เมื่อทราบว่า เหอหลงหง มาจากที่ใดและอาจเกี่ยวข้องกับเทียนคง ไหเจิน จึงชวนหลงหงและคณะไปพูดคุยต่อในพื้นที่ส่วนตัวของเขาสร้างความประหลาดใจให้กับศิษย์และอาจารย์ที่กำลังมุงดูอยู่ไม่น้อย
“คนพวกนั้นไปรู้จักกับองค์ชายได้ไงกันน่ะ”
“เจ้าถามข้าเรอะ...”
“พูดลอยๆมั้ง ไอบ้านี่ ไม่รู้ก็ตอบไม่รู้สิวะ”
“.....”
เหอหลงหงและคณะเดินตามไหเจินท่ามกลางเสียงซุบซิบที่กำลังพูดคุยถึงพวกเขาอยู่แม้จะไม่ได้ยินว่าพวกนั้นพูดว่าอะไร แต่นี่ก็ทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดอย่างมาก เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่หลงหงและคณะได้มาเปิดหูเปิดตาที่สำนักสาขาหลักประจำนครหลวง
ทันทีที่ถึงที่พักส่วนตัวไหเจินนั่งลงยังที่นั่งประธานแล้วผายมือเชิญชายหญิงตรงหน้าให้นั่งลงด้านตรงข้ามกับเขา
“เอ้า... รออะไรหล่ะ รีบ ๆนั่งสิ” ด้วยความหรูหราอลังการของที่พักส่วนตัวของไหเจินทำให้หลงหงและคณะเหม่อลอยไปชั่วขณะก่อนจะถูกเรียกสติแล้วรีบขานรับแล้วนั่งลงยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่ พร้อมกับพูดว่า“ข้าน้อยขออนุญาตด้วยขอรับ”
“ไม่ต้องมากพิธีนั่งเร็ว ๆ .... เอาล่ะ ไหนเจ้าเล่ามาสิ ว่าใครเป็นอาจารย์เจ้าแล้ววิชาที่เจ้าฝึกนี้เรียกว่าอะไร”ไหเจินไม่เสียเวลาแล้วยิงคำถามที่ตัวเองอยากรู้ออกไปในทันที
หลงหงแม้จะคาดเดาได้อยู่แล้วว่า ไหเจิน จะถามอะไรแต่เพราะเวลาในการเตรียมตัวและคำตอบมีไม่เพียงพอจึงทำให้เสียงและคำตอบที่ออกไปตะกุกตะกัก “อะ เอ่อออ อะ อาจารย์ อ่ออออาจารย์ข้าน้อย คะ คือ หานจื่อหง ขอรับ”
“หานจื่อหง.... อ่ออ งั้นหรือ ๆ แล้ววิชาที่เจ้าเรียนล่ะ เรียกว่าอะไร”ไหเจินไม่ได้รู้จักหานจื่อหงเลยสักนิด เพียงแค่พยักหน้าไปอย่างนั้นเพราะสิ่งที่ต้องการรู้มากที่สุดคือ หลงหง ใช้วิชาอะไรต่างหาก
“เอ่อออเพลงหมัด ..... เพลิงวายุขอรับ” เพราะเป็นวิชาระดับต่ำ หลงหงจึงรู้สึกเขินอายพอควร ปะปนกับความรู้สึกไม่เข้าใจ เพราะวิชาหมัดเพลิงวายุนี้เป็นทักษะวิชาเริ่มต้น ที่ศิษย์ทุกคน ที่ฝึกฝนพลังรูปแบบส่งเสริมจะได้ฝึกเมื่อบรรลุพลังระดับสูง ดังนั้นแล้ว สิ่งที่หงหลงคิดคือมันเป็นทักษะวิชาระดับต่ำมาก ๆ จนองค์ชายไม่รู้จักเพราะระดับต่ำเกินไปเกินกว่าที่บุคคลอย่างองค์ชายจะร่ำเรียน
“งั้นรึ... ใช่จริง ๆด้วย .... อืมมมมม ....... ไม่ผิดแน่ ต้องเป็นพี่เทียนคงช่วยพัฒนาให้หมอนี่แน่ๆ อืมมมมมมม ...” สิ่งที่หลงหงคาดเดานั้นไม่ถูกเลยสักนิด เพราะไหเจินดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่ามันคือเพลงหมัดเพลิงวายุ เพราะเขาก็ฝึกฝนมาเช่นกันแต่กระบวนท่าและการจัดวางร่างกายของหลงหงนั้นดูแตกต่างไปจากเพลงหมัดเพลิงวายุฉบับที่เขาร่ำเรียนมาแม้จะไม่มาก แต่ก็ส่งผลต่อภาพรวมของทักษะได้มากเลยทีเดียว
หลงหงและคณะ ไม่ทราบว่าไหเจินคิดสิ่งใดอยู่ เห็นเพียงแต่ไหเจินบ่นพึมพัมอยู่พักใหญ่จึงได้แต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาไปด้วย จนกระทั่ง ไหเจิน พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า“ขอถามตามตรง เจ้ารู้จักคุณชายเทียนคงหรือไม่”
หลงหงสะดุ้งขึ้นมาเมื่อได้ยินคำถาม พร้อมๆกับหันไปมองหน้าเหล่าศิษย์น้องที่ทำหน้างงงวยเช่นเดียวกัน เพราะไม่ทราบว่าทำไมจู่ๆไหเจินถึงได้ถามถึงเทียนคงขึ้นมา
“ข้ารู้จักเขาขอรับองค์ชาย”
“นั่นไง... เช่นนั้นก็เป็นเขาใช่หรือไม่ ที่ช่วยสอนเพลงหมัดนี้ให้เจ้า”
“เอ่ออข้าไม่อาจตอบได้ว่าเขาสอนข้า แต่ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นเขาช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ข้าน่ะขอรับ”
“....”ไหเจินพอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว จากคำตอบของหลงหงหากหลงหงไม่ได้พูดเท็จล่ะก็นะ ซึ่งก็ไม่น่าจะโกหก ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว หลงหงไม่ใช่คนประเภทนั้น ดังนั้นแล้ว การที่หลงหงสามารถใช้เพลงหมัดธรรมดาๆนี้ให้แสดงประสิทธิภาพออกมาได้สุดยอดแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะได้ซ้อมมือเป็นประจำกับเทียนคงแน่นอน
และนี่เองก็ทำให้ไหเจินคิดภายในใจว่า“นี่ขนาดไม่ได้พี่เทียนคงสอนอย่างจริงจัง ยังได้ขนาดนี้แล้วถ้าเขาตั้งใจสอนสั่งล่ะ จะขนาดไหน ..... ไม่ได้การล่ะข้าจะต้องให้พี่เขาสอนข้าให้ได้”
“เอาล่ะขอบคุณเจ้ามาก ที่ให้ข้อมูล ... ว่าแต่พวกเจ้ามาทำอะไรที่สาขาหลักล่ะ”
“ข้าติดตามอาจารย์เหอมาน่ะขอขอรับ”
“อ่ออออพาศิษย์สำนักสาขามาเปิดหูเปิดตาสินะ”
“น่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ”
“แล้วพวกเจ้าจะกลับกันเมื่อไหร่”
“น่าจะอีกไม่นานท่านอาจารย์พาข้าและศิษย์น้องมาที่นี่ จากนั้นก็ไปทำธุระแล้วให้ข้ารอที่นี่น่ะขอรับ”
“เยี่ยมเลยเช่นนั้น เจ้าไปรอข้าที่ลานฝึก แล้วก็บอกอาจารย์เหอด้วย ว่าให้กลับไปก่อนได้เลยข้าจะพาเจ้าไปส่งที่สำนักสาขาเมืองประกายเงินเอง”
“เอ่ออออ.... เข้าใจแล้วขอรับ .... เช่นนั้นข้าน้อยไปรอข้างนอกนะขอรับ” หลงหงแม้จะไม่ทราบว่าไหเจินต้องการทำอะไร ทำไมถึงจะไปส่งเขาเองที่เมืองประกายเงินแต่ก็ต้องทำตามไปก่อน และไม่ถามอะไรให้มากความ
ราวครึ่งชั่วโมงได้ไหเจิน ก็เดินตัวปลิวมาที่ลาดฝึกด้วยรอยยิ้มกว้าง มองหาหลงหงจากนั้นก็ตรงดิ่งไปหาทันที
“เอาล่ะไปกันเถอะ”
ณเมืองประกายเงิน อาคารสำนักงานประจำโรงหลอมอาวุธ
“แม่นางเซียนอินข้าจัดการตรงนี้เสร็จแล้ว ให้ข้าไปทำตรงไหนต่อดี” ชายหนุ่มร่างใหญ่เดินตามเซียนอินต้อยๆ และคอยรับใช้อยู่ไม่ห่าง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน เพียงเซียนอินเอ่ยคำเดียวเขาก็พร้อมจะทำให้ในทันที ทั้งงานเอกสารราชการ งานจิปาถะอีกสารพัดขอเพียงได้อยู่ใกล้ชิดเซียนอินก็พอแล้ว
“นี่พี่เอ็ดเวิร์ด ดูท่าพี่เอ็ดมัวร์จะชอบเซียนอินเอามาก ๆเลยนะ จะเป็นไรไหมเนี่ย”
“ไม่เป็นไรหรอกพวกเราก็แค่ทำให้สิ่งที่คุณชายเทียนคงวาดไว้สำเร็จลุล่วงไปได้ ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ”
“นั่นข้าก็รู้น่าแต่กว่าจะถึงตอนนั้นได้ ไม่แก่ตายกันไปก่อนหรือไง หรือไม่ พวกเราก็อาจถูกจับได้กันก่อนเสียด้วยซ้ำไป...”
“นั่นจึงเป็นสิ่งที่มีความหมายไงเจ้าว่าจริงไหม น้องข้า .... นั่น คุณชายเทียนคงมาแล้ว เจ้าก็อย่าได้ออกนอกหน้าให้มากล่ะสำรวมนะสำรวม ....”
“รู้แล้วน่า... เชอะ ไอพี่บ้า” พูดจบ วิคทอเรียก็ปรี่เข้าคว้าแขนข้างหนึ่งของเทียนคงไว้แน่นแล้วถามนู่นนี่นั่นไม่หยุดเป็นกิจวัตรประจำเวลาวิคทอเรียได้พบกับเทียนคง จนเอ็ดเวิร์ดผู้เป็นพี่ชายต้องกุมขมับเพราะไม่ทราบว่าจะแก้นิสัยนี้ของวิคทอเรียอย่างไรดี
ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่แก๊งสามพี่น้องสายเลือดอสูร ได้ออกมาใช้ชีวิตภายนอกกับมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์ในชุมชนบริเวณโรงหลอมอาวุธ พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมและวิถีความเป็นอยู่ของชาวบ้านชาวเมืองได้ในที่สุด
จากเดิมที่รับหน้าที่จิปาถะต่างๆในโรงหลอมอาวุธ แก๊งสามพี่น้องก็ได้รับมอบหมายงานที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เป็นหนึ่งในหัวหน้าช่างประจำหน่วยกันคนละหน่วยแต่ก็แน่ล่ะ แก็งสามพี่น้องได้รับคำแนะนำการใช้งานและพัฒนาการทำงานของโรงหลอมโดยตรงจากเทียนคงและงานเอกสารต่าง ๆจากเซียนอินนี่นะ
ระหว่างที่เทียนคงเดินตรวจสอบการทำงานของทุกภาคส่วนเป็นประจำอยู่นั่นเสียงตะโกนเรียกขานตัวเขาก็ดังมาไกล ๆ
“คุณชายเทียนคงเจ้าคะคนจากตระกูลโจว มาขอเข้าพบเจ้าค่ะ” พนักงานหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาด้วยความร้อนรน
“ตระกูลโจวงั้นหรือ ..... รบกวนท่านน้าแจ้งพวกเขาหน่อย ว่าข้าขอจัดการงานทางนี้อีกครึ่งชั่วโมงแล้วข้าจะรีบไปพบ” เดิมทีเทียนคงไม่คิดจะรับการเข้าพบนี้ เพราะส่วนใหญ่พวกที่มาขอพบโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อนแบบนี้มักจะเป็นพวกตระกูลใหญ่ ที่หลงคิดว่าตัวเองสำคัญกว่าคนอื่น ๆจนไม่มีความเกรงอกเกรงใจกันและเทียนคงจะปฏิเสธการเข้าพบโดยไม่นัดหมายนี้ทุกครั้งไป
แต่พอได้ยินว่าเป็นตระกูลโจวซึ่งเป็นชื่อตระกูลเดียวกันกับ ตระกูลโจวของคุณหนูโจว จึงอดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นเรื่องสำคัญจากคุณหนูโจวและตัดสินใจไปพบในที่สุด แต่อย่างไร พบก็ส่วนพบงานตรงหน้าก็ต้องทำให้เสร็จเสียก่อน
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปพอดิบพอดีเทียนคงเปิดประตูเดินเข้าไปที่ห้องรับรองแขก ของอาคารว่าการประจำเมืองประกายเงิน และทันทีที่เทียนคงปรากฏตัวเสียงต่อว่าก็ดังออกมาในทันใด พร้อมกับนิ้วที่ชี้มาที่เทียนคง
“นี่ผู้ว่าการมาหรือยัง จะให้ข้ารออีกนานไหม รู้หรือเปล่าว่าข้าเป็นใครน่ะ หา ...เป็นแค่ผู้ว่าการเมืองเล็ก ๆกระจอก ๆ ทำเป็นลีลาเรอะ ช่างบังอาจนัก ไปบอกมันเดี๋ยวนี้ว่าให้มันมาพบข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ ..... ยังไม่ไปอีกอยากโดนดีไปด้วยอีกคนล่ะ ไอขี้ข้านี่”
เทียนคงถูกชายหนุ่มคนหนึ่งต่อว่าและด่ากราดไม่หยุดจนไม่มีจังหวะให้แนะนำตัว ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา และที่ชายหนุ่มคนนี้ไม่ทราบว่าผู้ว่าการที่ถามหานั้นคือเทียนคงก็คงเป็นเพราะเทียนคงยังเด็กมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ว่าการเมืองอื่น ๆ หนำซ้ำสภาพในตอนนี้ของเขาก็ดูมอมแมมไม่น้อย จากการไปดูงานที่โรงหลอมอาวุธ
“เอ่ออคุณชาย ใจเย็นก่อน ข้าขออภัยที่ให้ท่านรอ ผู้ว่าการเมืองประกายเงิน เป็นข้าเองไม่ทราบว่าท่านต้องการพบข้าด้วยเรื่องอะไรหรือ” เทียนคงยิ้มและโบกมือพร้อมกับโค้งให้เล็กน้อยเป็นการเคารพต่อผู้ที่อายุมากกว่า และตามมารยาทของเจ้าหน้าที่โดยไม่ถือสาเรื่องที่ชายหนุ่มคนนี้ว่าร้ายเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่ดูเหมือนชายคนนี้จะไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินเขามองเทียนคงตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้น แล้วกล่าวว่า “ถุยยย... น้ำหน้าอย่างเจ้าน่ะเหรอ คือ ผู้ว่าการเมือง คิดล้อข้าเล่นหรืออย่างไร”
เทียนคงได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเจ้าเมืองอย่างหวังต้าเจิงก็ไม่อยู่ ส่วนเซียนอินก็ยังอยู่ที่โรงหลอมอาวุธจะให้เรียกมาตอนนี้ก็คงไม่ทัน จึงตอบออกไปเช่นเดิมว่า “เป็นข้าเอง คุณชายข้าคือเทียนคง นักเล่นแร่แปรธาตุระดับสองและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการเมืองประกายเงินโดยท่านเจ้าเมืองหวังต้าเจิงนี่คือตรานักเล่นแร่แปรธาตุของข้า โปรดตรวจสอบ”
“......”เมื่อได้ยินชื่อของเทียนคง ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง แล้วหยิบตราประจำตัวนักเล่นแร่แปรธาตุระดับสองมาดูเมื่อเห็นชัดแล้วว่านี่คือของจริง ตัวของเขาก็เริ่มสั่นความวิตกกังวลเริ่มก่อเกิดขึ้นภายในใจ เพราะเขาเป็นตัวแทนของตระกูลโจวดังนั้นการกระทำของเขา ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำของตระกูลโจวด้วยเช่นกัน
“ขอเวลาข้าสักครู่”ชายหนุ่มบอกกล่าวกับเทียนคง ก่อนจะหันกายเดินออกไปมุมนึงพร้อมกับหยิบหินสื่อสารขึ้นมา“นายท่าน ผู้ว่าการเมืองประกายเงิน ไม่ใช่หวังต้าเจิงขอรับ แต่เป็นคุณชายเทียนคง ที่เพิ่งได้รับใบรับรองนักเล่นแร่แปรธาตุระดับสองเมื่อไม่นานมานี้.... ใช่ขอรับ ข้าก็เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เอง ....... ขอรับ ...... เอ่อออ ข้าด่าทอเขาไปนิดหน่อยด้วยน่ะขอรับ...... ขะ ข้าน้อยขออภัยขอรับ .... เข้าใจแล้วขอรับ ......ข้าน้อยจะรีบจัดการขอรับ .... ขอรับ”
เมื่อสนทนากับปลายสายเสร็จสิ้นชายหนุ่มก็หันกลับมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่า เทียนคงได้ยินสิ่งที่คุยกันเมื่อครู่ทั้งหมด ท่าทางและสีหน้าของเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกับเมื่อครู่เลยทีเดียวแล้วรีบโค้งคำนับให้กับเทียนคง พร้อมกับคำขอโทษขอโพย ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่
เทียนคงที่ได้ยินการสนทนาของชายคนนี้กับปลายสายแล้ว ก็พอเดาได้แล้วว่าชายคนนี้มาด้วยเรื่องอะไรและคงเป็นตัวเขาเอง ที่อาจเข้าใจผิดว่าคนจากตระกูลโจวคนนี้จะเกี่ยวข้องอะไรกับคุณหนูโจวแต่มาถึงตรงนี้แล้ว หน้าที่ของผู้ว่าการก็ยังคงอยู่ เทียนคงจึงยิ้มรับแล้วกล่าวอีกครั้งว่า “ไม่เป็นไรคุณชาย สรุปท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอะไรหรือ”
“เอ่อขอบคุณคุณชาย ที่ไม่ถือสา ..... คืออย่างนี้ ตระกูลโจวต้องการจะครอบครองที่ดินบริเวณนี้ตรงนี้ ๆ ๆ และตรงนี้ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเมืองประกายเงินน่ะดังนั้นที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่อมอบสินน้ำใจให้ท่านเล็ก ๆน้อยเพื่อให้ท่านช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ให้ด้วยน่ะ”
เทียนคงมองดูตำแหน่งที่ชายหนุ่มชี้ลงบนแผนที่เมื่อครู่ก็เข้าใจสิ่งที่ตระกูลโจวต้องการแล้ว พื้นที่ที่ระบุมานี้ล้วนแต่เป็นทำเลที่ดีที่สุดในการจับจองเพื่อทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นการขายต่อหรือให้ผู้อื่นเช่าอาศัย
และสินน้ำใจที่ว่านี้ก็คือสินบนเพื่อให้เทียนคงที่ปัจจุบันเป็นผู้ว่าการเมืองประกายเงิน มีอำนาจเต็มที่ ในการจัดสรรที่ดินต่างๆภายใต้การดูแลของเมือง จัดการเรื่องเอกสารครอบครองพื้นที่คล้ายกับตอนที่เทียนคงไปขอใบรับรองการครอบครองพื้นที่เพื่อทำเหมืองครั้งก่อนนั่นเอง