“ใช่ ขอรับ”
วารุตตอบ
“เจ้าออกเดินทางไปที่นั่นกับใคร”
“คนเดียวขอรับ”
“คนเดียวงั้นหรือ”
กษัตริย์สิงหลทวน
“เหตุใด จู่ ๆ เจ้าจึงคิดอยากไปที่นั่น”
กษัตริย์สิงหลตรัสถามอย่างต่อเนื่อง
วารุตอ้ำอึ้งเขาไม่มีเหตุผลในการกระทำที่แน่ชัด เลยจำต้องตอบกลับตามความเป็นจริงอย่างไร้เดียงสาว่า
“ข้าอ่านพบสิ่งต่างๆ มาจากหนังสือขอรับ หนังสือสัตว์ซาตานทั้งสามเล่มขอรับ”
กษัตริย์สิงหลขมวดคิ้ว
“นี่เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า ที่เจ้าเดินทางไปยังดินแดนห่างไกลโพ้น เพื่อออกตามหาเหล่าสัตว์ในตำนานตามบทความในหนังสือพวกนั้นอย่างนั้นหรือ เจ้ารู้ไหมว่าหมาป่าตัวใหญ่ที่เจ้าพามันมานั้นมันคือตัวอะไร”
“ผู้คนเรียกขานพวกมันว่าสัตว์ซาตานขอรับ สรรพสัตว์ที่มีร่างกายขนาดใหญ่มากกว่าสัตว์ประเภทเดียวกันจนเหนือกว่ากฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ถึงสาเหตุของการถือกำเนิดขึ้นของพวกมัน”
“ใช่! ที่เจ้าพูดมามันถูกต้อง แสดงว่าเจ้ารู้จักพวกมันเป็นอย่างดี แน่นอนว่าการที่จะทำให้เหล่าสรรพสัตว์จำพวกนี้ดูสงบเสงี่ยมลงได้ มันก็ต้องมีการเผชิญหน้า ไหนเจ้าลองบอกข้ามาซิ ว่าเจ้ากำราบเจ้าหมาป่ายักษ์ตัวนั้นด้วยวิธีใด”
วารุตได้เล่าถึงเหตุการณ์คร่าวๆ ของการเผชิญหน้ากับเจ้าขวานให้แก่กษัตริย์สิงหลได้ฟัง โดยวารุตเล่าว่า ตนนั้นได้พบเจอกับเจ้าหมาป่าตัวนี้ด้วยความบังเอิญ ในพื้นที่ที่เขาเองก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้
เหตุการณ์เปิดฉากขึ้นด้วยการจู่โจมของเจ้าสัตว์ร่างใหญ่
การโจมตีเพียงครั้งแรกของมันทำให้เขาได้รับบาดแผลฉกรรจ์ตรงบริเวณต้นแขนขวา หลังจากนั้นเขาก็พยายามหลบหลีกทุกวิถีทางเพื่อจะรักษาชีวิตของตัวเองให้รอด ในขณะที่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าจะลดละการโจมตีลงเลยแม้แต่น้อย มั่นหมายที่จะปลิดชีพเขาให้จงได้
กษัตริย์สิงหล เมฆา รวมไปถึงศารทูล ต่างพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันพร้อมกัน เหมือนว่าพวกเขาเองก็เคยมีความรู้สึกเช่นนี้
วารุตเล่าต่ออีกว่า ในตอนนั้นเขาเริ่มเข้าใกล้สภาวะวิกฤต จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งหาวิธีการจะเอาชนะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายเสียท่าให้กับมัน เขาอาศัยช่วงเวลาที่มันประมาทที่สุด คือในจังหวะที่มันกำลังจะพุ่งตัวทะยานเข้ามา แผ่นหลังของสัตว์ร่างยักษ์จะอยู่ในระนาบที่ต่ำที่สุด เขาใช้โอกาสนี้กระโดดดีดตัวขึ้นตวัดขานั่งทาบบนกลางแผ่นหลังของมัน
ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าตนไม่มีเวลามากพอที่จะมามัวเลือกวิธีการ จึงตัดสินใจรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีไปยังฝ่ามือข้างที่ถนัด จากนั้นก็เหวี่ยงฟาดลงกลางกระหม่อมของเจ้าหมาป่าอย่างสุดกำลัง การกระทำเช่นนี้ของเขาส่งผลทำให้สัตว์ป่าร่างยักษ์ดุร้ายดูสงบเสงี่ยมลงในท้ายที่สุด
“เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการกับสัตว์ป่าดุร้าย คือการแสดงให้พวกมันเห็นว่าพวกเราเป็นฝ่ายเหนือกว่าพวกมัน”
ศารทูลเอ่ยเสริมขึ้น
กษัตริย์สิงหลจ้องมองวารุตอย่างพินิจพิจารณา พระองค์พยายามจะนึกภาพตามในสิ่งที่เขาเล่ามา แต่ด้วยสีหน้าที่พระองค์แสดงออกมา ดูเหมือนว่าฝ่าบาทคงจะยังไม่ปักใจเชื่อมากนัก ถ้าหากยังไม่เห็นสิ่งนั้นกับสายตาของตน ว่าเด็กคนนี้เก่งกาจสักแค่ไหน
“เจ้าต้องการหมาป่าของเจ้าคืนหรือไม่”
กษัตริย์สิงหลเปิดปากถามอย่างมีนัย
“ถ้าคำตอบของเจ้าคือใช่ เจ้าจะกลายเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตาน แต่เจ้าจำเป็นผ่านบททดสอบของข้าก่อน”
ทุกคนต่างรู้สึกมึนงงไม่ใช่แค่วารุตยังรวมไปถึง เมฆาและศารทูลอีกด้วย
“บททดสอบ อะไรหรือขอรับ”
ศารทูลทวนคำด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ใช่ เขาต้องผ่านบททดสอบ เขาจะต้องแสดงให้เราเห็นว่า เขาสามารถควบคุมสัตว์ซาตานประจำกายของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ มิเช่นนั้นข้าก็ไม่อนุญาตให้เขาครอบครองมัน”
“ฝ่าบาท! แล้วบททดสอบของพระองค์คืออะไรอย่างงั้นหรือขอรับ”
หนนี้เป็นเมฆาที่ถามแทรกขึ้นบ้าง วารุตเองก็มีท่าทางอยากจะรู้เช่นเดียวกัน
กษัตริย์สิงหลหยุดนิ่งไปสักพักแล้วพระองค์ก็พูดในสิ่งที่ทุกคนต้องตะลึงงันออกมา
“เขาจะต้องเข้าประลองกับเจ้าชายภูวดล”
ดวงตาของศารทูลแทบถลนออกจากเบ้า
“อะไรนะขอรับ!”
เขาสวนขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะเสียมารยาท แต่เขาไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนได้ยินจริงๆ
“เจ้าต้องทำการประลองกับเจ้าชายภูวดล นี่คือบททดสอบ ถ้าหากเจ้าเป็นฝ่ายชนะ ข้าจะคืนหมาป่าตัวนั้นให้กับเจ้า และข้าก็จะอนุญาตให้เจ้าเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตานได้”
กษัตริย์สิงหลร่ายยาว
สายตาของพระองค์เพ่งมองมายังจำเลยอย่างวารุต ในขณะเขายังคงรู้สึกมึนๆ งงๆ อยู่ วารุตยังไล่ตามสิ่งที่กษัตริย์สิงหลกล่าวมาไม่ทัน
แม้พยายามจะคิดหาถึงเหตุผลที่สอดคล้องกันแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังหาความเชื่อมโยงระหว่างสองเหตุการณ์นี้ไม่ได้เลยอยู่ดี
ในเมื่อฝ่าบาทตัดสินใจตั้งเงื่อนไขให้กับวารุตเช่นนี้ แม้แต่ศารทูลนายทหารคนสนิทที่เขาเปรียบเสมือนเป็นครูผู้ฝึกสอนให้กับเจ้าชายภูวดล ก็ไม่อาจจะคัดค้านบททดสอบที่กษัตริย์สิงหลกำหนดขึ้นมาได้
แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองนั้น พอจะเดาออกว่ากษัตริย์สิงหลต้องการอะไร คงจะเป็นเพราะเขาอยู่รับใช้ฝ่าบาทมานานแล้วกระมัง
เมฆาคาดเดาว่ากษัตริย์สิงหลอยากลองให้วารุตเป็นคู่ต่อสู้ให้กับเจ้าชายภูวดลสักครั้ง เนื่องจากว่าวารุต ดูเป็นเด็กที่ท่าทางจะเก่งกาจ มักจะทำอะไรในสิ่งที่คาดไม่ถึง หนำซ้ำเขายังมีอายุที่ไล่เลี่ยกันกับเจ้าชายภูวดลอีกด้วย เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้วัดความสามารถให้กับองค์รัชทายาทของพระองค์
'บางทีการประลองในครั้งนี้กษัตริย์สิงหลคงจะให้ความสนใจกับพัฒนาการของลูกชายของตัวเองมากกว่า การที่วารุตจะได้เป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตานหรือไม่ซะอีกนะ ช่างเป็นบททดสอบที่ค่อนข้างเอาแต่ใจเสียจริงๆ '