เลย ฮ่าๆ”

            “แหม  ฝ่าบาทล่ะก็... คนระดับไต้เท้าเฉิน  ทอดตาทั่วแผ่นดิน... ใครจะรังแกก็มีแต่ฝ่าบาทเท่านั้นแหล่ะเพคะที่สามารถทำได้เพคะ”

            กล่าวจบก็รีบไปกอดแขนฮ่องเต้ เดินเข้ามาจากนั้นกล่าวต่อ

            “ข้าขอคำปรึกษา  แต่ไต้เท้าจริงจังมากไปจนเหงื่อท่วมแถมสุขภาพไม่ดี หม่อมฉันกำลังจะให้เขากลับไปพักผ่อนพอดีเลยเพคะ  ข้อขอโทษใต้เท้าเฉินจริงๆ”

            “อ่าห์...เช่นนั้นให้หมอหลวงมาดูอาการมั้ย?”

            เมื่อฟังฮ่องเต้กล่าวเช่นนั้น  เฉินเซียวรีบบ่ายเบี่ยง

            “เอ่อกระหม่อมไม่เป็นอะไรมากพระเจ้าข้า คิดว่ากลับไปพักผ่อนเดี๋ยวก็หาย โรคคนสูงอายุน่ะพระเจ้าข้า ไม่ได้เป็นอะไรพิเศษ”

            ฮ่องเต้ทำหน้าเบาใจ

            “เช่นนั้นท่านก็รีบกลับไปพักเถอะ”

            “ขอบพระทัยพระเจ้าข้า  กระหม่อมจะขอแวะไปเยี่ยมพระสนมเฉินลี่มี่บุตรีเสียหน่อย  กระหม่อมทูลลา ...ฝ่าบาท ฮองเฮา”

            “เชิญท่านอำมาตย์”

             

            เฉินเซียวทั้งคับแค้น  ทั้งอึดอัด ทั้งหวาดกลัว ไม่ทราบจะนำอารมณ์ความรู้สึกใดขึ้นมานำก่อนดี

            เมื่อถึงตำหนักของบุตรี  ก็รีบบอกเล่าความคับข้องใจนี้ด้วยอาการมิสู้ดีนัก

            “ท่านพ่อ  นางร้ายการเกินไป  เราไม่มีวิธีรับมือเลยเหรอ?”

            “ตอนนี้ไม่เพียงนางกุมจุดอ่อนเรา ขุนนางราชสำนักหลายคนเริ่มเอนเอียงไปทางนางและพวกองค์ชายห้าที่มีทีท่าว่าจะโดดเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ  การที่นางวางตัวน้องสาวตนไปสอนนั้น  ประสงค์จริงๆหาใช่การทำให้เข้าออกวังไปมาหาสู่กันง่าย แต่ก็เพื่อให้หนิงเอ๋อน้องสาวนั้นสอนครองใจบรรดาบุตรหลานอ๋อง พระญาติและบุตรหลานขุนนางชั้นสูงมากมายเป็นผลพลอยได้”

            “งั้น ทำไมเราไม่อยู่ข้างนางไปเลยล่ะคะ  นางรับปากจะละเว้นพวกเราด้วยนี่”

            “เจ้าคิดว่ากลับลำทรยศองค์ชายใหญ่มันง่ายนักหรือไง  ต่อให้ข้ายอมทำ  ใครเล่าจะเชื่อถือน้ำหน้าข้าอีก ใครเล่าจะอยากทำข้อตกลงผลประโยชน์น้อยใหญ่กับข้า  หนิงเซียนผู้นี้  นางเดินหมากล้อมข้าไว้หมดแล้ว”

            “งั้นเรา....”

            “มีแต่ตามน้ำ   ค่อยๆ ลดคำปรึกษาให้องค์ชายใหญ่   แล้วรอเข้ากับพวกนาง”

            “นางรับปากจะปกป้องเราด้วยนี่ท่านพ่อ”

            “ณ ตอนนี้น่ะนะ ... เมื่อนางเป็นฮองเฮา  นางต้องรักษาสัจจะ  แต่เมื่อนางเกษียณตนเองจริงๆ ตอนนั้นนางจะเป็นแค่สามัญชนที่มีคนใหญ่คนโตหนุนหลัง  เมื่อไม่มีบทบาทใด  ใครเล่าจะถือสัญญาที่ว่าปกป้องเราไว้...นั้นไม่มีแล้ว...  องค์ชายห้าที่มองว่าเราเป็นหอกข้างแคร่  ที่ทรยศองค์ชายใหญ่เพราะคดีติดตัว  ย่อมไม่ไว้ใจเราให้เติบใหญ่ในรัชสมัยของเขาแน่นอน”

            “ร..หรือข้าควร.. ..ถึงตอนนั้นหรือข้าควรถวายตัวให้เขา?”

            “นั่นคือทางรอดเดียว  แต่ถ้าองค์ชายหน้าไม่รับเจ้าไว้  พวกเราก็รอพินาศ  เว้นแต่ว่าข้าจะรีบลาออกขอกลับไปอยู่บ้านนอกด้วยเงินบำนาญ  และเงินสะสมจากผลประโยชน์มากมายที่เรามี  เจ้าเองก็ควรมากับพ่อ”

            “ค่ะ  ท่านพ่อ...ข่ขอโทษ  ทั้งหมดพินาศเพราะเพลิงริษยาของข้าแท้ๆ”

            “เฮ้อ..ช่างเถอะ  ช้าเร็วนางก็ต้องเล่นงานเราสองพ่อลูกตราบที่เราหนุนองค์ชายใหญ่เป็นรัชทายาท.....เฮ้อ....หนิงเซียน  หนิงเซียน...  เป็นหงสาที่ไม่เพียงมีกงเล็บและจะงอยกปากที่แหมคม  ยังมีพิษอาบเคลือบจะงอยปากและกงเล็บด้วย”

             

            แฮ่ก แฮ่ก ...

            เสียงหอบหายใจโรบริน

            หนิงเอ๋อที่คืนดีกับสามีก็ทำกิจกระชับความสัมพันธ์กันจนเหงื่อโทรมกาย  ทุกสิ่งที่สามีภรรยาควรปฏิบัติต่อกันพวกเขาล้วนกระทำจนแน่ใจว่าไม่ลืมขึ้นตอนไหนไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            จากนั้นนั่งตักเปลือยกายด้วยเหงื่อ คีบจับอาหารป้อนแก่กันด้วยความหิวโหยเหน็ดเหนื่อย

            “ท่านพี่นี่  ลามกมากมายนัก”

            “เจ้าเองก็ใช่ย่อยเสียที่ไหนบั้นเอวเจ้า...  บีบอัดบดขยับ  จนข้าแทบจำเซี่ยวหนิงที่ใสซื่อของข้าไม่ได้เลยทีเดี่ยว”

            “ฮึ พูดมาก”

            หนิงเอ๋อแก้เขินด้วยการยัดซาลาเปาไส้หมูใส่ปากลู่เอินให้หยุดกล่าว

    คล้ายกับเรื่องข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ ที่คุณอ่าน