ผ่านไปหลายวัน
“ตระกูลชิวเคยเปิดโรงหมอ อยู่ในเมืองหลวงจริงขอรับท่านอ๋อง พอบุตรสาวคนเดียวเสียชีวิตท่านหมอชิวก็ย้ายกลับบ้านเกิดที่อยู่ทางใต้ขอรับ”
“ตอนนี้กระหม่อมส่งคนไปตรวจสอบแล้ว” ซ่งหลานรายงาน
“ดีมาก”
“พี่ใหญ่” เสียงเรียกคุ้นหูที่ดังมาแต่ไกล ทำให้ทั้งสามที่กำลังหารือกันอยู่ต้องหันไปมอง ฉงหลินกับซ่งหลานยิ้มให้กับท่าทางที่เหมือนเด็กไม่รู้จักโตของฟ่านเสียน
“พี่ใหญ่วันนี้ท่านว่างหรือไม่ขอรับ”
พอนั่งลงองค์ชายสามก็รินชาขึ้นดื่มทันที โดยไม่รอให้ใครปรนณิบัติ
“นับวันท่าทางของเ้าไม่เหมือนองค์ชายเข้าไปทุกทีแล้วฟ่านเสียนหากคนอื่นเห็นเขาคงไม่คิดว่าเ้าเป็ลูกเสด็จแม่แน่”
ผู้เป็พี่เอือมระอากับท่าทางไร้กฎระเบียบของน้องชาย
“ไม่แน่นะข้าอาจเป็ลูกของสนมคนใดคนหนึ่งที่นางไม่สามารถเลี้ยงดูข้าได้เลยยกข้าให้เสด็จแม่ก็เป็ได้” พูดจบองค์ชายสามก็หัวเราะจนท้องแข็ง ทำให้เซียวซ่งหลานกับเวินฉงหลินหัวเราะตาม
“ไร้สาระ พวกเ้าก็เหมือนกันถือหางกันดีนัก สักวันข้าจะส่งไปชายแดนให้หมด” พอได้ฟังดังนั้นทั้งสามก็หยุดหัวเราะพร้อมกัน
“เ้ามีเื่สำคัญอะไรถึงได้พรวดพราดเข้ามาเช่นนี้" หย่งซีเฉินถามน้องชาย “ไม่ใช่เื่สำคัญของข้าแต่เป็ของท่านต่างหากขอรับ”
“หืม!!” ท่านอ๋องหันมามองหน้าน้องชาย
“เสด็จแม่กำลังนำภาพวาดสาวงามมุ่งหน้ามาทางนี้อีกแล้วขอรับ”
ฟ่านเสียนรายงานพี่ชาย คล้ายกับว่าเป็เื่คอขาดบาดตาย
“แต่พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลไปข้าหาทางออกไว้ให้ท่านแล้ว”
ฟ่านเสียนมองหน้าพี่ชายด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “ทำเช่นไรหรือ”
“ท่านไปสอนข้ายิงธนูที่ลานฝึกเสด็จแม่ไม่ตามท่านไปแน่นอนขอรับ” ได้ยินแผนการของน้องชายหย่งซีเฉินก็ตกลงทันที
“ได้ เช่นนั้นก็ไปกันเลย”
เมื่อฮองเฮามาถึงนางก็ไม่เจอใครสักคน เพียงแค่นั้นนางก็รู้แล้วว่าเป็ฝีมือลูกชายของนาง “เ้าลูกคนนี้คอยดูนะ” นางได้แต่คาดโทษ
“พวกเ้ามีใครเห็นองค์ชายสามบ้าง” เสียงแหลมเล็กของผู้มาเยือนเป็เหตุให้เหล่านางกำนัลหยุดเดินเพื่อตอบคำถาม “ไม่เห็นเลยเ้าค่ะคุณหนูลั่ว” ลั่วชิงหยางหันซ้ายหันขวา ก็เห็นเวินฉงหลินเดินอยู่ไกลๆ
“เวินฉงหลิน" นางะโลั่น จนนางกำนัลต่างหันมามอง พอรู้ที่มาของเสียงนั้นทุกคนก็ยิ้มไปตามๆกัน เวินฉงหลินหยุดฝีเท้าลงนางรีบวิ่งไปหา “เ้าเห็นองค์ชายสามไหม” ไม่ใช่คำถามแต่เป็การคาดคั้นเอาคำตอบมากกว่า “อยู่ที่ลานยิงธนูกับท่านอ๋องขอรับ”
“ไป เช่นนั้นเ้าไปกับข้า” นางเดินนำหน้าไปทั้งที่เวินฉงหลินยังไม่ได้อ้าปากด้วยซ้ำ เหตุใดคุณหนูลั่วกับองค์ชายสามถึงได้เหมือนกันยิ่งนัก ทั้งสองไม่เคยเห็นกฎระเบียบอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
เวินฉงหลินส่ายหน้าแล้วเดินตามไป
เมื่อถึงลานยิงธนูลั่วชิงหยางเรียกคนรักอย่างดีใจ “ฟ่านเสียน”
องค์ชายสามที่กำลังง้างคันธนูอยู่นั้นก็หันมายิ้มให้นางเช่นกัน พอหันกลับมาหาเป้าหมายลูกศรก็ถูกปล่อยออกไปสุดกำลังศรดอกนั้นปักเข้ากลางจุดสีแดง
“เ้าเก่งมากฟ่านเสียน” นางวิ่งเข้ามาหาคนรัก
“ฝีมือของเ้าถือว่าดีขึ้นมาก"หย่งซีเฉินชมน้องชาย “ทุกอย่างที่พี่ใหญ่สอนข้า ข้าตั้งใจฝึกซ้อมมาตลอดขอรับ” ฟ่านเสียนบอก
“ดีแล้วทุกสิ่งที่เ้าฝึกฝนหมั่นเพียร ล้วนแต่เป็สิ่งที่เป็ประโยชน์ในวันข้างหน้าทั้งต่อตัวเ้าเอง และคนที่เ้าอยากปกป้อง เ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”
“ข้าเข้าใจขอรับ”
ในขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้นหลี่กง กง ก็เดินเข้ามา
“ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ท่านอ๋องเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
หย่งซีเฉินเดินตามหลี่กงกงไปลั่วชิงหยางก็โล่งอก “เฮ้อ!ข้ากลัวแทบแย่" นางพูดพร้อมกับทำท่าหวาดกลัวจริงๆ “เ้าจะกลัวทำไมถึงพี่ใหญ่ของข้าถึงจะเ็าหน้าตาเคร่งขรึมแต่ก็ใจดีเป็ที่สุด”
“เื่นั้นข้ารู้ แต่ก็อดกลัวไม่ได้อยู่ดี” ลั่วชิงหยางบอก
“เ้าอยากยิงธนูไหม" ฟ่านเสียนถามคนรัก
“อยากสิแต่ท่านพ่อบอกว่าข้าเป็สตรี ไม่จำเป็ต้องฝึกเื่พวกนี้”
“ข้าเห็นด้วยกับท่านโหงวเ้าแค่รอปรณนิบัติข้าก็พอ” ลั่วชิงหยางอายจนหน้าแดง
“ถ้าเ้าอยากยิงธนูข้าจะสอนเ้าเอง”
องค์ชายสามดึงแขนคนรักให้ขึ้นไปยืนบนแท่นฝึก มือซ้ายกำคันศรไว้แน่น มือขวาวาดโอบรอบเอวผ่านแผ่นหลังของหญิงคนรัก แล้ววางฝ่ามือใหญ่ลงบนหลังมือของนาง มือแกร่งดึงลูกศรขึ้นสาย เอียงโน้มใบหน้าแนบชิดกับต้นคอขาวนวล ลมหายใจผ่าวร้อนของชายคนรักที่เป่ารดอยู่ที่ริมใบหู ทำให้หัวใจของสาวน้อยเต้นเร็วผิดปกติ ใบหน้าของนางเห่อร้อนแก้มแดงซ่านดั่งลูกตำลึงสุกก็ไม่ปาน นางไม่มีแรงแม้แต่จะง้างคันธนู “เมื่อใดที่ลูกศรขึ้นสายแล้วเ้าต้องมีสมาธินะชิงหยาง”
องค์ชายสามบอกหญิงคนรัก