มหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี

    ตอนที่ 44 บททดสอบที่ค่อยข้างเอาแต่ใจ

    “ใช่ ขอรับ” 

     

    วารุตตอบ

     

    “เจ้าออกเดินทางไปที่นั่นกับใคร”

     

    “คนเดียวขอรับ”

     

    “คนเดียวงั้นหรือ” 

     

    กษัตริย์สิงหลทวน

     

    “เหตุใด จู่ ๆ เจ้าจึงคิดอยากไปที่นั่น” 

     

    กษัตริย์สิงหลตรัสถามอย่างต่อเนื่อง

     

    วารุตอ้ำอึ้งเขาไม่มีเหตุผลในการกระทำที่แน่ชัด เลยจำต้องตอบกลับตามความเป็นจริงอย่างไร้เดียงสาว่า

     

    “ข้าอ่านพบสิ่งต่างๆ มาจากหนังสือขอรับ หนังสือสัตว์ซาตานทั้งสามเล่มขอรับ”

     

    กษัตริย์สิงหลขมวดคิ้ว 

     

    “นี่เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า ที่เจ้าเดินทางไปยังดินแดนห่างไกลโพ้น เพื่อออกตามหาเหล่าสัตว์ในตำนานตามบทความในหนังสือพวกนั้นอย่างนั้นหรือ เจ้ารู้ไหมว่าหมาป่าตัวใหญ่ที่เจ้าพามันมานั้นมันคือตัวอะไร”

     

    “ผู้คนเรียกขานพวกมันว่าสัตว์ซาตานขอรับ สรรพสัตว์ที่มีร่างกายขนาดใหญ่มากกว่าสัตว์ประเภทเดียวกันจนเหนือกว่ากฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ถึงสาเหตุของการถือกำเนิดขึ้นของพวกมัน”

     

    “ใช่! ที่เจ้าพูดมามันถูกต้อง แสดงว่าเจ้ารู้จักพวกมันเป็นอย่างดี แน่นอนว่าการที่จะทำให้เหล่าสรรพสัตว์จำพวกนี้ดูสงบเสงี่ยมลงได้ มันก็ต้องมีการเผชิญหน้า ไหนเจ้าลองบอกข้ามาซิ ว่าเจ้ากำราบเจ้าหมาป่ายักษ์ตัวนั้นด้วยวิธีใด”

     

    วารุตได้เล่าถึงเหตุการณ์คร่าวๆ ของการเผชิญหน้ากับเจ้าขวานให้แก่กษัตริย์สิงหลได้ฟัง โดยวารุตเล่าว่า ตนนั้นได้พบเจอกับเจ้าหมาป่าตัวนี้ด้วยความบังเอิญ ในพื้นที่ที่เขาเองก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้

     

    เหตุการณ์เปิดฉากขึ้นด้วยการจู่โจมของเจ้าสัตว์ร่างใหญ่ 

     

    การโจมตีเพียงครั้งแรกของมันทำให้เขาได้รับบาดแผลฉกรรจ์ตรงบริเวณต้นแขนขวา หลังจากนั้นเขาก็พยายามหลบหลีกทุกวิถีทางเพื่อจะรักษาชีวิตของตัวเองให้รอด ในขณะที่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าจะลดละการโจมตีลงเลยแม้แต่น้อย มั่นหมายที่จะปลิดชีพเขาให้จงได้

     

    กษัตริย์สิงหล เมฆา รวมไปถึงศารทูล ต่างพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันพร้อมกัน เหมือนว่าพวกเขาเองก็เคยมีความรู้สึกเช่นนี้

     

    วารุตเล่าต่ออีกว่า ในตอนนั้นเขาเริ่มเข้าใกล้สภาวะวิกฤต จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งหาวิธีการจะเอาชนะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายเสียท่าให้กับมัน เขาอาศัยช่วงเวลาที่มันประมาทที่สุด คือในจังหวะที่มันกำลังจะพุ่งตัวทะยานเข้ามา แผ่นหลังของสัตว์ร่างยักษ์จะอยู่ในระนาบที่ต่ำที่สุด เขาใช้โอกาสนี้กระโดดดีดตัวขึ้นตวัดขานั่งทาบบนกลางแผ่นหลังของมัน

     

    ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าตนไม่มีเวลามากพอที่จะมามัวเลือกวิธีการ จึงตัดสินใจรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีไปยังฝ่ามือข้างที่ถนัด จากนั้นก็เหวี่ยงฟาดลงกลางกระหม่อมของเจ้าหมาป่าอย่างสุดกำลัง การกระทำเช่นนี้ของเขาส่งผลทำให้สัตว์ป่าร่างยักษ์ดุร้ายดูสงบเสงี่ยมลงในท้ายที่สุด

     

    “เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการกับสัตว์ป่าดุร้าย คือการแสดงให้พวกมันเห็นว่าพวกเราเป็นฝ่ายเหนือกว่าพวกมัน” 

     

    ศารทูลเอ่ยเสริมขึ้น

     

    กษัตริย์สิงหลจ้องมองวารุตอย่างพินิจพิจารณา พระองค์พยายามจะนึกภาพตามในสิ่งที่เขาเล่ามา แต่ด้วยสีหน้าที่พระองค์แสดงออกมา ดูเหมือนว่าฝ่าบาทคงจะยังไม่ปักใจเชื่อมากนัก ถ้าหากยังไม่เห็นสิ่งนั้นกับสายตาของตน ว่าเด็กคนนี้เก่งกาจสักแค่ไหน

     

    “เจ้าต้องการหมาป่าของเจ้าคืนหรือไม่” 

     

    กษัตริย์สิงหลเปิดปากถามอย่างมีนัย

     

    “ถ้าคำตอบของเจ้าคือใช่ เจ้าจะกลายเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตาน แต่เจ้าจำเป็นผ่านบททดสอบของข้าก่อน”

     

    ทุกคนต่างรู้สึกมึนงงไม่ใช่แค่วารุตยังรวมไปถึง เมฆาและศารทูลอีกด้วย

     

    “บททดสอบ อะไรหรือขอรับ” 

     

    ศารทูลทวนคำด้วยสีหน้าประหลาดใจ

     

    “ใช่ เขาต้องผ่านบททดสอบ เขาจะต้องแสดงให้เราเห็นว่า เขาสามารถควบคุมสัตว์ซาตานประจำกายของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ มิเช่นนั้นข้าก็ไม่อนุญาตให้เขาครอบครองมัน”

     

    “ฝ่าบาท! แล้วบททดสอบของพระองค์คืออะไรอย่างงั้นหรือขอรับ” 

     

    หนนี้เป็นเมฆาที่ถามแทรกขึ้นบ้าง วารุตเองก็มีท่าทางอยากจะรู้เช่นเดียวกัน

     

    กษัตริย์สิงหลหยุดนิ่งไปสักพักแล้วพระองค์ก็พูดในสิ่งที่ทุกคนต้องตะลึงงันออกมา

     

    “เขาจะต้องเข้าประลองกับเจ้าชายภูวดล”

     

    ดวงตาของศารทูลแทบถลนออกจากเบ้า 

     

    “อะไรนะขอรับ!” 

     

    เขาสวนขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะเสียมารยาท แต่เขาไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนได้ยินจริงๆ

     

    “เจ้าต้องทำการประลองกับเจ้าชายภูวดล นี่คือบททดสอบ ถ้าหากเจ้าเป็นฝ่ายชนะ ข้าจะคืนหมาป่าตัวนั้นให้กับเจ้า และข้าก็จะอนุญาตให้เจ้าเป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตานได้” 

     

    กษัตริย์สิงหลร่ายยาว

     

    สายตาของพระองค์เพ่งมองมายังจำเลยอย่างวารุต ในขณะเขายังคงรู้สึกมึนๆ งงๆ อยู่ วารุตยังไล่ตามสิ่งที่กษัตริย์สิงหลกล่าวมาไม่ทัน 

     

    แม้พยายามจะคิดหาถึงเหตุผลที่สอดคล้องกันแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังหาความเชื่อมโยงระหว่างสองเหตุการณ์นี้ไม่ได้เลยอยู่ดี

     

    ในเมื่อฝ่าบาทตัดสินใจตั้งเงื่อนไขให้กับวารุตเช่นนี้ แม้แต่ศารทูลนายทหารคนสนิทที่เขาเปรียบเสมือนเป็นครูผู้ฝึกสอนให้กับเจ้าชายภูวดล ก็ไม่อาจจะคัดค้านบททดสอบที่กษัตริย์สิงหลกำหนดขึ้นมาได้

     

    แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองนั้น พอจะเดาออกว่ากษัตริย์สิงหลต้องการอะไร คงจะเป็นเพราะเขาอยู่รับใช้ฝ่าบาทมานานแล้วกระมัง 

     

    เมฆาคาดเดาว่ากษัตริย์สิงหลอยากลองให้วารุตเป็นคู่ต่อสู้ให้กับเจ้าชายภูวดลสักครั้ง เนื่องจากว่าวารุต ดูเป็นเด็กที่ท่าทางจะเก่งกาจ มักจะทำอะไรในสิ่งที่คาดไม่ถึง หนำซ้ำเขายังมีอายุที่ไล่เลี่ยกันกับเจ้าชายภูวดลอีกด้วย เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้วัดความสามารถให้กับองค์รัชทายาทของพระองค์

     

    'บางทีการประลองในครั้งนี้กษัตริย์สิงหลคงจะให้ความสนใจกับพัฒนาการของลูกชายของตัวเองมากกว่า การที่วารุตจะได้เป็นผู้ถือครองสัตว์ซาตานหรือไม่ซะอีกนะ ช่างเป็นบททดสอบที่ค่อนข้างเอาแต่ใจเสียจริงๆ '