Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 339 การตอบโต้ของคู่แข่ง

การตอบโต้ของคู่แข่ง

 

            สุดท้ายกัสก็ใช้เวลาไป 2 วันในการบ่มเพาะจนได้ไม้กฤษณาโลหิตทองคำอายุ 100 ปีมาถึง 3 ต้นด้วยกัน ส่วนที่เหลือนั้นเขาบ่มเพาะมันจนมีอายุ 10 ปี 6 ต้นและเป็นไม้กฤษณาโลหิตทองคำธรรมดา 3 ต้นด้วยกัน

            ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้ความจริงไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่กัสสามารถทำได้ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่สุด

            ไม้กฤษณาโลหิตทองคำอายุ 100 ปีนั้น กัสตั้งใจที่จะส่งมอบให้กับตระกูลของเขาเพื่อแลกกับค่าความดีความชอบ ส่วนไม้อายุ 10 ปี เขาจะคัดเอาแกนโลหิตทองคำออกมา ส่วนเนื้อไม้จะนำไปแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของธุรกิจ

            สุดท้ายคือไม้กฤษณาโลหิตทองคำธรรมดาทั้ง 3 ต้นจะกลายเป็นวัตถุดิบหลักในการเพาะเลี้ยงเห็ดวิเศษในครั้งต่อไป

            ถึงตอนนี้กัสก็มีวัตถุดิบสำหรับแผนการปรับปรุงธุรกิจของเขาแล้วและทำการส่งมอบวัตถุดิบทั้งหมดให้กับซิลวี่เป็นที่เรียบร้อย

            ในตอนที่เด็กสาวรับเอาไม้กฤษณาโลหิตทองคำทั้ง 6 ต้นไปนั้น ใบหน้าของซิลวี่ถึงกับแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นยินดี หลังจากนั้นไม้ทั้ง 6 ต้นก็ถูกนำไปแปรรูปอย่างระมัดระวัง จนกลายเป็นแผ่นไม้แปรรูป ท่อนไม้และแกนโลหิตทองคำที่ถูกส่งคืนให้กับกัสเพื่อส่งมอบให้กับตระกูลอีกทีหนึ่ง

            แกนโลหิตของไม้อายุ 10 ปีนั้นมีขนาดเล็กเพียงเม็ดข้าวเท่านั้น แต่ถึงจะเล็กเพียงแค่นี้มันก็สามารถนำไปทำเป็นกำยานที่สามารถจุดได้นานถึง 1 เดือนเลยทีเดียว

            คุณภาพของมันนับว่ามีค่ามากกว่าขนาดอย่างมาก ส่วนแกนโลหิตทองคำของไม้อายุ 100 ปีนั้น มันมีขนาดเท่ากับนิ้วมือ ซึ่งใหญ่กว่ากันเพียงไม่กี่สิบเท่า แต่คุณค่าของมันนั้นสามารถนำไปทำเป็นกำยานที่จุดติดต่อกันได้นานถึง 1 ปีเต็มๆ

            ไม่เพียงระยะเวลาในการใช้งานที่ยาวนานกว่า ประสิทธิภาพของมันยังดีกว่ากันมาก มูลค่าของมันเองก็แตกต่างทำให้กัสที่เอาแกนโลหิตทองคำไปส่งถึงกับนึกเสียดายขึ้นมาเลยทีเดียว

            มูลค่าของแกนโลหิตทองคำของไม้อายุ 100 ปีนั้น มีค่าถึงชิ้นละ 1 แสนคะแนนความดีความชอบเลยทีเดียว ในขณะที่แกนโลหิตทองคำของไม้อายุ 10 ปีมีมูลค่าเพียง 5 พันคะแนนความดีความชอบเท่านั้น

            เมื่อเทียบกับมูลค่าของเนื้อไม้แล้ว ราคาของไม้อายุ 10 ปีกับ 100 ปีต่างกันเพียงไม่กี่เท่าตัวเท่านั้น มันทำให้กัสรู้สึกเสียดายอย่างมากที่ไม่บ่มเพาะไม้อายุ 100 ปีให้มากกว่านี้

            แต่ถึงจะเสียดาย กัสก็ไม่คิดว่าสิ่งที่เขาทำลงไปเป็นความผิดพลาดอะไรเพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามแผนที่เขาวางเอาไว้

            ตามแผนการของกัสที่วางเอาไว้ร่วมกับบลูอาย แองจี้และมิโดรินั้น เขาตั้งใจที่จะบ่มเพาะไม้อายุ 100 ปีเพียง 3 ต้นก็เพื่อนำเอาปุ๋ยเวทมนตร์ที่เหลือไปใช้กับสมุนไพรวิเศษซึ่งปลูกพร้อมกับไม้กฤษณาโลหิตทองคำ

            สมุนไพรที่ว่าคือ ‘เถางูลายเพลิง’ มันเป็นพืชสมุนไพรตระกูลไม้เลื้อยที่ถูกปลูกร่วมกับไม้กฤษณาโลหิตทองคำอายุ 10 ปีทั้ง 6 ต้นและเป็นเหตุผลที่ทำให้กัสตัดสินใจบ่มเพาะอายุของมันเพียง 10 ปีก็เพราะว่าเขาต้องบ่มเพาะมันคู่กับสมุนไพรวิเศษนั่นเอง

            ผลลัพธ์จากการบ่มเพาะร่วมนั้นทำให้เขาได้รับสมุนไพรอายุ 100 ปีถึง 12 ต้น ซึ่งมีมูลค่าไม้น้อยเลยทีเดียว

            ระดับความยากในการปลูกสมุนไพรวิเศษนั้น เมื่อเทียบกับการปลูกไม้วิเศษนับว่าง่ายกว่ามาก ทั้งนี้ก็เพราะมันมีเงื่อนไขที่โหดหินแต่แรก ทำให้ระดับความยากในการบ่มเพาะต่ำกว่าไม้วิเศษที่เป็นพืชวิเศษที่มีลำดับขั้นต่ำกว่าขั้นหนึ่ง

            ซึ่งการปลูกสมุนไพรวิเศษเหล่านี้คู่กับไม้วิเศษทั้ง 6 ต้นก็ได้ทำให้คุณภาพของไม้วิเศษทั้ง 6 ลดลงไปด้วยเช่นกันเพราะมันถูกแย่งชิงสารอาหาร

            ในจุดนี้หากไม่ได้การดูแลอย่างดีของมิโดริ คุณภาพของไม้อายุ 10 ปีอาจจะลดลงจนเหลือเพียง 1 ปี หรืออาจจะต่ำกว่าไม้วิเศษทั่วไปเสียด้วยซ้ำ

            แต่เพราะมีการดูแลที่ดีทำให้คุณภาพของไม้อายุ 10 ปีไม่ตกลงมากจนเกินไป

            คุณภาพของไม้อายุ 10 ปีที่กัสได้ก็เลยมีค่าพอๆ กับไม้อายุ 7 – 8 ปี ซึ่งนับว่าเหมาะสมที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในธุรกิจของพวกเขาแล้ว

            นอกจากนั้นยังสามารถใช้เหตุผลนี้มาเป็นข้ออ้างในการลดปริมาณของไม้วิเศษที่จะขายได้อีกด้วย

            กลยุทธ์ทางการตลาดนี้กัสก็ได้ฟังมาจากซิลวี่และได้แองจี้คิดแผนเพื่อสนับสนุน ส่วนมิโดริก็เป็นผู้นำแผนการทั้งหมดไปปฏิบัติ

            ส่วนตัวกัสนั้น เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเขาไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากเสนอความคิดเห็นเป็นบางครั้ง กับตัดสินใจในขั้นสุดท้ายและกำหนดทิศทางของแผนการ

            ซึ่งพอจัดการกับปัญหาทั้งหมดเรียบร้อย ผลตอบรับที่ได้ก็ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง เพียงแค่วันแรกที่มีการวางขายสินค้าที่สร้างขึ้นจากไม้วิเศษ ร้านค้า ‘เครื่องเรือนทองคำ’ ของโกลเด้นก็โด่งดังเป็นพลุแตก

            เพียงแค่ 1 ชั่วโมงหลังจากวางขาย ก็มียอดสั่งซื้อไหลทะลักเข้ามาไม่ขาดสายจนทำให้พนักงานขายถึงกับปฏิเสธแทบไม่ทันเพราะว่าจำนวนสินค้าที่มีจำกัด

            สุดท้ายโกลเด้นที่รอจังหวะอยู่แล้วก็ออกมาตอบสนองต่อเสียงเรียกของลูกค้าและกล่าวขออภัยตามแผน ก่อนจะเปลี่ยนรูปแบบการขายเป็นการประมูลที่แม้จะสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้ามากมาย

            แต่มันก็ทำให้ความวุ่นวายสงบลงด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนั้นโกลเด้นก็ฉวยโอกาสชี้แจ้งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตซึ่งมาจากไม้วิเศษด้อยคุณภาพที่ใช้ในการปลูกสมุนไพรวิเศษ

            เมื่อรู้แบบนี้ความตื่นเต้นตกใจและความสงสัยของกลุ่มลูกค้าก็ลดลงไปเกินครึ่งเพราะเรื่องแบบนี้ในกลุ่มคนระดับสูงเองก็พอจะทราบดีอยู่

            ส่วนคนที่ไม่รู้แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากพยายามวิเคราะห์ความหมายจากคำพูดของโกลเด้น

            ซึ่งก็แน่นอนว่าการเปิดเผยที่มาของวัตถุดิบย่อมกลายเป็นจุดอ่อนให้ลูกค้าบางกลุ่มกดราคา แต่มันก็เปล่าประโยชน์เพราะโกลเด้นวางแผนมาก่อนแล้ว มันฉวยโอกาสลอยตัวหลบหนีปัญหานี้แต่แรกด้วยการไม่ตอบสนองต่อการกดราคาใดๆ

            ผลลัพธ์ต่อจากนั้นเป็นยังไงนั้น กัสที่ฟังเอาจากซิลวี่อีกทีก็ได้แต่ตอบรับเบาๆ เพราะเขาไม่ได้สนใจกลยุทธ์ทางการตลาดของโกลเด้นสักเท่าไหร่เลยฟังแบบไม่คิดอะไรมาก เลยไม่ค่อยเข้าใจ

            แต่ที่กัสรู้ก็คือ ผลตอบแทนจากการขายสินค้าชิ้นแรกนั้น มีค่ามากกว่าผลตอบแทนรายเดือนของเขาถึง 30 เท่าตัวเลยทีเดียว

            มูลค่าของผลตอบแทนที่ได้นั้นทำเอากัสถึงกับตาโตเลยทีเดียว แต่เมื่อฟังคำอธิบายของซิลวี่และคำแนะนำของโกลเด้นที่ฝากซิลวี่มาให้กัสแล้ว เขาก็เข้าใจว่าผลตอบแทนที่สูงค่าเช่นนี้เป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะพิเศษและอาจจะมีเพียงครั้งนี้เท่านั้นที่ได้รับการตอบรับที่มากขนาดนี้

            สินค้าชิ้นต่อๆ ไปอาจจะยังทำเงินได้มาก แต่ก็ยากที่จะมากเท่ากับครั้งนี้อีกเพราะกระแสความตื่นเต้นที่สงบลง

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นแผนการที่พวกเขาวางไว้ก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว นั่นก็คือการสร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจเพื่อใช้เป็นช่องทางในการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ

            ผลลัพธ์หลังจากนั้นแม้กัสจะไม่ได้ติดตาม แต่เขาก็ทราบว่ามันประสบความสำเร็จ ซึ่งดูได้จากส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นจากหลายเดือนก่อนถึง 3 เท่าตัว ปริมาณการขายที่เพิ่มสูงขึ้น จนกัสจำต้องสร้างพื้นที่เพาะปลูกไม้หายากขึ้นมาโดยเฉพาะ

            การลงทุนในครั้งนี้แม้จะดูเกินเลยไปบ้าง แต่ถ้าเทียบกับการปลูกไม้วิเศษแล้ว มันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ เลยไม่มีปัญหาอะไรสักเท่าไหร่

            หน้าที่ของกัสก็แค่ กำหนดพื้นที่จากนั้นก็ส่งงานต่อไปให้กับหุ่นยนต์แรงงานทำแล้วรอผลผลิตโดยไม่ต้องออกแรงสักนิด

            ด้วยเหตุนี้ซิลวี่เลยไม่รู้สึกลำบากใจมากนัก นอกจากขอบคุณกัสด้วยใบหน้าแดงระเรื่อที่แฝงไว้ด้วยความรักและความขอบคุณ

            ความสำเร็จจากการปลูกไม้วิเศษจึงทำให้ธุรกิจของโกลเด้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนเกือบจะกลายเป็นร้านค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองแห่งดันเจี้ยนเลยทีเดียว

            แต่ก่อนที่โกลเด้นจะประสบความสำเร็จ ปัญหาที่ไม่มีใครคิดฝันก็เกิดขึ้นมาก่อน

            ในช่วงเย็นของวันหยุด ซึ่งตรงกับวันที่ซิลวี่ออกไปส่งมอบวัตถุดิบให้กับพี่ชายของเธอและเป็นวันเดียวกับที่กัสไปทำหน้าที่ฝืนเฝ้ายามบนกำแพงเมือง

            เย็นวันนั้นในขณะที่กัสกลับมานั่งพักอยู่ในศาลาริมสระบัว ซิลวี่ก็วิ่งเข้ามาหาเขาในสภาพที่มีน้ำตานองหน้าและมีดวงตาที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ

            วินาทีที่เห็นสีหน้าของซิลวี่ กัสก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก หัวใจของเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นกลัว ก่อนจะกลายเป็นความสับสนและความโกรธเกรี้ยวที่เย็นเยือก

            “เกิดอะไรขึ้น! เจ้าเป็นอะไรซิลวี่..ใครทำร้ายเจ้า!!”

            แม้ว่าภายในใจของกัสจะโกรธเกรี้ยวถึงที่สุด แต่น้ำเสียงของเขากลับอ่อนโยนและแฝงไว้ด้วยความปลอบโยนที่ทำให้ซิลวี่สงบลงอย่างรวดเร็ว

            เด็กสาววิ่งเข้ามาซบอกกัสแล้วเริ่มร้องไห้ด้วยความคับแค้นใจจนทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกนอกจากปลอบโยนเธออยู่นานสองนานกว่าซิลวี่จะสงบลง

            ช่วงเวลานั้นนอกจากเสียงร้องไห้ของซิลวี่แล้ว ก็มีเพียงเสียงของสายลมที่ดังขึ้นสลับกับเสียงขบฟันด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ซ่อนอยู่ในใจ

            “พี่กัส..ร้านค้าของพวกเรา..ถูกเผาค่ะ”

            “ถูกเผา..”

            กัสทวนคำด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือกจนน่ากลัว พลางสบตากับซิลวี่ที่มีความคับแค้นซ่อนอยู่ภายใน ก่อนที่เด็กสาวจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง

            ความจริงแล้วเหตุการณ์เผาร้านนั้นไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นวันนี้ แต่เกิดขึ้นมาหลายวันแล้ว จึงไม่แปลกที่กัสจะไม่ทราบเพราะเหตุการณ์มันสงบไปแล้วจึงไม่มีสัญญาณของความวุ่นวายใดๆ ให้สังเกตเห็น

            คนที่จะรู้เรื่องนี้ได้นอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องและพ่อค้าที่ทำธุรกิจในสายเดียวกันแล้วก็มีเพียงคนที่เห็นเหตุการณ์เท่านั้น

            ซิลวี่ที่ออกไปส่งมอบวัตถุดิบตามกำหนดนั้น ย่อมไม่ทราบเรื่อง แต่เธอก็พอสังเกตเห็นความผิดปกติได้ ทั้งจากสายตาของคนบางกลุ่มที่ลอบมองมายังเธอในตอนที่เธอเดินไปยังร้านค้าและเสียงซุบซิบที่ดังขึ้นจากคนรอบตัว

            ในตอนนั้นซิลวี่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เธอก็เริ่มรู้สึกตัวแล้วว่ามีบางอย่างไม่ปกติ เธอจึงเร่งฝีเท้าไปยังร้านค้าให้เร็วกว่าเดิม ก่อนจะเห็นสภาพของร้านค้าที่ถูกเผาจนเหลือแต่ซาก รวมไปถึงโกดังเก็บสินค้าที่ไหม้จนไม่เหลือซาก

            นอกจากสินค้าที่เสียหายแล้ว ทาสที่ทำหน้าที่ดูแลร้านทั้งหมดยังถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมและถูกเผาไปพร้อมกับร้านโดยที่ไม่มีใครเลยในละแวกนั้นที่รู้สึกตัว จนกระทั่งร้านค้าลุกเป็นไฟ

            ถึงตอนนั้นหน่วยดับเพลิงก็มาถึงและร่ายเวทน้ำดับไฟอย่างรวดเร็วจบสามารถควบคุมเพลิงได้ในไม่กี่นาที

            ทว่าสินค้าทั้งหมด ทาสที่อยู่ในร้านก็ถูกเผาจนไม่เหลือซากไปแล้ว ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีที่บอกให้รู้ว่าต้นเพลิงในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ

            แต่เกิดจากเวทมนตร์เพลิงระดับสูงที่สามารถเผาไหม้ซากศพไปจนถึงไม้วิเศษได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

            ในตอนที่ซิลวี่ไปถึงร้านเธอก็ได้เจอเพียงคนงานที่ทำหน้าที่รื้อถอนซากร้านเท่านั้นและกว่าเธอจะติดต่อพี่ชายของเธอได้ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะรู้เรื่องทั้งหมด

            ถึงตอนนั้นซิลวี่ก็ทำอะไรไม่ถูกและได้รู้ความจริงทั้งหมดว่าเกิดจากฝีมือของใครและทำไปเพื่ออะไร

            แต่ถึงจะรู้ความจริงเธอก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่มือสมัครเล่น แต่เป็นบุคคลระดับเตรียมเทพอสูรและเตรียมครึ่งเทพที่ทรงอำนาจ ทั้งยังมีประสบการณ์ที่มากและรู้จักอุปกรณ์ต่างๆ ของตระกูลอันดูวเดธเป็นอย่างดี

            ก่อนที่พวกมันจะลงมือ พวกมันก็ทำลายอุปกรณ์เฝ้าระวังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ตรวจตรา กล้องลับไปจนถึงระบบเตือนภัยทั้งหมด เรียกได้ว่าทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะกลายเป็นหลักฐานที่สาวไปถึงตัวของพวกมันได้

            ผลงานของพวกมันนับว่าสมบูรณ์แบบ หากไม่ใช่ว่าคนที่พวกมันเล่นงานคือลูกหลานของตระกูลอันดูวเดธที่มีระบบลับซึ่งสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ใดๆ

            ระบบลับนี้เป็นเช่นเดียวกับระบบตรวจสอบเจตนาที่กัสเคยใช้ตรวจสอบคนในกลุ่มหนูใต้ดิน มันเป็นระบบลับที่มีเพียงทายาทบุรุษเท่านั้นที่เข้าถึงได้และเป็นระบบที่ไม่สามารถเปิดเผยให้คนนอกรู้ได้

            และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เองที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถนำเอาหลักฐานที่ได้จากระบบนี้ไปเอาผิดผู้ลงมือได้ ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ซิลวี่คับแค้นใจจนร้องไห้ออกมาแบบนี้

            กัสขมวดคิ้วแน่นด้วยความหงุดหงิดและตระหนักถึงความคับแค้นใจที่ซิลวี่ต้องพบเจอ

            ทั้งที่รู้ว่าใครทำและทำไปเพื่ออะไร แต่กลับทำอะไรไม่ได้นอกจากอดทน ความคับแค้นใจเช่นนี้เด็กสาวอย่างซิลวี่จะทนไม่ได้ก็ไม่แปลกอะไร

            ลำพังแค่เธออดทนจนร้องไห้ออกมาเงียบๆ แบบนี้ได้ก็นับว่าน่าชื่นชมแล้ว หากเป็นคนทั่วไปเจอแบบนี้เข้าแล้วไม่ไปเอาเรื่องอีกฝ้ายก็คงแปลก

            แต่ซิลวี่ก็ยังทนได้และกลับมาบอกเรื่องทั้งหมดกับกัสโดยไม่เปิดเผยความลับใดๆ ให้ศัตรูทราบเขาก็ชื่นชมเธอมากแล้ว

            กัสใช้เวลาปลอบโยนซิลวี่อยู่นานสองนาน พลางสอบถามความคิดเห็นของผู้อาวุโสที่น่าจะทราบเรื่องนี้ ก่อนจะได้รับคำตอบที่ทำให้เขาหงุดหงิด

            “ผู้อาวุโสสั่งว่าอย่าเพิ่งทำอะไรคะ..ท่านบอกว่าทางตระกูลจะจัดการเรื่องนี้ให้”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็เบาใจลงส่วนหนึ่ง แต่เขาก็ยังสังเกตเห็นสีหน้าไม่พอใจของซิลวี่และความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ในใจเธอ

            “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่พอใจนะซิลวี่..เจ้าน่าจะรู้ว่าตระกูลของพวกเราน่ากลัวขนาดไหนในเรื่องตามล่าศัตรู”

            “เรื่องนั้นข้ารู้ดีค่ะ แต่ว่า..ข้ายอมรับไม่ได้จริงๆ ค่ะพี่กัส! ทั้งที่รู้ว่าพวกมันเป็นใครแท้ๆ แต่กลับทำอะไรไม่ได้แบบนี้!! ยิ่งไปกว่านั้นข้าอยากแก้แค้นค่ะ!! ข้าอยากแก้แค้นให้กับพวกเขา! ทั้งที่..ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ ทำไมถึงต้องฆ่าพวกเขาด้วย..”

            ยิ่งพูดซิลวี่ก็ยิ่งเศร้า จากความคับแค้นใจกลายเป็นความโศกเศร้าเสียใจจนหลั่งน้ำตานองหน้าซึ่งทำให้กัสจำต้องโอบกอดเธอไว้เพื่อปลอบโยนความเจ็บปวดของเธอ

            กัสรับฟังการระบายความคับแค้นและความโศกเศร้าของซิลวี่อยู่เงียบๆ จนเข้าใจถึงตัวตนของคนที่ซิลวี่เรียกว่า ‘พวกเขา’ ได้คนพวกนั้นก็คือทาสแรงงานที่โกลเด้นซื้อตัวมาทำงานในร้านค้า

            การที่ซิลวี่รู้สึกโศกเศร้าและคับแค้นใจแทนทาสที่ถูกฆ่าทั้งที่ไม่มีความผิดนั้นทำให้กัสสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของเธอได้และทำให้เขาชื่นชมเธอมากยิ่งขึ้นไปอีก

            ช่วงเวลานั้นดวงตาที่หรี่ลงของกัสก็ปรากฏจิตสังหารขึ้นมาวูบหนึ่ง ความต้องการฆ่าของเขาก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่มือของเขายังคงลูบไปตามเส้นผมของซิลวี่อย่างเบามือเพื่อปลอบโยนความโศกเศร้าของเธอ

            “วางใจเถอะซิลวี่..ข้าจะทำให้พวกมันชดใช้ความผิดที่พวกมันก่อเอง..”

            “ต..แต่ว่า! ท่านอาวุโสสั่งห้ามไม่ให้ทำอะไรนะคะพี่กัส! พี่ทำแบบนั้นไม่ได้นะคะ!!”

            “ไม่ต้องห่วง..ข้ารู้ว่าข้าต้องทำยังไง หรือต่อให้ข้าทำพลาดไป..เจ้ายังคิดว่ามีความผิดไหนที่ร้ายแรงกว่าความผิดที่ข้าทำไปก่อนหน้านี้อีกงั้นหรือ”

            “ร..เรื่องนั้นมัน..ไม่ได้ค่ะพี่กัส! ข้าไม่ให้พี่ทำ! ถ้าพี่ทำแบบนั้นละก็ พี่ต้องถูกผู้อาวุโสลงโทษอีกแน่เลย!! แบบนั้น..แบบนั้นข้าจะยอมรับได้ยังไงละ”

            กัสยิ้มน้อยๆ พลางลูบใบหน้าของซิลวี่ด้วยความเอ็นดูก่อนจะก้มหน้าลงอย่างช้าๆ เพื่อจูบลงที่ริมฝีปากของซิลวี่จนทำให้เด็กสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            สัมผัสที่วาบหวานนี้หลอมละลายความคิดต่อต้านของซิลวี่ไปจนหมดและสูบเอาเรี่ยวแรงของเธอไปจนหมดสิ้น ทำเอาซิลวี่ที่ตกใจถึงกับเข่าอ่อนไปชั่ววูบ ก่อนจะถูกกัสกอดเอาไว้ในอ้อมกอดและบรรจงจูบเธออย่างวาบหวานจนซิลวี่เคลิ้มไปชั่วขณะ

            “ตอนนี้เจ้ายอมรับได้หรือยังซิลวี่..หากเจ้าไม่ยอมให้ข้าที่เป็นพี่ชายไปเสี่ยงเพื่อเจ้า เช่นนั้นเจ้าจะยอมให้ข้าที่เป็นสามีของเจ้าไปเสี่ยงเพื่อเจ้าได้หรือไม่..บุรุษที่ปล่อยให้สตรีของตนเองต้องร้องไห้เพราะความคับแค้นใจนั้น ไม่สมควรที่จะเป็นบุรุษของตระกูลอันดูวเดธ แค่นี้ข้าก็มีเหตุผลมากพอที่จะลงมือแก้แค้นแทนเจ้าแล้วใช่ไหม”

            ใบหน้าของซิลวี่แดงขึ้นอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็กลายเป็นสีแดงก่ำจนแทบสุก ความกล้าได้กล้าเสียของซิลวี่ที่เคยมีถึงกับสูญสลายหายไปจนหมด

            เด็กสาวถึงกับพูดไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ หัวสมองของเธอว่างเปล่าจนคิดอะไรไม่ออกแม้แต่อย่างเดียว

            เมื่อไม่มีการตอบรับจากซิลวี่ กัสที่แย่งชิงจูบแรกของเธอไปก็ยิ้มกริ่ม ก่อนจะก้มหน้าลงจูบเธออีกครั้งและอีกครั้งจนซิลวี่ได้แต่ส่งเสียงครางอยู่ในอ้อมกอดของกัสด้วยความสุขสมที่มากล้นจนดวงตาหวานฉ่ำ

            “พี่..กัส..”

            “เข้าใจแล้วนะซิลวี่..ต่อจากนี้เจ้าคือภรรยาคนหนึ่งของข้า..และเพื่อทำให้เจ้ายอมรับ ข้าจะไปแก้แค้นแทนเจ้าเอง..ถือว่านี่คือการทำเพื่อภรรยาที่ข้ารัก”

            ซิลวี่ยังคงสับสนและทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันไม่ได้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมกัสถึงได้ทำแบบนี้กับเธอ ทำไมถึงได้ตัดสินใจยอมรับเธอทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังปฏิเสธเธออยู่แท้ๆ

            “เจ้าคิดอะไรอยู่หรือซิลวี่..เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้านั้นรังเกียจเจ้าหรอกใช่ไหม หรือว่าสงสัยว่าทำไมข้าถึงได้ทำเช่นนี้..เช่นนั้นข้าก็บอกเจ้าตรงนี้เลยก็แล้วกัน..หยาดน้ำตาที่ไหลรินออกมาเพราะความคับแค้นใจแทนทาสของเจ้ามันเอาชนะใจข้า..เพราะความอ่อนโยนของเจ้ามันทำให้ข้าตกหลุมรักเจ้าเสียแล้ว..เพราะฉะนั้น เจ้าต้องรับผิดชอบนะรู้ไหม”

            พูดจบกัสก็ก้มลงจูบซิลวี่อีกครั้งจนเด็กสาวไม่อาจให้คำตอบรับใดๆได้นอกจากการโอบกอดกัสเพื่อตอบรับความรู้สึกที่วาบหวานและความรักที่เขามอบให้ก่อนจะผละออกจากกัสด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

            “รอข้าก่อนนะซิลวี่..ไม่นานหรอก ข้าจะกลับมารับเอาร่างกายและหัวใจของเจ้าไปหลังจากที่ข้าฆ่าพวกมันแล้ว..”

            สิ้นคำพูดกัสก็หมุนตัวจากไปในทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ซิลวี่ได้มีเวลาห้ามเขาเลย แม้กระทั่งการไล่ตามออกไปเธอก็ทำไม่ได้เพราะว่าบัตรผ่านที่เธอถือติดมือตอนกลับเข้ามาในดันเจี้ยนนั้น ถูกเขาดึงออกไปจากมือเธอโดยที่เธอไม่รู้ตัว