เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    แผนการที่สำเร็จไปได้ด้วยดี

    ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพไม่คิดรอช้า! เขารีบใช้พลังปกคลุมร่างของหยุนฉางเยว่กับหยุนฉางตงและพาบินไปยังพื้นที่ว่างท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารและชาวบ้านทุกหมู่เหล่า

     

    “อีกประเดี๋ยวเมื่อข้าให้สัญญาณ พวกเจ้ารีบใช้ออกด้วยทักษะที่รุนแรงที่สุดโจมตีไปยังด้านล่างเลยเข้าใจไหม” เย่ชิงหยางจัดแจงแผนการอย่างฉับไว หยุนฉางเยว่และหยุนฉางตงสองพี่น้องเมื่อได้ยินก็พยักหน้าตอบรับในทันที ก่อนจะเผยจิตอสูรของตนเองออกมากลางท้องนภากว้าง

     

    ฟินิกซ์สีมรกตสองตนสยายปีกโบยบินอย่างอิสระอยู่ที่บริเวณด้านหลังของพวกเขา  ไอปราณธาตุลมเริ่มก่อตัวกลายหอกและกระบี่ขนาดใหญ่เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี

     

    มองเห็นภาพนี้! เย่ชิงหยางก็หลอมรวมลมปราณบ้าง ส่งผลให้ด้านหลังของเขาปรากฏจิตอสูรกิเลนที่ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยสายฟ้า

     

    “เอาล่ะทั้งสองคน เริ่มโจมตีได้!!” เย่ชิงหยางออกคำสั่ง

     

    ทั้งหยุนฉางเยว่และหยุนฉางตงจึงรีบปลดปล่อยทักษะของตนเองลงไปยังพื้นที่เบื้องล่างพร้อมกัน ซึ่งทางฝั่งแม่ทัพประจิมเย่ชิงหยางเองก็ปลดปล่อยทักษะตามไปติดๆ ทำให้ทั่วทั้งพื้นที่เกิดการระเบิดครั้งใหญ่

     

    เหล่าชาวบ้านและทหารที่เฝ้ามองสถานการณ์เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ เพราะพวกเขาไม่เคยพบเห็นการสำแดงทักษะที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต

     

    “บูม”

     

    หลังจากที่ผลกระทบจากแรงระเบิดหายไป! พื้นที่ที่เคยราบเรียบก็ได้กลายเป็นหลุมลึกและกว้างขวางราวกับเป็นทะเลสาบขนาดย่อม ซึ่งแน่นอน! ส่วนใหญ่เกิดจากพลังของเย่ชิงหยางที่เป็นถึงระดับจักรพรรดิ

     

    แต่สิ่งที่เหล่าชาวเมืองมองเห็นนั้นก็คือ เย่ชิงหยาง องค์หญิงหยุนฉางเยว่ และองค์ชายหยุนฉางตงได้รวมพลังกันสร้างหลุมลึกนี้ขึ้นมา

     

    แม่ทัพประจิมเย่ชิงหยางรีบพาองค์หญิงและองค์ชายบินกลับไปยังหน้าขบวนโดยไม่รอช้า ก่อนจะเอ่ยปากป่าวประกาศออกมาเสียงดังลั่น

     

    “ชาวเมืองทุกคนจงฟัง! บัดนี้ข้า องค์หญิง และองค์ชายได้รวมพลังกันสร้างอ่างเก็บน้ำเอาไว้ให้แล้ว และนับจากนี้พวกเจ้าไม่ต้องเดินทางไปตักน้ำที่เขตติดต่อระหว่างพรมแดนอีกต่อไป!!”

     

    สิ้นสุดคำประกาศของแม่ทัพประจิมผู้เกรียงไกร เหล่าชาวเมืองรวมไปถึงเหล่าทหารกล้าต่างรู้สึกเคารพเลื่อมใสในตัวองค์หญิง องค์ชาย และเย่ชิงหยางจากใจจริง

     

    “ทรงพระเจริญ องค์ชาย!”

     

    “ทรงพระเจริญ องค์หญิง!”

     

    “ขอบพระคุณท่านแม่ทัพประจิม”

     

    เหล่าชาวบ้านต่างกู่ร้องสุดเสียง ท่ามกลางสายพิรุณที่ยังคงโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก

     

    ส่วนทางฝั่งของเย่หยุนซีผู้ซึ่งเป็นคนเริ่มแผนการ บัดนี้กำลังนั่งมองภาพที่น่าประทับใจนี้จากบนรถม้าอย่างพึงพอใจ พร้อมทั้งใช้มือลูบขนสีทองของเสี่ยวจินที่อยู่บนตักอย่างแผ่วเบา

     

    “เสี่ยวหลิง ท่านรู้สึกแปลกใจหรือเปล่า?” ขาหันไปเอ่ยถามโฉมสะคราญในคราบบุรุษ

     

    “เห้อ ข้าคงจะอยู่กับท่านมากเกินไปจนรู้สึกชินชากับเรื่องแปลกประหลาดพวกนี้ไปเสียแล้ว คุณชาย” หลิงจีถอนหายใจพลางกล่าว

     

    แต่ทว่า! นางก็ไม่คิดจะไถ่ถามอะไรไปมากกว่านั้น เพราะไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมากจนเกินไป ในใจคิดว่า หากเย่หยุนซีพร้อมก็คงบอกเองโดยไม่ต้องให้นางเอ่ยถามเลยสักคำ

     

    เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มบาง “อืม........งั้นเอาไว้ข้าค่อยอธิบายเรื่องนี้ให้ท่านฟังพร้อมกับพวกท่านพ่อท่านแม่ก็แล้วกัน เพราะอีกไม่นานพวกเขาน่าจะมาขอคำอธิบายจากข้า”

     

    “คิกคิก ตกลงตามนั้นเจ้าค่ะ” หลิงจีป้องปากหัวเราะพลางตอบกลับ ก่อนที่จะเบนสายตามองไปยังเหล่าชาวเมืองที่บัดนี้ยังคงโห่ร้องสรรเสริญองค์หญิง องค์ชาย และแม่ทัพประจิมอย่างไม่หยุดหย่อน ถึงแม้เสื้อผ้าอาภรณ์จะเปียกโชกพวกเขาก็หาได้สนใจไม่

     

    จวบจนระยะเวลาผ่านไปอีกเกือบ 1 ก้านธูป เหล่าชาวเมืองถึงได้ยอมเปิดทางให้กองทัพประจิมได้เคลื่อนพลไปยังกระโจมที่พัก

     

    ส่วนรถม้าทั้ง 3 คันถูกพาไปยังบ้านเล็กๆสี่หลัง ซึ่งถือเป็นสถานที่รับรองบุคคลสำคัญของเมืองชายแดนแห่งนี้

     

    “เห้อ ในที่สุดก็ถึงสักที” หลังจากลงมาจากรถม้า เย่หยุนก็แสร้งทำเป็นบิดขี้เกียจไปมา ปากบ่นพึมพำ ที่บริเวณด้านหลังของเขานั้น แน่นอนว่าย่อมเป็นหลิงจีที่กำลังยืนอุ้มเสี่ยวจินอย่างอ่อนโยนและเบามือ

     

    “โอ้ หน้าตาน้องเขยของข้า เป็นเช่นนี้เองน่ะหรือ” ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะเดินเข้าบ้าน องค์ชาย 3 หยุนฉางตงก็พลันเดินเข้ามาหา โดยมีผู้เป็นน้องสาวอย่างหยุนฉางเยว่เดินตามมาไม่ห่างกาย

     

    “คาราวะองค์หญิง คาราวะองค์ชาย” ทั้งเย่หยุนซีและหลิงจีก้มศีรษะให้อีกฝ่ายพร้อมกันด้วยความเคารพ

     

    “เห้อ ข้าก็บอกไปแล้วนี่ว่าไม่จำเป็นต้องมากพิธีกับข้า” หยุนฉางเยว่อดยกพลางกล่าว

     

    เย่หยุนซีส่ายศีรษะเบาๆ “ครั้งนี้ท่านมากับองค์ชายจะให้ไม่มีพิธีการเลยก็คงไม่ได้กระมังขอรับ”

     

    “ฮ่าๆๆ.......ถ้าหากพูดกันตามศักดิ์ เจ้าไม่จำเป็นต้องมากพิธีกับข้าหรอก เรียกข้าว่าพี่ชายก็ได้” เป็นหยุนฉางตงที่ตอบกลับอย่างฉับไว

     

    ไม่ว่าจะสถานะพี่ชายของหยุนฉางเยว่หรือลูกศิษย์ของแม่ทัพประจิมเย่ชิงหยาง เย่หยุนซีก็มีศักดิ์เปรียบดั่งน้องชายคนหนึ่งของเขาไปแล้วจริงๆ

     

     “ถ้างั้นตัวข้าก็ไม่ขอเกรงใจแล้วกันนะขอรับ พี่ชายหยุน” เย่หยุนซียิ้มกล่าว คำพูดนี้ของเขาทำให้ผู้ซึ่งเป็นพี่เขยพึงพอใจเอามากๆ

     

    แต่ในขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น! หยุนฉางเยว่ที่อยู่นอกวงสนทนาบัดนี้กำลังเดินเข้าไปหาหลิงจี ใบหน้าแสดงออกถึงความฉงนระคนแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง