โบราณว่าคนเล็กๆ เร้นกายในป่าคนยิ่งใหญ่เร้นกายในเมือง
เมืองหลวงมณฑลเป็นที่รวมของเหล่ายอดฝีมือจากทุกทิศไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉีเหมยเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริงที่เร้นกายอยู่ในวงราชการ
ฝีมือมีดของเขาบรรลุถึงขั้นสูงสุด ในระดับแมลงปอแตะน้ำและเหวี่ยงใบไม้เด็ดบุปผาแต่เขาเก็บงำไว้ตลอดเวลาให้ภายนอกรู้จักเขาแค่เพียงที่ปรึกษาของบุคคลที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น
“อยู่นิ่งๆ ทำอย่างนี้...เธอจึงจะได้ยินสิ่งที่...ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง”ฉีเหมยหายใจหอบ พูดเบาๆ มือขวาเขาออกแรงเพื่อขวางไม่ให้ผมสะบัดแขน
ผมเลิกลังเล แล้วตัดสินใจทันที “เรื่องเร่งด่วนยอมตามนั้น ดูว่าเขาจะทำอะไร”
การที่เลือดของคนแปลกหน้าผสมกันนั้นเป็นเรื่องที่แปลกชอบกลแต่สภาพผิดปกติเช่นนี้ผมมีความเสี่ยงที่จะติดโรคผ่านเลือด ที่ผมคล้อยตามเขาเพราะอยากล่วงรู้ความลับในใจเขาไม่เข้าถ้ำเสือ ไยจะได้ลูกเสือ คนโบราณมอบคำตอบที่ดีที่สุดให้ผมไว้แล้ว
หยดเลือดของฉีเหมยเย็นเฉียบขณะที่เลือดผมเองร้อนผ่าว เมื่อหยดเลือดของสองฝ่ายปะทะกัน มีหมอกขาวลอยผุดขึ้นจากข้อมือผมทันที
“อยู่นิ่งๆ อยู่นิ่งๆ อยู่นิ่งๆ ฟังสิ...”ฉีเหมยพึมพำเบาๆ ดวงตาสองข้างจ้องเขม็งบนใบหน้าผมราวกับตะปูสองตัว
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพ่งฟังแต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
“ผีกำลังร้องไห้ มังกรกำลังหัวเราะ” เขาเอ่ยขึ้น
ผมแปลกใจ ผีร้องไห้นั้นพอจะเข้าใจได้ เพราะเมื่อกี้เพิ่งได้ยินเสียงหอนอย่างโหยหวนของสุนัขป่าทั้งผีร้องไห้กับสุนัขป่าหอนเกิดขึ้นคู่กันในเมื่อมีสุนัขป่าหอนก็ย่อมมีผีร้องไห้ได้
“ผีร้องไห้สุนัขป่าหอน”เป็นสำนวนที่ใช้บรรยายเสียงที่น่ากลัว ไม่น่าฟังและทรมานหูที่สุดขอเพียงผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาจีนย่อมเข้าใจได้แต่ที่เข้าใจยากคือคำว่ามังกรกำลังหัวเราะ เพราะมนุษย์ไม่เคยเห็นมังกรจริงๆและไม่เคยได้ยินเสียงมังกรหัวเราะ
“มังกรกำลังหัวเราะ มังกรกำลังหัวเราะ” ฉีเหมยพูดซ้ำอีกจากนั้นก็เบนสายตาออกจากใบหน้าผม หันไปทางตอนลึกในป่า
เมฆสีที่เหมือนมังกรลอยนิ่งอยู่บนท้องฟ้าราวกับกำลังก้มมองป่าสงบผืนนี้อย่างจดจ่อ
“ผมไม่ได้ยิน”ผมไม่อยากทำเรื่องปิดหูขโมยกระดิ่ง จึงพูดตามตรง
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ตั้งใจฟังสิจริงๆ นะ...ผีกำลังร้องไห้ มังกรกำลังหัวเราะ” ฉีเหมยพ่นฟองน้ำลายออกจากมุมปากแล้วห้านิ้วมือขวาจิกใส่เนื้อผมลึกราวกับตะขอ
“คุณฉีครับ สงบใจหน่อย อย่าบังคับผมเลย”ผมสงบนิ่งพลางพูดเตือนเขา
ในสภาพเช่นนี้ผมคิดว่าฉีเหมยสติฟั่นเฟือนแล้วไม่อาจเชื่อคำพูดใดๆ ของเขา
เขาเป็นถึงที่ปรึกษาอันดับหนึ่งแห่งมณฑลย่อมไม่จงใจวางแผนหลอกผม แต่ขณะนี้จิตใจเขาอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่ง ผมย่อมไม่สามารถพูดคุยกับเขาได้
“เกอซู...เกอซู...” ฉีเหมยกัดฟันแน่นยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ เขาก็กู่ร้องเสียงยาว จนแก้วหูผมชาผมเดาว่าเขาต้องการสื่อสารกับคนในบ้านหลังเล็กในป่า นั่นก็คือภรรยาเขาเกอซูสุ่ยซิ่วแต่ที่นี่ห่างจากบ้านหลังนั้นไม่ถึงห้าสิบก้าว ต่อให้มีใบไม้บังก็ไม่จำเป็นต้องกู่ร้องอย่างสุดชีวิตแบบนั้น
“ฉันอยู่นี่”มีเสียงผู้หญิงดังแว่วมาแต่ไกล
“คนของสกุลเซี่ยอยู่นี่คุณจะพบเขาเดี๋ยวนี้ไหม...” จู่ๆ ฉีเหมยก็สำลัก ปล่อยข้อมือผมออกใช้มือข้างหนึ่งกุมอก สีหน้าเจ็บปวดทรมานสุดขีด
“ได้ เชิญเขาเข้ามา” ผู้หญิงคนนั้นตอบ
ฉีเหมยชี้ไปข้างหน้า ทำท่าเชิญแต่เขาไม่ขยับเท้า ดูแล้วคงต้องการให้ผมไปเอง
“คุณฉีครับ ให้ผมไปพบภรรยาคุณตามลำพังจะเหมาะหรือ” ผมยังคงสงบนิ่ง เลี่ยงไม่ให้มีพิรุธให้ยอดฝีมืออย่างฉีเหมยและเกอซูสุ่ยซิ่วมองออก
“ฉัน...ขยับตัวไม่ได้แล้วต้องรออยู่ที่นี่...คอยคุ้มครองคุณถัง...เธอไปเถอะ ไปแล้วไม่นึกเสียใจแน่...ภรรยาฉันขังตัวเองไว้ไม่พบใครร้อยวันแล้ว...เธอไปมีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย...” สีหน้าฉีเหมยเหนื่อยล้ามาก เขายืนไม่อยู่ ต้องเกาะขอบโต๊ะหิน
ถังหว่านยังอยู่ในภาวะถูกสะกดจิต แต่ผมรู้ว่าเธอแกล้งทำตัวอยู่ในสภาพนั้นเพื่ออำพรางฉีเหมยและเกอซูสุ่ยซิ่วในบ้านเล็ก
“ครับ ผมจะไป” ผมพยักหน้า
ในเมื่อไม่จำเป็นต้องคอยดูแลถังหว่านถ้าเช่นนั้นเราแยกกันลงมือ เพื่อรับมือกับสามีภรรยาคู่นี้ นี่เป็นแผนที่ดีที่สุดเวลานี้
ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปในป่าฉีเหมยก็ตะโกนขึ้นข้างหลังผม “เสี่ยวเซี่ยเธออย่าโหกนะ...เธอไม่ได้ยินผีกำลังร้องไห้...จริงหรือ...มังกร....มังกรกำลังหัวเราะ...”
เรื่องนี้เป็นความจริงแน่นอนแม้ผมจะเห็นเมฆที่ดูเหมือนมังกร แต่ไม่ได้ยินผีกำลังร้องไห้หรือมังกรกำลังหัวเราะเลย
“ไม่ครับ ผมสาบานได้” ผมไม่ได้หันกลับไปเพียงแต่ผงกหัวแรงๆ
“เอาเถอะ เธอเข้าไปได้แล้ว เธอเข้าไปได้แล้ว...”ฉีเหมยถอนหายในยาว
ผมก้าวเข้าไปในป่าบนพื้นเป็นคันนาที่เรียบหลายแนว ในป่ามีหญ้าขึ้นรก ถูกตัดแต่งให้สูงเพียงหนึ่งนิ้วกลายเป็นพื้นหญ้าผืนใหญ่
มีดอกไม้ป่าขึ้นอยู่ท่ามกลางหญ้ารกแต่ก็ถูกตัดทิ้งอย่างไม่ปรานี เหลือเพียงตอที่สั้นและแข็ง
ปกติแล้วคนทั่วไปเวลาตัดหญ้ามักจะเหลือดอกไม้ป่าไว้ดอกสีม่วงสีแดง สั่นไหวตามแรงลม เป็นทัศนียภาพที่งดงามน่าชื่นชมในแบบสวรรค์บ้านไร่โดยเฉพาะสถานที่อย่างฌาปนสถานยิ่งควรมีดอกไม้ไว้ลดความรู้สึกเศร้าหมองให้เบาบางลง
ดูจากพื้นหญ้าเหล่านี้แล้วพอจะมองออกว่าคนที่อยู่ในบ้านเล็กหลังนี้มีนิสัยประหลาด
ผมเดินตรงไปยังบ้านหลังนั้นมองด้วยสายตาน่าจะไปถึงเป้าหมายภายในเวลาสามถึงห้านาที แต่เมื่อผมเข้าไปในป่าแล้วกลับพบว่าเส้นทางเดิมที่ตรงไปมีต้นหยางขึ้นไม่ขาดสายจนผมต้องคอยเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา คอยหลบเพื่อเดินไปข้างหน้า สุดท้ายเมื่อผมเดินไปถึงหน้าบ้านหลังนั้นก็ใช้เวลาถึงยี่สิบนาทีเห็นได้ชัดว่าตำแหน่งการปลูกต้นหยางเหล่านี้ผ่านการออกแบบอย่างซับซ้อนเกี่ยวข้องกับวิชาค่ายประตูกล พูดง่ายๆ ก็คือถ้ามีศัตรูมาโจมตีต้นหยางจะขัดขวางการบุกของศัตรูอย่างได้ผลทำให้ฝ่ายที่ตั้งรับมีเวลาเตรียมรับมือได้นานขึ้น
เกอซูสุ่ยซิ่วเป็นภรรยาฉีเหมยซึ่งเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑลย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ดังนั้นต่อให้ผมพบเจอเรื่องแปลกๆ มากขึ้น แต่เห็นบ่อยเข้าจะไม่รู้สึกแปลกแล้ว
ข้างหน้าเป็นประตูไม้ไม่ทาสีปิดแง้มไว้ข้างในเงียบเชียบ ราวกับหญิงที่เพิ่งพูดตอบกับฉีเหมยไม่ได้อยู่ในนั้น
“ผู้อาวุโสครับ ผมเซี่ยเทียนสือคุณฉีให้ผมมาที่นี่ครับ” ผมเคาะประตูไม้แล้วพูดเบาๆ
เพราะตัวหนังสือที่สวยงามและการบันทึกที่ชัดเจนในสมุดบันทึกทำให้ผมรู้สึกมีภาพประทับที่ดีต่อเกอซูสุ่ยซิ่วภรรยาของฉีเหมยผมจึงมีท่าทีนอบน้อมเป็นพิเศษ
ไม่มีเสียงตอบจากด้านใน ผมผลักประตูด้วยมือข้างเดียวประตูไม้เปิดออก
ในห้องมีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวเก้าอี้หนึ่งตัวและเตียงหนึ่งหลัง ห้องกว้างสามเมตร ยาวห้าเมตรมองแวบเดียวก็เห็นทั่วทุกมุมของห้องอย่างชัดเจน ในห้องไม่มีคน โต๊ะเก้าอี้ได้รับการเช็ดถูอย่างสะอาดผ้าปูเตียงก็สะอาดเรียบร้อย ผมมองไปที่ป่ารอบๆ ก็ไม่มีคนเช่นกัน
ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านป้ากวนบางทีผมอาจจะเลือกเข้าไปนั่งรอในห้อง แต่เพราะบทเรียนครั้งนั้นทำให้ผมไม่บุกเดี่ยวเข้าไปง่ายๆ แต่เลือกที่จะยืนอยู่นอกประตู รออยู่เงียบๆ
“ทำไมผมจึงไม่ได้ยินเสียงผีร้องไห้และมังกรหัวเราะที่ฉีเหมยพูดนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ โลกนี้มีสัตว์อย่างมังกรจริงหรือถ้ามันปรากฏตัวขึ้นจริง จะคล้ายกับในภาพวาดไหม...”ผมไม่ลืมเสียงร้องและสีหน้าของฉีเหมย ตอนนั้นท่าทางเขาตกใจสุดขีดจนหน้าตาดูน่ากลัว เลิกสนใจที่จะปิดบัง
อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาต้องเคยได้ยินเสียงอย่างนี้มาก่อนรู้ด้วยว่าเสียงดังกล่าวมีความหมายอย่างไร จึงตื่นกลัวขนาดนั้น
“ผีและมังกรอยู่ไหนกันแน่” ผมก้มมองข้อมือหยดเลือดแห้งกรังแล้ว ผมใช้มือปัดออกไป
ฉีเหมยคิดว่าถ้าใช้เลือดเขารวมเข้ากับเลือดผมจะช่วยให้ผมได้ยินเสียงที่น่ากลัวนั่น เขาเป็นคนที่รู้ไสยเวท ก่อนหน้านี้ต้องใช้วิธีนี้ได้ผลแต่ทำไมครั้งนี้จึงไม่ได้ผล
ผมนึกฉงน แล้วเงยหน้าขึ้นถอนหายใจยาว
แน่นอนว่าผมไม่ลืมภารกิจที่มาที่นี่เพื่อหารือเรื่องกระจกวารีโหรเทพกับเกอซูสุ่ยซิ่ว ผมเชื่อว่าฉีเหมยและเธอก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน
ทุกคนต่างตามหากระจกวารีโหรเทพครั้งนี้ดูเหมือนเกอซูสุ่ยซิ่วจะเข้าใกล้ความจริงมากกว่าอย่างน้อยเธอก็เห็นสิ่งที่เป็นสีเงินด้วยตาตัวเอง
ผมรออยู่ห้านาทีเกอซูสุ่ยซิ่วยังไม่กลับมา ผมอดร้อนใจไม่ได้ แล้วเดินวนรอบบ้านเล็กสองรอบยังมองสำรวจป่าโดยรอบ อยากให้สตรีที่ลึกลับคนนี้มาปรากฏตัวตรงหน้าทันที
ต้นหยางรอบบ้านปลูกเป็นรูปแปดเหลี่ยมแต่ละด้านของแปดเหลี่ยมปลูกต้นหยางไว้สามต้น ระหว่างต้นไม้จึงกลายเป็นประตูสองช่อง
ผมประเมินตามความรู้ของตัวเองรูปแปดเหลี่ยมแทนตำแหน่งทั้งแปดในค่ายกลปากั้ว ประกอบด้วยประตูเป็น ประตูตายเส้นทางเป็น เส้นทางตายอยู่ในนั้นด้วย คนปลูกยังสร้างประตูสองช่องในแต่ละด้านทำให้ระดับความซับซ้อนของค่ายกลปากั้วเพิ่มขึ้นนับร้อยเท่าทันที เปลี่ยนจากปากั้ว(แปดสัญลักษณ์) กลายเป็นสิบหกกั้ว (สิบหกสัญลักษณ์) แต่ก็ยังนับว่าไม่สมบูรณ์แบบคนปลูกต้นไม้ยังไม่ได้เปลี่ยนปากั้วให้กลายเป็นหกสิบสี่กั้วนั่นจะทำให้อานุภาพของค่ายกลปากั้วไปถึงขีดสูงสุด
จากโบราณจนถึงปัจจุบันผู้ที่ศึกษาค้นคว้าค่ายกลปากั้วอย่างลึกซึ้งที่สุดคือขงเบ้ง ท่านคือผู้ทรงปัญญาอันดับหนึ่งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีอนาคตก็จะไม่มี ถ้าไม่ใช่เพราะชะตาของจ๊กก๊กจบสิ้นและคนเก่งร่อยหรอแล้วอาศัยภูมิปัญญาของท่านย่อมสามารถพิชิตทักษิณปราบอุดร ตีประจิมบุกบูรพาได้นานแล้วรวบรวมแผ่นดินในยุคสามก๊กที่วุ่นวาย สร้างรากฐานนับพันปี
หลังจากขงเบ้งแล้ว ผู้ทรงปัญญาทุกราชวงศ์ทุกยุคไม่อาจเทียบท่านได้เพราะความจำกัดของสติปัญญาตนเองแม้แต่ลูกหลานที่สืบทอดต่อมาในตระกูลจูเก๋อของท่านเองก็ไร้ความสามารถ
“เกอซูสุ่ยซิ่วเป็นยอดคนที่เร้นกายอยู่ในจี่หนานอย่างแท้จริง...”ผมถอนหายใจ
มีผู้หญิงอัจฉริยะเช่นนี้คอยช่วยฉีเหมย ความสำเร็จในวันหน้าของฉีเหมยคงไม่หยุดอยู่แค่ที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑลแน่นอนอาจจะเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของจีน กลายเป็นคนยิ่งใหญ่ในวงราชการที่กินรวบทั้งเหนือและใต้
หลังจากผมตรวจดูแล้วไม่ได้ผลอะไรจึงกลับมาที่หน้าประตู
“เข้ามา” เสียงผู้หญิงในห้องดังขึ้น
ผมสะดุ้ง มองเข้าไปในห้องทันทีบนเตียงเดี่ยวหลังนั้นมีหญิงอายุมากนั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้นผมไม่รู้ว่าเธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ท่านั่งขัดสมาธิแบบนั้นเป็นท่าที่สืบทอดมาแต่โบราณต่างจากท่านั่งขัดสมาธิของพระสงฆ์และนักพรตเต๋าทั่วไป
“ขอบคุณผู้อาวุโส” ผมก้าวเข้าไปในห้องแล้วค้อมคารวะเธอ
พอผมเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าหน้าตาเธอไม่แก่เลยอายุราวสามสิบห้าเท่านั้น ที่ผมเข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนแก่ก็เพราะเส้นผมเธอขาวโพลนแล้วปล่อยสยายลงบนไหล่