บทที่ 4 การนวดทุยหนา
กลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในแผนกฝังเข็มและนวดทุยหนา ส่วนใหญ่มักเป็ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังสะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวทับเส้นประสาท หรือโรคกระดูกคอเสื่อม เป็ต้น
ภายในโรงพยาบาลเจียงจง*[1] แผนกที่มีจำนวนผู้ป่วยหนาแน่นที่สุดคือแผนกอายุรกรรมและแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โดยมีแผนกฝังเข็มและนวดทุยหนาตามมาเป็อันดับสาม เนื่องจากหากพิจารณาเปรียบเทียบกับแผนกสูตินรีเวชศาสตร์ แผนกศัลยกรรม หรือแผนกกุมารเวชศาสตร์แล้ว คนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันยังคงให้ความเชื่อมั่นและเลือกรับการรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่า
ทว่า ในสภาวะสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ จนแทบจะกล่าวได้ว่า 'ในสิบคนย่อมมีผู้ป่วยถึงเก้าคน' ทำให้โรคที่เกิดจากการทำงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังและโรคจากการทำงานเหล่านี้ การแพทย์แผนจีนจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลเจียงจง ซึ่งถือเป็สถานพยาบาลแพทย์แผนจีนที่มีชื่อเสียงขจรขจายที่สุดในพื้นที่ห้ามณฑลภาคตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีผู้ป่วยเดินทางมาเข้ารับการรักษาอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อฟางหานและเพื่อนร่วมรุ่นก้าวเท้าเข้าสู่แผนกฝังเข็มและนวดทุยหนา พวกเขาต่างรู้สึกประหลาดใจที่ได้พบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่นั่งรออยู่นั้น ส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อย โดยเฉลี่ยจะอยู่ใน่วัยเพียงสามสิบกว่าปีเท่านั้น
เริ่นไห่เฉียงเอ่ยอธิบายขณะเดินนำตรวจตรา “คนรุ่นใหม่ในทุกวันนี้ประสบปัญหาเกี่ยวกับกระดูกคอ และกระดูกสันหลังกันมาก เนื่องจากพฤติกรรมการนั่งทำงานต่อเนื่องเป็เวลานาน ซึ่งในด้านการบำบัดรักษาอาการเหล่านี้ โรงพยาบาลของเราถือเป็ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า”
ปัญหาทางสุขภาพเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน กลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ พนักงานบริษัท และผู้ที่มีอาชีพขับรถ มักจะเผชิญกับอาการเ็ปสะสมบริเวณกระดูกคอ และสันหลัง แต่เนื่องจากอาการเหล่านี้ยังไม่ส่งผลกระทบถึงขั้นเป็อันตรายต่อชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงยังต้องฝืนทำงานต่อไป ทำให้มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสสละเวลามาเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง
ในขณะเดียวกัน โรคประเภทนี้จำเป็ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูค่อนข้างนาน ทว่า คนส่วนใหญ่กลับไม่มีเวลาว่างมากพอ พวกเขาจึงมักทำเพียงแค่บรรเทาอาการเ็ปชั่วคราว แล้วกลับไปตรากตรำทำงานต่อ ส่งผลให้อาการลุกลามและทรุดหนักลงเรื่อย ๆ
สำหรับการระงับอาการปวดหลังและคออย่างเห็นผล การแพทย์แผนจีนให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ยอดเยี่ยมมาก เมื่ออาการเ็ปมาถึงจุดที่ทนไม่ไหว การเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อฝังเข็มหรือรับการนวดบำบัดจึงกลายเป็ทางเลือกอันดับแรกของใครหลายคน
สิ่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่พบว่าสถานประกอบการประเภทร้านนวดและสปาผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด และส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดี ซึ่งล้วนเป็ผลพวงมาจากจำนวนผู้ป่วยโรคจากการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับกลุ่มคนวัยทำงานแล้ว การไปนวดเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าหลังเลิกงาน ได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติไปเสียแล้ว
“รองหัวหน้าเริ่นพานักศึกษาฝึกงานมาทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในแผนกอีกแล้วเหรอครับ?”
ในฐานะรองหัวหน้าแผนกวิชาแพทยศาสตร์ เริ่นไห่เฉียงถือเป็บุคคลที่ได้รับความนิยมและเป็ที่รักอย่างมากในโรงพยาบาล เมื่อเขาก้าวเท้าเข้ามาในแผนก จึงมีแพทย์หลายท่านเข้ามาทักทายด้วยความเป็กันเอง
“เด็กพวกนี้ยังใหม่นัก หากไม่ดูแลให้ดีจะไว้ใจได้อย่างไรล่ะ” เริ่นไห่เฉียงหัวเราะตอบพลางเอ่ยถาม “วันนี้ผู้ป่วยเยอะมากไหม?”
“วันนี้เป็วันเสาร์ ผู้ป่วยมารับบริการเต็มพื้นที่เลยครับ” แพทย์ประจำแผนกฝังเข็มและนวดทุยหนายิ้มแห้ง ๆ เนื่องจากโดยปกติ วันเสาร์อาทิตย์จะเป็วันหยุดพักผ่อนของแผนกอื่น ๆ แต่สำหรับแผนกนี้กลับกลายเป็่เวลาที่มีผู้ป่วยมากที่สุดในสัปดาห์
“พอจะมีโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ลองลงมือบ้างไหม?”
“ตอนนี้ทางเราทำกันแทบไม่ทันแล้วครับ รองหัวหน้าเริ่นมาได้ถูกจังหวะพอดีเลย” แพทย์ท่านนั้นยิ้มกว้างอย่างยินดี แม้คำพูดนี้จะกึ่งเป็การเอาใจเริ่นไห่เฉียงอยู่บ้างก็ตาม
สำหรับแผนกอื่น ๆ นักศึกษาฝึกงานมักถูกมองว่าเป็ภาระที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากโรงพยาบาลเป็สถานที่ที่เดิมพันด้วยชีวิต หากนักศึกษายังขาดความรู้ความชำนาญย่อมไม่มีใครกล้าไว้วางใจ แต่สำหรับแผนกฝังเข็มและนวดทุยหนาแตกต่างออกไป
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้มีอาการวิกฤตร้ายแรง การฝังเข็มอาจจะยังต้องใช้ความระมัดระวังสูง แต่สำหรับการนวดบำบัดนั้น นักศึกษาส่วนใหญ่ล้วนมีพื้นฐานมาบ้างแล้ว
หากกล่าวตามตรง แม้จะนวดถูกวิธีก็อาจไม่เห็นผลการรักษาในทันที เนื่องจากการนวดเป็เพียงการรักษาเสริมในระยะยาว และในทางกลับกัน หากนวดผิดวิธีก็ไม่ได้สร้างอันตรายร้ายแรงแก่ผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้แพทย์ประจำแผนกจึงไม่รังเกียจที่จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลองฝึกฝน พร้อมกับสร้างความประทับใจให้แก่เริ่นไห่เฉียงไปในตัว
อันที่จริง เริ่นไห่เฉียงตั้งใจเลือกแผนกนี้เป็จุดเริ่มต้นก็ด้วยเหตุผลดังกล่าว เขาหัวเราะร่วนก่อนจะหันไปมองกลุ่มนักศึกษาฝึกงาน
“หมอหม่า ช่วยคัดเลือกคนสักสองสามคนไปช่วยงานหน่อยสิ”
หมอหม่ากวาดสายตาพิจารณาก่อนจะชี้เลือกนักศึกษามาสามคน ซึ่งรวมถึงฟางหานด้วย ส่วนนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ไม่ถูกเลือก ต่างพากันแสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“รองหัวหน้าเริ่นครับ แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะครับ!”
นักศึกษาคนหนึ่งโพล่งขึ้นด้วยความไม่พอใจ เนื่องจากโอกาสในการลงมือปฏิบัติจริงนั้นหาได้ยาก การคัดเลือกแบบสุ่มเช่นนี้ย่อมสร้างความกังขา “ทำไมไม่คัดเลือกจากคนที่มีทักษะฝีมือดีกว่าล่ะครับ?”
“ทำไมถึงคิดว่าไม่มีหลักเกณฑ์ล่ะ?” เริ่นไห่เฉียงเอ่ยถามพลางอมยิ้ม “รูปร่างหน้าตาก็ถือเป็หนึ่งในเกณฑ์การตัดสินใจที่สำคัญนะ”
คำตอบที่ตรงไปตรงมาทำเอาทุกคนที่เหลือถึงกับอ้าปากค้าง รองหัวหน้าเริ่นพูดจาขวานผ่าซากขนาดนี้เลยเหรอ? แล้วพวกเราที่เหลือดูไม่ดีตรงไหนกัน?
ในบริเวณพื้นที่รอคิว มีหญิงสาวสามคนวัยสามสิบเศษ กำลังนั่งสนทนาระหว่างรอรับการรักษา
“เสี่ยวเหวิน ที่นี่รักษาได้ผลจริงหรือเปล่า?”
“พี่เหอ เชื่อใจฉันเถอะค่ะ โรงพยาบาลเจียงจงชื่อเสียงโด่งดังมาก ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน”
“แต่ฉันเป็คนเลือกหมอนะ ถ้าหน้าตาไม่ถูกชะตา ฉันไม่มีวันยอมให้เขามาแตะต้องตัวหรอก” พี่เหอขมวดคิ้วพลางกวาดมองไปทางกลุ่มแพทย์ชายอย่างพิจารณา สำหรับเธอแล้ว หากเป็หมอผู้ชายก็ไม่ติดขัดอะไร แต่ต้องมีความหล่อเหลาควบคู่ไปด้วย
ในขณะนั้นเอง เครื่องเรียกคิวอัตโนมัติก็ส่งสัญญาณดังขึ้น หญิงสาวรีบลุกขึ้นยืนทันที “ถึงคิวฉันแล้ว ไปก่อนนะจ๊ะ”
เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณพื้นที่รักษา ห้องตรวจต่าง ๆ ล้วนเนืองแน่นไปด้วยผู้ป่วย มีคนจำนวนมากยังคงรออยู่ด้านนอก แพทย์บางท่านเดินออกมาพร้อมหยาดเหงื่อโซมกาย หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องหลายราย
“นี่... พวกคุณช่วยหาแพทย์ที่ดูดีกว่านี้หน่อยได้ไหม ทำไมถึงมีแต่คนหน้าตาประหลาดแบบนี้?”
ประตูห้องรักษาห้องหนึ่งถูกเปิดทิ้งไว้ ปรากฏภาพหญิงสาวในชุดสูททำงานดูภูมิฐานยืนอยู่ด้านใน เธอมีผมยาวสลวย อายุราวสามสิบปี รูปร่างสูงโปร่งและดูดีมีสง่าราศี
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” หมอหม่าเดินเข้าไปสอบถามสถานการณ์
“ผู้ป่วยไม่พอใจในตัวแพทย์ครับ บอกว่าหน้าตาไม่ถูกใจ ขอเปลี่ยนตัวไปหลายคนแล้ว” แพทย์ประจำบ้านหนุ่มคนหนึ่งกระซิบรายงานหมอหม่าด้วยน้ำเสียงอัดอั้น ในใจแอบนึกปรามาสว่า ที่นี่คือสถานพยาบาลนะไม่ใช่สปา ถึงขั้นจะมาคัดเกรดหน้าตาหมอกันเลยหรืออย่างไร
หมอหม่าเองก็เริ่มรู้สึกปวดหัวกับเื่นี้ ปัจจุบัน ผู้ป่วยเปรียบเสมือนพระเ้าจึงจัดการได้ยากยิ่ง หากเป็ในอดีต ผู้ที่มาขอรับการรักษาต้องนอบน้อมถ่อมตน แต่ในยุคสมัยที่ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเปราะบางเช่นนี้ แพทย์ต้องอดทนและยิ้มแย้มรับมือกับความ้าที่หลากหลาย หมอหม่าหันกลับไปมองกลุ่มนักศึกษาฝึกงานที่ยืนอยู่เื้ั แล้วชี้ไปที่ฟางหาน
“นายเข้าไปลองดูหน่อยสิ”
“ผมเหรอครับ?” ฟางหานชี้ตัวเองด้วยความฉงน ให้เขาไปรับมือเคสแบบนี้จริง ๆ เหรอ?
“ใช่ นายนั่นแหละ”
ฟางหานจำใจต้องก้าวเท้าออกไปตามคำสั่ง แม้ใจหนึ่งจะอยากทดลองใช้ทักษะแปดวิธีจัดเส้นเอ็นที่เพิ่งได้รับมา แต่การประเดิมครั้งแรกกับหญิงสาวหน้าตาดีที่มีนิสัยจุกจิกเช่นนี้ ก็ทำเอาเขารู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
[ได้รับแต้มความชอบ +5]
เพียงแค่ก้าวเท้าไปได้เพียงสองก้าว เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในหัวจนฟางหานเกือบจะเดินสะดุด ‘ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย ก็โดนเพื่อนร่วมรุ่นอิจฉาจนได้แต้มมาแล้วเหรอเนี่ย?’
“สวัสดีครับ ผมฟางหาน ยินดีที่ให้การรักษาครับ”
หญิงสาวคนนั้นกวาดสายตามองฟางหานอย่างพึงพอใจก่อนจะพยักหน้ารับ แล้วจึงเดินนำเข้าไปในห้องรักษาด้วยท่าทางมาดมั่น ฟางหานรีบปิดประตูเพื่อความเป็ส่วนตัว เขาเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยก่อนลงมือ
จากการสอบถามข้อมูลที่โต๊ะพยาบาลใกล้เคียง ฟางหานทราบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดร้าวบริเวณหลังและเอว แต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเื่หมอนรองกระดูกหรือโรคกระดูกพรุน ซึ่งตามศาสตร์แปดวิธีจัดเส้นเอ็น ท่าบริหารนวดที่ผสานเข้าไปจะช่วยเปิดทางเดินลมปราณ ขจัดความติดขัด ลดอาการบวม และเพิ่มการไหลเวียนของกระแสโลหิตได้เป็อย่างดี ถือว่าเหมาะสมกับอาการของเธออย่างยิ่ง
หลังจากล้างมือทำความสะอาดจนมั่นใจแล้ว เขาก็ก้าวเข้าไปในห้องรักษา ผู้ป่วยหญิงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็ชุดสำหรับนวดแล้วนอนคว่ำอยู่บนเตียงรักษาโดยปิดั์ตาสนิท
ฟางหานเริ่มต้นการรักษาโดยวางสันฝ่ามือขวาลงบนจุดต้าจุย นิ้วหัวแม่มือหุบเข้าแนบชิดอยู่บนเส้นลมปราณตู๋ม่าย แนวประกบกระดูกสันหลัง ส่วนนิ้วทั้งสี่ที่เหลือเหยียดออกกดลงบนแนวเส้นกระเพาะปัสสาวะทั้งสองข้าง จากนั้นจึงเริ่มถ่ายเทน้ำหนักจากมือทั้งสองกดและดันไล่ระดับลงไปอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดฉางเฉียง
“อืม... ดีมากเลย!”
ทันทีที่ปลายนิ้วของฟางหานลงน้ำหนักถึงจุดฉางเฉียง หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงครางออกมาเบา ๆ ส่งผลให้ใบหน้าของฟางหานแดงก่ำขึ้นมาทันที
หากพิจารณาตามตำแหน่งทางกายวิภาค จุดฉางเฉียงตั้งอยู่บริเวณกระดูกก้นกบ ซึ่งเป็จุดที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและน่ากระอักกระอ่วนใจ หากมองจากมุมมองภายนอก การที่ฟางหานกดไล่ระดับจากต้นคอลงมาจนถึงส่วนก้นกบ แล้วเธอส่งเสียงเช่นนั้นออกมา ย่อมทำให้ชายหนุ่มผู้ไร้ประสบการณ์เช่นเขาทำตัวไม่ถูก
โชคดีที่ฟางหานได้รับทักษะแปดวิธีจัดเส้นเอ็นขั้นสูง ซึ่งมีความแม่นยำและนุ่มนวลเป็พิเศษ ท่วงท่าการลงน้ำหนักของเขานั้นชำนาญราวกับหลับตาก็ทำได้ เมื่อเขาเริ่มขยับมืออย่างต่อเนื่องจึงเป็ไปได้อย่างราบรื่น ความรู้สึกสบายที่แผ่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้ผู้ป่วยเคลิบเคลิ้มจนลืมความเขินอายไปสิ้น หากเป็เพียงทักษะขั้นต้นที่การลงน้ำหนักยังตะกุกตะกัก เขาอาจจะได้ยินเสียงตบหน้าแทนเสียงพึงพอใจเช่นนี้
“อืม... อย่าหยุดนะ ฉันรู้สึกดีมาก ๆ เลย” เมื่อสังเกตเห็นมือของฟางหานชะงักไปชั่วครู่ ผู้ป่วยจึงกระซิบเตือนด้วยเสียงแ่เบา
ฟางหานรวบรวมสมาธิแล้วเพิ่มแรงกดมากขึ้นตามความ้า ท่วงท่าการนวดเริ่มขยายวงกว้างออกไปตามศาสตร์ที่ร่ำเรียนมา
“ใช่... ดีมาก แม่นยำที่สุด ลองลงน้ำหนักให้แรงกว่านี้อีกนิดสิ”
ใบหน้าของฟางหานร้อนผ่าวไปหมด ‘นี่มันคือการนวดรักษาจริง ๆ หรือเป็การทรมานใจกันแน่’
เสียงตอบรับที่เย้ายวนทำให้เขาเริ่มสับสนว่าตนเองมีพร์ด้านการเป็นักนวดบำบัดจริงหรือไม่ แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไปจนครบกระบวนการ
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง การนวดบำบัดทั้งหมดก็เสร็จสิ้นลง ฟางหานเดินออกจากห้องรักษาด้วยหยาดเหงื่อที่โซมกายและใบหน้าที่ยังแดงก่ำ เขาหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะเดินออกไปที่พื้นที่ส่วนหน้า
ไม่นานนัก หญิงสาวคนดังกล่าวที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็เดินตามออกมา ที่บริเวณพื้นที่รอคิวยังคงมีสองสาวเพื่อนสนิทของเธอรออยู่ด้วยความอยากรู้
“พี่เหอ เป็อย่างไรบ้างคะ คุณหมอวันนี้ฝีมือโอเคไหม?”
“ดีมากเลยล่ะ” พี่เหอเหลือบมองไปยังฟางหานที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งด้วยแววตาที่เป็ประกาย
แก้มของเธอมีสีระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกระซิบกับเพื่อนทั้งสองว่า “ฉันบอกพวกเธอเลยนะ วันนี้ฉันได้เจอผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเข้าให้แล้ว ทักษะการกดของเขามันยอดเยี่ยมที่สุด วันหลังพวกเธอต้องหาโอกาสมาลองให้ได้นะ”
“จริงเหรอคะพี่?” สองสาวตาโตด้วยความสนใจ พวกเธอมองตามสายตาของพี่เหอไปเห็นฟางหานซึ่งมีความหล่อเหลาโดดเด่น
“แล้วเขาชื่ออะไรเหรอคะ?”
“เห็นว่าแซ่ฟางนะ...” พี่เหอพูดยังไม่ทันขาดคำก็ชะงักไปพลางตบหน้าผากตนเอง “ตายจริง ฉันลืมขอเบอร์ติดต่อเขาไว้เสียสนิท พวกเธอรอฉันอยู่ตรงนี้นะ ฉันจะไปขอวีแชตของเขาเดี๋ยวนี้แหละ”
[1] ชื่อย่อของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว