สองมือสั่นเทิ่มพยายามดันร่างยืนขึ้น ชายหนุ่มผมขาวพยุงตัวลุกหลังพิงติดหินก้อนใหญ่ มีเลือดไหลออกมาจากจมูกและปากอาบลำคอและบริเวณอก เนื้อกระตุกสั่นรัวเพราะความเหนื่อยล้าระคนใจสู้ไม่ถอย ตาฉายแววเหี้ยมมองขู่ศัตรูบ่งบอกว่ายังไม่ยอมแพ้
"มันยังไม่จบหรอกน่า มาต่อกันอีกรอบ"
พร้อมกับพูดเขาอัดสปีริตใส่เข้าไปในรองเท้านัยตามังกรสีเขียวเรืองแสงก่อนสร้างเกรียวลมขึ้นมาอีกครั้ง สองเท้าลอยเหนือพื้นราวๆ4นิ้วกว่าเกือบ5นิ้วด้วยแรงลมส่งจากรอบข้างที่ห่อหุ้มไว้ทั้งท่อนขา ชายหนุ่มกำหมัดแน่นยกมาแนบเสมออก
"คราวนี้ข้าจะซัดเจ้าด้วยพลังทั้งหมดที่มี จงออกมา"
สายลมที่รองเท้าขยายตัวออกหลังรับสปีริตจากผู้เป็นนาย ชายหนุ่มผมขาวบีบอัดพลังทั้งหมดที่มีใส่ไปในรองเท้าคู่นั้น เกรียวพายุทวีพลังมากยิ่งขึ้นมองดูเหมือนเป็นไต้ฝุ่นขนาดย่อมลอยโบกไปมาตั้งเสาหลายลูก พวกมันก่อร่างกลายเป็นมังกรขนาดใหญ่5ตัว ล่องลอยวนรอบบุรุษผมขาว ต่างหันแยกเขี้ยวเข้าใส่ชาลเรียสไคลม์โดยพร้อมเพรียงภายหลังก่อร่างเสร็จสมบูรณ์เต็มที่
"เห้ๆๆ ยังอุตส่าห์มีของดีแบบนี้แอบซ่อนไว้อีกนะ ดีมากแบบนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย"
ไคลม์เหวี่ยงแขนขวาหมุนทั้งไหล่เพื่อทำการวอม แบมือสลับกำหลวมยกหมัดขึ้เสมอคางตัวเอง ตาจับนิ่งไปยังเป้าหมายผู้ถูกฝูงมังกรร้ายราล้อมอยู่
"เขี้ยวมังกรวายุคลั่งคำแหง"
คาซิมยกขาวาดไปด้านหลังก่อนสะบัดเตะกลับมาสุดกำลัง ปลดปล่อยคลื่นลมรูปมังกรทั้งหมดที่มีทะยานเข้าใส่ศัตรู ฝูงมังกรลมกู่คำรามร้องอย่างดุร้ายพุ่งหาเป้าหมายเบื้องหน้าหมายจะยื้อแย้งกันฉีกทำลายให้สิ้นซาก แรงลมในตอนนี้บดบังทัศนียภาพโดยรอบจนหมดสิ้น ทั้งฝ่ายหัวหน้าคณะเดินทางและพวกลีโอไม่มีใครมองเห็นการต่อสู้เบื้องหน้าระหว่างบุรุษทั้งสอง ต่างยกมือป้องหน้าปิดตากันฝุ่นทรายที่ไหลทะลักจากผลพวงพายุซัดเข้าหาทุกคนที่ยืนอยู่ในที่แห่งนั้น
มันเป็นจังหวะเดียวกันกับไคลม์กระโจนพุ่งเข้าหาฝูงมังกรวายุด้วยมือเปล่าเขากำหมัดพร้อมกัดฟันแน่นวิ่งสลับกับกระโดด ทำระยะห่างเบื้องหน้ากับอำนาจลมทำลายล้างในรูปมังกรสปีริต หัวมังกรทั้งหมดหมุนรวมตัวกันกลายเป็นร่างมังกรขนาดยักษ์ที่ทวีกำลังมหาศาลและความเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า ชายหนุ่มหยุดวิ่งยืนกับที่แหงนมองภัยคุกคามร่างใหญ่โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน เขาส่งยิ้มให้มันในขณะที่เจ้าสัตว์ร้ายกำลังอ้าปากเตรียมพร้อมเขมือบร่างของเขาเข้าไปฉีกทำลายด้วยอำนาจแห่งแรงลม
"หัดปรับปรุงกลิ่นปากของเจ้าหน่อยก็ดี ไอ้กิ้งกืออุบาทว์"
!!ซูมมมม!! สิ้นคำกล่าวของไคลม์เขาใส่แรงซัดกำปั้นขวาออกไปเต็มกำลัง มังกรที่สร้างมาจากมวลวายุโหม ปากของมันฉีกออกลามไปหาลำตัวยาวจนถึงหาง เกิดแรงต้านจากลมที่มีกำลังเหนือกว่าพัดทุกสิ่งทุกอย่างจางหายไปราวกับเป่าควันชั่วคราวที่ก่อตัวขึ้นมาเพียงระยะสั้นๆ
แรงลมจากอีกฝั่งกระชากทุกอย่างสวนทางกลับไปหาเจ้าของมังกรลม เหล่าผู้คนที่รายล้อมในตอนแรกถูกแรงปะทะสวนลูกหลังพัดกระเด็นกระดอนไปคนละทิศ คล็อกครัชกดตัวลิซาน่าหมอบแนบกับพื้นคลุมตัวอีกชั้นด้วยผ้าหนังสัตว์สีดำหนา ท่ามกลางพายุโหมอย่างบ้าคลั่งทำเอาเกือบจะยกร่างของพวกเขาปลิวขึ้นเหนืออากาศได้ทุกเมื่อ ทางฝั่งรีอาร์กับทาร่าทั้งคู่แทงหอกใส่พื้นเพื่อใช้เป็นหลักยึด ต่างคนต่างเอาตัวรอดแต่ยังคงจับมือกันแน่นไม่ยอมปล่อย
ไม่มีใครรู้สถานะการณ์เบื้องหน้า ไม่เห็นแม้แต่เงาสองบุรุษก่อนหน้าผู้เคยยืนห่ำหั่น เสียงดังราวกับธรณีพินาศท้องฟ้าทล่มยังคงสนั่นอยู่เช่นนั้นและกินเวลาล่วงมากว่า3นาทีแล้ว แรงลมโหมค่อยๆคลายตัวทีละน้อยพายุลมหวนจึงอ่อนกำลังลงไปมาก เห็นแต่เพียงกำแพงทรายตั้งสูงเป็นวงแนวเส้นตรงหมุนขึ้นไปบนฟ้า ม่านสีน้ำตาลเข้มร่วงลงพื้นราวกับห่าฝน ทรายจำนวนกว่าหลายร้อยตันค่อยๆกลับคืนสู่ผืนดินหลังถูกหอบยกขึ้นเหนืออากาศ
"มีใครบาดเจ็บตรงไหนไหม มีเกวียนเสียหายบ้างรึเปล่า"
หัวหน้าคณะเดินทางตะโกนถามลูกน้องหลังพายุผ่านไป ทุกคนตะโกนตอบว่าสบายดี ไม่มีอะไรต้องห่วงผลพวงของพายุให้ผลมากสุดแค่เพียงซัดพอได้ปลิวกันเล่นๆแค่นั้น ทุกอย่างยังคงเรียบร้อยดี เกวียนทุกคันอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ได้รับความเสียหาย คล็อกครัชสังเกตรอบๆอย่างละเอียดจึงหันมามองทางด้านฝั่งสองบุรุษ ซึ่งบัดนี้เริ่มปรากฏเงาให้เห็นบ้างแล้วแม้จะเลือนลางก็ตาม
"โอ๊ะ ขอโทษลืมตัวไป สงสัยว่าข้าจะหนักมือไปหน่อย"
เสียงของไคลม์แหวกม่านหมอกออกมาให้ทุกคนได้ยิน
"นั่นเสียงเขา"
"เขาปลอดภัยดีสินะ"
" ฟังดีๆก่อนพวกเอ็งใช่เสียงหมอนั่นจริงหรือเปล่า โดนพลังของเจ้าโจรทะเลทรายซัดใส่ขนาดนั้นมันจะรอดแน่รึ"
บรรดาลูกขบวนพยายามเดาเหตุการณ์จากเสียงที่ได้ยิน ยังมีอีก2คนที่นั่งลุ้นไม่ต่างกัน ลีโอกับอลิเบลผู้ถูกตรวนลามไว้ ในบรรดาสองคนนี้ลีโอทำหน้าตกใจมากที่สุด เขาเป็นคนเดียวที่เคยประมือกับไคลม์มาก่อนจึงน่าจะสรุปอะไรได้มากกว่าคนอื่น
"คาซิม" เด็กหนุ่มอุทาน เสียงสั่นในลำคอ
ม่านทรายไหลลงมาสู่พื้นจนเกือบหมด บัดนี้ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนคือชาลเรียสไคลม์ในสภาพร่างกายสมบูรณ์ไม่บุบสลาย เปลือยท่อนบนยืนมองอะไรซักอย่างทางทิศตะวันออก ห่างไปไม่ไกลในทางที่ชายหนุ่มกำลังจ้องมองอยู่ คืออีกหนึ่งบุรุษ ผมสีขาวเป็นประกายเมื่อต้องแสงอาทิตย์ หน้าตาตื่นคล้ายอยู่ในภวังค์เคลิ้มฝัน ตัวสั่นเทิ่มแผ่นหลังแนบติดหินก้อนใหญ่ ใบหน้าหันไปมองฝั่งขวาตาเบิกโพลงไม่กระพริบ เมื่อบริบทกลับมาชัดเจนดังเดิมเหตุการณ์ที่ทุกสายตาได้ประสบยิ่งทำให้ต่างก็หวาดหวั่นในภาพที่เห็นเป็นอย่างยิ่ง
หินก้อนใหญ่สูงขนาดเท่าบ้านชั้นเดียวกว้างราว6เมตรถูกอะไรซักอย่างตัดทำลายป่นเป็นผงทะลุจนเป็นรูแหว่งเกินไปกว่าครึ่ง พื้นทรายแหว่งเป็นทางเหมือนงูยักษ์เลื้อยผ่านยาวจากตรงหน้าไคลม์ทะลุหินไปด้านหลังกว่า50เมตร รอยตัดนั้นห่างจากร่างของคาซิมซึ่งยืนนิ่งแนบหินไม่ถึง5นิ้วพอดิบพอดี เหมือนจะจงใจเว้นไว้เพื่อขู่ไม่ได้หมายเอาชีวิต บุรุษผมเงินคล้ายถูกสาปให้กลายเป็นหินยืนนิ่งสงบไม่ขยับไปไหนก่อนทรุดตัวลงหันหันคอไปมองที่ไคลม์อย่างช้าๆ
ริมฝีปากแห้งคางกระทบสั่นรัวได้ยินเสียงชัด ตัวซีดเหลืองเหมือนไก่ต้มราวกับหุ่นขี้ผึ้งที่มีลมหายใจนั่งหอบแรงสิ้นสภาพอยู่ตรงนั้น
" กะ..เกิดอะไรขึ้น นี่มันเรื่องอะไรกัน"
หัวหน้าคณะเดินทางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น
อำนาจทำลายล้างทะลุทะลวงทรงพลังอย่างยิ่ง มันกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างให้หายไปภายในการโจมตีแค่ครั้งเดียว ชาลเรียสไคลม์ บุรุษหนุ่มปริศนาผู้มากความสามารถทางปัญญาและพลังเร้นลับ เขาสร้างปรากฏการณ์อัศจรรย์ขึ้นอีกหนต่อหน้าทุกคน
คาซิมแม้จะสั่นกลัวแต่ก็ตั้งสติได้ในเวลาไม่นาน ฉวยโอกาสในจังหวะที่ฝุ่นยังจางไม่หมดและขณะที่ทุกคนเผลอดีดตัวเองออกมาจากจุดนั้นด้วยพลังลมของรองเท้าวิเศษ ตรงเข้าหาลีโอกับอลิเบลคว้าดาบของลูกขบวนคนหนึ่งซึ่งทำตกไว้ฟันโซตรวนขาดสะบั้นด้วยอำนาจแห่งสปีริต หอบเอาทั้งสองคนทะยานหนีไปบนฟ้าโดยมีแรงลมผลักส่งให้เหมือนไอพ่นกระทั่งหายลับไปจากสายตาย
"ไปดีมาดีละ ไอ้เจ้าบ้า" ไคลม์ยิ้มให้แทนการโบกมือลา เขายืนมองเหตุการณ์อยู่ตลอดกระทั่งทั้งสามหายลับจากไปด้วยดี
"เอ้าๆ มัวยืนดูอะไรกันอยู่ได้ พวกโจรหนีกันไปหมดแล้วเห็นไหม"
ชายหนุ่มหันไปตบมือเสียงดังตะคอกใส่ทุกคน ทั้งหมดสะดุ้งตื่นจากอาการภวังค์เพราะเสียงของเขา
"ตั้งแต่เมื่อไรกัน มันหนีไปทางไหนเร็วเข้าพวกเจ้ารีบกระจายกันตามหา"
รีอาร์ตะโกนสั่ง ทุกคนสลายตัวกันโดยพร้อมเพรียง ต่างพาแยกย้ายไปตรวจตรารอบๆค่ายเพื่อหาเบาะแส คล็อกครัชเดินเข้าไปตบไหล่ไคลม์จับมือแน่นแสดงความขอบคุณยกใหญ่ก่อนชวนให้กลับเข้าไปในเต็นท์ทานอาหารอีกครั้ง หัวหน้าคณะเดินทางสั่งให้ทาร่าจัดชุดใหม่มาเปลี่ยนให้เขาพร้อมกางเต็นท์พักให้อยู่ข้างๆเกวียนของตนเองเพื่อคอยดูแลโดยเฉพาะเผื่อมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
"ครั้งนี้ก็ได้เจ้าช่วยไว้อีกหน เห็นทีหนี้บุญคุณที่ข้าติดค้างคงใช้ไม่หมดแน่ๆเลยชาตินี้"
"อย่าได้ถือเป็นบุญคุณเลยขอรับ ข้าแค่ตอบแทนค่าข้าวค่าเหล้าที่ท่านสงเคราะห์ให้ พวกเราสองคนไม่มีสิ่งใดติดค้างกัน"
ชายหนุ่มยิ้มให้หลังตอบกลับ เขาวางตัวอย่างรู้สถานะตนเอง นั่นยิ่งทำให้คล็อกครัชเลื่อมใสและเกรงใจเขามากขึ้นไปอีก
เวลาหนึ่งวันผ่านพ้นไปแต่กลับทิ้งเหตุการณ์มากมายเอาไว้ให้ทุกคนได้จดจำ สิ่งหนึ่งที่หลายคนจะไม่ลืมสำหรับการเดินทางของชาวคณะในครั้งนี้ คือครั้งหนึ่งชีวิตพวกเขาได้เข้ามาพัวพันกับการต่อสู้อันผิดวิสัยมนุษย์สามัญธรรมดาเข้าให้ พระเจ้า ปีศาจ เวทมนต์หรืออำนาจใดๆก็ตามในโลกใบนี้สุดแล้วแต่จะสรรหามาอธิบาย ไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร มันก็ได้เกิดขึ้นในประวัติการมีชีวิตอยู่ของพวกเขา และถ้าหากคุณคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานเรื่องนี้ละก็ คุณกำลังคิดผิด เพราะเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อจากนี้ตะหาก จึงสมควรจะถูกเรียกขานว่าเป็นตำนานอย่างแท้จริง ตำนานของบุรุษพเนจรผู้ล้มล้างอาณาจักรมากมายจนกลายเป็นที่กล่าวขานโจษจันไปทั่ว ตำนานของชายหนุ่มที่ชื่อว่าชาลเรียส ไคลม์
#จบภาคปฐมบท
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง