สงครามระหว่างกองทัพโลหิตทมิฬกับคนเถื่อนเป็นไปด้วยความราบรื่นอันที่จริงสมควรเรียกว่าสังหารหมู่เสียยังดีกว่า กองทัพโลหิตทมิฬไม่เสียไพร่พลเลยแม้แต่น้อยยิ่งเวลานานเข้าก็ยิ่งสังหารศัตรูได้มากขึ้นเท่านั้นจนบัดนี้ทัพทั้งหลายของคนเถื่อนแตกกระสานซ่านเซ็นไม่เหลือเค้าโครงรูปกองทัพที่ยิ่งใหญ่อีกแล้ว
การโจมตีรุกคืบขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าของราชาคนเถื่อนก็ยิ่งไม่น่าดูชม ชาร์ทั้งสี่ได้แต่ตั้งรับไม่มีโอกาสรุกเลยแม้แต่น้อยหากยังเป็นอย่างนี้อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามกองทัพคนเถื่อนก็จะไม่หลงเหลือผู้คน
“นี่มันคือการสังหารหมู่ชัด ๆ ทหารเยว่จะขี้ขลาดเกินไปแล้วไม่กล้าออกมาสู้กับพวกข้ายังพอว่า ยังคิดจะลอบโจมตีอย่างหน้าด้าน ๆ ไร้ยางอาย ไร้ยางอาย! จักรพรรดิเยว่สมควรตาย ! ชาวเยว่สมควรตาย ! หน้าไม้นั่นยิ่งสมควรตาย !!”
ราชาคนเถื่อนคำรามลั่นพลังระเบิดปะทุรุนแรงยิ่ง เกิดเป็นคลื่นลมที่น่าหวาดหวั่นทำลายไปโดยรอบใบหน้าเต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนเสื้อผ้าที่เคยแสดงถึงความน่าเกรงขามบัดนี้ขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงคล้ายคนบ้าเสียสติเส้นเลือดฝอยในตาแตกแดงก่ำแผ่รัศมีทมิฬรอบกายที่น่าพรั่นพรึงในยามนี้ใครเล่าจะกล้าหาเรื่องราชารับรองได้ว่าจุดจบไม่น่าดูชม
ทว่ายอดฝีมือฉู่ไหนเลยจะกริ่งเกรงแม้ว่าจะตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับไม่กล้าลงมือ ด้วยความหยิ่งทะนงของอาณาจักรใหญ่อันดับหนึ่งของใต้หล้าแห่งนี้ไหนเลยจะหวาดกลัวคนเถื่อนไร้สติได้
สรรพาวุธ เคล็ดวิชาคาถาสำแดงเดชเข้าโรมรันราชาคนเถื่อนที่เสียสติด้วยท่าไม้ตายสุดยอดของตน
ปัง ปัง ปัง ปัง !
หลังการโจมตีสิ้นสุดลงผ่านไปเนิ่นนานก็สัมผัสถึงพลังชีวิตของราชาคนเถื่อนไม่ได้ทุกอย่างไร้การเคลื่อนไหว
“ราชาบ้าผู้นี้คงตายด้วยฝีมือของพวกเราเป็นแน่ไปเถอะกลับไปรายงานท่านจอมทัพกัน”
ยอดฝีมือท่านหนึ่งของฉู่เอ่ยขึ้น พลางมองไปยังหลุมลึกที่เกิดจากการโจมตีประสานเมื่อสักครู่ก็เห็นร่างกายหนึ่งนอนแผ่ในหลุมนั้นร่างกายโชกไปด้วยเลือดน่าสยดสยองยิ่งก็เกิดความวางใจเชื้อชวนยอดฝีมือที่เหลือกลับไปแจ้งข่าวเอาความชอบ
ทว่าพวกเขาคิดผิดแล้ว !
“หือ... !”
ไม่ทันที่จะได้กล่าวไปมากกว่านี้ฝ่ามือหนึ่งก็ทะลวงอกออกมาควักเอาหัวใจที่ยังเต้นตุบๆ อยู่ในมือแล้วบีบขยี้ให้แหลกลาญเสียเดี๋ยวนั้นยอดฝีมือผู้นั้นก็ลาจากโลกแห่งชีวิตนี้ไป
ยอดฝีมืออีกสองคนหันขวับกลับมาด้วยความเร็วแต่นั่นก็ไม่ทันเสียแล้วหัตถ์ทมิฬที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งกระแทกอกบุบเข้าไปกระหักหลายซี่ถอยหลังไปหลายสิบก้าวแล้วจึงกระโลหิตออกมาอย่างบ้าคลั่งนัยน์ตาแฝงความไม่ยินยอมและไม่อยากเชื่อ
“ไม่...เป็นไปไม่ได้...เจ้าตาย....”
ก่อนหน้านี้พวกมันทั้งสามยังร่วมมือกันควบคุมอีกฝ่ายอยู่เลยแต่หลังจากการโจมตีสุดท้ายกลับตาลปัตรเสียได้ กลายเป็นถูกไล่ฆ่าเสียอย่างนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ !
ปัง !
ฝ่ามือทมิฬนั้นไร้ซึ่งความปราณีฟาดลงบนศีรษะยอดฝีมือผู้นั้นพิฆาตให้สิ้นชื่อตกตายไปยอดฝีมือคนสุดท้ายไม่รอให้อีกฝ่ายลงมือก็ทะยานร่างรีบเร่งหนีไปก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะฟาดลงบนศีรษะของยอดฝีมืออีกคน
ไหนเลยเงาทมิฬนั้นจะยอมมันพุ่งพรวดรวดเร็วดุจเงาตามติดลุถึงด้านหน้าก็ฟันมือออกสะบั้นศีรษะยอดฝีมือชาวฉู่ในพริบตารัศมีดำจึงบางลงเผยให้เห็นคนที่อยู่ในนั้น...ราชาคนเถื่อนผู้บ้าคลั่ง !
ราชาคนเถื่อนไม่ได้ลงมือต่อเพียงกวาดสายตามองไปยังสนามรบรอบข้างที่มีแต่ศพคนเถื่อนนอนเรียงรายและชาร์ทั้งสี่ที่แทบจะหมดเรี่ยวแรง ใบหน้าของมันก็ยิ่งเย็นชาสายตาเยียบเย็นจดจ้องไปยังกองทัพหนึ่งที่เด่นเป็นสง่าไร้ซึ่งกลิ่นคาวเลือดอยู่ไกลจากสมรหลักไกลที่สุดกองทัพที่มีอาวุธทรงอานุภาพยากจะต้านทาน เป็นเหตุแห่งหายนะในครั้งนี้ !
กองทัพโลหิตทมิฬ !
“สมควรตาย !”
เสียงแผ่วเบาแฝงไปด้วยน้ำคำที่เยียบเย็นดังก้องในหูของผู้คนทำเอาทหารรบพากันตัวสั่น!
หนิงเฉิงแหงนมองไปบนนภาด้วยความเคร่งเครียด
“ราชาผู้นั้นมาแล้วศึกนี้ข้าจะไปเอง”หนิงเฉิงประกาศกร้าวหยิบทวนคู่ใจก้าวออกไปกลางสมรภูมิลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าหนิงเฟยหลงไม่อาจวางใจได้จึงสั่งให้ช่างจิ่นกวางตามติดไป
หนิงเฟยหลงกระวนกระวายไม่น้อยตามจริงก็อยากจะขึ้นไปสู้ด้วยแต่ก็ติดที่ตนไม่สามารถต่อสู้ระดับความสูงเช่นนั้นได้นานจึงไม่เสี่ยงที่จะขึ้นไปหากจะสู้ต้องสู้บนพื้นดินนี่แหละดีสุดแล้วดังนั้นแววตาของเขาจึงไม่มองขึ้นไปอีกกลับไปตกอยู่ที่ชาร์สี่คนที่มีสภาพสะบักสะบอมอยู่นั่นเอง
“จงฉีเจ้าคุมทัพ สี่คนนั้นข้าจัดการเอง”
หนิงเฟยหลงกระโจนออกจากหลังม้าทะยานร่างไปด้วยความรวดเร็วร่างลมหวนถูกใช้งานความเร็วทะลุจุดสูงสุดเป็นดังสายลมที่พัดผ่านไม่กี่ลมหายใจก็มาเยือนถึงหน้าชาร์ทั้งสี่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งรับก็ฟาดฝ่ามือไร้ลักษณ์กระหน่ำเข้าไป
ตูม ตูม ตูม ตูม !
แนชและเชลดันไม่อาจต้านทานพลังฝ่ามือได้แต่ร่นถอยเปิดโอกาสให้หนิงเฟยหลงใช้ก้าวชมจันทร์มาเยือนด้านหลังฟาดฝ่ามือเข้าที่หลังคอชาร์ทั้งสองก็ล้มฟุบลง
“เหลืออีกสอง”
หนิงเฟยหลงจงใจทำให้สองคนนั้นสลบจึงไม่ได้ใช้ท่าที่รุนแรงถึงขั้นปลิดชีวิตทีนี้ก็เหลืออีกสองคนแล้วแต่สองคนนี้ไม่ง่ายที่จะลงมือด้วยทั้งคู่อยู่ขั้นเข้าสู่พิภพแล้ว
ฝ่ามือของหนิงเฟยหลงวาดลวดลายอีกครั้ง เพลิงสีชาดลากยาวออกเป็นกองเพลิงลุกโชติท่วมอากาศสูงหนึ่งจั้งกวาดไปบนพื้นดินอีกร้อยจั้งชาร์ทั้งสองที่พึ่งรับฝ่ามือไปโดยไม่ได้ตั้งตัวปากมีโลหิตไหลซึม ไม่ทันได้ฟื้นตัวก็มาเจอกับทะเลเพลิงอีกนี่ทำให้พวกมันหวาดกลัวไม่น้อยเลยคนที่งมืออำมหิตนักคิดจะเผาพวกมันให้ตายทั้งเป็น
เอ็ดมันด์หนังศีรษะด้านชาอยู่กลางทะเลเพลิงหลังเปียกโชกสายตามองไปทางชายหนุ่มผู้เดียวที่ยืนประจันหน้าคราวนี้หนิงเฟยหลงไม่ได้อ้อมเข้าไปโจมตีด้านหลัง แต่เลือกเผชิญหน้าอีกฝ่ายโดยตรง
ทะเลเพลิงเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเป็นพายุเพลิงแบ่งกันโอบล้อมเป็นสองลูกล้อมสองคนนี่จะช่วยให้หนิงเฟยหลงลงมือสะดวกหน่อยจำต้องแยกยอดฝีมือทั้งสองออกจากกัน
“เจ้าเป็นใคร ?” เอ็ดมันด์ตวาดขึ้นสายตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นแต่ในใจกลับเต้นตูมตามไม่ได้ดูแคลนอีกฝ่ายแม้แต่น้อยแต่เมื่อดูอีกฝ่ายแล้วก็เห็นเป็นเพียงแก่นแท้พลังขั้นสี่เท่านั้นพยายามเพ่งสัมผัสเท่าไหร่ก็ได้เท่านี้ ใจก็เกิดลำพองขึ้นมาสายตาที่หวาดหวั่นก็หายไปเป็นดูแคลน หลงลืมการโจมตีก่อนหน้านี้ด้วยความหยิ่งผยองของตนเอง
“เป็นเพียงแก่นแท้พลังต้อยต่ำกลับกล้ามาทำร้ายข้า สมควรตายนัก !”
เอ็ดมันด์แทงกระบี่ออกไปหวังดับทำลายชายหนุ่มในพริบตาทว่าร่างชายหนุ่มได้หายไปท่ามกลางเปลวเพลิงเสียแล้ว เอ็ดมันด์กลับมาเคร่งขรึมอีกครั้งหันซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังคอยย้ำเตือนตนไม่ให้ดูแคลนอีกฝ่ายอีก
...
บนท้องฟ้า เวลานี้เกิดศึกสะท้านฟ้าหมู่เมฆเมฆาพากันหลบเลี่ยงภัยที่ก่อเกิดจากยอดฝีมือทั้งสามยามนี้การต่อสู้ลุถึงจุดเดือดแล้ว ควรต้องกล่าวว่าเดือดปุด ๆ มาตั้งแต่ต้นเสียด้วยซ้ำ
“ชาวเยว่สมควรตายพวกเจ้าคือใครกัน ?” ราชาคนเถื่อนจ้องตาเขม็งไปยังหนิงเฉิง
“ราชาคนเถื่อนผู้โง่เขลา เจ้าจดจำชื่อข้าผู้นี้ให้ดี นามของข้าหนิงเฉิง”หนิงเฉิงกล่าวจบก็ไม่พูดสิ่งใดอีกเขายืนมองราชาคนเถื่อนที่สารรูปดูไม่ได้อย่างปลดปลง
“หนิงเฉิงดีนัก พวกเจ้าตระกูลหนิงดีนัก ที่แท้ก็พวกเจ้า พวกเจ้านี่เองถึงว่าจักรพรรดิเยว่นั่นถึงโกรธพิกล ที่แท้ก็เป็นฝีมือของพวกเจ้าชาวเยว่เชื่อถือไม่ได้จริง ๆ”
อัลเดนคาดเดาบางอย่างได้ แน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนโง่เขลาอย่างที่หนิงเฉิงพูดไม่เช่นนั้นจะมาเป็นราชาได้อย่างไรย่อมต้องคาดเดาได้ถึงความขัดแย้งภายในของเยว่ได้และนั่นก็ส่งผลถึงการพ่ายแพ้ย่อยยับในสงครามครั้งนี้ของคนเถื่อน
หากมันเลือกที่จะทำสงครามทางใต้โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับสงครามสองอาณาจักรคงไม่เปิดโอกาสให้โดนตลบหลัง ผลลัพธ์คงไม่ร้ายแรงถึงเพียงนี้ เวลานี้คงได้แต่ยอมรับชะตากรรม
ราชาคนเถื่อนไร้ซึ่งรัศมีแห่งราชามีเพียงความเป็นตัวตนของตนเองรัศมีนี้บ่งบอกถึงความอำมหิตโหดเหี้ยมอย่างยิ่งสีหน้าของหนิงเฉิงและช่างจิ่นกวางเปลี่ยนไปในบัดดลพากันถอยกรูดไปอย่างไม่ลังเล
ตูม !!
พลังระดับเข้าสู่พิภพขั้นห้า !
แต่มันไม่หยุดเพียงเท่านั้นไปมืดหมอกทมิฬยังคงโอบรัดร่างราชาคล้ายจะบีบคั้นพลังแฝงและสรรพสิ่งภายในร่างให้ทำตามเจตนารมณ์อันแข็งกล้า
ใบหน้าของราชาคนเถื่อนไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาแดงก่ำ ร่างเดิมที่สูงใหญ่อยู่แล้วก็ขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า! บนศีรษะมีเขากวางขึ้นมาสองข้างสีดำทะมึนสารรูปของมันตอนนี้เสมือนปีศาจร้ายอย่างแท้จริง !
ใบหน้าของหนิงเฉิงและช่างจิ่นกวางก็ยิ่งมืดคล้ำเวลานี้ราชาคนเถื่อนเป็นบ้าไปแล้วถึงกับดึงพลังแฝงในร่างมาใช้ทั้งหมด
หนิงเฉิงพอจะรู้มาบ้างจากข้อมูลที่ได้รับมาเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนเถื่อนพลังแฝงภายในร่างนี้น่ากลัวยิ่งนัก นับเป็นหนทางเลือกสุดท้ายที่พวกมันจะใช้หากไม่จำเป็นจะไม่เรียกใช้เด็ดขาด แม้ว่าจะเพิ่มพลังได้อย่างมหาศาลก็จริงแต่ก็สร้างอาการบาดเจ็บแฝงเอาไว้ในทุก ๆ ครั้งไม่อาจฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพสูงสุดได้
พลังนี้หาได้ใช้แล้วหมดไปหากแต่การฟื้นฟูต้องใช้เวลานานนับสิบปีจึงจะใช้ได้อีกครั้งระยะเวลาแต่ละคนไม่เท่ากัน ตามความแข็งแกร่งยิ่งพลังแฝงทรงพลังมากก็ยิ่งต้องใช้เวลา
ปึง ปึง ปึง !
กล้ามเนื้อของอัลเดนระเบิดพลังสูงสุดหมอกทมิฬหายไปเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต ร่างสูงยักษ์จนน่าสะพรึงดึงดูดคนทั่วทั้งสนามรบสองสนามไปหมดสิ้น แม้แต่จักรพรรดิแห่งเยว่ เทพสงครามแห่งฉู่ยังหรี่ตาแคบมองมายังมนุษย์ก็ไม่ใช่ปีศาจก็ไม่เชิงตนนี้ยอดฝีมืออย่างเจ้าสำนักกระบี่ธารา เยว่หยางก็หาใช่ข้อยกเว้นสมรภูมิรบหยุดชะงักชั่วขณะหนิงเฉิงรีบถอยออกไปไกล ช่างจิ่นกวางก็เช่นกัน
“บัดซบ !นี่มันพลังแฝงอะไรกัน เหตุใดเจ้านี่ถึงตัวสูงใหญ่ถึงเพียงนี้”หนิงเฉิงแหงนมองร่างของอัลเดนที่สูงคับฟ้าด้วยความหวาดหวั่น
หนิงเฟยหลงสูดลมหายใจเฮือก “เจ้าคนเถื่อนพวกนี้จะน่ากลัวเกินไปแล้ว !”