ตอนที่ 47 เรียกอาจารย์สิ
ตอนที่ 47 เรียกอาจารย์สิหรือว่าเด็กคนนี้ไปหาพ่อของเขาถึงได้ทำเรื่องนี้ได้สำเร็จงั้นเหรอ? ก็เป็นไปไม่ได้หรอก เวลาสามวัน แม้ว่าจะเร็วขนาดไหน ก็ไม่สามารถหาเงินสดสองล้านหยวนได้หรอก?ต่อให้ถอนเงินมาจากธนาคาร ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนี่นา“นายหาเงินสองล้านกว่าหยวนนี้มาได้ยังไงกัน?” หลินชงระงับความตื่นตระหนกไว้ในใจ แล้วก็เงยหน้าถามหวังซินอย่างจริงจัง“เรื่องนี้สำหรับผมแล้วง่ายมากเลยครับ ผมก็ไปดึงผู้สนับสนุนโฆษณาบางกลุ่มจากทั่วทุกที่ ซึ่งเงินพวกนี้ก็จัดการได้เรียบร้อยแล้วครับ” หวังซินมองหลินชงอย่างได้ใจ ใครให้คุณดูถูกที่อายุของผม อายุที่ยังน้อยแต่ก็สามารถจัดการเรื่องนี้ได้เรียบร้อยแล้ว“ผู้สนับสนุนโฆษณางั้นเหรอ?นี่มันเรื่องอะไรกัน?” สัญชาตญาณหลินชงมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง“ก็คือเวลาที่ถ่ายทำละครก็เอาโฆษณาของผู้สนับสนุนแทรกเข้าไปในละครโทรทัศน์ด้วย นี่ก็เป็นวิธีในการดึงผู้สนับสนุนที่ดี!” เมื่อหลินชงได้ยินคำพูดนี้ของหวังซิน จึงขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า: “จะแทรกเข้าไปได้ยังไง?” “ตัวอย่างเช่นบริษัทประตูนิรภัย Panpan ตอนที่ถ่ายทำพวกเราสามารถถ่ายประตูออกมาพร้อมกันได้ โดยที่เขียนเครื่องหมายการค้าของเขาให้ใหญ่หน่อย โทรทัศน์เครื่องนี้น่ะ พวกเราก็ถ่ายเครื่องหมายการค้าออกมาโดยตรง เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศพวกนี้เป็นต้น ต่างก็ใช้เหตุผลเดียวกันครับ” หวังซินเอารายละเอียดปลีกย่อยมาอธิบายให้หลินชงฟังอีกรอบหลินชงนึกไม่ถึงว่าหวังซินจะใช้วิธีการพวกนี้มาดึงผู้สนับสนุนโฆษณา ทันใดนั้นทั่วทั้งตัวก็โมโหขึ้นมา แล้วตะโกนใส่หวังซินว่า: “นายทำอะไรลงไป! นายรู้ไหม การทำแบบนี้นายอาจจะทำลายละครโทรทัศน์เรื่องนี้เลยก็ได้” เมื่อมองเห็นหลินชงที่โมโหขึ้นมาอย่างกะทันหัน นี่ก็คือเรื่องที่หวังซินคาดไม่ถึง จึงได้มองไปที่หลินชง แล้วหวังซินก็อธิบายอย่างจริงจังว่า: “ผู้กำกับหลินครับ นี่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าทำลายหรือไม่ทำลายละครโทรทัศน์อะไรนั่นเลยครับ ผู้สนับสนุนพวกนี้ที่ผมรับมาทั้งหมด ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับละครซิทคอมในห้อง และก็เป็นสิ่งของที่พวกเราสามารถใช้ได้จริงนะครับ ก็แค่ตอนที่ถ่ายทำเอาเครื่องหมายทางการค้าของพวกเขาถ่ายออกมานิดหน่อยก็ได้แล้ว ซึ่งเดิมทีนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อคุณภาพของละครโทรทัศน์เลยครับ” หลินชงส่ายหัวไปมา แล้วพูดว่า: “พวกเราถ่ายทำละครโทรทัศน์ ซึ่งก็เป็นงานศิลปะ งานศิลปะจะไม่สามารถผสมปนเปกันได้ โดยละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง ก็ควรจะเป็นละครโทรทัศน์ที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง อีกทั้งก็ไม่ควรจะเพิ่มเงื่อนไขทางการค้ามากเกินไป ถ้าเงื่อนไขทางการค้ามีมากเกินไป ก็อาจจะทำลายละครโทรทัศน์เรื่องนี้ได้” “ผู้กำกับหลินครับ คุณเคยคิดบ้างไหมครับว่า แม้ว่าผมจะไม่เพิ่มของพวกนี้เข้าไป ซึ่งตอนที่พวกเราถ่ายทำก็ไม่ได้ใช้ของพวกนี้งั้นเหรอครับ? ในเมื่อพวกเราเองก็ล้วนใช้ของพวกนี้อยู่แล้ว ก็เลยถือโอกาสนี้ในการถ่ายเครื่องหมายทางการค้าของพวกเขาออกมา ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนี่ครับ!” ท่าทางที่มั่นใจของหวังซิน ทำให้หลินชงโมโหยิ่งกว่าเดิมอีกเด็กหนุ่มคนนี้ที่จริงแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ที่ว่าการถ่ายละครโทรทัศน์ก็คือการสร้างงานศิลปะ ซึ่งการสร้างงานศิลปะที่ผสมปนเป จะมีก็แค่ทำลายงานศิลปะนี้ลง แม้ว่าละครโทรทัศน์จะถ่ายเสร็จแล้ว ก็อาจจะถูกโฆษณาพวกนี้ทำลายลงได้“เธอทำให้ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ผสมปนเปกันไปหมดแล้ว การที่เพิ่มปัจจัยพวกนี้เข้ามา ก็ทำให้ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ไม่ใช่ละครโทรทัศน์แล้ว” หลินชงผิดหวังเล็กน้อย แล้วจึงมองดูหวังซิน พร้อมส่ายหัวไปมาหลังจากนั้น เธอก็เงียบไปสักพัก แล้วพูดว่า: “ถอนผู้สนับสนุนพวกนี้ออกไปเถอะ ปัญหาเรื่องเงินทุน ให้ฉันเป็นคนคิดวิธีเอง” “ผู้กำกับหลินครับ คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ มันไม่ง่ายเลยกว่าผมจะดึงการสนับสนุนมาได้ แล้วอีกอย่าง คุณคิดหาวิธีแล้วงั้นเหรอ?ถ้าคุณสามารถคิดหาวิธีได้ล่ะก็ ก่อนหน้านี้ก็คงจะไม่เป็นกังวลกับเงินลงทุนสองล้านหรอกครับ เงินสองล้านหยวนนี้หมายถึงอะไร?มันหมายความว่าละครโทรทัศน์ของพวกเรายังจะสามารถถ่ายทำต่อไปได้ หมายความว่าการผลิตต่อจากนี้ รวมทั้งเรื่องทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ด้วยนะครับ!” หวังซินไม่เข้าใจว่าหลินชงทำไมถึงได้หัวโบราณขนาดนี้ ในโลกยุคหลังไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ขอเพียงเครื่องหมายการค้าของบริษัทไหนปรากฏอยู่ในนั้น ก็จะต้องให้เงินมาแน่นอน เถ้าแก่บริษัทพวกนั้นยังเป็นฝ่ายเริ่มสนับสนุนก่อนด้วย คนจำนวนมากต่างก็แย่งชิงโอกาสนี้ การแทรกโฆษณาเข้าไปให้ละครโทรทัศน์ ก็เป็นเรื่องปกติแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าหลินชงในตอนนี้จะยังไม่ตอบรับอีก!“แต่สิ่งนี้มันอาจจะส่งผลกระทบถึงคุณภาพของละครโทรทัศน์นะ!” หลินชงตอบกลับหวังซินด้วยเสียงดัง“กระทบถึงคุณภาพของละครโทรทัศน์งั้นเหรอครับ?ผู้กำกับหลินครับ คุณคิดมากไปแล้ว การแทรกโฆษณาพวกนี้ จะไม่ส่งผลกระทบถึงคุณภาพของละครโทรทัศน์แน่นอนครับ ในทางกลับกันก็จะยิ่งใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วย!” ในเวลานี้หวังซินได้แย้งกลับทั้งสองคนต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กันแบบนี้ คนหนึ่งให้ตายยังไงก็ไม่ยอมแทรกโฆษณาพวกนี้ อีกคนหนึ่งให้ตายยังไงก็จะแทรกลงไปให้ได้ ซึ่งทั้งสองคนได้ตกอยู่ในสภาวะที่ขัดแย้งกันอยู่ในที่สุดหวังซินก็ถอนหายใจออกมา แล้วพูดอย่างนิ่มนวลว่า: “ผู้กำกับหลินครับ ถ้าหากพวกเราเอาเงินพวกนี้คืนไป ก็ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลยครับ ละครโทรทัศน์หลังจากนี้ก็ไม่มีทางที่จะถ่ายทำได้แล้ว คุณก็คงจะไม่ยอมเห็นการเลือกในช่วงแรกของคุณจะล้มลงไม่เป็นท่าแบบนี้สินะครับ?” “อีกอย่างนะครับ ก่อนหน้านี้พวกเราก็ถ่ายทำออกมาแล้วห้าสิบตอน หรือว่าก็จะทิ้งมันไปแบบนี้งั้นเหรอครับ?นี่คือผลงานที่ยากลำบากของผู้กำกับที่มีพรสวรรค์อย่างคุณ หรือว่าพวกเราจะทนดูความทุ่มเทของแรงกายและแรงใจที่จะสลายลงไปแบบนี้จริง ๆ งั้นเหรอครับ?” หวังซินใช้อารมณ์สัมผัสใจคนอื่น โดยใช้เหตุผลเพื่อให้คนอื่นเข้าใจ พูดออกมาด้วยความจริงใจ ซึ่งได้ทำให้หลินชงลังเลขึ้นมาจริง ๆ หวังซินใช้โอกาสที่หลินชงกำลังลังเลพูดไปว่า: “ห้าสิบตอนก่อนหน้านี้ที่พวกเราไม่ได้แทรกโฆษณา ก็นับว่าเหมาะสมกับผู้ชมแล้ว ช่วงหลังก็แทรกโฆษณาไปเล็กน้อย การที่มีห้าสิบตอนแรกแล้ว ก็จะไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใดแน่นอนครับ” “แบบนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเริ่มต้นได้สวยงามแต่จบลงแบบไม่ได้เรื่องน่ะสิ นอกจากนี้ยังลดคุณภาพของละครโทรทัศน์ลงไปอีกด้วย” หลินชงยังคงรู้สึกไม่สบายใจที่ละครโทรทัศน์จะถูกหวังซินแทรกโฆษณาเข้าไปแบบนี้ลองนึกภาพคนอื่นที่รับชมละครโทรทัศน์ พอเปิดโทรทัศน์ก็เห็นแต่โฆษณาเต็มไปหมด คนอื่นยังจะดูละครโทรทัศน์เรื่องนี้อีกงั้นเหรอ?“ผู้กำกับหลินครับ ถ้าไม่เอาแบบนี้ งั้นคุณก็ไปหาสองล้านมาละกันดีไหมครับ?” หวังซินมองหลินชงพร้อมพูดจาหยอกล้อสองล้าน เป็นจุดบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของหลินชงในตอนนี้ก็เป็นเพราะว่าขาดเงินทุนอยู่สองล้าน หวังซินถึงได้ไม่สนใจวิธีการทั้งหมดในการไปดึงผู้สนับสนุน ในการไปหาเงินทุน ไม่อย่างงั้นเขายังจะเปลืองแรงทำสิ่งนี้ทำไมกันหลินชงรู้สึกจุกกับประโยคนี้ของหวังซินเงินทุนในการขับเคลื่อนสองล้านหยวน ตัวเองจะไปหาได้จากที่ไหนกัน?หลินชงแค่นึกถึงห้าสิบตอนหลัง เมื่อผู้ชมได้ดูละครโทรทัศน์ ก็จะเห็นโฆษณาพวกนั้นที่แฝงเข้าไป พอเห็นเยอะมากไปคนดูก็อาจจะรู้สึกรำคาญได้!อีกทั้งละครโทรทัศน์เรื่อง《Home With Kids》นี้ที่ถ่ายทำออกมา แท้จริงแล้วผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าไม่เลวเลย ถ้าเป็นเพราะว่าห้าสิบตอนหลังส่งผลกระทบต่อละครโทรทัศน์แล้ว นี่ก็คงไม่คุ้มทุนหวังซินไม่รู้ว่าหลินชงกำลังคิดอะไรอยู่ แค่เห็นว่าหลินชงกำลังครุ่นคิดอยู่ ซึ่งก็รู้แล้วว่ายังเป็นเพราะปัญหาเรื่องการแทรกโฆษณาในละครซิทคอมนี้โฆษณาแฝง ตอนที่ถ่ายทำละครโทรทัศน์ในโลกยุคหลัง จะมีละครโทรทัศน์เรื่องไหนบ้างที่ไม่แทรกโฆษณาแฝงแบบนี้?อีกอย่างละครซิทคอมในห้องเรื่องหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ใช้โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้าของประเภทนี้ที่ผู้สนับสนุนจัดหาให้ก็ตาม ก็ยังจะต้องใช้ของอย่างอื่น ที่เดิมทีก็ไม่เกิดผลใดอยู่แล้ว“ผู้กำกับหลินครับ เงินสองล้านนะ ถ้าคุณสามารถที่จะอุดช่องโหว่เงินทุนนี้ได้ ตอนนี้ผมก็จะรีบเอาเงินพวกนี้คืนกลับไปครับ” หวังซินได้กดดันหลินชงต่อไปสองล้านหยวน สองล้านหยวน สามคำนี้ในหัวของหลินชงก็เหมือนเป็นคำสาปร้ายซึ่งในความเป็นจริงและอุดมการณ์ บางเวลาก็มักจะมีความขัดแย้งกันหลินชงก็ได้นึกถึงในจุดนี้ เธออยากจะถ่ายละครโทรทัศน์ของตัวเองออกมาให้ดี แต่ว่าเงินทุนก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ไม่อยากให้งานศิลปะออกมาแบบผสมปนเป แต่ก็ไม่มีเงินทุนต่อหลังจากนี้ แม้แต่ละครโทรทัศน์ก็ยังถ่ายทำออกมาไม่ได้แล้วยังจะมาพูดถึงศิลปะอะไรอีกงั้นเหรอ?เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว หลินชงก็มีแค่ความประนีประนอมเท่านั้นในใจที่มีความจำใจเล็กน้อย แต่ก็กลับต้องยอมรับความเป็นจริงเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของหลินชง หวังซินก็รู้ว่าหลินชงจะต้องเลือกที่จะประนีประนอมให้อย่างแน่นอนฉีกยิ้มมองหวังซิน โชว์ฟันขาว ๆ ที่ยิ้มให้หลินชงไม่หยุด แล้วพูดว่า: “เป็นยังไงครับ ผู้กำกับหลิน คิดออกหรือยังครับ?” สิ่งที่ตอบหวังซินก็คือหลินชงที่ถือโอกาสหยิบสเลทคัทฉากขึ้นมา ตบไปที่หวังซินเบา ๆ แล้วพูดว่า: “ไอ้เด็กบ้า เรียกอาจารย์สิ” “เฮ้เฮ้ อาจารย์” หวังซินฉีกยิ้มอย่างดีใจมากสิ่งที่เขากังวลมากที่สุดก็คือหลินชงที่ยังยืนหยัดในสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ ซึ่งไม่ยอมก้มหัวให้กับความเป็นจริง แล้วก็กลัวว่าหลินชงจะหัวโบราณแบบนี้ต่อไปนึกไม่ถึงเลยว่าหลินชงยังจะเลือกการประนีประนอม การถอยให้ของเธอสื่อได้ว่าทีมงานสามารถถ่ายทำละครในส่วนข้างหลังต่อไปได้ ซึ่งก็ทำให้《Home With Kids》ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง“ให้คนในทีมละครมาถ่ายทำต่อไป เริ่มวันนี้ได้เลย การแสดงในฉากของนายจะต้องไม่เหมือนกับก่อนหน้าแบบนั้นแล้ว ในเมื่อเป็นลูกศิษย์ของฉันแล้ว ข้อเรียกร้องของฉันที่มีต่อเธอก็จะเพิ่มขึ้นด้วยนะ” หลินชงพูดกับหวังซินอย่างจริงจัง พอมาคิดดูแล้ว ข้อเรียกร้องของเธอยิ่งนับวันก็จะยิ่งเข้มงวดขึ้น“ไม่มีปัญหาครับ” หวังซินยิ้มและเดินออกจากห้องทำงานของหลินชงไป เพื่อเริ่มไปแจ้งให้กับทีมละครทราบทางด้านของรองผู้กำกับเฉินที่หนีไปแล้ว งานของเขาก็จะถูกรองผู้กำกับคนอื่นที่เหลืออยู่รับช่วงต่อไปโดยอัตโนมัติ แม้ว่าจะถ่ายทำได้ดีไม่เท่ากับรองผู้กำกับเฉิน แต่ก็มีหลินชงคอยให้คำแนะนำอยู่ข้าง ๆ ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วหลังจากที่หวังซินเดินออกจากห้องทำงานของหลินชงแล้ว ใบหน้าของหลินชงถึงได้มีรอยยิ้มอ่อน ๆ ขึ้นมา พร้อมพูดกับตัวเองว่า: “เด็กหนุ่มคนนี้มีไหวพริบอยู่บ้าง ความสามารถในการเรียนรู้ก็ค่อนแรงกล้า ถือว่าคุ้มที่จะอบรมสั่งสอน” เมื่อพูดจบ ก็กวาดสายตามองไปที่กระเป๋าหนังสือใบใหญ่ที่อยู่บนโต๊ะทำงาน ซึ่งวิธีการแทรกโฆษณา ก็คือหลินชงไม่เคยนึกถึงเลย และก็ไม่รู้ว่าหวังซินคิดออกมาได้ยังไงอย่างไรก็ตามในปี 1993 นี้ รูปแบบการแทรกโฆษณาในประเทศนี้ยังมีน้อยมาก และแทบจะไม่มีแนวคิดนี้เลย วิธีที่หวังซินใช้ดึงผู้สนับสนุนมาด้วยการทำโฆษณาแทรกในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการบุกเบิกทางใหม่หลังจากที่หวังซินเดินออกจากห้องทำงานก็ได้เอาเรื่องที่จะทำการถ่ายทำต่อแจ้งให้ทีมละครทราบ ทางด้านทีมละครก็ไม่มีความลังเลใจ และได้เริ่มเปิดเครื่องถ่ายทำโดยทันทีหวังซินก็แสดงบทบาท ‘หลิวซิง’ ของตัวเองต่อ ซึ่งการแสดงทั้งหมดในฉากก็ไม่ได้ถือว่าทำดีมาก แต่ก็ล้วนเป็นการถ่ายแบบรอบเดียวผ่านในหนึ่งวัน การแสดงเข้าฉากของหวังซินก็ถ่ายทำเสร็จหมดแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้กลับบ้านเหมือนกับปกติ โดยเขาก็โดนหลินชงเรียกตัวไป“เสี่ยวซิน ตอนนี้การแสดงของเธอก็ถือว่าธรรมดาทั่วไป ซึ่งในมุมของละครซิทคอม ก็สามารถผ่านได้ในรอบเดียว แต่จุดสำคัญของการแสดงเธอยังไม่เข้าใจลึกซึ้ง จะต้องเรียนรู้เยอะ ๆ นะ” หลินชงตัดสินใจเข้มงวดต่อหวังซินเล็กน้อย ถึงยังไงก็เป็นลูกศิษย์ของตัวเอง แต่ไม่สามารถให้ลูกศิษย์คนนี้ทำลายชื่อเสียงของตัวเองได้หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งเหมียวเหมียวที่ถ่ายละครร่วมกับหวังซินก็มาถึงที่ห้องทำงานของหลินชง หลินชงตั้งใจเรียกซ่งเหมียวเหมียวมาเพื่อสอนเสริมให้กับหวังซินโดยในละครโทรทัศน์ ซ่งเหมียวเหมียวได้รับบทเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของครอบครัวนี้ การแสดงของเธอทำได้ดีมาก สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการแสดงอย่างแท้จริงก็แค่ในพื้นที่ส่วนตัว หวังซินก็ไม่เคยติดต่อกับซ่งเหมียวเหมียวมากสักเท่าไหร่ และระดับชื่อเสียงของซ่งเหมียวเหมียวเมื่อเทียบกับหวังซินแล้วนั้นก็ถือว่ามีชื่อเสียงกว่ามาก ซึ่งก็ไม่เคยเริ่มพูดอะไรกับหวังซินทั้งนั้นในสายตาของซ่งเหมียวเหมียว การแสดงของหวังซินก็ถือได้แค่ว่าเพิ่งจะผ่านเกณฑ์ แม้แต่คำว่ายอดเยี่ยมก็ยังไปไม่ถึง ถ้าไม่ใช่ว่าเห็นแก่หน้าของหลินชงล่ะก็ ซ่งเหมียวเหมียวคงจะไม่ถ่ายละครกับหวังซินด้วยแล้ว...