‘หากเขาคิดร้ายกับข้า จำเป็นต้องให้ข้าหลับตาด้วยหรือ ?’ มู่เชียนคิดหัวเราะเยาะตนเองอยู่ในใจก่อนจะหลับตาลงอย่างว่าง่าย
เยว่เทียนหงเห็นนางหลับตาสนิท ใบหน้าเล็กของนางเต็มไปด้วยเชื่อใจ ดวงตาสีเทาก็อ่อนแสงลง มือขวาของราชาผู้ยิ่งใหญ่วาดอักขระสีดำชุดหนึ่งประทับลงไปบนหน้าผากเด็กสาว ร่างของมู่เชียนทรุดลงในอ้อมแขนของเขาทันที
เสี่ยวจิ้งที่อยู่ภายในร่างนางรู้สึกถึงอันตรายก็ปรากฏตัวขึ้น แม้จะเกรงกลัวปราณธาตุมืดของกระจกรัตติกาลในร่างเยว่เทียนหงเพียงใด เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้ปีศาจผู้นี้ทำร้ายนายของตนเด็ดขาด เทพอสูรมังกรขนาดเท่าตัวคนขู่คำรามก้องอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสอง
“โฮกกกก….!! ”
“อารักขาฝ่าบาท !” ฟู่หลิงตะโกนขึ้น ขณะที่องครักษ์ทั้งหลายคิดกรูกันเข้ามาช่วยเหลือ ทว่ากลับถูกเยว่เทียนหงยกมือห้ามไว้ก่อน
“เจ้าคนแซ่เยว่ ปล่อยนางนะ !” เสี่ยวจิ้งตะโกนเสียงดังลั่น
ปราณอัคคีมหาศาลจากเทพอสูรพวยพุ่งเข้าใส่ร่างสูงที่กอดมู่เชียนไว้แนบอกอย่างมุ่งร้าย รู้ว่าไฟของตนย่อมไม่ส่งผลร้ายกับมู่เชียนอยู่แล้ว มังกรเทพจึงวางใจแล้วโจมตีใส่เยว่เทียนหงเต็มกำลัง
โดยไม่ละสายตาไปจากร่างในอ้อมแขน เกราะสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่ม ป้องกันการโจมตีจากเทพอสูรไว้ได้ทั้งหมด เยว่เทียนหงปรายตาเย็นเยียบไปใส่ร่างของมังกรเพลิง ปราณธาตุมืดมหาศาลในร่างเขาถักทอเป็นเส้นใยตรงเข้าพันร่างของมังกรเทพจนกลายเป็นดักแด้ไป
ร่างของเสี่ยวจิ้งถูกปราณธาตุมืดกดดันครู่เดียวก็กลับคืนร่างเดิม เทพมังกรผู้ยิ่งใหญ่ยามนี้มีขนาดเพียงนิ้วก้อยเท่านั้น
“เจ้าปีศาจแซ่เยว่ ปล่อยมู่เชียนเดี๋ยวนี้ …. ทั้งที่นางอุตส่าห์เชื่อเจ้า จิตใจเจ้าทำด้วยอะไรถึงคิดร้ายกับนางได้ ?!”
เยว่เทียนหงไม่สนใจอาการด่าทอของเทพอสูรตัวน้อย มือของเขาถอนออกมาจากศีรษะของเด็กสาว เส้นใยสีทองเส้นบางๆ เส้นหนึ่งพลันหลุดออกมาด้วย
“เจ้าดึงเสี้ยววิญญาณของนางออกมาทำอะไร ?!”
เทพอสูรตัวน้อยส่งเสียงถามอย่างร้อนรนทว่าเยว่เทียนหงไม่สนใจจะอธิบาย เส้นด้ายสีทองยามนี้ลอยอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างสงบ
เยว่เทียนหงวาดอักขระอีกชุดหนึ่งลงบนศีรษะตนเอง เส้นด้ายสีดำถูกดึงออกจากร่างของเขาเช่นกัน ทว่าการดึงวิญญาณออกมาทั้งที่ยังรู้สึกตัวนั้นเจ็บปวดอย่างมาก สังเกตุได้จากฟันของเขาที่ขบกันแน่น และเหงื่อที่ไหลออกมาจากไรผม ทว่าเยว่เทียนหงยังคงฝืนทำต่อไป จนกระทั่งเส้นด้ายถูกดึงออกมาจนเสร็จ
เสี่ยวจิ้งมองเยว่เทียนหงดึงเสี้ยววิญญาณของตนออกมาต่อหน้าแล้วก็อดลอบชื่นชมไม่ได้ ความเจ็บปวดขนาดนี้มีเพียงไม่กี่คนหรอกที่รับไหว
เยว่เทียนหงสูดลมหายใจลึกเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของดวงวิญญาณ จากนั้นก็ชักนำวิญญาณทั้งสองเส้นให้ผสานเข้าด้วยกัน แล้วปั้นแบ่งเป็นวงกลมขนาดเล็กสองบาน มือเรียวแกร่งทำมุทราเกิดเป็นอักษรเวทพุ่งเข้าใส่วงกลมทั้งสองจนหมุนเร็วจี๋อยู่ครู่ใหญ่เมื่อวงกลมหมุนช้าลง วงกลมเล็กๆนั้นบัดนี้กลายเป็นกระจกสองบาน บนขอบกระจกลายเกลียวสีดำสลับทองหรูหรางดงามอย่างยิ่ง
จวบจนเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เยว่เทียนหงก็คลายสะกดให้มู่เชียน ดวงตากลมโตเปิดขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือร่างมังกรของเสี่ยวจิ้ง ยามนี้ถูกด้ายสีดำรัดพันจนแน่น ร่างทั้งร่างของมังกรน้อยนิ่งเกร็งคล้ายไม่อาจขยับได้ มู่เชียนไม่รอช้ารีบเก็บเขากลับเข้าไปในกายของตนทันที
เสี่ยวจิ้งเคยบอกว่าเยว่เทียนหงเป็นศัตรูที่ร้ายกาจของเขา ปราณกระจกรัตติกาลในร่างชายหนุ่มเป็นสิ่งเดียวในมิติที่สามารถทำลายเสี่ยวจิ้งได้ มู่เชียนจึงกังวลอย่างมากว่าคนทั้งสองจะเป็นศัตรูกัน
“ขออภัยแทนเขาด้วย เขาคงรู้สึกว่าข้ามีอันตราย หากเมื่อครู่ล่วงเกินไป ท่านอย่าถือสาเขาเลยนะ”
“เขาเพียงต้องการปกป้องเจ้า ข้าไม่ถือสาหรอก”
เยว่เทียนหงส่ายหน้าปฏิเสธ จากสีหน้าร้อนรนของมู่เชียนเห็นทีมิตรภาพระหว่างนางและมังกรเทพตนนั้นคงลึกซึ้งอย่างมาก ต่อไปคงต้องไว้หน้าเจ้ามังกรนั่นสักหน่อยแล้ว
“เมื่อครู่ท่านทำอะไรหรือ”
เห็นเด็กสาวคลายกังวลแล้วเอ่ยถาม วัตถุแวววาวขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้นในมือของเยว่เทียนหง ยามนี้กระจกบานหนึ่งถูกเขาเก็บไปแล้ว ชายหนุ่มยื่นกระจกอีกบานที่เหมือนกันทุกประการมาตรงหน้ามู่เชียน
“พกไว้กับตัว ข้าจะสามารถติดต่อกับเจ้าได้”
กระจกนี่คือส่วนหนึ่งของเขาและนาง เกิดจากเสี้ยววิญญาณของพวกเขาหลอมรวมกัน ไม่ว่าห่างไกลเพียงไหนเขาสามารถรู้สึกถึงนาง มองเห็นนาง ได้ยินเสียงนางได้ตลอด หรือหากจำเป็นก็ถึงขั้นสามารถข้ามผ่านกระจกมาหานางได้
สาเหตุที่เขากลับมา นอกจากต้องการพบหน้านางเพื่อให้ปราณมืดสงบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว อีกเหตุผลก็คือ เพื่อมอบมันให้นางกับมือ ในเมื่อเขาต้องการอยู่ใกล้นาง ทว่านางไม่อาจอยู่ใกล้เขาได้ ก็ได้เพียงอาศัยกระจกนี่ช่วยเหลือเท่านั้น
มู่เชียนมิได้รับไว้ นางมองกระจกอย่างงุนงง สิ่งที่ดูคล้ายอุปกรณ์สื่อสารนี้ไม่ค่อยเหมือนการตอบแทนบุญคุณเท่าไร หรือเขาต้องการให้นางรับคำสั่งผ่านกระจกกัน
“เก็บรักษาไว้ให้ดี…นี่คือสิ่งตอบแทนที่ข้าต้องการจากเจ้า” เยว่เทียนหงเอ่ยย้ำ ชายหนุ่มถือวิสาสะจับมือนุ่มนิ่มของนางแล้ววางกระจกลงไปช้าๆ
สัมผัสจากมือแกร่งของเขาเย็นเยียบอย่างยิ่ง แต่ทว่ากลับสร้างความอบอุ่นอ่อนหวานให้กระจายไปทั่วร่างของเด็กสาว ใจดวงน้อยสั่นพลิ้วไหวราวกับจะหยุดเต้น นางไม่ทันตั้งตัวกับความรู้สึกมากมายนี้จึงพาลชะงักนิ่งไปทั้งร่าง
เยว่เทียนหงจับมือมู่เชียนเป็นครั้งแรกก็รู้สึกราวกับตกลงไปในความอบอุ่นอันไร้ที่สิ้นสุด ปราณอี้เจ๋อที่เล็ดรอดออกมาจากมือคู่นั้นทำใ้ห้เขารู้สึกชื่นชอบอย่างมาก จนต้องเผลอหลับตาลงเพื่อซึมซับความรู้สึกนั้นไว้ชั่วอึดใจ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นกลับเห็นลูกแก้วสีน้ำตาลใสที่กำลังมองมาอย่างเหม่อลอย สาวน้อยที่ถูกความอ่อนหวานจู่โจมหัวใจยังคงไม่ตื่นจากภวังค์
เยว่เทียนหงมองศีรษะเล็กๆนั่นแล้วนึกถึงเหตุการณ์ที่หน้าประตูเมือง ชายหนุ่มผู้นั้นจับศีรษะของนางเล่นอย่างคุ้นเคย ความเปรี้ยวฝาดแล่นขึ้นในใจจนรู้สึกทนไม่ได้ มืองดงามของเขายกขึ้นแล้ววางลงบนเส้นผมสีน้ำตาลก่อนจะลูบไล้ลงมาอย่างอ่อนโยน
‘สัมผัสนุ่มลื่นดังที่คิดจริงๆ’
มือแกร่งของเยว่เทียนหงค่อยไล่ลงมาที่ไรผม ข้างหูที่สุดก็กุมอยู่ที่แก้มใสของเด็กสาว ผิวนุ่มนิ่มอบอุ่นนั้นทำให้หัวใจของเขาได้สัมผัสถึงความอ่อนหวานเป็นครั้งแรก ร่างสูงค่อยๆโน้มกายลงไปใกล้มู่เชียนโดยไม่รู้ตัว
มู่เชียนที่นั่งเหม่อลอยอยู่นั้น สัมผัสที่ศีรษะมิได้ทำให้นางรู้สึกอะไร จนกระทั่งมือของเขาลากผ่านใบหูเล็กนางจึงเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา ดวงตากลมกระพริบทีหนึ่ง ก่อนจะพบว่าใบหน้างดงามเกินผู้ใดของเยว่เทียนหงกำลังเข้ามาใกล้จนเกินพอดี หญิงสาวตกใจอย่างมากจนสะดุ้งถอยไปด้านหลัง ทำลายบรรยากาศอ่อนหวานนั้นจนสิ้น
เยว่เทียนหงรู้สึกตัวก็รีบปล่อยมือที่กุมแก้มของเด็กสาวออก แม้ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก ทว่าในใจกลับกระอักกระอ่วนอย่างมาก ได้แต่โทษปราณธาตุมืดในร่างและแรงดึงดูดของปราณอี้เจ๋อในกายนางที่ทำให้เขาควบคุมตนเองไม่ได้
“ขออภัยด้วย ข้าเสียมารยาทแล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเย็นชา ทว่าใบหูขาวคู่นั้นกลับแดงก่ำเสียจนมู่เชียนสังเกตุได้
เมื่อครู่นางเผลอเหม่ออีกแล้ว เขาคงเพียงคิดจะเข้ามาเรียกนางใกล้ๆเท่านั้น เหตุใดนางจึงทำเหมือนกำลังจะถูกล่วงเกินเช่นนี้ ลำพังพิจารณาจากใบหน้าของนาง….หากยังมีใครกล้าคิดมิดีมิร้ายอีกก็ต้องขอคารวะแล้ว
“ข้าต่างหากที่ต้องขออภัย เมื่อครู่ข้าไม่มีสติจึงเคลื่อนไหวมากเรื่องไปเอง”
มู่เชียนมิได้โกรธเขาแม้แต่น้อย มีแต่จะรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้มีพระคุณต้องอึดอัดใจ ทว่ากับผู้ที่รู้ใจตนเองดีนั้นย่อมต่างออกไป เยว่เทียนหงรู้ดีว่าเมื่อครู่หากนางไม่ถอยไปคงถูกเขา…
นางยังเด็กเพียงนี้เขากลับ… ยิ่งย้อนคิดเยว่เทียนหงก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจตนเองขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่หรอก..ข้าผิดเอง…” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างจริงใจ
เห็นเยว่เทียนหงยังคงยืนกราน มู่เชียนก็ยิ่งรู้สึกผิดจึงเอ่ยคำพูดล้อเล่นหมายจะแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น
“…. หากท่านรู้สึกผิดขนาดนั้นก็ให้ข้าลูบคืนดีหรือไม่ ?”
ดวงตาของเยว่เทียนหง มีแววตกตะลึงวูบ เหล่าผู้ติดตามที่อยู่รอบด้านก็พลันตกตะลึงไปด้วย
นี่ฝ่าบาทถูกเด็กสาวนางนี้เกี้ยวอีกแล้วหรือ ?
“……….”
ท่ามกลางความเงียบงัน บรรยากาศอึดอัดไม่จางหาย ซ้ำยังรุนแรงกว่าเดิม มู่เชียนลอบไว้อาลัยให้กับมุกตลกของตน
“ขออภัย …. ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น”
เอ่ยขอโทษตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว มู่เชียนอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ทว่าแน่นอนนางยังไม่สำเร็จวิชาดำดิน จึงได้แต่หมุนร่างหันไปแสร้งชื่นชมบรรยากาศรอบข้างแทน
“พระจันทร์คืนนี้งดงามจริง”
ใบหน้าเล็กแหงนเงยขึ้นมองฟ้า ….. ทว่าราตรีที่พร่างพรายนั้นกลับไร้ซึ่งดวงจันทร์ ….
“อ่า.. ดวงดาวก็งดงามไม่แพ้กัน”
“หึหึ..”
เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มแว่วมาจากด้านหลัง มู่เชียนจินตนาการได้เลยว่าใบหน้าของเขายามนี้ต้องยิ่งงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดเป็นแน่ แต่นางยังคงไม่กล้าหันกลับไปมอง
เยว่เทียนหงมองแผ่นหลังเล็กเบื้องหน้าอย่างเอ็นดู ประโยคเมื่อครู่ของนางหากเป็นผู้อื่นแน่นอนว่าคงถูกเขาฆ่าทิ้งไปแล้ว แต่เมื่อออกจากปากนาง แม้จะตกใจอยู่บ้างแต่ลึกๆแล้วเขากลับรู้สึกยินดี
“แล้วแต่เจ้าสิ” ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย… ร่างเล็กจึงหันกลับมาอย่างงุนงง
“หืม….”
“ข้าไม่ถือสาหากเจ้าจะ…ทำเช่นนั้น”
ใบหน้าเยว่เทียนหงประดับรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาสีเทานั้นกระพริบพราวงดงามกว่าดวงดารา จิตใจของเขายามนี้เต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ราวกับองค์รัชทายาทผู้งดงามและอ่อนโยนคนเดิมนั้นได้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง
มู่เชียนกุมอกที่เต้นรัวแล้วส่ายหน้าปฏิเสธสุดแรง ก่อนจะลุกขึ้นพาร่างโซซัดโซเซวิ่งออกจากป่าไป เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มยังคงดังไล่หลังนางมาอย่างหลอกหลอน