แม้หรั่งจะเป็นคนกล้า แต่พอเจอคำพูดแบบนี้เข้าไป ก็เกิดความหวาดกลัวจนกายล่ำสันเริ่มสั่นเทา อัลเบิร์ตเลยเปิดทางถอยให้
“ การที่ท่านหวั่นเกรง ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย เพราะสิ่งที่กำลังเลือก มันคือความบ้าคลั่งที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ชาวประชาทั้งปวงควรยุ่งเกี่ยว และคำแนะนำของข้ายังคงเดิม นั่นก็คือ….หยุดความตั้งใจของท่านไว้เพียงเท่านี้ ”
ดวงตาของหรั่งหรี่ลงเล็กน้อย มือที่กำแน่น ค่อยๆคลายออกมา พร้อมกับบังเกิดคำปลอบใจที่สมองคอยปล่อยออกมา
“ หยุดไว้แค่นี้เถอะ เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นสัตว์ประหลาด อีกอย่างนึง ถึงไม่ต้องเสี่ยง เราก็ยังมีโอกาสช่วยเก๋อยู่ ”
“ แต่ถ้ารอให้เราหายดี แล้วค่อยหาทางช่วยยัยเก๋ มันจะไม่ช้าเกินไปเหรอ เพราะนั่นน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี ” ทว่าอีกใจกลับค้าน มโนทวารหวนนึกถึงวันวานที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับเก๋ มันทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่น เพราะเธอรักเขาเป็นที่สุด และไม่เคยทิ้งไปไหนในยามลำบาก เจ้าสิ่งนี้จึงดลบันดาลให้หนุ่มหล่อทำสิ่งที่ไม่สมควร
“ โอเค…..ผมเลือกเส้นทางนี้ ช่วยเปลี่ยนผมได้เลย ”
ดวงตาสีเหล็กแอบสั่นนิดหน่อย ไม่นาน ก็ฉายแววแห่งความผิดหวังสลับยินดี ทว่าสิ่งนั้นก็ปรากฏได้ไม่นาน ก่อนจะกลับมาไร้อารมณ์ดุจเดิม
“ ท่านตัดสินใจดีแล้ว….ใช่มั้ย ”
“ ครับ…..เป็นไงเป็นกัน เพราะถ้าเลือกใช้วิธีปกติ น่าจะช่วยยัยเก๋ไม่ทัน จึงต้องเสี่ยง แต่ว่า……คุณอัลเบิร์ตจะเปลี่ยนให้ผมเป็น…เอ่อ…แวมไพร์ด้วยวิธีไหน เพราะคุณเพิ่งบอกผมว่า…ปีศาจสาวตนนี้แพร่เชื้อไม่ได้ ” หรั่งตอบหนักแน่น ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยคำถามที่เคยติดใจ
รอยยิ้มแปลกๆปรากฏบนใบหน้าเข้มขรึมของอัลเบิร์ต อันชวนให้รู้สึกสยองอยู่ในที ด้วยมันผสมผสานระหว่างพึงพอใจสลับเหี้ยมโหดจนไม่อาจแยกออก ครู่หนึ่ง ดวงตาสีเหล็กก็เปล่งประกายแวววาว ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้ามาหาหรั่ง พร้อมเขี้ยวคมกริบที่อยู่ในปาก
“ ก็แบบนี้ไง แฮ่……”
“ อั้ก…..” หรั่งกระอักเลือด เนื่องจากถูกบุรุษตาสีเหล็กจู่โจมด้วยการกัดลำคอ สองแขนถูกอีกฝ่ายตรึงติดกำแพง ทำให้หมดสิทธิ์ขยับตัว (แอบเหมือนนิยายวายนะเนี่ย) และในตอนนี้ หรั่งก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
“ มิน่าคุณอัลเบิร์ตถึงได้แข็งแรงและรวดเร็วผิดมนุษย์ นั่นเป็นเพราะเขาคือเผ่าพันธุ์เดียวกับพวกมัน ”
และคำถามต่อมาที่ผุดขึ้นมาในหัวของหรั่งก็คือ…..ในเมื่ออัลเบิร์ตเป็นแวมไพร์ แต่ทำไมถึงมาช่วยมนุษย์ แถมยังออกตามล่าพวกเดียวกันอีก มันเป็นอะไรที่น่าสงสัยสุดๆ ทว่าในวินาทีต่อมา ความฉงนทั้งหลายทั้งมวลก็มลายหายไป เหลือไว้เพียงอารมณ์ผ่อนคลายที่เปี่ยมสุขอย่างประหลาด
“ ฮ้า…แต่จะว่าไป มันก็รู้สึกดีเหมือนกันแฮะ ทั้งที่เราถูกดูดเลือดออกจากร่าง ช่างเถอะ จะเป็นยังไง ก็ปล่อยมันไป ไม่อยากแบบรับอะไรอีกแล้ว ” กายล่ำสันอ่อนระทวย เรี่ยวแรงหายไปจนหมดสิ้น และตกอยู่ในอ้อมกอดของอัลเบิร์ต ที่ตอนนี้กำลังดื่มกินเลือดของหรั่งอย่างเอร็ดอร่อย ในช่วงที่ดวงตาของเขาใกล้จะปิดลงโดยสมบูรณ์ บุรุษตาสีเหล็กก็ตัดใจ พร้อมดึงตัวเองออกจากอาหารอันโอชะ
“ แฮ่……..”
และนั่นคือเสียงสุดท้ายที่หรั่งได้ยิน ก่อนที่หูจะดับไป ดวงตาแทบจะปิดมิปิดแหล่ ซึ่งเป็นอาการของคนที่สูญเสียเลือดขนาดหนัก ภาพพร่ามัวที่เขาเห็นก็คือ….อัลเบิร์ตซึ่งกำลังพูดอะไรบางอย่าง มีคราบโลหิตสีแดงสดติดอยู่ที่ริมฝีปาก
“ ขั้นตอนต่อไป ท่านหรั่งต้องพยายามรับประทานโลหิตของข้า ไม่เช่นนั้น ท่านจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดไร้สติเหมือนปีศาจสาวตนนั้น ”
แม้จะอยู่ในสภาวะเลื่อนลอย แต่หรั่งก็เข้าใจทุกอย่าง แน่นอนว่าหนุ่มหล่อรู้สึกรังเกียจ เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะกินได้ แต่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ จึงพยายามบังคับตัวเองให้อ้าปาก และรอรับของเหลวสีแดงสดที่ไหลจากข้อมือของอัลเบิร์ต
“ อึก…..” เลือดสดไหลผ่านลำคอของหรั่งเข้าไป ทำให้เขาเกิดพลัง สติพลันแจ่มใสขึ้นมาทันที พร้อมกับความกระหายมากมายที่เพียงพอจะดื่มแม่น้ำได้ทั้งสาย
“ โอ้……ถึงจะอุบาทว์สุดๆ แต่พอได้กินจริงๆ เลือดก็โคตรอร่อย และเราอยากได้มันอีก ”
เหมือนอัลเบิร์ตจะรู้ใจ จึงยื่นมือมาใกล้ปากของหรั่ง ซึ่งหนุ่มหล่อก็ไม่ปฏิเสธ และรีบขยับเข้าไปดูดโลหิตสด สองมือเกาะแขนของบุรุษตาสีเหล็กเอาไว้แน่น เพื่อเสพเลือดรสเลิศ
“ อืม…..” อัลเบิร์ตแอบเคลิ้มจนดวงตาปรือ ความรู้สึกไม่ต่างจากที่เคยเกิดกับหรั่งเมื่อห้านาทีก่อน แต่เขาก็มีสติมากพอจะยั้งตัว จึงกระชากแขนออกในตอนที่สมควร
“ คะ…คุณอัลเบิร์ต ผะ…ผมยะ…อยากกินมันอีก ” หรั่งร้องขอ ท่าทางหิวกระหาย แต่ร่างกายยังไร้เรี่ยวแรง บุรุษตาสีเหล็กจึงประคองหนุ่มหล่อให้นอนลงบนเตียง พร้อมกล่าวเบาๆ
“ ระงับไว้ก่อน เวลานี้ ท่านหรั่งควรหลับพักผ่อน พอตื่นมา ค่อยมาดูกันอีกทีว่าเราควรจะทำฉันใด ”
พอได้ยินคำนั้น หรั่งก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเข้าสู่นิทรารมณ์ครั้งสุดท้ายในฐานะมนุษย์
…………………………..
“ หา……..นี่ลุงทำบ้าอะไรเนี่ย ” พออัลเบิร์ตเล่าเรื่องทั้งหมดให้สองสาวฟัง ยูมิโกะก็โวยทันควัน ส่วนวอนจองดูกลัดกลุ้ม สังเกตได้จากสีหน้าที่ดูยุ่งยาก
“ ข้าเพียงทำตามความประสงค์ของท่านหรั่ง ” อัลเบิร์ตกล่าวเรียบๆ ท่วงท่าดูสงบนิ่งจนไม่อาจคาดเดาถึงอารมณ์
“ แล้วทำไมลุงไม่ปฏิเสธพี่หรั่งไปล่ะ เพราะนี่คือคำขอฆ่าตัวตายชัดๆ และเกือบทุกคนที่โดนแพร่เชื้อ ล้วนกลายเป็นปีศาจคลุ้มคลั่ง คนที่คุมสติตัวเองเอาไว้ได้ มีเพียงแค่ลุงเท่านั้น ” ยูมิโกะยังใส่ไม่หยุด ดูท่าทางคราวนี้ เธอจะโกรธอย่างจริงจัง
“ ใช่แล้ว แม้เชื้อแวมไพร์จะทำให้มนุษย์มีพลังมหาศาล รวดเร็ว ประสาทสัมผัสต่างๆรวดเร็วไม่ต่างจากสัตว์ป่า และเกิดความสามารถพิเศษต่างๆ แต่มันก็ปลุกด้านมืดของผู้คนออกมา ทำให้กลายเป็นปีศาจร้ายที่กระหายเลือด ” วอนจองพูดขึ้นมาบ้าง ซึ่งข้อมูลดังกล่าว เธอได้จากการทดลองที่ทำมาเป็นแรมปี
“ แล้วทีนี้ เราจะทำยังไง ” ยูมิโกะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธออยากชกหน้าอัลเบิร์ตซักหลายๆหมัด แต่บุรุษตาสีเหล็กกลับกล่าวเรียบๆว่า……
“ ก่อนท่านหรั่งจะกลายพันธุ์ ได้ขอร้องให้ข้าปลิดชีวิต ในทันทีที่กลายเป็นปีศาจ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครต้องเดือดร้อน ”
ยูมิโกะเดือดจัด แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ และเข้าใจหรั่งเป็นที่สุด เพราะถ้าเขาต้องการช่วยคนรัก มันก็เหลือแค่ทางนี้เท่านั้น จึงได้แต่สบถดัง พร้อมเดินจากไป
“ ชิ ไม่รู้ไม่ชี้ด้วยแล้ว ใครอยากทำอะไร ก็ทำไปเลย ”
อัลเบิร์ตยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ ดวงตามองตรงไปข้างหน้า ท่าทางไม่ผิดไปจากรูปปั้น ต่างกับวอนจองที่ดูกลัดกลุ้มเป็นที่สุด และนึกภาวนาอยู่ในใจ
“ คุณหรั่งอย่าเป็นอะไรนะ ต้องรอดกลับมาให้ได้ เพื่อไปช่วยคนรักของคุณ ”
……………………………
เก๋รู้สึกล่องลอย ภาพโดยรอบก็พร่ามัว ร่างกายแข็งเกร็ง อันเป็นสภาพที่คล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น
“ เอ….นี่มันที่ไหน ทำไมถึงได้มืดแบบนี้ ”
“ แอ๊ด…….” ขณะที่เก๋ยังไม่ฟื้นโดยสมบูรณ์ หูก็ได้ยินเสียงเปิดประตู กระแสนั้นน่าจะดังมาจากทางซ้าย เธอเลยพยายามหันไปมอง แต่มันยากสุดๆ ด้วยกายบางไม่ยอมขยับ
“ ใครมากันนะ ”
แสงจากภายนอกสาดเข้ามา อันสลายความมืดมิดภายในถึงหลายส่วน ทำให้พบกับห้องทึบที่ไร้หน้าต่าง แถมยังค่อนข้างแคบ เต็มที่ก็น่าจะพอๆกับพื้นที่ในห้องพักราคาถูกกลางเมืองกรุง
“ นี่มันดูคล้ายห้องขัง แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ” เก๋พยายามนึกทบทวน ไม่นานก็จดจำได้เลาๆว่า….ก่อนที่เธอจะสลบ ได้พบกับหนุ่มหล่อชาวอิตาเลี่ยนที่น่าสะพรึงกลัวสุดๆ และเขาคนนั้นก็……สเตฟาน หลุยส์
“ ใช่แล้ว เราโดนหมอนั่นพาตัวมา ”
ทว่าสาวสวยก็คิดได้แค่นั้น ด้วยในวินาทีต่อมา มีคนเดินเข้ามา ก่อให้เกิดเสียงฝีเท้าดังกังวาน
“ ตึก ตึก ตึก……”
เสียงนั้นดูจะลงไม่หนักนัก แถมยังทิ้งระยะห่างกว่าปกติ ทำให้รู้ว่าเจ้าของฝีเท้าเป็นพวกไซส์ S แถมยังเยื้องย่างแบบนวยนาด ซึ่งคนที่ทำแบบนี้ได้ น่าจะเป็นเพศหญิง และในเวลาต่อมา คนผู้นั้นก็มาหยุดยืนข้างๆเก๋
“ ใครกันน่ะ เราอยากหันไปมอง แต่ก็ขยับไม่ได้ ”
“ หึ หึ หึ ไม่ต้องดิ้นรนไปหรอก ที่เธอขยับไม่ได้ เพราะโดนยาชา แต่อีกไม่นาน มันก็จะคลายตัว แล้วเธอจะหายเป็นปกติ ” เสียงที่กล่าวกับเก๋ออกไปในโทนเล็กแหลมเหมือนอิสตรีทั่วไป ทว่ากลับมีกระแสยั่วเย้าแฝงอยู่ในนั้น อันคาดเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าของถ้อยคำ น่าจะไฟแรงสูงพอสมควร
“ ผู้หญิงแน่ๆ ว่าแต่นังคนนี้เป็นใคร แล้วชั้นมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ” และนี่คือสิ่งที่เก๋สงสัย เธอตั้งใจจะเอ่ยถามในทันทีที่กลับมาขยับตัวได้
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/darksidewriter.versionend.of.the.alley
