บทที่10 พรข้อที่เก้าเพื่อนบ้าน
รุ่งเช้าสองพี่น้องตื่นนอนมา จึงพบว่าท่านแม่ก็ยังไม่ได้กลับมาเพราะในครัวมีท่านป้าโจวที่กำลังทำอาหารเช้าอยู่ตอนนี้อันผิงไม่ต้องให้อันหยางยกน้ำมาให้แล้ว เมื่อเธอตื่นเธอจะเดินไปที่ห้องน้ำและตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าเองได้
ที่โต๊ะในห้องโถงตอนนี้ป้าโจวนำอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ มีผัดผักบุ้งน้ำแกงปลาที่เหลือจากเมื่อคืน และข้าวสวย สองพี่น้องจึงมานั่งที่เก้าอี้และลงมือกิน ฝีมือการผัดผักบุ้งของป้าโจวไม่แย่นัก แต่อร่อยไม่เท่าของท่านแม่ระหว่างกินข้าวเช้าอันผิงกับอันหยางก็ชะเง้อคอยาวมองไปทางหน้าบ้านด้วยป้าโจวที่นั่งเป็เพื่อนเด็กๆ อยู่จึงอดเอ็นดูไม่ได้
“เด็กๆ ไม่ต้องห่วง มีลุงโจวไปด้วยเมื่อคืน เดี๋ยวสายๆแม่พวกเ้าก็กลับมาแล้ว”
อาจเพราะชื่อลุงโจว อันหยางจึงคลายใจลงส่วนอันผิงถึงจะรู้ว่าท่านแม่ปลอดภัยดี แต่ก็อดห่วงไม่ได้
เมื่อกินอิ่มอันหยางจึงพาน้องสาวไปรดน้ำผักหลังบ้านอันผิงจึงตรงไปหาเห็ดฟางของเธอ ส่วนป้าโจวจึงขอตัวกลับบ้าน ก่อนจะจากไปยังย้ำว่าถ้ามีอะไรก็ให้ไปเรียกหาที่บ้าน เพราะตามปกติเวลาท่านแม่ไปทำงานสองพี่น้องก็อยู่กันเพียงลำพังอยู่แล้ว
สองพี่จึงช่วยกันทำงานคนละไม้ละมือแต่ส่วนมากจะเป็อันหยางทำเสียมากกว่า เมื่องานเสร็จแล้วอันหยางก็พาคนน้องไปห้องของตน อันผิงจึงต้องฟังคนเป็พี่ท่องหนังสือ พอฟังไปนานๆก็เริ่มเบื่อ เพราะฟังจนจะจำได้แล้ว จึงปีนขึ้นเตียงคนเป็พี่ ทำทีเป็นอนเล่นอันหยางไม่ว่าอะไร เขาหันไปสนใจหนังสือของเขาต่อ
ส่วนอันผิง ในใจคิดถึงพรที่จะขอวันนี้ ด้วยเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้เธอจะขอพรให้สามีสะใภ้หลิวหายจากอาการป่วยจะได้ไม่ต้องลำบากท่านแม่ดึกดื่นเช่นนี้อีกและจะได้ไม่กระเทือนการเงินที่บ้านของเธอด้วย แต่ต้องคิดเงื่อนไขรายละเอียดให้ดีและคิดจะขอเผื่อครอบครัวป้าโจวด้วยเลย ถ้าเพื่อนบ้านที่สนิทร่างกายแข็งแรงก็จะไม่มีเื่อะไรให้ต้องกังวลใจอีก
‘ข้าขอไอเท็ม ให้สามีสะใภ้หลิวหายจากอาการป่วยในเวลาสองอาทิตย์’ เพราะถ้าหายไวจะเป็ที่สงสัยแน่ๆ‘พร้อมทั้งให้ สะใภ้หลิว ป้าโจว ลุงโจวถ้าเจ็บป่วยสองสามวันก็ให้หายดี ไม่ต้องอาการหนักจนต้องไปหาหมอแต่ถ้าทุกคนที่กล่าวมานี้ อายุครบ 60 ปีก็ให้เป็ไปตามโรคภัยไข้เจ็บของคนชราทั่วไป’
เหมือนเช่นทุกครั้ง เมื่อขอเสร็จก็จะมีแสงสีขาววิ่งผ่านเข้ามาในหัวนั่นหมายความว่า การขอพรสำเร็จแล้ว อันผิงก็โล่งใจส่วนเื่อุบัติเหตุค่อยว่ากันในวันข้างหน้า ค่อยว่ากันเป็เื่ๆ ไปจะดีกว่าแล้วก็ตะแคงตัวหันไปมองอันหยาง มองพี่ชายที่ตอนนี้เริ่มเขียนอักษรบนกระดาษล่ะดูท่าจากการไปขายเห็ดหลินจือคราวที่แล้ว ท่านแม่ได้ซื้อกลับมาด้วยท่าทางจับพู่กันของคนเป็พี่ชายดูสุขุม เหมือนคุณชายน้อยในซีรีส์ที่เคยดูมาเพียงแต่ว่าเสื้อผ้าไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ แต่พอนึกถึงชุดที่ท่านแม่ตัดอันผิงก็ยิ้ม
อันผิงคิดอยากจะขอพรให้พี่ชายเป็คนฉลาดแต่คำว่าฉลาดน่าจะต้องจำกัดความเยอะแยะไปหมด ฉลาดและต้องเฉลียวฉลาดและต้องเอาตัวรอด ฉลาดและต้องมีคุณธรรมสุดท้ายให้อันหยางพัฒนาไปตามวัยของตนดีกว่า อันผิงกำลังคิดอะไรไปเพลินๆเสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านก็ดังขึ้น
สองพี่น้องจึงพากันเดินออกมาเปิดประตูรั้วตรงหน้าปรากฏเด็กชายและเด็กหญิงหน้าตามอมแมม ตัวผอมแห้ง ในชุดเสื้อผ้าที่เก่ามากยิ่งกว่าพวกเธอสองพี่น้องเพราะเนื้อผ้านั้นเปื่อยยุ่ยบ้างส่วนแล้วเด็กผู้หญิงแอบอยู่หลังเด็กผู้ชายอย่างกลัวๆ
“จางเหล่า มีอะไร” อันหยางเอ่ยถาม
“ข้ามาซื้อถังหูลู่” พูดจบเขาก็ยื่นเงิน 1อีแปะมาตรงหน้า อันหยางทำหน้าลำบากใจ
“ข้าไม่ได้ขายแล้ว ผลซานจาถูกบ้านอื่นเก็บไปหมดแล้ว”
สีหน้าของสองพี่น้องจางเศร้า อันผิงรู้สึกเห็นใจ จึงดึงเสื้ออันหยางให้เขาหันมามอง
“พี่ใหญ่ ขายไข่เ้าค่ะ”
อันหยางยิ้มกว้าง เรียกสองพี่น้องเข้ามาในบ้าน พาไปนั่งที่แคร่ส่วนเขาวิ่งไปในครัว อันผิงที่ถูกทิ้งไว้มองไปที่เด็กหญิงที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันที่นั่งเบียดคนพี่อยู่ไม่ยอมออกมาสู้หน้าเธอกลิ่นไม่พึงปรารถนาจากเสื้อผ้าส่งกลิ่นมาจางๆบ่งบอกว่าครอบครัวนี้ต้องจนมากเป็แน่
อันผิงจึงลงจากแคร่วิ่งเข้าไปในบ้านบ้าง เธอไปหยิบขนมเซาปิ่งที่ท่านแม่เคยซื้อมาจากในเมืองหยิบออกมาหนึ่งอัน และวิ่งกลับไป แล้วไปยืนใกล้ๆ เด็กผู้หญิงคนนั้นจากนั้นก็ใช้มือหักแบ่งครึ่ง แล้วยื่นไปทางเด็กผู้หญิงคนนั้น
“แบ่งกัน” ยื่นมือค้างไว้อย่างนั้นเด็กหญิงคนนั้นดูสนใจ แต่ยังไม่กล้ายื่นมือไปรับ เงยหน้ามองคนเป็พี่ชาย จนพี่ชายพยักหน้าจึงรีบยื่นมือมาคว้าทันที อันผิงจึงเนียนไปนั่งข้างๆ แต่ไม่นั่งใกล้มากนักจากนั้นก็กัดแผ่นแป้งให้ดูทันที เด็กหญิงจึงกัดตาม และแอบมองอันผิงเป็ระยะ
อันผิงจึงแกล้งทำเป็มองไม่เห็น แต่บางทีก็ทำเป็หันมามองเด็กหญิงก็ใ เบียดตัวเข้ากับเป็พี่ชาย
อันหยางเดินออกมา ในมือเขามีชะลอมไม้ไผ่ที่เขาน่าหัดสานมาจากลุงโจวในนั้นมือไข่ไก่ 2 ฟอง แล้วยื่นไปให้จางเหล่า
“ข้าขายไข่ ให้เ้าแทน ส่วนถังหูลู่คงต้องรอปีหน้าแต่ถ้าเ้าเจอผลซานจา เ้าเก็บมาขายข้าได้นะ ข้ารับซื้อ”
“แต่ข้ามีแค่อีแปะเดียว เ้าให้ไข่ไก่มาเกิน” ดูเหมือนจางเหล่าจะรู้ว่าราคาไข่นั้นขายอย่างไร
“ข้าเองก็ได้จากลุงโจวมาอีกทีนะจะว่าไปข้าก็เอาเปรียบเ้าเหมือนกัน หรือเ้าจะไม่ซื้อ ไข่สองฟองแค่หนึ่งอีแปะนะ”
จางเหล่ายื่นมือไปคว้าชะลอมอันน้อยในมืออันหยางทันทีกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้อันหยางจะเปลี่ยนใจ และยื่นเงิน 1อีแปะมาให้ ส่วนน้องสาวของจางเหล่ากับอันผิงก็กินเซาปิ่งเสร็จแล้วอันผิงจึงตักน้ำใส่กระบวยมาให้กิน กลัวว่าแป้งจะติดคอเด็กน้อย
“ขะ ขอบใจ” เด็กน้อยพูดติดอ่างเล็กน้อย
อันผิงยิ้มกว้างให้ แต่ไม่กล้ากินน้ำต่อจากเด็กหญิง ก็มือเปื้อนสกปรกมากแต่เพราะเพิ่งจะเจอหน้า จะสั่งให้เด็กน้อยไปล้างมือก็ยังไงอยู่
“ข้าอันผิง”
“ข้าจางชิวเหมย”
อ้า ช่างเป็เด็กที่ชื่อเพราะ หรือนี่จะเป็สาวงามที่จะลอกคราบในอนาคต
“พวกข้าต้องกลับบ้านแล้ว” เหล่าจางพูดขึ้น
อันหยางกับอันผิงจึงเดินไปส่งเขาที่ประตูรั้วหน้าบ้าน อันผิงยกมือบ๊ายบายจางชิวเหมยเด็กหญิงยกมือขี้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อสองพี่น้องหันหลังเดินจากไปแล้วอันหยางก็ปิดประตูบ้าน
“น้องสาวทำดีมาก เราต้องรู้จักแบ่งปัน” ชมน้องอย่างกับตัวเองเป็ผู้ใหญ่ “แต่เราต้องช่วยเท่าที่เราช่วยได้แบบที่ไม่ลำบากพวกเรา ท่านพ่อสอนไว้”
“เ้าค่ะ พวกเขาเหมือนพวกเราเลย”
“ใช่แล้ว น้องสาว ดีว่าเราโชคดีที่ท่านเซียนทำให้ท่านแม่เจอเห็ดหลินจือ” ว่าจบอันหยางก็คุกเข่าลงคำนับไปยังทางูเา อันผิงจึงทำบ้าง กล่าวออกมาพร้อมกันสองพี่น้อง
“ขอบคุณท่านเซียนูเา ขอรับ”
“ขอบคุณท่านเซียนูเา เ้าค่ะ”
ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังคำนับขอบคุณท่านเซียนประตูรั้วหน้าบ้านก็เปิดขึ้น สองพี่น้องจึงลุกขึ้นและหันไปมอง เป็ท่านแม่ที่กลับมาแล้วสองพี่น้องจึงวิ่งเข้าไปหา และจับจูงท่านแม่เข้าบ้านท่านแม่จึงถามว่าสองพี่น้องทำอะไรกัน อันหยางจึงเล่าเื่สองพี่น้องจางให้ท่านแม่ฟังท่านแม่ยิ้มรับ
“การแบ่งปันเป็เื่ที่ดีและต้องไม่ทำให้เราต้องลำบาก” แต่สีหน้าท่านแม่ดูอ่อนล้ามาก “วันนี้ตอนกลางวันพวกเ้ากินซาลาเปากันนะ แม่จะไปงีบสักหน่อย”
เด็กๆ พยักหน้ารับ เมื่อท่านแม่ไปนอนแล้ว อันหยางเอาซาลาเปาไปเก็บไว้ในครัวสองพี่น้องจึงมานั่งตรงแคร่หน้าบ้าน อันผิงจึงทำเป็ถามถึง จางชิวเหมยอันหยางจึงเล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของจางเ่าั้สะใภ้จางพอคลอดจางชิวเหมยก็สุขภาพอ่อนแอ ต้องกินยาบำรุงร่างกายส่วนพ่อของจางเหล่าทำงานในเมือง แต่โดนคนขี่ม้าวิ่งมาชน ทำให้ขาหักพอรักษาหายขาไม่ดีดังเดิม ร้านที่ทำงานในเมืองจึงให้ออกส่วนเ้าของม้าจ่ายแค่ค่ารักษา แล้วก็หายหน้าไปเลยผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหยางเคยไปถามไถ่ พวกเขาก็บอกว่า คนๆ นั้นหนีไปแล้ว
สุดท้าย เสาหลักของบ้านก็เป็คนกึ่งพิการ เพราะเดินกะโผลกกะเผลกจึงทำงานรับจ้างเก็บผักตอนเก็บผักอาจเก็บได้เท่าคนอื่น แต่พอขนย้ายของทำให้ต้องเดินจึงทำได้ช้ากว่าคนอื่น ชาวบ้านแต่เดิมก็ไม่ได้ร่ำรวย จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครจ้างหรือถ้าจ้างราคาค่าแรงของพ่อของจางเหล่าก็พอๆ กับค่าแรงของอันหยาง ที่ได้วันละ 10อีแปะ
ส่วนจางเ่าั้ เพราะต้องดูแลแม่ และน้องสาว เขาจึงไม่สามารถไปทำงานได้
อันผิงฟังแล้วก็เศร้าใจ หรือเธอจะขอพรให้พ่อของพวกเขาเจอเห็ดหลินจือบนเขาดีไหมนะ
เมื่อถึงเวลากินข้าวกลางวัน แต่เพราะอิ่มขนมเซาปิ่งที่กินไปสองพี่น้องจึงไปดูแปลงผักของพวกเขาหลังบ้าน ที่จริงวันนี้ท่านแม่จะต้องเก็บคะน้าไปขายและปลูกผักบุ้ง สองพี่น้องจึงช่วยกันดึงหญ้าออกจากแปลงผัก ไปยืนดูกรงไก่สำรวจว่าพวกมันจะออกไข่บ้างไหม ในดินเจอไส้เดือน อันหยางก็จับมันมาโยนให้พวกไก่
พวกเขาใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายอยู่หลังบ้านพออันหยางจะพาน้องสาวกลับเข้าบ้าน อันผิงจึงขอไปดูกองฟางที่เพาะเห็ดฟางไว้ อันหยางจึงอาสาเปิดดูให้
เป็ไปตามคำขอ มีเห็ดดอกเล็กขึ้นมาแล้ว อันหยางร้องใ
“มีเห็ดขึ้นด้วยน้องสาว แต่น้องสาวอย่าเพิ่งไปจับนะไม่รู้ว่าเป็เห็ดพิษไหม”
“ดูอะไรกันสองพี่น้อง” เป็เสียงท่านแม่น่าจะตื่นนอนแล้ว ตอนนี้มายืนอยู่ข้างหลังพวกเขา พลางมองไปที่กองฟาง
“หยางเอ๋อร์ถอยมาก่อน” ท่านแม่พูดขึ้นมาอีกและเดินเข้าไปเปิดกระสอบที่คลุมออกให้กว้างขึ้น จึงเห็นเห็ดฟางอย่างชัดเจน
ส่วนอันผิงใจเต้นระทึกกว่า ท่านแม่จะรู้จักเห็ดฟางไหมนะ ถ้าไม่รู้จักขึ้นมาเธอจะต้องหาวิธีอธิบายใช่ไหม แต่เสียงอุทานของท่านแม่ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“นี่ นี่มันเห็ดบัวนี่นา”
“เห็ดบัวคืออะไรหรือขอรับ ท่านแม่” อันหยางถามขึ้น“กินได้ไหม” ดูเขาจะห่วงเื่ปากท้องมากกว่า
“เห็ดบัวคือเห็ดที่เหมือนกับเม็ดบัว กินได้ และขายได้ด้วยหยางเอ๋อร์ ผิงเอ๋อร์ เราสามคนแม่ลูกจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว” ท่านแม่หันมาสวมกอดสองพี่น้อง น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
อาจเพราะเสียงตื่นเต้นของท่านแม่ อันหยางจึงร้องดีใจไปด้วย
“พรุ่งนี้เช้าหลังจากเก็บคะน้าไปขายเสร็จแล้วแม่จะกลับมาเก็บเห็ดบัว และนำไปถามขายตามโรงเตี๊ยมในเมืองดู”
“ทำไมท่านแม่ต้องขายตามโรงเตี๊ยมล่ะขอรับ”
“มันเป็เห็ดหายาก พวกเศรษฐี ขุนนาง จะรู้จักกันและราคาก็ค่อนข้างแพง”
“ท่านแม่ น้องสาว น้องสาวทำดีมากเลยขอรับ”
อันหยางหันมาชมอันผิง เพราะตอนแรกเขาเข้าใจว่าน้องสาวแค่เล่นๆเท่านั้น ไม่คิดว่า มันจะเป็เห็ดบัวที่ท่านแม่บอกว่ามีราคาแพง
“แต่มันขายได้เท่าไหร่หรือขอรับ”
อันผิงหูผึ่งทันทีกับคำถามของคนเป็พี่ชาย
“น่าจะราวๆ ชั่งละ 1 ตำลึงเงินได้”
ตำลึงเงิน นี่ไม่ใช้เงินจำนวนน้อยๆ อันผิงกับอันหยางหันไปมองกองฟางที่ตอนนี้ท่านแม่เปิดดู ดูจากสายตาอาจเก็บได้ราวๆ 5 ชั่งได้ดวงตาของสองพี่น้องจึงเกิดประกายสัญลักษณ์เงินขึ้นมาทันที
“แต่ตอนนี้แม่ว่าต้องไปให้ลุงโจวสานตะกร้าเพื่อเก็บเห็ดไปขายพรุ่งนี้”
สามแม่ลูกจึงจะพากันไปบ้านลุงโจว พอเดินมาถึงประตูรั้วหน้าบ้านก็ได้ยินเสียงคนะโ และเคาะเรียกพอดี เมื่อท่านแม่เปิดประตู จึงเจอผู้ชายคนหนึ่งสภาพมอซอยิ่งนัก ยืนตัวเอียงอยู่หน้าบ้าน ในมือเขาถือตระกร้าในนั้นมีผักป่าอยู่
“อาจางฝาย” อันหยางร้องทักท่านแม่ก้มหัวทักทาย
“เมื่อเช้า ลูกชายข้ามารบกวนบ้านท่าน อันหยางขายไข่ให้เขาแต่ว่าขายไปแค่อีแปะเดียว ข้าเกรงใจเลยเอาผักป่ามาให้”
“ไม่เป็ไรจางฝาย ที่จริงอันหยางได้มาจากลุงโจวอีกทีเขาเล่าให้ข้าฟังแล้ว ข้ารู้สึกละอายนัก”
“มะ ไม่เป็ไร นี่ถือว่าเป็คำขอบคุณสำหรับไข่ไก่ขอรับ”
อันหยางยื่นมือไปรับ
“จางฝาย ท่านสานตะกร้าไม้ไผ่ขนาดนี้ได้ไหม” เป็ท่านแม่เอ่ยถาม พร้อมทำท่าประกอบบอกขนาดไปด้วย
“ได้ขอรับ”
“ถ้าอย่างงั้นข้าจ้างท่านสานให้เราสัก 3 ตะกร้า ข้าจ่ายตะกร้าล่ะ 5 อีแปะเอามาส่งพรุ่งนี้ตอนเช้ามืด”
“ได้ๆ ข้าจะรีบไปทำให้เลย พรุ่งนี้จะรีบมาส่ง” พูดเสร็จเขาก็หันหลังเดินกะเผลกๆ จากไปด้วยรอยยิ้ม
สามแม่ลูกไม่พูดอะไร พากันกลับเข้าบ้านจากนั้นท่านแม่ก็ไปจัดการปลูกผักบุ้งต่อและให้สองพี่น้องช่วยกันเลือกผักคะน้าในแปลงออกมาบ้างส่วนตอนเย็นท่านแม่จะผัดผักคะน้าให้กิน
หลังจากมื้อเย็นที่แสนอร่อยก็เป็คืนที่สามแม่ลูกต่างนอนหลับกันอย่างมีความสุข และคาดหวังรายได้จากเห็ดบัวที่มาถึงในวันพรุ่งนี้แม้เวลาที่หลับใบหน้าพวกเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม