ลำแสงสีทองอ่อนทาบลงบนพื้นไม้เก่าที่มีรอยแตกร้าวเป็ริ้ว ๆ
อากาศยามรุ่งอรุณยังคงเย็นจัดเล็กน้อย แต่ภายในเรือนเล็กกลับเงียบสงัดอย่างผิดปกติ
ฉินเฟิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เรียบง่าย
ด้านหน้าคือสมุนไพรที่เขาคัดเลือกมาเมื่อคืน
ถ้วยชา เตาไฟเล็ก และหินิญญาสองก้อนวางเรียงเป็ระเบียบ
แม้ร่างกายจะยังอ่อนล้า
แต่ลมหายใจกลับมั่นคงกว่าก่อนหลายส่วน
เขายกมือขึ้นแตะชีพจรตนเองอย่างช้า ๆ
กระแสปราณบางเบาไหลเวียนอยู่ใต้สะดือ แม้จะเล็กน้อย แต่ก็ไม่เหมือนเมื่อคืนอีกต่อไป
พิษเย็นในชีพจรหัวใจถูกขับออกไปแล้วส่วนหนึ่ง
ยังคงมีตกค้างอยู่ แต่ไม่อาจกัดกินอวัยวะอย่างรุนแรงเหมือนก่อน
“เพียงพอสำหรับวันนี้…”
เขาพึมพำเบา ๆ
ทันใดนั้น ประตูถูกเคาะอีกครั้ง
ก๊อก…ก๊อก…
“คุณชาย ข้าขอเข้าไปได้หรือไม่เ้าคะ”
เป็เสียงหลิวมู่เช่นเดิม
น้ำเสียงแฝงความเป็ห่วงอย่างไม่ปิดบัง
“เข้ามาเถิด”
ฉินเฟิงกล่าวอย่างสงบ
ประตูเปิดออก
หญิงชราถือถาดอาหารเข้ามาอย่างระมัดระวัง
ในถาดมีโจ๊กข้าวขาว น้ำซุปใส และยาสมุนไพรต้มอุ่น ๆ หนึ่งถ้วย
เมื่อเห็นเขานั่งตัวตรง สีหน้ามิได้เลวร้ายเหมือนยามค่ำคืน หลิวมู่ก็ถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอก
“เมื่อคืนท่านทำให้ข้าใแทบแย่…ดีที่ยังปลอดภัย”
ฉินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย
สายตาอ่อนลงอย่างสุภาพ
“ขอบคุณท่านที่เป็ห่วง ข้าเพียงดื่มมากไปหน่อยแล้วร่างกายรับไม่ไหว”
หลิวมู่ชะงักไปครู่หนึ่ง
คำพูดนี้เรียบง่าย
แต่ท่าทีและน้ำเสียงกลับต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
เมื่อก่อนคุณชายสามมักจะพูดจาห้วน กระแทกเสียง หรือไม่ก็แสดงท่าทีไม่สนใจ
แต่วันนี้กลับพูดอย่างสงบ สุภาพ และมีระยะห่างที่เหมาะสม
นางไม่กล้าถามตรง ๆ เพียงวางถาดลงแล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ท่านกินอะไรเสียหน่อยเถิดเ้าค่ะ นายท่านเองก็เป็ห่วงมาก”
ฉินเฟิงหยิบช้อนขึ้น
ตักโจ๊กคำเล็ก ๆ เข้าปาก
รสชาติเรียบง่าย ไม่มีอะไรพิเศษ
แต่กลับทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้รับพลังเล็กน้อย
หลังจากกินไปไม่กี่คำ เขาก็วางช้อนลง
“ข้าจะไปพบท่านพ่อ”
หลิวมู่พยักหน้าทันที
“เ้าค่ะ นายท่านอยู่เรือนศึกษา หากท่านไปตอนนี้คงยังไม่ออกไปไหน”
ฉินเฟิงลุกขึ้น
สวมเสื้อคลุมให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้อง
ทุกย่างก้าวยังมีความอ่อนแรงแฝงอยู่
แต่ท่วงท่ากลับมั่นคงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เรือนศึกษาของฉินเจิ้งเหอตั้งอยู่ทางด้านในสุดของจวน
บริเวณรอบเงียบสงบ มีต้นสนปลูกเรียงรายสองข้างทาง
ต่างจากส่วนอื่นของตระกูลที่คึกคักและมีคนเดินผ่านไปมา
เมื่อฉินเฟิงเดินเข้าไปถึงหน้าประตู เขาก็หยุดลงเล็กน้อย
เสียงไอเบา ๆ ดังมาจากด้านใน
ตามด้วยเสียงเปิดหนังสือ
เขายกมือขึ้นเคาะ
ก๊อก…ก๊อก…
“เข้ามา”
เสียงทุ้มต่ำดังออกมาจากด้านใน
ฉินเฟิงเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปอย่างช้า ๆ
ภายในเรือนศึกษามีกลิ่นหมึกและกระดาษเก่า
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ ดวงตาลึกซึ้งแต่แฝงความเหนื่อยล้า
เขาคือ ฉินเจิ้งเหอ บิดาของร่างนี้
เมื่อเห็นฉินเฟิงเข้ามา ชายผู้นั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นจึงวางพู่กันลง
“เ้ากลับมาแล้ว…”
น้ำเสียงไม่ได้เข้มงวด
แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นนัก
ฉินเฟิงก้าวเข้าไปใกล้
แล้วโค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ
“ข้าทำให้ท่านเป็ห่วง”
ฉินเจิ้งเหอเบิกตาขึ้นเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าประหลาดใจ
“เ้ารู้ตัวด้วยหรือว่าทำให้คนอื่นเป็ห่วง”
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนตำหนิ
แต่ในแววตากลับมีความโล่งใจแฝงอยู่
ฉินเฟิงไม่ได้ตอบโต้
เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“เมื่อคืนข้าถูกวางยา”
คำพูดสั้น ๆ นี้ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที
ฉินเจิ้งเหอหรี่ตาลง
แววตาแข็งขึ้น
“เ้าว่าอะไร”
ฉินเฟิงอธิบายเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างกระชับ
ั้แ่การดื่มสุราที่ถูกผสมยา ไปจนถึงการมีคนเข้ามาตรวจสอบภายหลัง
แน่นอน เขาไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดทั้งหมด
โดยเฉพาะเื่การปรุงยาหรือการฝึกิญญา
เพียงบอกว่า “พอมีความรู้ด้านยาจึงพอประคองตนเองไว้ได้”
ฉินเจิ้งเหอฟังจนจบ
ใบหน้าค่อย ๆ เคร่งขึ้น
“เ้ามั่นใจหรือว่าเป็คนของสายรอง”
“ข้าได้ยินชื่อพ่อบ้านลู่จากปากพวกมัน”
ฉินเฟิงตอบอย่างไม่รีบร้อน
ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง
ฉินเจิ้งเหอถอนหายใจยาว
“เื่นี้ข้าจะจัดการเอง เ้าไม่ต้องยุ่ง”
ฉินเฟิงนิ่งไปเล็กน้อย
ก่อนจะกล่าวอย่างสุภาพ
“ข้าเข้าใจว่าท่านไม่้าให้เื่บานปลาย”
“แต่หากข้ายังเป็เช่นเดิม ต่อให้ท่านปกป้องเพียงใด คนอื่นก็ยังคิดว่าข้าควรถูกกำจัดอยู่ดี”
คำพูดนี้เรียบง่าย
แต่ตรงไปตรงมา
ฉินเจิ้งเหอมองเขานานขึ้น
สายตาเริ่มเปลี่ยนไป
“แล้วเ้าคิดจะทำอย่างไร”
ฉินเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะกล่าว
“ข้าได้พบอาจารย์ท่านหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้”
“ท่านผู้นั้นไม่้าเปิดเผยตัวตน จึงให้ข้าปิดเื่นี้เป็ความลับ”
“แต่ท่านได้ชี้แนะเื่การปรับร่างกายและการใช้สมุนไพรพื้นฐานให้ข้า”
เขาพูดช้า ๆ
ทุกคำชัดเจน
“เมื่อคืนข้าจึงสามารถรักษาตัวเองได้ส่วนหนึ่ง”
ฉินเจิ้งเหอขมวดคิ้ว
“อาจารย์ลึกลับ?”
“ใช่”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ท่านไม่ปรากฏตัวให้ผู้ใดเห็น ข้าเองก็พบเพียงไม่กี่ครั้ง”
คำอธิบายนี้แม้ฟังดูคลุมเครือ
แต่กลับเป็คำตอบที่เหมาะสมที่สุด
ในโลกแห่งนี้ เื่ผู้มีฝีมือสูงส่งที่ซ่อนตัวไม่ใช่เื่แปลก
บางคนไม่้ายุ่งกับโลกภายนอก
บางคนเลือกศิษย์เพียงคนเดียวแล้วหายไป
ฉินเจิ้งเหอจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
เหมือนพยายามแยกแยะความจริงจากคำพูด
สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถามต่อ
“หากเป็เช่นนั้น…ก็นับว่าเป็โชคของเ้า”
น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“อีกสามวันจะมีการประชุมตระกูล มู่ชิงหลันจะมาด้วย”
“เ้าคงรู้เื่นี้”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ข้าทราบ”
ฉินเจิ้งเหอถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าไม่หวังให้เ้าชนะใคร เพียงอย่าทำให้ตนเองต้องอับอายไปมากกว่านี้ก็พอ”
คำพูดนี้ฟังดูเรียบเฉย
แต่ฉินเฟิงััได้ถึงความเหนื่อยล้าและความผิดหวังที่ซ่อนอยู่
เขาก้มศีรษะเล็กน้อย
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอีก”
คำตอบนี้ทำให้ฉินเจิ้งเหอชะงักอีกครั้ง
ก่อนจะโบกมือเบา ๆ
“ไปเถิด พักผ่อนให้มาก”
ฉินเฟิงถอยออกจากห้องอย่างสุภาพ
แล้วปิดประตูลง
เมื่อออกมาด้านนอก เขาหยุดยืนใต้ต้นสน
สายลมยามเช้าพัดผ่านใบไม้เกิดเสียงแ่เบา
ดวงตาของเขาเย็นลงเล็กน้อย
พ่อบ้านลู่…สายรอง…ฉินซวนเฮ่อ…
ชื่อเหล่านี้ถูกจดจำไว้เรียบร้อย
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะลงมือ
ร่างกายยังอ่อนแอ
พลังปราณเพิ่งเริ่มต้น
พลังิญญายังไม่มั่นคง
หากลงมือโดยไม่คิดให้รอบคอบ
จะไม่ต่างจากการพุ่งเข้ากองไฟ
ฉินเฟิงหันกลับไปยังเรือนตนเอง
สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียว
ฝึก
ภายในห้องเดิม
สมุนไพรยังวางอยู่บนโต๊ะ
หินิญญาสองก้อนยังไม่ถูกใช้หมด
ฉินเฟิงนั่งลงอีกครั้ง
หลับตา และเริ่มโคจรคัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์
คราวนี้ เขาเพิ่มผงปลุกชีพจรอีกเล็กน้อย
และวางหินิญญาไว้ในฝ่ามือ
กระแสอุ่นค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ร่าง
ช้า…แต่มั่นคง
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงัน
จนกระทั่งถึงยามสาย
ฉินเฟิงลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ในดวงตานั้น
ประกายบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น
ยังเล็ก
ยังอ่อน
แต่เพียงพอให้ผู้ที่สังเกตเห็น…รู้สึกได้ว่า
คุณชายสวะของตระกูลฉิน
กำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน
และการเปลี่ยนแปลงนี้
จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้
หลังจากบำเพ็ญอยู่ภายในห้องนานเกือบสองชั่วยาม ฉินเฟิงจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้า ๆ กระแสปราณอ่อนบางซึ่งเพิ่งถือกำเนิดขึ้นไม่นานไหลผ่านเส้นชีพจรที่เปิดออกได้เพียงบางส่วน ก่อนจะกลับไปรวมตัวอยู่บริเวณตันเถียนอีกครั้ง
เมื่อเทียบกับยามที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาในหอบุปผาแดงเมื่อคืนที่ผ่านมา สภาพร่างกายของเขาในเวลานี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าฉินเฟิงกลับมิได้มีสีหน้ายินดีมากนัก
เขารู้สภาพของตนเองดีกว่าผู้ใด
พิษหยินทลายชีพจรซึ่งตกค้างอยู่ภายในร่างถูกชะล้างออกไปประมาณเจ็ดส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือแทรกซึมอยู่ในเส้นชีพจรบางแห่ง แม้ยังไม่เป็อันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป ย่อมส่งผลต่อการบำเพ็ญในอนาคต
ส่วนพลังปราณที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นนั้นยังอ่อนแอเกินกว่าจะนำไปใช้ต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง
ระดับการบำเพ็ญในเมืองชิงหลานเริ่มต้นจาก ขั้นรับปราณ ซึ่งแบ่งออกเป็เก้าขั้นย่อย
เมื่อผู้ฝึกยุทธ์สามารถััพลังปราณจากฟ้าดินและนำมันเข้าสู่ตันเถียนได้สำเร็จ จึงถือว่าเหยียบเข้าสู่ขั้นรับปราณขั้นหนึ่งอย่างแท้จริง
ฉินเฟิงในเวลานี้ยังไม่ถึงระดับนั้นด้วยซ้ำ
เขาเพียงอาศัยวิธีจากแดนเทพ เปิดทางให้ตันเถียนสามารถรับพลังฟ้าดินได้ และสร้างกระแสปราณสายแรกขึ้นมาเท่านั้น
หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรับปราณขั้นหนึ่งโดยตรง ต่อให้เขามีประสบการณ์มากเพียงใด ร่างกายที่ยังอ่อนแอเช่นนี้ก็ไม่อาจรับการโจมตีอย่างเต็มกำลังของอีกฝ่ายได้
ฉินเฟิงจึงมิได้หลงระเริงเพียงเพราะสามารถจัดการมือสังหารสองคนเมื่อคืน
คนเ่าั้พ่ายแพ้เพราะประมาท คิดว่าเขายังคงเป็คุณชายสวะที่ใกล้ตาย อีกทั้งยังสูดหมอกสมุนไพรเข้าไปจนการมองเห็นและการตอบสนองผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ
หากต้องต่อสู้อีกครั้งในพื้นที่เปิดโล่ง ผลลัพธ์อาจแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
“สามวัน…”
ฉินเฟิงพึมพำพลางมองแสงตะวันภายนอกหน้าต่าง
อีกสามวันจะถึงการประชุมตระกูล
ในวันนั้นมิได้มีเพียงคนของตระกูลฉินเท่านั้น แต่ยังมีคนจากตระกูลอื่นและแขกผู้มีเกียรติหลายฝ่ายมาร่วมงาน
ที่สำคัญที่สุดคือ มู่ชิงหลัน จะเดินทางมาที่นี่
เื่การหมั้นหมายระหว่างเขากับนางย่อมถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนคนที่คิดจะใช้โอกาสนี้สร้างความอับอายให้แก่เขา คงเตรียมการเอาไว้แล้วเช่นกัน
ฉินเฟิงไม่สนใจว่าผู้คนจะหัวเราะเยาะเขามากเพียงใด
สิ่งที่เขาสนใจคือคนที่้าชีวิตของเขา
มือสังหารเมื่อคืนกล่าวถึงพ่อบ้านลู่ก่อนตาย
หากพ่อบ้านลู่เป็ผู้รับคำสั่งจริง คนที่อยู่เื้ัย่อมไม่หยุดเพียงเท่านี้เมื่อพบว่าเขายังมีชีวิต
ฉินเฟิงหยิบหินิญญาคุณภาพต่ำก้อนหนึ่งขึ้นมาพิจารณา
พลังปราณที่อยู่ภายในหินเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
เมื่อคืนจนถึงเช้าวันนี้ เขาใช้พลังภายในหินไปมากพอสมควร ทั้งสำหรับบำรุงจิติญญาและช่วยให้ตันเถียนฟื้นคืนความสามารถในการรับพลังปราณ
หินอีกก้อนยังสมบูรณ์อยู่
แต่เพียงสองก้อนย่อมไม่เพียงพอ
หาก้าเหยียบเข้าสู่ขั้นรับปราณอย่างแท้จริงภายในเวลาอันสั้น เขาต้องมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
ฉินเฟิงหลับตา ทบทวนสมุนไพรและโอสถนับหมื่นชนิดในความทรงจำ
ตำรับระดับสูงถูกตัดทิ้งก่อนทันที
ไม่ใช่เพราะเขาปรุงไม่ได้
แต่เพราะเมืองเล็กแห่งนี้ไม่มีวัตถุดิบที่จำเป็ และพลังิญญาของเขาในเวลานี้ยังไม่สามารถควบคุมขั้นตอนซับซ้อนเ่าั้ได้
หลังพิจารณาอยู่ไม่นาน เขาก็เลือกตำรับหนึ่งออกมา
โอสถรวมปราณบริสุทธิ์
หากอยู่ในแดนเทพ มันเป็โอสถพื้นฐานที่ใช้กับเด็กซึ่งเพิ่งเริ่มััพลังปราณเท่านั้น
แม้แต่ตระกูลธรรมดาในแดนเทพยังสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายโอสถทั่วไป
ทว่าเมื่อนำสูตรดังกล่าวมาใช้ในดินแดนระดับต่ำแห่งนี้ ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
โอสถรวมปราณที่ผู้ฝึกยุทธ์เมืองชิงหลานใช้กันมีสิ่งเจือปนอยู่จำนวนมาก ผู้กินจำเป็ต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายสิบวันชำระสิ่งตกค้างออกจากเส้นชีพจร หากกินติดต่อกันมากเกินไปอาจทำให้รากฐานเสียหาย
แต่โอสถรวมปราณบริสุทธิ์จากแดนเทพ แม้เป็เพียงตำรับพื้นฐาน กลับสามารถลดสิ่งเจือปนได้หลายเท่า
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น วัตถุดิบไม่ได้หายากจนเกินไป
ฉินเฟิงคำนวณอยู่ในใจอย่างรวดเร็ว
หญ้ารวมิญญาสามต้น
ดอกน้ำค้างขาวหนึ่งดอก
รากอัคคีแดงสองส่วน
เมล็ดชิงหลัวห้าเมล็ด
หินิญญาคุณภาพต่ำหนึ่งก้อนสำหรับรักษาความคงที่ของพลัง
ทั้งหมดนี้น่าจะหาได้ในเมืองชิงหลาน
ปัญหาเดียวคือเงิน
ฉินเฟิงมองถุงเงินที่ได้จากมือสังหารเมื่อคืน
มีเงินอยู่ประมาณยี่สิบสามเหรียญเงิน
สำหรับคนธรรมดานับว่าไม่น้อย
แต่สำหรับการซื้อสมุนไพรกลับเป็เพียงเงินจำนวนเล็กน้อย
ฉินเฟิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบสมุนไพรที่เหลือจากเมื่อคืนออกมา
หากไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ ก็ต้องหาเงินก่อน
และสำหรับอดีตเทพโอสถอันดับหนึ่ง การหาเงินจากสมุนไพรย่อมง่ายกว่าการหาเงินด้วยวิธีอื่นมากนัก
เขาหยิบรากหญ้าสามชนิดขึ้นมาวางบนโต๊ะ
หญ้าชิงลู่
รากดอกจันทร์
ใบเขียวเก้าข้อ
ทั้งสามเป็สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป ราคาถูกจนร้านโอสถหลายแห่งใช้เป็วัตถุดิบสำหรับยารักษาาแธรรมดา
แต่หากเปลี่ยนวิธีสกัดและสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถปรุงเป็ ผงห้ามโลหิตสามประสาน
ผงชนิดนี้ในแดนเทพไม่มีค่าอะไร
แต่สรรพคุณห้ามเืและเร่งการสมานาแภายนอกกลับดีกว่ายาห้ามเืที่ฉินเฟิงจำได้จากเมืองชิงหลานหลายเท่า
เขาเริ่มลงมือทันที
คราวนี้ไม่ได้เร่งรีบเหมือนเมื่อคืน
ฉินเฟิงบดสมุนไพรทีละชนิดจนละเอียด จากนั้นนำไปอบเหนือเปลวไฟอ่อนเพื่อไล่ความชื้น
เมื่อรากดอกจันทร์เริ่มเปลี่ยนจากสีขาวหม่นเป็สีเหลืองอ่อน เขาก็ยกมันออกจากไฟทันที
หากช้าไปอีกเพียงไม่กี่ลมหายใจ สรรพคุณของสมุนไพรจะลดลงเกือบหนึ่งส่วน
หลังจากนั้นจึงบดเมล็ดอีกชนิดแล้วผสมลงไป
เขาไม่จำเป็ต้องใช้พลังิญญามากนัก เพราะสิ่งที่กำลังทำเป็เพียงผงยา ไม่ใช่โอสถเม็ด
กระนั้น การควบคุมสัดส่วนกลับแม่นยำจนแทบไม่มีเศษสมุนไพรสูญเปล่า
ไม่นานนัก ผงสีเขียวอมเหลืองก็กองอยู่ในถ้วยกระเบื้อง
ฉินเฟิงใช้ปลายนิ้วแตะเล็กน้อย สูดกลิ่น แล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
คุณภาพยังต่ำกว่าที่เขาเคยทำในอดีตมาก
สาเหตุมาจากวัตถุดิบคุณภาพต่ำและเครื่องมือไม่เหมาะสม
แต่หากนำไปเทียบกับยารักษาาแของเมืองชิงหลาน ผลลัพธ์น่าจะมากพอให้ร้านโอสถสนใจ
เขาแบ่งผงยาออกเป็สามห่อ ก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดธรรมดาที่ไม่สะดุดตา แล้วออกจากเรือนอีกครั้ง
ก่อนออกจากจวน เขาแวะไปหาหลิวมู่
“ท่านป้าหลิว ข้าจะออกไปเดินในเมืองสักครู่ หากท่านพ่อถามถึงข้า ฝากเรียนท่านว่าข้าจะกลับมาก่อนเที่ยงวัน”
หลิวมู่กำลังตากสมุนไพรอยู่บริเวณลานหลังเรือน เมื่อได้ยินก็รีบหันกลับมา
“คุณชาย ร่างกายท่านยังไม่ดี เหตุใดไม่พักอีกสักหน่อยเ้าคะ”
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว ท่านไม่ต้องเป็ห่วง ข้าเพียง้าซื้อของบางอย่างเท่านั้น”
หลิวมู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“เช่นนั้นท่านระวังตัวด้วยนะเ้าคะ”
ฉินเฟิงยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณท่านป้าหลิว”
หญิงชรามองตามหลังเขาไปด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางแทบไม่เคยได้ยินคุณชายสามกล่าวขอบคุณตนเองอย่างจริงใจเช่นนี้เลย
ฉินเฟิงเดินออกจากจวนโดยไม่รู้ว่าหลิวมู่ยังยืนมองตามอยู่นาน
เมืองชิงหลานในยามสายคึกคักกว่าตอนกลางคืนหลายเท่า
ถนนสายหลักกว้างพอให้รถม้าสี่คันแล่นสวนกัน ร้านค้าสองฝั่งเปิดประตูรับลูกค้า เสียงพ่อค้าเร่ะโขายของดังสลับกับเสียงพูดคุยของผู้คน
ฉินเฟิงเดินไปตามถนนอย่างไม่รีบร้อน
ระหว่างทางมีคนจำเขาได้หลายคน
บางคนหันมอง
บางคนหัวเราะเบา ๆ
บางคนกระซิบกับสหายข้างกาย
“นั่นไม่ใช่คุณชายสามตระกูลฉินหรือ”
“เมื่อคืนข้ายังเห็นเขาเข้าหอบุปผาแดงอยู่เลย”
“อีกสามวันคุณหนูมู่จะมาจวนฉินแล้ว เขายังมีหน้าออกมาเดินอีกหรือ”
“หากข้ามีคู่หมั้นเป็คุณหนูมู่ ข้าคงไม่กล้าออกจากบ้านด้วยซ้ำ”
เสียงหัวเราะดังตามหลังมา
ฉินเฟิงได้ยินทุกคำ
แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
คนเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการตายของร่างเดิม และไม่ได้เป็ภัยต่อตัวเขา ไม่มีเหตุผลที่เขาจะเสียเวลากับคำพูดไร้สาระ..