ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 53 ผีกำลังร้องไห้ มังกรกำลังหัวเราะ (2)

             

            โบราณว่าคนเล็กๆ เร้นกายในป่าคนยิ่งใหญ่เร้นกายในเมือง

            เมืองหลวงมณฑลเป็นที่รวมของเหล่ายอดฝีมือจากทุกทิศไม่ต้องสงสัยเลยว่าฉีเหมยเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริงที่เร้นกายอยู่ในวงราชการ

            ฝีมือมีดของเขาบรรลุถึงขั้นสูงสุด ในระดับแมลงปอแตะน้ำและเหวี่ยงใบไม้เด็ดบุปผาแต่เขาเก็บงำไว้ตลอดเวลาให้ภายนอกรู้จักเขาแค่เพียงที่ปรึกษาของบุคคลที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น

            “อยู่นิ่งๆ ทำอย่างนี้...เธอจึงจะได้ยินสิ่งที่...ลึกลงไปอีกขั้นหนึ่ง”ฉีเหมยหายใจหอบ พูดเบาๆ มือขวาเขาออกแรงเพื่อขวางไม่ให้ผมสะบัดแขน

            ผมเลิกลังเล แล้วตัดสินใจทันที “เรื่องเร่งด่วนยอมตามนั้น ดูว่าเขาจะทำอะไร”

            การที่เลือดของคนแปลกหน้าผสมกันนั้นเป็นเรื่องที่แปลกชอบกลแต่สภาพผิดปกติเช่นนี้ผมมีความเสี่ยงที่จะติดโรคผ่านเลือด ที่ผมคล้อยตามเขาเพราะอยากล่วงรู้ความลับในใจเขาไม่เข้าถ้ำเสือ ไยจะได้ลูกเสือ คนโบราณมอบคำตอบที่ดีที่สุดให้ผมไว้แล้ว

            หยดเลือดของฉีเหมยเย็นเฉียบขณะที่เลือดผมเองร้อนผ่าว เมื่อหยดเลือดของสองฝ่ายปะทะกัน มีหมอกขาวลอยผุดขึ้นจากข้อมือผมทันที

            “อยู่นิ่งๆ อยู่นิ่งๆ อยู่นิ่งๆ ฟังสิ...”ฉีเหมยพึมพำเบาๆ ดวงตาสองข้างจ้องเขม็งบนใบหน้าผมราวกับตะปูสองตัว

            ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพ่งฟังแต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

            “ผีกำลังร้องไห้ มังกรกำลังหัวเราะ” เขาเอ่ยขึ้น

            ผมแปลกใจ ผีร้องไห้นั้นพอจะเข้าใจได้ เพราะเมื่อกี้เพิ่งได้ยินเสียงหอนอย่างโหยหวนของสุนัขป่าทั้งผีร้องไห้กับสุนัขป่าหอนเกิดขึ้นคู่กันในเมื่อมีสุนัขป่าหอนก็ย่อมมีผีร้องไห้ได้

            “ผีร้องไห้สุนัขป่าหอน”เป็นสำนวนที่ใช้บรรยายเสียงที่น่ากลัว ไม่น่าฟังและทรมานหูที่สุดขอเพียงผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาจีนย่อมเข้าใจได้แต่ที่เข้าใจยากคือคำว่ามังกรกำลังหัวเราะ เพราะมนุษย์ไม่เคยเห็นมังกรจริงๆและไม่เคยได้ยินเสียงมังกรหัวเราะ

             

            “มังกรกำลังหัวเราะ มังกรกำลังหัวเราะ” ฉีเหมยพูดซ้ำอีกจากนั้นก็เบนสายตาออกจากใบหน้าผม หันไปทางตอนลึกในป่า

            เมฆสีที่เหมือนมังกรลอยนิ่งอยู่บนท้องฟ้าราวกับกำลังก้มมองป่าสงบผืนนี้อย่างจดจ่อ

            “ผมไม่ได้ยิน”ผมไม่อยากทำเรื่องปิดหูขโมยกระดิ่ง จึงพูดตามตรง

            “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ตั้งใจฟังสิจริงๆ นะ...ผีกำลังร้องไห้ มังกรกำลังหัวเราะ” ฉีเหมยพ่นฟองน้ำลายออกจากมุมปากแล้วห้านิ้วมือขวาจิกใส่เนื้อผมลึกราวกับตะขอ

            “คุณฉีครับ สงบใจหน่อย อย่าบังคับผมเลย”ผมสงบนิ่งพลางพูดเตือนเขา

            ในสภาพเช่นนี้ผมคิดว่าฉีเหมยสติฟั่นเฟือนแล้วไม่อาจเชื่อคำพูดใดๆ ของเขา

            เขาเป็นถึงที่ปรึกษาอันดับหนึ่งแห่งมณฑลย่อมไม่จงใจวางแผนหลอกผม แต่ขณะนี้จิตใจเขาอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่ง ผมย่อมไม่สามารถพูดคุยกับเขาได้

            “เกอซู...เกอซู...” ฉีเหมยกัดฟันแน่นยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ เขาก็กู่ร้องเสียงยาว จนแก้วหูผมชาผมเดาว่าเขาต้องการสื่อสารกับคนในบ้านหลังเล็กในป่า นั่นก็คือภรรยาเขาเกอซูสุ่ยซิ่วแต่ที่นี่ห่างจากบ้านหลังนั้นไม่ถึงห้าสิบก้าว ต่อให้มีใบไม้บังก็ไม่จำเป็นต้องกู่ร้องอย่างสุดชีวิตแบบนั้น

            “ฉันอยู่นี่”มีเสียงผู้หญิงดังแว่วมาแต่ไกล

            “คนของสกุลเซี่ยอยู่นี่คุณจะพบเขาเดี๋ยวนี้ไหม...” จู่ๆ ฉีเหมยก็สำลัก ปล่อยข้อมือผมออกใช้มือข้างหนึ่งกุมอก สีหน้าเจ็บปวดทรมานสุดขีด

            “ได้ เชิญเขาเข้ามา” ผู้หญิงคนนั้นตอบ

            ฉีเหมยชี้ไปข้างหน้า ทำท่าเชิญแต่เขาไม่ขยับเท้า ดูแล้วคงต้องการให้ผมไปเอง

            “คุณฉีครับ ให้ผมไปพบภรรยาคุณตามลำพังจะเหมาะหรือ” ผมยังคงสงบนิ่ง เลี่ยงไม่ให้มีพิรุธให้ยอดฝีมืออย่างฉีเหมยและเกอซูสุ่ยซิ่วมองออก

            “ฉัน...ขยับตัวไม่ได้แล้วต้องรออยู่ที่นี่...คอยคุ้มครองคุณถัง...เธอไปเถอะ ไปแล้วไม่นึกเสียใจแน่...ภรรยาฉันขังตัวเองไว้ไม่พบใครร้อยวันแล้ว...เธอไปมีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย...” สีหน้าฉีเหมยเหนื่อยล้ามาก เขายืนไม่อยู่ ต้องเกาะขอบโต๊ะหิน

            ถังหว่านยังอยู่ในภาวะถูกสะกดจิต แต่ผมรู้ว่าเธอแกล้งทำตัวอยู่ในสภาพนั้นเพื่ออำพรางฉีเหมยและเกอซูสุ่ยซิ่วในบ้านเล็ก

            “ครับ ผมจะไป” ผมพยักหน้า

            ในเมื่อไม่จำเป็นต้องคอยดูแลถังหว่านถ้าเช่นนั้นเราแยกกันลงมือ เพื่อรับมือกับสามีภรรยาคู่นี้ นี่เป็นแผนที่ดีที่สุดเวลานี้

            ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปในป่าฉีเหมยก็ตะโกนขึ้นข้างหลังผม “เสี่ยวเซี่ยเธออย่าโหกนะ...เธอไม่ได้ยินผีกำลังร้องไห้...จริงหรือ...มังกร....มังกรกำลังหัวเราะ...”

            เรื่องนี้เป็นความจริงแน่นอนแม้ผมจะเห็นเมฆที่ดูเหมือนมังกร แต่ไม่ได้ยินผีกำลังร้องไห้หรือมังกรกำลังหัวเราะเลย

            “ไม่ครับ ผมสาบานได้” ผมไม่ได้หันกลับไปเพียงแต่ผงกหัวแรงๆ

            “เอาเถอะ เธอเข้าไปได้แล้ว เธอเข้าไปได้แล้ว...”ฉีเหมยถอนหายในยาว

             

            ผมก้าวเข้าไปในป่าบนพื้นเป็นคันนาที่เรียบหลายแนว ในป่ามีหญ้าขึ้นรก ถูกตัดแต่งให้สูงเพียงหนึ่งนิ้วกลายเป็นพื้นหญ้าผืนใหญ่

            มีดอกไม้ป่าขึ้นอยู่ท่ามกลางหญ้ารกแต่ก็ถูกตัดทิ้งอย่างไม่ปรานี เหลือเพียงตอที่สั้นและแข็ง

            ปกติแล้วคนทั่วไปเวลาตัดหญ้ามักจะเหลือดอกไม้ป่าไว้ดอกสีม่วงสีแดง สั่นไหวตามแรงลม เป็นทัศนียภาพที่งดงามน่าชื่นชมในแบบสวรรค์บ้านไร่โดยเฉพาะสถานที่อย่างฌาปนสถานยิ่งควรมีดอกไม้ไว้ลดความรู้สึกเศร้าหมองให้เบาบางลง

            ดูจากพื้นหญ้าเหล่านี้แล้วพอจะมองออกว่าคนที่อยู่ในบ้านเล็กหลังนี้มีนิสัยประหลาด

            ผมเดินตรงไปยังบ้านหลังนั้นมองด้วยสายตาน่าจะไปถึงเป้าหมายภายในเวลาสามถึงห้านาที แต่เมื่อผมเข้าไปในป่าแล้วกลับพบว่าเส้นทางเดิมที่ตรงไปมีต้นหยางขึ้นไม่ขาดสายจนผมต้องคอยเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา คอยหลบเพื่อเดินไปข้างหน้า สุดท้ายเมื่อผมเดินไปถึงหน้าบ้านหลังนั้นก็ใช้เวลาถึงยี่สิบนาทีเห็นได้ชัดว่าตำแหน่งการปลูกต้นหยางเหล่านี้ผ่านการออกแบบอย่างซับซ้อนเกี่ยวข้องกับวิชาค่ายประตูกล พูดง่ายๆ ก็คือถ้ามีศัตรูมาโจมตีต้นหยางจะขัดขวางการบุกของศัตรูอย่างได้ผลทำให้ฝ่ายที่ตั้งรับมีเวลาเตรียมรับมือได้นานขึ้น

            เกอซูสุ่ยซิ่วเป็นภรรยาฉีเหมยซึ่งเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑลย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ดังนั้นต่อให้ผมพบเจอเรื่องแปลกๆ มากขึ้น แต่เห็นบ่อยเข้าจะไม่รู้สึกแปลกแล้ว

            ข้างหน้าเป็นประตูไม้ไม่ทาสีปิดแง้มไว้ข้างในเงียบเชียบ ราวกับหญิงที่เพิ่งพูดตอบกับฉีเหมยไม่ได้อยู่ในนั้น

            “ผู้อาวุโสครับ ผมเซี่ยเทียนสือคุณฉีให้ผมมาที่นี่ครับ” ผมเคาะประตูไม้แล้วพูดเบาๆ

            เพราะตัวหนังสือที่สวยงามและการบันทึกที่ชัดเจนในสมุดบันทึกทำให้ผมรู้สึกมีภาพประทับที่ดีต่อเกอซูสุ่ยซิ่วภรรยาของฉีเหมยผมจึงมีท่าทีนอบน้อมเป็นพิเศษ

            ไม่มีเสียงตอบจากด้านใน ผมผลักประตูด้วยมือข้างเดียวประตูไม้เปิดออก

            ในห้องมีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวเก้าอี้หนึ่งตัวและเตียงหนึ่งหลัง ห้องกว้างสามเมตร ยาวห้าเมตรมองแวบเดียวก็เห็นทั่วทุกมุมของห้องอย่างชัดเจน ในห้องไม่มีคน โต๊ะเก้าอี้ได้รับการเช็ดถูอย่างสะอาดผ้าปูเตียงก็สะอาดเรียบร้อย ผมมองไปที่ป่ารอบๆ ก็ไม่มีคนเช่นกัน

            ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านป้ากวนบางทีผมอาจจะเลือกเข้าไปนั่งรอในห้อง แต่เพราะบทเรียนครั้งนั้นทำให้ผมไม่บุกเดี่ยวเข้าไปง่ายๆ แต่เลือกที่จะยืนอยู่นอกประตู รออยู่เงียบๆ

            “ทำไมผมจึงไม่ได้ยินเสียงผีร้องไห้และมังกรหัวเราะที่ฉีเหมยพูดนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ โลกนี้มีสัตว์อย่างมังกรจริงหรือถ้ามันปรากฏตัวขึ้นจริง จะคล้ายกับในภาพวาดไหม...”ผมไม่ลืมเสียงร้องและสีหน้าของฉีเหมย ตอนนั้นท่าทางเขาตกใจสุดขีดจนหน้าตาดูน่ากลัว เลิกสนใจที่จะปิดบัง

            อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาต้องเคยได้ยินเสียงอย่างนี้มาก่อนรู้ด้วยว่าเสียงดังกล่าวมีความหมายอย่างไร จึงตื่นกลัวขนาดนั้น

            “ผีและมังกรอยู่ไหนกันแน่” ผมก้มมองข้อมือหยดเลือดแห้งกรังแล้ว ผมใช้มือปัดออกไป

            ฉีเหมยคิดว่าถ้าใช้เลือดเขารวมเข้ากับเลือดผมจะช่วยให้ผมได้ยินเสียงที่น่ากลัวนั่น เขาเป็นคนที่รู้ไสยเวท ก่อนหน้านี้ต้องใช้วิธีนี้ได้ผลแต่ทำไมครั้งนี้จึงไม่ได้ผล

            ผมนึกฉงน แล้วเงยหน้าขึ้นถอนหายใจยาว

            แน่นอนว่าผมไม่ลืมภารกิจที่มาที่นี่เพื่อหารือเรื่องกระจกวารีโหรเทพกับเกอซูสุ่ยซิ่ว ผมเชื่อว่าฉีเหมยและเธอก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

            ทุกคนต่างตามหากระจกวารีโหรเทพครั้งนี้ดูเหมือนเกอซูสุ่ยซิ่วจะเข้าใกล้ความจริงมากกว่าอย่างน้อยเธอก็เห็นสิ่งที่เป็นสีเงินด้วยตาตัวเอง

            ผมรออยู่ห้านาทีเกอซูสุ่ยซิ่วยังไม่กลับมา ผมอดร้อนใจไม่ได้ แล้วเดินวนรอบบ้านเล็กสองรอบยังมองสำรวจป่าโดยรอบ อยากให้สตรีที่ลึกลับคนนี้มาปรากฏตัวตรงหน้าทันที

            ต้นหยางรอบบ้านปลูกเป็นรูปแปดเหลี่ยมแต่ละด้านของแปดเหลี่ยมปลูกต้นหยางไว้สามต้น ระหว่างต้นไม้จึงกลายเป็นประตูสองช่อง

            ผมประเมินตามความรู้ของตัวเองรูปแปดเหลี่ยมแทนตำแหน่งทั้งแปดในค่ายกลปากั้ว ประกอบด้วยประตูเป็น ประตูตายเส้นทางเป็น เส้นทางตายอยู่ในนั้นด้วย คนปลูกยังสร้างประตูสองช่องในแต่ละด้านทำให้ระดับความซับซ้อนของค่ายกลปากั้วเพิ่มขึ้นนับร้อยเท่าทันที เปลี่ยนจากปากั้ว(แปดสัญลักษณ์) กลายเป็นสิบหกกั้ว (สิบหกสัญลักษณ์) แต่ก็ยังนับว่าไม่สมบูรณ์แบบคนปลูกต้นไม้ยังไม่ได้เปลี่ยนปากั้วให้กลายเป็นหกสิบสี่กั้วนั่นจะทำให้อานุภาพของค่ายกลปากั้วไปถึงขีดสูงสุด

            จากโบราณจนถึงปัจจุบันผู้ที่ศึกษาค้นคว้าค่ายกลปากั้วอย่างลึกซึ้งที่สุดคือขงเบ้ง ท่านคือผู้ทรงปัญญาอันดับหนึ่งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีอนาคตก็จะไม่มี ถ้าไม่ใช่เพราะชะตาของจ๊กก๊กจบสิ้นและคนเก่งร่อยหรอแล้วอาศัยภูมิปัญญาของท่านย่อมสามารถพิชิตทักษิณปราบอุดร ตีประจิมบุกบูรพาได้นานแล้วรวบรวมแผ่นดินในยุคสามก๊กที่วุ่นวาย สร้างรากฐานนับพันปี

            หลังจากขงเบ้งแล้ว ผู้ทรงปัญญาทุกราชวงศ์ทุกยุคไม่อาจเทียบท่านได้เพราะความจำกัดของสติปัญญาตนเองแม้แต่ลูกหลานที่สืบทอดต่อมาในตระกูลจูเก๋อของท่านเองก็ไร้ความสามารถ

            “เกอซูสุ่ยซิ่วเป็นยอดคนที่เร้นกายอยู่ในจี่หนานอย่างแท้จริง...”ผมถอนหายใจ

            มีผู้หญิงอัจฉริยะเช่นนี้คอยช่วยฉีเหมย ความสำเร็จในวันหน้าของฉีเหมยคงไม่หยุดอยู่แค่ที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑลแน่นอนอาจจะเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของจีน กลายเป็นคนยิ่งใหญ่ในวงราชการที่กินรวบทั้งเหนือและใต้

            หลังจากผมตรวจดูแล้วไม่ได้ผลอะไรจึงกลับมาที่หน้าประตู

            “เข้ามา” เสียงผู้หญิงในห้องดังขึ้น

            ผมสะดุ้ง มองเข้าไปในห้องทันทีบนเตียงเดี่ยวหลังนั้นมีหญิงอายุมากนั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้นผมไม่รู้ว่าเธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ท่านั่งขัดสมาธิแบบนั้นเป็นท่าที่สืบทอดมาแต่โบราณต่างจากท่านั่งขัดสมาธิของพระสงฆ์และนักพรตเต๋าทั่วไป

            “ขอบคุณผู้อาวุโส” ผมก้าวเข้าไปในห้องแล้วค้อมคารวะเธอ

            พอผมเงยหน้าขึ้นจึงพบว่าหน้าตาเธอไม่แก่เลยอายุราวสามสิบห้าเท่านั้น ที่ผมเข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนแก่ก็เพราะเส้นผมเธอขาวโพลนแล้วปล่อยสยายลงบนไหล่

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน