ย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70

    บทที่ 50 [อ่านฟรี 30 พฤศจิกายน 66 เวลา 19.00 น.]

    คุยกันสักนิด


    ขออภัยที่ไรท์หายไปหลายวันนะคะหลังจากที่ไรท์ไปฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพวันอังคารไรท์ก็ไม่สบาย ทั้งหนาวสั่นและปวดหัวอีกด้วย(ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว เหลือแค่ปวดหัวเล็กน้อย)วันนี้เลยแวะมาอัปนิยายให้ทุกคนได้อ่านกันนะคะ ฝากติดตามต่อไปด้วยนะ

    ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะและไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้กับไรท์นะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






    บทที่ 50





    นอกจากนี้เลี่ยงเหมยหรูยังไม่ต้องการให้เรื่องราวใหญ่โตไปมากกว่านี้ เพราะถ้าหากคนอื่นได้รับรุ้ว่าอาหารที่เธอนำมาด้วยนั้นมียากำหนัดอยู่ภายในนั้น อนาคตที่กำลังจะไปได้สวยงามของเธอก็คงจะจบลงอย่างแน่นอน ซึ่งเลี่ยงเหมยหรูไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น


    ดังนั้นเลี่ยงเหมยหรูจึงดึงรั้งร่างกายของแม่เธอเอาไว้เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายพูดสิ่งใดออกไปมากกว่านี้ หลังจากนั้นเลี่ยงเหมยหรูก็หันไปมองจางเพ่ยอินพร้อมกับมองไปที่ตะกร้าที่อยู่ในมือของหานสือฉิน ซึ่งแน่นอนว่าจางเพ่ยอินก็สามารถรับรู้ความต้องการของเพื่อนสนิทตัวเองได้ในทันที


    “เป็นเพราะเหมยหรูไม่ต้องการเอาเรื่องพวกคุณหรอกนะ ไม่อย่างนั้นฉันไม่มีทางยอมหยุดง่ายๆ แบบนี้อย่างแน่นอน”


    ไป๋ซูเหมียวจ้องมองไปที่ผู้คนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความโมโหและโกรธเคือง เธอไม่คิดเลยว่าคนเหล่านี้มีความคิดที่จะใส่ร้ายลูกสาวของเธอแบบนี้ ถึงแม้ว่าเธอและชาวบ้านบางคนจะไม่ชื่นชอบกันและกันก็ตาม แต่ไป๋ซูเหมียวก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ไว้หน้าเธอและบ้านเลี่ยงถึงขนาดนี้


    โดยเฉพาะหานสือฉินที่และเมิ่งเหวินฮั่น ซึ่งคนหนึ่งก็เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มการผลิตของหมู่บ้าน ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็นถึงชายหนุ่มที่ลูกสาวของเธอชื่นชอบอีกด้วย ดังนั้นคนที่เธอไม่เข้าใจก็คือผู้ชายทั้งสองคนนี้ เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะไม่ช่วยพูดให้ลูกสาวของเธอและจางเพ่ยอินแล้ว อีกฝ่ายยังคิดที่จะไปแจ้งความอีกต่างหาก


    น่าเสียดายที่ลูกสาวของเธอไม่คิดที่จะเอาเรื่องฝ่าย ไม่อย่างนั้นไป๋ซูเหมียวก็ไม่คิดที่จะหยุดมือของตัวเองอย่างแน่นอน ในเมื่ออีกฝ่ายคิดที่จะใส่ร้ายลูกสาวของเธอเช่นนี้ อีกฝ่ายก็ต้องยินยอมที่จะได้รับผลกรรมของตัวเองเช่นเดียวกัน


    เสิ่นเจ๋อหยวนรู้สึกหมดความอดทนกับผู้หญิงสองคนนี้ รวมไปถึงครอบครัวของอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน เพราะไม่ว่าเพื่อนของเขากับชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์จะพูดอะไรออกไป อีกฝ่ายก็ไม่คิดที่จะสนใจฟังมันเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ยังคงเชื่อใจลูกสาวของตัวเองอยู่อย่างนั้น และโยนความผิดทุกอย่างมาที่พวกเขาอย่างหน้าตาเฉย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นชายชาติทหารที่จะต้องปกป้องประชาชน แต่เขาก็จะไม่ยอมให้ชื่อเสียงของเขาต้องมาด่างพร้อยไปกับคำด่าของคนเหล่านี้เช่นเดียวกัน


    “เหวินฮั่น นายไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปโทรไปหาหัวหน้าให้เขาส่งคนมาจัดการเรื่องนี้เอง เมื่อถึงเวลานั้นก็จะได้รู้กันสักทีว่าใครกันแน่ที่ก่อเรื่องราวเหล่านี้”


    เสิ่นเจ่อหยวนกวาดสายตามองไปที่หญิงสาวทั้งสองคนด้วยสายตาที่ดุดัน “หรือถ้าหากยังไม่พอฉันจะไปอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับเหล่าทหารแดงเพิ่มก็แล้วกัน ให้พวกเขาเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด แล้วมาคอยดูกันว่าโทษทัณฑ์ในการให้ร้ายนายทหารจะต้องถูกจัดการยังไงบ้าง”


    หานสือฉินถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน เขาไม่คิดเลยว่าไป๋ซูเหมียวจะยังคงดื้อรันแบบนี้ แถมยังคิดว่าพวกเขาทุกคนต้องการใส่ร้ายเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินอยู่ตลอดเวลาแบบนี้


    “ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ทำงานของกลุ่มการผลิตก็แล้วกัน ไปใช้โทรศัพท์ที่นั่นก็ได้ หลังจากนี้พวกเราจะได้รู้กันว่าใครกันแน่ที่พูดความจริง ในเมื่อแต่ละคนก็ไม่ยอมรับความผิดของตัวเองแบบนี้ ก็ให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบก็แล้วกัน”


    หลังจากที่พูดจบแล้วนั้น หานสือฉินก็หันไปมองจานอาหารของเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหนิง ก่อนที่เขาจะยกตะกร้าใส่อาหารของจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ได้รับรู้ว่าเขาจะพูดอะไรต่อไปนั่นเอง


    “ทั้งจานอาหารของพวกเขาทั้งสี่คน จะถูกเก็บเอาไว้กับฉันก่อนเพื่อรอให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และถ้าหากผลสรุปของการตรวจสอบในครั้งนี้ออกมาว่าใครเป็นฝ่ายผิด ฉันจะให้ทหารแดงและเจ้าหน้าที่ตำรวจลงโทษคนทำผิดให้หลาบจำเลยคอยดู”


    เมื่อเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินได้ยินคำพูดของหานสือฉินแล้วนั้น พวกเธอทั้งคู่ต่างก็หันกลับมาสบสายตาของกันและกัน เนื่องจากว่าพวกเธอไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ให้ทหารแดงหรือตำรวจได้ทราบ ดังนั้นเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินจึงรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าสิ่งที่พวกเธอต้องการในตอนนี้ก็คือออกไปจากสถานการณ์เหล่านี้


    “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้นะคะ ฉันไม่อยากให้หมู่บ้านของพวกเราเสื่อมเสียชื่อเสียง”


    จางเพ่ยอินเชิดหน้าของตัวเองขึ้นเล็กน้อย เสมือนว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าภายในใจของเธอจะหวาดกลัวก็ตามที แต่เธอจำเป็นที่จะต้องแสดงออกมาเพื่อไม่ให้ชาวบ้านคนอื่นๆ รับรู้ว่าเธอกำลังรู้สึกหวาดกลัว


    “นั่นสิ เรื่องเล็กๆ แค่นี้ก็ปล่อยผ่านไปสิ จะทำให้ผู้หญิงในหมู่บ้านของพวกเราขายไม่ออกกันหรือไง”


    เมื่อเห็นเพื่อนสนิทของตัวเองพูดออกไปก่อนหน้านั้น เลี่ยงเหมยหรูจึงมีความกล้าขึ้นมาเช่นเดียวกัน หลังจากที่พูกับหานสือฉินเรียบร้อยแล้วนั้น เลี่ยงเหมยหรูก็หันไปหาชาวบ้านที่ยังคงยืนอยู่บริเวณรอบๆ อีกครั้ง


    “หรือพวกคุณต้องการให้หมู่บ้านอื่นรับรู้เรื่องราวอันน่าอับอายแบบนี้ และทำให้ลูกสาวหรือหลานสาวของพวกคุณไม่สามารถแต่งงานกับคนดีๆ ได้ ถ้าหากเป็นแบบนั้นฉันก็ไม่ขัดข้องเหมือนกันนะ เพราะถึงยังไงฉันกับเพ่ยอินก็ไม่คิดที่จะแต่งงานกับคนในหมู่บ้านข้างๆ นี้เช่นกัน ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะนินทาอะไรขึ้นมา ก็ไม่เกี่ยวกับพวกฉันสองคนหรอก”


    เลี่ยงเหมยหรูใช้ความหวาดกลัวของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์ เพราะว่าเธอรู้ดีว่าชาวบ้านเหล่านี้เป็นคนไม่มีการศึกษา ดังนั้นแค่เพียงเธอพูดถึงลูกหลานของพวกเขาและข่มขู่เล็กน้อย อีกฝ่ายก็จะกลายมาเป็นเสียงให้กับเธอและจางเพ่ยอินอย่างแน่นอน


    “แต่ถ้าหากเรื่องราวนี้ไม่กระจ่างขึ้นมา ยังไงก็ต้องมีสักวันที่คนเหล่านั้นจะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะคิดว่าทุกคนในหมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้โกหกพวกเขา และเมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าลูกหลานของพวกคุณที่แต่งงานออกไปแล้ว จะมีชีวิตที่ดีในบ้านของสามีอยู่หรือเปล่า”


    หานสือฉินเห็นด้วยกับคำพูดเมิ่งเหวินฮั่น ถึงแม้ว่าถ้าหากในเวลานี้หมู่บ้านอื่นจะรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น แต่คนเหล่านั้นก็จะสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะแต่งงานคนในหมู่บ้านของเขาหรือเปล่า แต่ถ้าหากว่าเขาปิดเงียบไปเรื่อยๆ และหลังจากนั้นคนอื่นมารู้เรื่องนี้ในภายหลัง เขาก็ไม่อยากจะคิดว่าหญิงสาวในหมู่บ้านนี้ที่แต่งงานออกไปจะมีสถานะทางบ้านของสามีอย่างไรบ้าง


    ถึงแม้ว่าจะมีชาวบ้านที่เห็นด้วยกับคำพูดของเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินก็ตาม แต่ถึงยังไงสิทธิ์เด็ดขาดในการตัดสินใจก็อยู่ที่เขา


    “เงียบๆ หน่อย ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะแจ้งทหารแดงและตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ อย่างที่เหวินฮั่นพูดออกมาก็เป็นเรื่องจริง ถ้าหากหมู่บ้านอื่นมารับรู้ในภายหลัง หญิงสาวในหมู่บ้านของพวกเราที่แต่งงานออกไปก่อนหน้านั้น สถานะในบ้านของพวกเธอจะต้องตกต่ำลงอย่างแน่นอน และไม่แน่ว่าเธออาจจะถึงขั้นถูกหย่าขาดก็เป็นได้ รวมไปถึงชายหนุ่มในหมู่บ้านของพวกเราอีก พวกเขาก็คงจะหาภรรยาได้ยากขึ้นเช่นเดียวกัน”


    หานสือฉินถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “ให้พวกเขารู้ในตอนนี้ยังดีเสียกว่าที่จะรู้ในภายหลัง”


    “เอาละกลับไปที่หมู่บ้านกันเถอะ เดี๋ยวให้เจ๋อหยวนโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็แล้วกัน ส่วนเรื่องทหารแดงฉันจะเป็นคนแจ้งพวกเขาเอง ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ให้ไปรวมตัวกันที่ทำการของกลุ่มการผลิต หลังจากที่ทหารแดงและเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแล้ว พวกเราทุกคนจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดกัน”


    หลังจากที่หานสือฉินพูดจบเขาก็ให้คนของตัวเองเก็บจานและอาหารทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งแน่นอนว่าเขาได้แยกส่วนกัน โดยอาหารของเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอิน เขาจะเป็นคนถือตะกร้าของอีกฝ่ายเอง เพราะว่าหานสือฉินกลัวว่าอีกฝ่ายจะอาศัยช่วงเวลามาขโมยอาหารไปนั่นเอง


    ส่วนอาหารของเมิ่งเหวินฮั่น เสิ่นเจ๋อหยวนและต่งอี้เทียนจะเป็นเจ๋อซือจุนที่เป็นคนถือกลับไปด้วย และสุดท้ายก็คืออาหารของเขา เจ๋อซือจุน อี้หย่งและเถียนจิ้งหวง จะเป็นต่งอี้เทียนที่จะเป็นผู้ถือกลับไปด้วย


    ซึ่งแน่นอนว่าในระหว่างนั้นหานสือฉินก็หันไปมองใบหน้าของเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินอยู่เป็นระยะ ทำให้เขาสามารถเห็นใบหน้าที่บิดเบียวไปด้วยความไม่พอใจของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะใส่ใจ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดที่จะพูดความจริงออกไป ก็คงจะมีเพียงวิธีนี้ที่เขาสามารถทำได้


    เมื่อเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินเห็นว่าชาวบ้านกำลังเดินกลับไปที่หมู่บ้านเฟิงหยวนแล้วนั้น เธอก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเธอจึงอาศัยจังหวะนี้รีบวิ่งเข้าไปหาหานสือฉินในทันที เพื่อที่จะนำตะกร้าใส่อาหารของตัวเองกลับคืนมา และด้วยความที่หานสือฉินกำลังพูดคุยอยู่กับเจ๋อซือจุนและต่งอี้เทียน ทำให้เขาลืมที่จะระมัดระวังเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอิน


    ทำให้ในที่สุดพวกเธอก็ได้ตะกร้าอาหารกลับคืนมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะมีบางส่วนที่ตกลงไปอยู่บนพื้นก็ตาม แต่เมื่อเลี่ยงเหมยหรูเห็นว่าทุกคนกำลังมึนงงอยู่นั้น เธอก็รีบเก็บอาหารบนพื้นและวิ่งตามจางเพ่ยอินไปในทันที ซึ่งแน่นอนว่าจุดที่พวกเธอทั้งคู่กำลังวิ่งไปนั้นก็คือหน้าผาที่อยู่ใกล้ๆ จากจุดที่พวกเธอยืนอยู่


    “เลี่ยงเหมยหรู จางเพ่ยอิน พวกเธอสองคนหยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ”


    หานสือฉินตะโกนออกไปด้วยความโมโห และเขาก็ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะวนกลับมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเขาเห็นว่าไป๋ซูเหมียวได้พาหญิงสาวทั้งสองคนเดินตามชาวบ้านไปนั้นเอง


    “หลบไปไป๋ซูเหมียว ไม่อย่างนั้นฉันจะลงโทษเธอกับลูกสาวของเธอให้หนักเลยคอยดู”


    ไป๋ซูเหมียวหัวเราะขึ้นมาเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเธอจะไม่คาดคิดว่าลูกสาวของเธอจะลงมือทำอย่างที่หานสือฉินพูดออกมาก็ตาม แต่เมื่อเห็นลูกสาวเธอกำลังจะได้รับความเดือดร้อน ไป๋ซูเหมียวก็อดที่จะช่วยเหลืออีกฝ่ายขึ้นมาไม่ได้ เพราะถึงยังไงเลี่ยงเหมยหรูก็เป็นลูกสาวที่เธอรัก


    “แล้วยังไงละ คุณจะลงโทษฉันกับลูกสาวด้วยเรื่องอะไรเหรอคะ เพราะคุณไม่มีหลักฐานอะไรไม่ใช่เหรอ”






    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    คล้ายกับเรื่องย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70 ที่คุณอ่าน