ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 47 : ความลึกลับของตระกูลจาง

    เมื่อกลับมาถึงตำหนัก จางหลินรีบออกคำสั่งให้กลุ่มบัญญัติสวรรค์ออกสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลมหาโพธิสัตว์มาให้ได้มากที่สุด 


    พร้อมกับเขาที่ได้รับรายงานมาว่า ภายในคืนเดียวเครือข่ายใต้ดินของตระกูลชิงก็ได้ถูกยึดครอง และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลชิงได้ถูกสังหารไปทั้งหมด โดยยกผลประโยชน์บางส่วนให้แก่ตระกูลฉี ตระกูลหยูและตระกูลหลิน ซึ่งเป็นไปตามที่จางหลินต้องการทุกประการ


    สถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่จางหลินต้องการมากที่สุด เพราะเขาต้องการจะตัดสายใยที่เชื่อมโยงระหว่างตระกูลชิงกับเมืองหยางโจวออกทั้งหมด ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องจดจ่อก็คือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลมหาโพธิสัตว์ ที่จะสามารถช่วยฟื้นฟูต้นกำเนิดแห่งชีวิตให้แก่จางหยินเซียวได้


    หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ลุงเฉียนก็มาปรากฏตัวขึ้นในห้องพร้อมกับเอกสารมากมาย ก่อนจะกล่าวรายงาน “นายน้อย ผลมหาโพธิสัตว์มีอยู่จริง มันคือสมุนไพรวิเศษที่จะเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมของผืนป่าอุดมสมบูรณ์และมีการอยู่อาศัยของสัตว์วิญญาณระดับสูงเท่านั้น นั่นเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอดที่จะเพิ่มอายุขัยให้แก่ผู้ป่วยหรือผู้ที่ใกล้จะสิ้นอายุขัยได้ดีมาก”


    “ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นของมันมาจากเมล็ดพันธุ์พระโพธิสัตว์ที่ถูกทำให้เติบโตด้วยพลังงานของสัตว์วิญญาณและพลังงานเต๋าของผืนป่า…ตามข้อมูลที่ได้รับมา ผลมหาโพธิสัตว์จะสามารถเก็บเกี่ยวได้หลังจากใช้เวลาปลูกประมาณ 500 ปีแล้วเท่านั้น หรือถ้าหากต้องการให้ผลมหาโพธิสัตว์เติบโตเต็มที่ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1,000 ปี” ลุงเฉียนรายงานทุกอย่างที่เขารู้


    ดวงตาของจางหลินเป็นประกาย “นั่นหมายความว่าขอเพียงแค่ข้าได้รับผลมหาโพธิสัตว์ ข้าก็จะสามารถแก้ปัญหานี้ให้แก่ท่านพ่อได้อย่างหมดจด!”


    จากนั้นเขาก็หยิบเอกสารมาจากมือของลุงเฉียน ก่อนจะเห็นรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับผลมหาโพธิสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเกี่ยว การกักเก็บ หรือแม้แต่การใช้ผลมหาโพธิสัตว์ในการรักษาทางการแพทย์


    เมื่อได้รับข้อมูลละเอียดถี่ถ้วน จางหลินก็ออกคำสั่งอีกครั้ง “ลุงเฉียน ข้าต้องการแผนที่ของป่าอสูรร่ำไห้อย่างละเอียด ข้ามีเวลาให้ไม่เกินสามวัน”


    “ขอรับ…” ลุงเฉียนพยักหน้ารับคำสั่ง แต่เขาถามกลับไปว่า “ว่าแต่นายน้อย ท่านจะเข้าไปที่ป่าอสูรร่ำไห้ด้วยตนเองเลยงั้นรึ?”


    จางหลินพยักหน้าเบาๆ “ถูกต้อง การเคลื่อนไหวคนเดียวจะสะดวกมากกว่า”


    แต่ลุงเฉียนกลับแย้งขึ้นมาด้วยสีหน้าที่กังวล “ว่ากันว่าสถานที่แห่งนั้นอันตรายมาก ผู้ที่เคยย่างกรายเข้าไปจะไม่มีทางได้กลับออกมาอีกเลย ข้าว่าท่านควรส่งใครบางคนในกลุ่มบัญญัติสวรรค์ไปตามหาผลมหาโพธิสัตว์จะเป็นการดีกว่าหรือไม่เพื่อความปลอดภัยของท่าน?”


    จางหลินส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย ก่อนจะให้เหตุผลว่า “เรื่องนี้ควรจะถูกเก็บเป็นความลับจากทุกกองกำลัง เพราะจากข้อมูลที่เจ้าหามา ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าภายในป่าอสูรร่ำไห้มีผลมหาโพธิสัตว์อยู่จริงหรือไม่”


    จู่ๆเขาก็ตระหนักบางอย่างขึ้นได้ 


    [เป็นไปได้ไหมว่าการปรากฏตัวของผู้อาวุโสหยุนเหวินและหยานฉู่จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?]


    [หากไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะมาที่นี่เพื่ออะไร?]


    ตั้งแต่เขาอาศัยอยู่ในเมืองหยางโจว ไม่เคยมีผู้ใดที่มีฐานันดรสูงกว่าก้าวเข้ามาในเมืองหยางโจวหากไม่มีเหตุจำเป็น


    ถึงจะมีการคัดเลือกศิษย์เข้าสู่สำนัก แต่ทุกๆครั้งสำนักเหล่านั้นไม่ได้ส่งผู้อาวุโสระดับสูงออกมาเฉกเช่นในครั้งนี้


    ผู้แข็งแกร่งที่มาเยือนเมืองหยางโจวในเวลานี้ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอย่างแน่นอน


    เมื่อเห็นว่าจางหลินตัดสินใจแล้ว ลุงเฉียนก็ทำได้เพียงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าเข้าใจ…”


    พรึ่บ!


    จากนั้นร่างของลุงเฉียนก็หายไปจากห้อง โดยที่จางหลินตัดสินใจออกไปยังห้องปรุงยาเพื่อที่จะกลั่นยาอายุวัฒนะชั่วคราวให้แก่จางหยินเซียวไปก่อน


    .

    .

    .


    ~ สถานที่แห่งหนึ่งที่ไกลออกไป ~


    ภายในห้องที่มืดมิดมีเพียงแค่แสงจากตะเกียง มีร่างของชายผมสีเงินที่กำลังขมวดคิ้วขณะจ้องมองม้วนกระดาษในมือ “ปรากฏว่าชายหนุ่มที่เดินผ่านโรงเตี๊ยมในวันนั้นคือจางหลิน”


    ในมือของมันคือภาพเสมือนของสมาชิกตระกูลจางทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่สาวใช้และพ่อบ้านของตระกูลจาง ซ้ำยังมีข้อมูลโดยละเอียดที่มันได้รับมาจากลูกสมุนอีกทอด


    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนผู้นี้คือเทียนเหยาที่สอง!


    แต่เมื่อเทียนเหยาที่สองพลิกไปยังกระดาษหน้าถัดไป คิ้วของมันกลับเลิกขึ้นด้วยความสงสัย “ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของตระกูลจาง? จะเป็นไปได้อย่างไรที่ข้อมูลของแคว้นฉู่จะไม่มีการกล่าวถึงตระกูลจางอยู่เลย!?”


    เทียนเหยาที่สองเริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดี 


    มันพลิกม้วนกระดาษทุกแผ่นและอ่านอย่างขะมักขะเม้น แต่เมื่ออ่านจบสีหน้าของมันก็ซีดลงในทันที “ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการอพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ ไม่มีชื่อของบรรพบุรุษของตระกูลจางอยู่ในสารานุกรมของแคว้นฉู่... แท้จริงแล้วตระกูลจางมีต้นกำเนิดอย่างไรกันแน่?”


    ความลึกลับเกี่ยวกับตระกูลจางทำให้เทียนเหยาที่สองอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามในใจ


    [ภูมิหลังของตระกูลจางลึกลับเกินไปหรือไม่?]


    [เป็นไปได้ไหมว่าตระกูลจางจะมีภูมิหลังลึกซึ้งกว่าที่ข้าคิด?]


    เทียนเหยาที่สองเหงื่อตก มันพยายามหาเหตุผลมารับรองความแปลกประหลาดของตระกูลจาง แต่มันก็ไม่สามารถหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลมารองรับได้เลย


    เนื่องจากว่าทุกๆตระกูลต่อให้มาจากเมืองอันห่างไกล ก็สามารถสืบค้นต้นกำเนิดหรือรากเหง้าของพวกเขาได้ด้วยข้อมูลสารานุกรมของแคว้น 


    ทว่ามีเพียงตระกูลเดียวเท่านั้นที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในสารานุกรมของแคว้นฉู่ นั่นคือตระกูลจาง! 


    ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างยิ่ง!


    เทียนเหยาที่สองหันไปถามชายอ้วนที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เจ้าได้ข้อมูลอะไรจากแคว้นอื่นบ้างหรือไม่?”


    ชายร่างอ้วนส่ายหน้าในทันที “พี่ใหญ่ ไม่มีข้อมูลของตระกูลจางอยู่ในสารานุกรมของหกแคว้นใหญ่เลย”


    เทียนเหยาที่สองลุกขึ้นพรวดด้วยความตกใจ “ไม่! นี่มันไม่ปกติแล้ว! เป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลจางจะไม่มีรากเหง้าอยู่ในแคว้นใดเลย!”


    ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าตระกูลจางจากเมืองหยางโจวอาจจะเป็นลูกพลับที่นวดง่าย และสามารถสังหารหมู่พวกมันได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบที่จะตามมา 


    แต่หลังจากใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการสืบค้นจนละเอียดและไม่พบเข้ากับข้อมูลรากเหง้าของตระกูลจาง เทียนเหยาที่สองก็เริ่มที่จะรู้สึกถึงลางไม่ดี


    นั่นหมายความว่าแท้จริงแล้วยังไม่มีผู้ใดทราบถึงภูมิหลังที่แท้จริงของตระกูลจางเลย...


    เทียนเหยาที่สองนั่งลงเพื่อสงบสติอารมณ์อีกครั้ง มือทั้งสองของมันถูกดันไว้ที่ใต้คางด้วยสีหน้าที่ครุ่นคิด “ข้าควรจะปฏิเสธภารกิจนี้ดีหรือไม่?”


    มันเริ่มมีลางสังหรณ์ว่าหากมันยอมรับภารกิจนี้จริงๆ อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดตามมาในภายหลัง และสิ่งนั้นอาจจะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตัวของมันจะรับได้…

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน