(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 120 ได้รับโอกาส... แต่กลับตัวไม่ได้

    บทที่ 120

    ได้รับโอกาส... แต่กลับตัวไม่ได้



    ความต้องการของลอร์ดเดวิดได้รับคำตอบรับอย่างรวดเร็วเมื่อข่าวดังกล่าวถูกกระจายออกไปในหมู่ทหาร แม้จะใกล้สิ้นฤดูใบไม้ร่วงอันแสนจะหนาวเย็นเต็มที แต่ทุกคนก็อาสาตนเองเพื่อออกเดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาร้ายแรงในท้องที่ห่างไกลนอกดินแดน


    เขตหลักที่เป็นเป้าหมายของภารกิจครั้งนี้คือเขตวินเดล นอร์ทเซริส และเวสท์เซริส พวกเขาไม่อาจส่งกองกำลังลงไปที่เฟลมมิ่งและหัวเมืองรอบนครหลวงเพราะติดปัญหาด้านระยะทางที่ไกลเกินไปผนวกกับฤดูกาลที่เป็นอุปสรรค

    รถม้าสำหรับขนส่งเสบียงสินค้าและผู้คนจำนวนหลายสิบคันกำลังถูกทยอยส่งผ่านวาร์ปเกทมาที่เมืองรัสเซลแล้ว มันเป็นกลุ่มรถม้าที่ลอร์ดเดวิดได้ลงอักขระเสริมแกร่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการลุยหิมะและลดน้ำหนักขนส่งเอาไว้ พวกมันจะช่วยเหลือในภารกิจแย่งชิงประชากรครั้งนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม


    “แบ่งกลุ่มเสร็จหรือยังจอห์น” ลอร์ดออดริคถามสหายสนิทระหว่างกำลังตรวจตรารายละเอียดของการแบ่งเสบียงเพื่อให้เพียงพอกับการเดินทางไปกลับของหน่วยกู้ภัยทั้งหลาย

    “เสร็จแล้วครับ ทหารฝีมือดีแปดกลุ่ม กลุ่มละ 15 นาย รถขนส่งแปดคัน ข้าคิดว่าแต่ละกลุ่มคงขนชาวบ้านกลับได้มากกว่าห้าร้อยคนต่อเที่ยว ยังมีกลุ่มที่จัดเป็นระลอกสองและสามอีก น่าจะไม่มีปัญหาครับ...” จอห์นยังได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า กลุ่มทหารรอผลัดเปลี่ยนในแต่ละรอบได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว

    “อืม... ขากลับคงจะเริ่มมีหิมะแล้ว เตรียมเสื้อผ้าไปเผื่อด้วย ปีหน้าเราจะทำแบบนี้อีกทีจนกว่าผู้เดือดร้อนส่วนใหญ่จะได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด ฤดูหนาวทรหดหน่อยแต่ก็ไม่มีส่วนกลางของแต่ละที่มาสอดส่องให้ยุ่งยาก ฝากขอบคุณทุกคนด้วยล่ะ”

    “...สองเดือนสุดท้ายของปีอาจจะไม่ไหว แต่ฤดูหิมะโปรยสองเดือนแรกก็หนักหน่อยนะ” ออดริคยังกล่าวเสริมเพื่อให้กำลังใจ

    “รับทราบครับ ไม่ต้องห่วงหรอกครับท่านออดริค ทุกคนเต็มใจทำภารกิจนี้ครับผม”

    “ข้าจะให้สายข่าวของกิลเบิร์ตช่วยอีกแรง...” ออดริคตรวจเอกสารทั้งหมดพร้อมอนุมัติเรียบร้อย จึงยื่นมันออกไปให้อีกฝ่าย “ฝากส่งให้กองเสบียงด้วย แล้วก็ตามกลุ่มบริหารผังเมืองและที่พักอาศัยเข้ามาหน่อย”

    “ได้เลยครับ...”


    ความรวดเร็วของการขนส่งที่ถูกปรับปรุงโดยวิทยาการอักขระอำนวยความสะดวก ทำให้ความเร็วไปกลับของแต่ละรอบการเดินทางน่าจะกินเวลาขั้นต่ำ 5 วัน หรือมากที่สุดในเขตห่างไกลก็อาจกินเวลามากถึงสิบห้าวัน สองเดือนข้างหน้าคงมีประชากรในรัสเซลเพิ่มอีกเกือบสามหมื่น ถ้าจำนวนผู้ประสบภัยมีมากจนเต็มขบวนขนส่งทุกครั้ง

    การเพิ่มขึ้นของผู้ย้ายถิ่นจำนวนขนาดนั้น... ไม่เป็นปัญหากับเมืองที่มีการวางผังมาเรียบร้อย และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมมาตลอดทั้งปีเพื่อรองรับการเติบโตของประชากรแบบก้าวกระโดดแล้ว หลังปรึกษากับหน่วยบริหารตลอดช่วงบ่าย คำสั่งการให้เหล่าทหารออกเดินทางก็ถูกส่งออกไป

    ขบวนรถม้าขนาดใหญ่พุ่งตัวออกไปพร้อมกับคำอวยพรของประชาชนที่มาดูการเคลื่อนพลครั้งนี้ ทหารทั้งหลายแต่งตัวเหมือนกลุ่มการค้าธรรมดา ที่มีอาวุธพกติดตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าพวกผู้มาเฝ้ามองไม่ได้มีเพียงกลุ่มที่มาอวยพรเพียงอย่างเดียว


    ในเงามืดของเมืองใหญ่ มีสายตาหลายคู่ของผู้ที่แฝงตัวอยู่อย่างแนบเนียนจับจ้องมาอย่างสงสัย

    พวกเขาอยากส่งข่าวให้ผู้ว่างจ้างได้ทราบเหลือเกิน แต่บริการขนส่งจดหมายข่าวออกจากแดนเหนือได้ถูกปิดไปแล้วในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้

    กลุ่มผู้ฝักใฝ่อำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนทั้งหลายจึงมองภาพเหตุการณ์อย่างหงุดหงิด

    หนึ่งในคนเหล่านั้นเป็นคนเก่าแก่ของเรดวู้ดที่ชาวบ้านรุ่นเก่ารู้จักดี... มิสเตอร์เกรย์


    .

    .

    .


    ความยโสโอหัง และบ้าอำนาจที่เคยมีในคนบางคน เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากยิ่ง


    การมาถึงของเจ้าหนูเดวิด ทำให้ทุกอย่างในชีวิตของ เกรย์ ช็อปเปอร์ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกโกรธแค้นที่มีให้อีกฝ่ายนั้นสูงมากทีเดียว แต่เมื่อทราบว่าแท้จริงแล้วเดวิดคือใคร เขาก็ไม่อาจแบกหน้าอยู่ในเรดวู้ดได้อีกต่อไป ทรัพย์สินที่เคยมีถูกกอบโกยและหลบหนีออกจากเรดวู้ดตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว

    ด้วยเงินจำนวนหนึ่งที่เก็บหอมรอมริบมา ทำให้เกรย์สามารถใช้ชีวิตได้อย่างไม่ยากเย็น เมืองใหญ่รัสเซลนั้นคับคั่งและเต็มไปด้วยผู้คนมากมายจนยากจะตรวจสอบว่าใครเดินทางมาจากที่ไหน เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ คอยส่งข่าวให้กับท่านลอร์ดที่ตนรับใช้และสาบานตนเองไว้ในต่างแดน ชายวัยกลางคนที่ไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอันจึงมีเงินสนับสนุนส่งมาบ้าง แต่มันก็น้อยนิดนัก เมื่อเทียบกับชีวิตในอดีตที่สามารถใช้อำนาจของตนริบสิ่งของและเก็บภาษีเกินจริงได้อย่างสบายใจ

    สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเกรย์เอาไว้ให้ยังคงทำงานเหมือนเป็นสายข่าวให้กับผู้มีอำนาจทั้งหลายคือความแค้นอันยากจะมอดดับ และสัญญาที่อีกฝ่ายบอกปากเปล่าเอาไว้ว่าจะให้เขาได้ดำรงตำแหน่งลอร์ด คอยปกครองเมืองสักแห่งในแดนเหนือ มันช่างเป็นอำนาจอันหอมหวานและคอยปลอบประโลมจิตใจของผู้สูงวัยที่หลงผิดได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    ข่าวละเอียดยิบถูกส่งออกไปมากมายจนกระทั่งถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ทุกสิ่งก็ถูกตัดขาดเมื่อลอร์ดแห่งแดนเหนือระวังตัวมากขึ้น มีระบบตรวจตราคนเข้าออกและตรวจรายละเอียดของการส่งข่าวสารหรือสินค้าออกนอกดินแดนจนเกรย์แทบจะขยับไปไหนไม่ได้เหมือนเก่า

    เขาถูกตัดขาดจากแหล่งรายได้สำคัญมาหลายเดือน ทุกวันนี้จึงเป็นเหมือนคนยากจนคนหนึ่งที่ได้แต่ขอเสบียงจากส่วนกลางเพราะไม่สามารถหางานทำได้เป็นหลักแหล่ง อคติที่มียิ่งเพิ่มพูนเมื่อเจสัน…ลูกชายเพียงคนเดียวของเขาแต่งงานกับนางเด็กกำพร้าชั้นต่ำที่ได้รับตั้งยศจากราชินีซาบิน่าให้เป็นถึงบารอนเนสแห่งกรีนฟีลด์.... ไม่สิ ตอนนี้เมืองแห่งนั้นคงได้ชื่อใหม่เป็นคอตตอนฟีลด์ไปเรียบร้อยแล้ว


    ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ ยิ่งนึกถึงวันวานเก่าก่อนก็ยิ่งเคียดแค้นนัก


    การหลบหนีออกมาจากเรดวู้ดในครั้งนั้นก็เหมือนการประกาศตัดขาดกับลูกชายเพียงคนเดียวเรียบร้อยแล้ว ครั้นจะให้เดินทางออกจากเมืองรัสเซลไปยังคอตตอนฟีลด์เพื่อขอพักอาศัยและพึ่งอำนาจของตระกูลบารอนใหม่ เขาก็ทำไม่ได้ เกรย์นั้นถือตัวและเย่อหยิ่งเกินไป


    (กลับตัวอย่างนั้นหรือ เหอะ... ข้าไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้นหรอก คำสอนโง่ๆ ลัทธิมอมเมา ทำตัวเป็นปรสิตดูดเลือดดูดเนื้อรับของบริจาคไปวันๆ สารเลว!) จิตใจที่ยังมืดบอด ไม่เคยเห็นความผิดของตนเองแม้เพียงครั้ง... เกรย์เป็นคนที่น่าสงสารนัก

    (ข้าจะต้องออกจากที่นี่ให้ได้ อย่างน้อยเอิร์ลวินเดลก็ยังคุ้นเคยกัน เขาต้องช่วยเหลือข้าแน่!)

    (เรดวู้ดจะต้องเป็นของข้าในท้ายที่สุด...) เกรย์แทบจะรอดูความพินาศย่อยยับของเจ้าหนุ่มอวดดีไม่ไหว ไอ้เด็กบ้าที่คอยทำตัวสูงส่งคอยช่วยเหลือคนโน้นคนนี้ แถมยังบ้างานตลอดเวลา ใช้ชีวิตเผยแพร่คำสอนบ้าบอไร้สาระไปวันๆ ...


    ชายสูงวัยที่ร่างกายดูทรุดโทรมและมีหน้าตาเคร่งเครียดจึงตัดสินใจเก็บข้าวของมีค่าที่ตนครอบครอง พร้อมกับเหรียญทองไม่กี่เหรียญ จากนั้นก็หอบของพะรุงพะรังออกไป เกรย์รีบแจ้งความต้องการย้ายออกกับเจ้าของบ้าน พร้อมทั้งสบถอย่างหงุดหงิดตลอดการเดินฝ่าลมหนาว

    จุดขนส่งระหว่างเมืองนั้นเงียบเหงาและแทบจะไร้ผู้คน แต่ก็ยังมีกลุ่มการค้าที่เดินทางล่าช้าติดอยู่เล็กน้อย เหรียญทองสองเหรียญถูกหยิบยื่นให้กับพ่อค้ากลุ่มเล็กๆ ที่ต้องการเดินทางไปบอราลเดียในวันรุ่งขึ้น เขาอยากจะลงที่วินเดลด้วยคำกล่าวอ้างว่าต้องการไปพบญาติเสียหน่อย

    เส้นทางในอนาคตช่างสะดวกนัก เมื่อเกรย์นึกถึงการต้อนรับอันอบอุ่นของเอิร์ลวินเดล เหรียญทองที่เหลืออีกเพียงสามเหรียญในกระเป๋าช่างดูเบาหวิวและไร้ค่า ชายสูงวัยกำลังยิ้มอย่างพอใจเมื่อทุกสิ่งที่คิดเอาไว้เป็นไปด้วยดี แม้ทหารจะเข้าตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ไม่มีใครรั้งตัวของเขาเอาไว้


    คนเหล่านี้ช่างดูโง่เขลาในสายตาของเกรย์... ผู้ที่ยังกลับตัวไม่ได้ไม่รู้ตัวเลยว่า เขาเองได้ถูกมนตราแห่งแสงที่ประทับบนตัวผู้เคยกระทำผิดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และฟาเธอร์แจคสันก็ทราบความเคลื่อนไหวของมิสเตอร์เกรย์ตลอดเวลา


    ไฮพรีสแห่งรัสเซลส่ายหน้าอย่างรู้สึกสมเพชหลังจากเฝ้าดูการกระทำของอีกฝ่ายมาตลอดหลายปี


    เมื่อทหารส่งรายงานออกไป จดหมายเตือนก็ถูกส่งไปให้ลอร์ดออดริค ท่านลอร์ดเองก็ส่งต่อข้อความให้บุตรชายอีกทอดหนึ่งด้วยความรวดเร็วยิ่ง ไม่มีสิ่งใดรอดสายตาไปได้...

    หน่วยงานข่าวของแดนเหนือเองก็ภูมิใจในประสิทธิภาพงานข่าวที่แสนจะยอดเยี่ยมเช่นกัน


    .....


    ขณะที่เกรย์กำลังออกเดินทางนั้น ท่านชายเดวิดที่เพิ่งได้รับข่าวจากทางรัสเซลก็กำลังร่ำลาสมาชิกในโบสถ์อัมบาร์คของหมู่บ้านแอชเช่นกัน มื้อเช้ายังคงมีอาหารให้กินจนอิ่มท้อง ทว่าเด็กๆ ทั้งหลายกับรู้สึกเศร้าเล็กน้อยที่พี่ชายผู้ใจดีต้องออกเดินทางอย่างรวดเร็วและไม่อาจอยู่ได้นาน

    ท่าทางเศร้าสร้อยของเด็กน้อยทำให้เขาต้องย่อตัวลงมาเพื่อพูดคุยเพื่อให้พวกเขาสบายใจ


    “ข้าทิ้งเสบียงไว้เยอะแยะ พวกเจ้าคงอยู่กินกันสบายๆ ได้สักพักเลยล่ะ เอเดนช่วยดูแลคุณพ่อครูซกับน้องๆ ด้วยนะครับ”

    “ได้ครับพี่ชาย... ผ่านมาทางนี้อย่าลืมแวะเยี่ยมพวกเราด้วยนะ”

    “ฮะๆๆ ได้เลย...” คิทยิ้มกริ่ม “ข้าต้องแวะไปเยี่ยมพวกเจ้าแน่ๆ รักษาตัวดีๆ ก็แล้วกัน”

    “คุณพ่อครูซครับ... ถ้าโอกาสเริ่มชีวิตใหม่ผ่านมาเมื่อไหร่ ก็รีบคว้าเอาไว้นะครับ”

    “โอกาส... อย่านั้นหรือ” ผู้มีสายตาพร่ามัวไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย แต่เขาก็ตอบรับอย่างมั่นใจ “ถ้าหากโอกาสที่ว่าผ่านมาจริงๆ ข้าจะคว้าไว้แน่นอน”

    “ดี... แล้วเราจะได้เจอกันอีกแน่ๆ ครับ น้องเอเดนยังตัวเล็ก เรียกชาวบ้านมาช่วยกันหุงหาอาหารประทังชีพไปก่อนก็ดีนะครับ ข้าต้องรีบเดินทางแล้ว รักษาตัวด้วย”

    “ขอให้ทวยเทพคุ้มครองนะพ่อหนุ่ม ขอบใจมาก...”


    คิทอมยิ้มเมื่อได้ยินคำอวยพรของชายชรา สายลมโชยหนึ่งที่พัดมาให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ดูเหมือนทวยเทพคงกำลังเฝ้ามองเขาอยู่ด้วย ชายหนุ่มจึงยิ้มแป้นพร้อมขอบคุณในใจ

    สามวันหลังจากนั้น คิทยังได้ยืนยันความเป็นอยู่อันยากลำบากของอีกหกหมู่บ้านใกล้เคียง นอกจากเขตของบารอนเนสวินดิน่าที่แสนจะแร้นแค้นแล้ว ท่านชายจากรัสเซลจึงตัดสินใจอ้อมไปทางทิศเหนือเพื่อดูความเป็นอยู่ในเขตที่บารอนวินดัสดูแลอีกนิดหน่อย แล้วเขาก็พบว่าผู้คนล้วนลำบากไม่แพ้กัน


    มันเป็นเรื่องดีที่คนเหล่านี้ล้วนมีความคิดอยากออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของตน แดนเหนือคงจะมีประชากรเพิ่มอีกมาก พวกเขาจะกลายเป็นรากฐานแห่งความยิ่งใหญ่ของดินแดนอย่างเต็มภาคภูมิในไม่ช้า


    อย่างไรก็ตาม... คิทกำลังรู้สึกอธิบายอารมณ์ของตัวเองไม่ถูก ยิ่งได้เห็นความต่ำช้าของลอร์ดทั้งหลายนอกแดนเหนือ เขาก็ยิ่งเก็บงำอารมณ์โกรธที่แทบจะปะทุทุกเมื่อเอาไว้ไม่ได้ หลายครั้งที่ได้ฟังคำบอกเล่าจากชาวบ้าน เขาก็จะกำหมัดแน่นอย่างแค้นเคืองโดยไม่รู้ตัว


    ทำไมทุกชีวิตถึงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไม่ได้... (เพราะอำนาจมันหอมหวานอย่างไรเล่า)

    ทำไมความรู้อันดีงามและมีประโยชน์ถึงถูกปิดกั้น... (เพราะผลประโยชน์และเงินตราอย่างไรเล่า)

    ทำไมถึงต้องใช้วิธีที่ดึงผู้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาทนทุกข์ด้วย... (เพราะชักนำคนโง่และไร้พลังมันง่ายดายอย่างไรเล่า)


    เสียงตอบรับอันแสนชั่วร้ายที่มีในหัว... เป็นข้อเท็จจริงที่ตัวเขาเองก็ทราบดี

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer ที่คุณอ่าน