(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 101 ขอความช่วยเหลือ

            ไม่นานนักเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบหนึ่งชั่วโมง เสียงลมที่ปะทะกับโครงสร้างของพาหนะวิญญาณยังคงแหวกอากาศอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย หวงเยี่ยขับเคลื่อนมันมาโดยไม่หยุดพักแม้ชั่วลมหายใจเดียว แกนพลังใต้ท้องพาหนะหมุนวนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ


            เกิดประกายแสงสีม่วงอ่อนที่ทอดเป็นเส้นยาวอยู่เบื้องหลัง ประหนึ่งเป็นร่องรอยของดาวตกที่พาดผ่านฟากฟ้า


            เส้นทางที่ผ่านมาหาได้ราบเรียบไม่ ผืนป่าที่ลาดชันทอดตัวเป็นเนินสูงต่ำสลับซับซ้อน


            ต้นไม้ขนาดใหญ่โอนเอนอยู่ตามแรงลม เสียงใบไม้เสียดสีกันดังกระทบโสตประสาทเป็นระยะ


            จากนั้นภูมิทัศน์ก็ค่อยๆเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อาณาเขตของซากเมืองรกร้างที่พังทลาย


            โครงตึกแตกร้าวตั้งตระหง่านเหมือนซากกระดูกยักษ์ที่ถูกทิ้งไว้ให้กาลเวลากัดกร่อน


            อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง หากรักษาความเร็วระดับนี้ไว้ พาหนะวิญญาณสองล้อของเขาย่อมจะนำพาไปถึงผืนป่าโบราณคงหมิงได้อย่างแน่นอน หวงเยี่ยคำนวณระยะทางในใจอย่างแม่นยำ ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ ดวงตาสีฟ้าจับจ้องเส้นทางเบื้องหน้าอย่างไม่วอกแวก


            ทว่าบางครั้งโลกก็ไม่เคยดำเนินไปตามความคิดของมนุษย์


            ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองขนาดใหญ่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของผู้คน กลับมีสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างไม่คาดคิด


            ซากตึกมหึมาทั้งหลังล้มพาดขวางถนนหลักอย่างสมบูรณ์ ตัวอาคารถล่มลงมาในมุมเอียง ทับซ้อนกันเป็นกำแพงคอนกรีตหนาหนักสูงตระหง่านราวสันเขาเทียม ความสูงนั้นไม่น้อยกว่าสี่สิบเมตร


            และพื้นที่สองข้างทางก็ถูกปิดล้อมด้วยโครงสร้างที่พังลงมาทับถมกันแน่นหนา จนไม่เหลือช่องว่างให้เลี้ยวหลบได้แม้แต่น้อย


            “นั่นมัน..”


            หวงเยี่ยพึมพำในลำคอและรีบลดระดับความเร็วลงในทันที หยุดการไหลเวียนของพลังวิญญาณเข้าสู่พาหนะวิญญาณอย่างเด็ดขาด


            ก่อนที่ตัวเขาจะยกมือขึ้นเปิดหน้ากากสีขาวของตนอย่างช้าๆ เผยใบหน้าคมคายที่แฝงความเหนื่อยล้าเพียงเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าสว่างวาบกวาดมองกำแพงซากตึกที่ปิดขวางทางด้วยสายตาประเมินสถานการณ์


            “อะไรวะเนี่ย..”


            “สูงซักสี่สิบเมตรเห็นจะได้!”


            “เป็นแบบนี้แล้วคงจะไปต่อไม่ได้ จำเป็นต้องเก็บพาหนะเข้าไปในแหวนมิติเพื่อเดินทางข้ามไปฝั่งตรงข้าม!”


            เมื่อประเมินเสร็จสิ้น


            หวงเยี่ยไม่รอช้า เริ่มสะบัดมือเล็กน้อย พาหนะวิญญาณสีดำพลันสลายหายไป กลืนเข้าสู่แหวนมิติที่สวมอยู่บนนิ้วอย่างไร้เสียง


            ทิ้งไว้เพียงพื้นถนนแตกเป็นรอยลึกจากแรงขับเคลื่อนก่อนหน้า


            “พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!”


            จากนั้นตัวของเขาก็ขยับร่างกาย พุ่งตัวกระโดดขึ้นไปตามซากที่สูงชัน เศษคอนกรีตและเหล็กเส้นที่ยื่นออกมาแหลมคมกลายเป็นจุดยึดเกาะเท้าทีละก้าว การเคลื่อนไหวของเขาแม่นยำและรวดเร็ว ร่างกายทะยานขึ้นสู่เบื้องบนอย่างคล่องแคล่วเหมือนกำลังไต่หน้าผา


            ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็มาถึงยอดสุดของซากตึกที่ขวางทาง ลมแรงพัดผ่านเบื้องบน


            เสียงหวีดหวิวสะท้อนผ่านช่องโหว่ของโครงสร้างที่พังทลาย เศษกระจกแตกกระทบกันเบาๆคล้ายเสียงระฆังที่ถูกลมแตะต้อง


            “........”


            นัยน์ตาสีฟ้ากวาดมองไปยังด้านหน้าและรอบบริเวณ ถนนขนาดใหญ่ทอดยาวออกไปไกลสุดสายตา ทว่าแทบไม่มีส่วนใดสมบูรณ์


            พื้นผิวแตกร้าวเป็นร่องลึก อาคารสองฝั่งถนนพังทลายลงแทบทั้งหมด


            เศษซากทับถมกันเป็นเนินสูงต่ำ สายไฟห้อยระโยงระยางคล้ายใยแมงมุมยักษ์ที่ครอบคลุมท้องฟ้า


            ภาพนั้นเงียบงันจนผิดปกติ


            ทว่าเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา ปลายสายตาของเขาก็พลันเบิกกว้างขึ้นอย่างฉับพลัน


            ไกลออกไปบนถนนที่แตกร้าว มีเงาร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบ


            หญิงสาวร่างเล็กผู้หนึ่งกำลังวิ่งหนีบางสิ่งด้วยสภาพบอบช้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่นตามแรงกระชาก


            ใบหน้าค่อนข้างงดงามแม้เต็มไปด้วยคราบฝุ่นและรอยเลือด แขนข้างหนึ่งห้อยลงผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด กระดูกหักจนไม่อาจยกขึ้นได้ เลือดสีแดงสดไหลรินเปียกโชกเสื้อผ้า หยดลงบนพื้นถนนแตกร้าวเป็นทางยาว


            ฝีเท้าของนางสะดุดเป็นระยะ ทว่าก็ยังฝืนก้าวต่อไป ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างล้นทะลัก และเมื่อสายตาของนางเหลือบเห็นเงาร่างมนุษย์ที่ยืนอยู่บนซากตึกจากระยะไกล ความหวังที่ริบหรี่ก็พลันลุกวาบขึ้นในดวงตาคู่นั้น


            หญิงสาวแผดเสียงร้องออกมาด้วยความสิ้นหวังที่แทบจะกลืนกินสติ


            “ชะ.. ช่วยด้วยคะท่านผู้กล้า!”


            “ได้โปรดช่วยเหลือข้าด้วย—!”


            น้ำเสียงนั้นแหบพร่า ปนสะอื้นและความเจ็บปวด แต่เต็มไปด้วยความคาดหวัง


            หวงเยี่ยขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ ภาพของนางที่วิ่งเข้ามาอย่างทุลักทุเลสะท้อนเข้ามาในดวงตา


            แต่ในชั่วขณะเดียวกัน เขาก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนที่ส่งผ่านมาอย่างรุนแรง


            จากปลายถนนที่หญิงสาววิ่งมา เงาดำจำนวนมากกำลังทะยานตามติดอย่างรวดเร็ว


            ดวงตาสีฟ้าของเขาเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง


            เมื่อเห็นชัดเจนว่าฝูงสัตว์อสูรอย่างหมาป่ามังกรเหล็กกล้ากว่าหกสิบตัวกำลังวิ่งไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด


            “เยอะอะไรเช่นนั้น?!”


            ร่างของพวกมันสูงใหญ่กว่าหมาป่าทั่วไปหลายเท่า กล้ามเนื้อแข็งแกร่งปูดโปนใต้เกล็ดสีเทาเข้มที่แข็งราวเหล็กกล้า เขี้ยวแหลมคมสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายเย็นยะเยือก ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยความกระหาย


            เสียงคำรามดังก้องสะท้อนผ่านซากเมืองราวกับกลองสงครามที่ประกาศการล่า ฝีเท้าของพวกมันกระแทกพื้นจนเศษปูนแตกกระจาย กลุ่มควันฝุ่นฟุ้งกระจายอยู่เบื้องหลัง กลิ่นคาวเลือดลอยปะทะจมูกแม้ในระยะไกล


            สายตาของฝูงหมาป่ามังกรจับจ้องหญิงสาวอย่างไม่คลาดเคลื่อน ราวกับมองเห็นเพียงเหยื่ออันโอชะที่กำลังอ่อนแรงลงทุกที


            “อึก?!”


            หญิงสาวสะดุดล้มลงครั้งหนึ่ง ร่างเล็กกระแทกพื้นอย่างแรง เลือดจากแขนที่หักไหลมากขึ้นอีก


            นางกัดฟันฝืนลุกขึ้นทั้งที่ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะพยายามวิ่งต่อไปยังทิศทางที่หวงเยี่ยยืนอยู่


            “ได้โปรด..”


            “ช่วยข้าด้วย…”


            น้ำเสียงนั้นเบาลงกว่าเดิม ทว่าความสิ้นหวังยังคงชัดเจน


            บนยอดซากตึก หวงเยี่ยยืนนิ่งชั่วขณะหนึ่ง สายตากวาดประเมินระยะห่าง ระดับความเร็วของฝูงสัตว์อสูร และสภาพของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ความคิดหมุนวนในหัวราวกับสายฟ้าแลบ


            กว่าหกสิบตัว


            หมาป่ามังกรเหล็กกล้า


            “แต้มวิญญาณ!”


            ทว่ามุมปากของหวงเยี่ยกลับแสยะยิ้มขึ้นอย่างชัดเจน


            ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะลังเล


            ร่างสูงทะยานออกจากยอดซากตึกที่สูงกว่าสี่สิบเมตรอย่างฉับพลัน แรงลมปะทะใบหน้า เสื้อคลุมสะบัดปลิวกลางอากาศ เสี้ยววินาทีที่ร่วงหล่นลงมา ดวงตาสีฟ้าของเขาเบิกกว้าง พลังวิญญาณสีม่วงเข้มพลุ่งพล่านออกมาราวกับเปลวเพลิงที่ถูกปลดปล่อยจากกรงขัง


            หวงเยี่ยไหลเวียนพลังวิญญาณที่เหลืออยู่ในกายอย่างรวดเร็ว เส้นชีพจรโลหิตภายในส่องประกายวูบวาบ


            แรงขับเคลื่อนทั้งหมดมุ่งเน้นไปยังราชันย์พงไพรพิฆาตดาราที่สถิตอยู่ภายในแหล่งพลังงานกลางหัวใจของเขา


            ต้นไม้สีม่วงเข้มในจิตวิญญาณพลันโบกสบัดกิ่งก้านนับสิบอย่างดุดัน ลำต้นเรืองแสงราวกับกลืนกินแสงรอบด้าน


            กิ่งไม้ขยายตัวแตกแขนงปลดปล่อยคลื่นแสงสะท้อนออกมาเป็นวงกว้าง


            พลังอำนาจอันไร้ที่สิ้นสุดปะทุขึ้นจากส่วนลึกของวิญญาณ ราวกับพงไพรโบราณกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน


            จากนั้นชายหนุ่มก็ก็ยกฝ่ามือทั้งสองขึ้นเหนือระดับอก ก่อนจะตบลงไปยังเบื้องหน้าอย่างเด็ดขาด


            “รากไม้พิฆาตดารา!”


            ทันใดนั้นพื้นถนนที่แตกร้าวพลันปริแตกออกเป็นรอยแยกยาว


            รากไม้ขนาดยักษ์นับสิบสายพุ่งทะลุขึ้นมาจากใต้ผืนดินอย่างดุดัน


            ปลายรากบิดเกลียวเป็นรูปทรงแหลมคมดั่งคมเขี้ยวแห่งมังกร แต่ละสายมีสีม่วงเข้มเปล่งประกายเรืองรอง


            รากไม้เหล่านั้นไม่ได้หยุดเพียงแค่ปรากฏขึ้น หากขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชอนไชไปทั่วทั้งอาณาเขตอย่างไร้ปรานี


            พื้นถนนและเศษซากอาคารถูกแทรกแซงด้วยเครือรากจำนวนมากในพริบตา จนพื้นที่โดยรอบแปรเปลี่ยนเป็นผืนป่าที่ไร้ใบขนาดย่อม มีเพียงลำต้นและเถาวัลย์สีม่วงเข้มที่แผ่กระจายราวกับอาณาจักรแห่งพฤกษาทมิฬ


            “กรี๊ดดดดดดดด!”


            ขณะที่เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นทันทีเมื่อร่างนางทรุดลงกับพื้น


            แขนที่หักไม่อาจรับน้ำหนักได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้ากัดกินสติจนแทบหมดแรง


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน