เขารู้ดีว่าผู้นำธุรกิจตัวเล็กอย่างเขา พอมาเจอกับนักฝึกตนแล้วถือว่ามีฐานะอย่างไรอีกฝ่ายอาจจะไม่ใส่ใจเขาได้ แต่ถ้าเขายังไม่ใส่ใจอีก มันก็เหมือนกับว่าเขากำลังเล่นกับอะไรที่ชวนให้หัวหลุดจากบ่าได้ทุกเมื่อ
เขารีบกล่าวเสียงดังขึ้นมาทันที ก่อนจะโค้งให้อีกฝ่ายจนสุดตัว“เื่นี้เป็เพราะผมละโมบโลภมากเองครับตระกูลเฉายินดีมอบหินิญญาระดับล่างสิบก้อนพร้อมทั้งเงินอีกสามล้านหยวน ขอเพียงแค่คุณสวีปล่อยพวกเราตระกูลเฉาไปสักครั้ง”
แววตาสวีหยางอี้พลันเป็ประกายขึ้นมา
เขาก็ไม่ได้สนใจเงินมากมายนัก แต่ก็คิดไม่ถึงจริงๆว่าอีกฝ่ายจะถึงขนาดมีหินิญญาด้วย
“เอามาจากไหน”
“มัน...มันเป็ผู้ถือหุ้นของเราเองครับ...ผมเองก็สังเกตเห็นมานานแล้วว่ามันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง...มันชอบเก็บสะสมก้อนหินประเภทนี้แต่ต่อมา...ต่อมาผู้จัดการซูถึงได้บอกผมว่ามันเรียกว่าหินิญญา ผมเลยสะสมไว้บ้างแต่มันสะสมยากมากๆ เจ็ดปีมานี้ผมสะสมได้แค่สิบก้อน...”เขามองสวีหยางอี้ด้วยความกระวนกระวาย “ขอให้คุณสวีได้โปรดรับไว้ด้วย...”
ตอนนี้เฉาโม่เซิงไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
หินิญญา...หุ้นส่วน...ของพวกนี้ราวกับได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับเขาเขามองสายตาของสวีหยางอี้ถึงได้เห็นว่าตอนนี้มันไม่เหลือสายตาดูแคลนแม้สักเศษเสี้ยวมีก็เพียงเปลวไฟที่ลุกโชนเท่านั้น
นี่มัน...ของในตำนานเชียวนะ...
ของแบบนี้ก็มีอยู่ในโลกด้วย!
ทั้งมันยังอยู่ตรงหน้าตนนี้อีกด้วย!
สวีหยางอี้ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก ที่เขาตามหาเ้ากบนั่นไม่ได้เป็เพียงเพราะ้าเลือกใช้คนที่มีความสามารถแต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ...
เ้ากบนั่นสามารถให้สิ่งที่เขา้าได้ในระยาวมันหาหญ้าน้ำค้างมาให้เขาได้ตลอดเจ็ดปีเต็ม มันหามาจากไหนกัน
นี่ต่างหากถึงจะเป็สิ่งที่เขา้า ทรัพยากรสำหรับการฝึกบำเพ็ญไม่มีใครไม่อยากได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในยุคเสื่อมแบบนี้!
มันกล้าวางแผนหลอกเอาผลประโยชน์จากเขา ฆ่ามันทิ้งเสียก็สิ้นเื่ ไม่มีเหตุผลอะไรต้องพูดกันให้มากความ
ความเงียบขรึมของสวีหยางอี้ในสายตาของเฉาอวิ๋นสื่อความหมายได้เพียงอย่างเดียวนั่นคือไม่พอใจ
“ห้าล้าน!” เฉาอวิ๋นกัดฟัน “คุณสวีตระกูลเฉาเราไม่ได้เป็บริษัทใหญ่โตอะไร ในเมืองซานสุ่ยนับว่าไม่เลวก็จริงแต่เทียบในระดับมณฑลหนานทงแล้วนับว่าเป็อะไรได้! ห้าล้านหยวน...เป็เงินทุนที่ผมในฐานะประธานบริษัทสามารถเคลื่อนย้ายได้ก้อนใหญ่ที่สุดแล้ว! มากกว่านี้...ผมคงทำไม่ไหว!”
“สิบล้าน!” ชั่ววินาทีนั้นเองเสียงอันเด็ดเดี่ยวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เฉาโม่เซิงกัดฟันจ้องสวีหยางอี้ไม่ละสายตา“อาจารย์! รับผมเป็ศิษย์ด้วยเถอะครับ! ผมจะขายหุ้นที่ผมจะได้รับเป็มรดกทั้งหมดทิ้งทันที! รวมแล้วก็ได้ราวสิบล้านหยวน!”
ในที่นั้นพลันเงียบกริบลงในชั่วพริบตา
ปฏิกิริยาแรกของเฉาอวิ๋นก็คือเดือดพล่านเสียจนฟันสั่นกระทบกันทว่าปฏิกิริยาต่อมากลับเป็ดีใจจนแทบบ้า!
“ร้อยล้าน!” กระทั่งเสียงเขาก็ยังแหบพร่าไปหมดทว่าในคำพูดนั้นกลับหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “คุณสวี! ขอเพียงคุณยอมรับเ้าหลานชายไม่เอาถ่านของผมเป็ศิษย์! หุ้นของผม! ผมก็ไม่เอาแล้วเหมือนกัน!”
“ผมยอมเทหมดหน้าตัก ของผมรวมแล้วก็ราวร้อยล้าน!”
ทั้งสองคนมีความคิดไม่เหมือนกัน ทว่าตอนนี้กลับจะรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
เฉาโม่เซิงเป็พวกตามกระแสตัวยง ทั้งนิยาย ภาพยนตร์ การ์ตูน เขาล้วนชื่นชอบเื่พวกนี้ในฐานะที่เป็คนรุ่นใหม่ไฟแรง เขาจะไม่วาดฝันได้หรือ จะไม่อิจฉาได้หรือ
แม้เฉาอวิ๋นจะอยู่คนละยุคกับเขาแต่เขาก็รู้ดีว่า...หากตระกูลเฉามีนักฝึกตนสักคน...แผ่นดินกว้างใหญ่จะยังมีที่ไหนไม่อาจไปได้อีกกัน!
ตัวเขาเองกระทั่งฝาโลงก็ไม่ซื้อแล้ว เขาจะเอาเงินออกมาให้สวีหยางอี้ให้ได้!
ก่อนหน้านี้เขาทั้งกลัวทั้งกังวลแต่ตอนนี้ความคิดขั้นพื้นฐานที่สุดของนักธุรกิจก็คือแสวงหาผลประโยชน์จึงทำให้เขาตัดสินใจได้ทันที!
“พี่สวี!” ทว่าการตัดสินใจของเขาก็ยังไม่รวดเร็วเท่าเฉาโม่เซิงอีกฝ่ายก้าวเข้าไปคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมทั้งประสานมือทั้งสองคารวะอย่างจริงใจต่างจากที่เคยเป็“ได้โปรดรับผมเป็ศิษย์ด้วย”
สวีหยางอี้มองภาพตรงหน้าอย่างเหนือความคาดหมายเล็กน้อยเขาโบกมือขึ้นถ้วยกาแฟก็พลันลอยขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง“ฉันยังรับศิษย์ไม่ได้”
“ถ้าต่อไปฉันรับศิษย์ได้ มีโอกาสค่อยเจอกันใหม่ ฉันจะพิจารณาดู”
เฉาอวิ๋นอ้าปากค้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
ตระกูลเฉาแห่งเมืองซานสุ่ยยังไม่มีความกล้าจะต่อรองเงื่อนไขกับนักฝึกตนทว่าอีกฝ่ายก็นับว่ายังเจรจาง่ายหากจะให้อีกฝ่ายทิ้งช่องทางการติดต่อหรืออะไรเทือกนั้นไว้ล่ะก็...
วันนี้เกรงว่าจะไม่ใช่เื่ที่แค่มีเงินก็แก้ไขได้แล้ว
“ส่งหินิญญากับเงินมาที่โรงพยาบาลพรุ่งนี้” สวีหยางอี้พยักหน้า“แล้วเื่นี้ผมจะไม่สืบสาวเอาความ แต่ถ้าครั้งหน้ายังมีเื่แบบนี้อีกก็สวดมนต์ได้เลย”
“ครับ!”ในที่สุดเฉาอวิ๋นก็สามารถปล่อยวางก้อนหินในใจลงได้อย่างสมบูรณ์เสียที เขาถอนหายใจออกยาวเหยียดแล้วรีบตอบตกลงทันที
“เอาล่ะ ทุกคนก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว”ผู้จัดการซูลุกขึ้นไปเปิดประตูให้สองปู่หลานโดยมีไม่มีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่รั้งคุณทั้งสองคนไว้แล้วล่ะค่ะ ว่าแต่ว่าน้องชายฉันขอเตือนเธอสักประโยคนะ ถ้าเธอแพร่งพรายเื่วันนี้ออกไปแม้แต่ครึ่งคำต่อให้คุณสวีคนนี้จะอารมณ์ดีไม่สืบสาวเอาความแต่เกรงว่าต่อไปจะไม่มีชื่อของตระกูลเฉาอยู่ในหวาซย่าอีก”
เฉาโม่เซิงสั่นสะท้านไปทั้งตัว เขารับพยักหน้ารับ “รู้แล้ว!”
เขามองสวีหยางอี้ผู้ยังมีสีหน้าเรียบเฉยด้วยสายตาแสนอาลัยอาวรณ์ก่อนจะกัดฟันแล้วหันกายเดินจากไป
“ปู่ครับ!”ทันทีที่ขึ้นมาบนรถยนต์ประจำตระกูลเขาก็เอ่ยขึ้นทันที“ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะกราบเขาเป็อาจารย์!”
เฉาอวิ๋นถอนหายใจเฮือกยาว“โม่เซิง...แกรู้แล้วสินะว่าทำไมฉันถึงให้แกหุบปาก”
เฉาโม่เซิงหยักหน้าแรงๆ “ขอโทษครับ...”
“มีหรือฉันจะไม่อยากให้แกกราบเขาเป็อาจารย์” เฉาอวิ๋นส่ายหน้า“แต่แกยังไม่รู้อะไร...ตอนนี้แกก็แค่อยากรู้อยากเห็น แต่ถ้าแกสนใจจริงๆก็ไปมาหาสู่กับผู้จัดการซูให้บ่อยสักหน่อย...แต่สำหรับเื่กราบอาจารย์...ของพรรค์นี้แกอย่าได้ยึดติดกับมันให้มากนักเลย...โลกของพวกเขาไม่เหมือนกับเรา...”
เขามองทิวทัศน์ยามค่ำคืนนอกหน้าต่างด้วยสายตาเลื่อนลอย“บางที...ตอนที่แกเปิดประตูบานหนึ่งออกไป แกจะพบว่าตัวเองเผลอคิดไปว่าเห็นโลกใบนี้ชัดเจนแจ่มแจ้งซะเหลือเกินแต่จริงๆ แล้วแกเข้าใจมันแค่เศษเสี้ยวเท่านั้น...”
“จนตอนนี้...ฉันยังไม่รู้เลยว่าหุ้นส่วนที่แอบหนีไปนั่นมันเป็ตัวอะไรกันแน่...”
ไม่มีใครรู้ถึงบทสนทนาของพวกเขา สวีหยางอี้เองก็ไม่อาจรู้ได้ชั่ววินาทีที่ประตูปิดลงนั้นเอง เรือนร่างงดงามร้อนผะผ่าวก็เข้ามาแนบติดกับร่างของเขาเสียแล้ว
“พี่สวี...” ริมฝีปากชุ่มชื้นแดงระเรื่อค่อยๆ พ่นลมหายใจใส่ข้างหูเขาเบาๆมือขาวบริสุทธิ์ดุจดอกโบตั๋นวางอยู่บนแผ่นอกเขาคล้ายกับกำลังจุดประกายให้เขาทำเื่ไม่ดีอยู่รางๆ “เธอน่าจะเดาออก...ว่าคืนนี้ฉันซูเหลียนเยวี่ยเรียกนายมา...เพราะอยากให้นายมาทำอะไร...ใช่ไหม”
มือนั้นไม่รีบร้อนไม่เนิบนาบ หากค่อยๆใช้ปลายนิ้วลากผ่านไปอย่างเรียบเรื่อย ราวกับไม่ได้ตั้งใจนักเธอใช้นิ้วลากผ่านกล้ามเนื้อแผงอกภายใต้เสื้อผ้าของสวีหยางอี้เรื่อยมาจนถึงกล้ามหน้าท้อง ถึงได้ลงน้ำหนักมืออย่างนุ่มนวลใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มหยาดเยิ้มผ่อนลมหายใจออกมาคล้ายกำลังเย้าแหย่หากขณะเดียวกันก็หอมหวานดังดอกกล้วยไม้ก็ไม่ปาน “แรงเอวเธอต้องดีมากแน่...”
มือใหญ่ข้อนิ้วหนามือหนึ่งรั้งท้ายทอยเธอเข้ามา นิ้วชี้เรียวยาวของชายหนุ่มเชยปลายคางขาวละเอียดขึ้นแล้วลูบไล้เบาๆ
ล้วนเป็คนหนุ่มสาวกันทั้งนั้น แสดงออกชัดเจนขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องพูดกันให้มากความ
ที่นี่ก็ไม่มีคนถือศีลกินเจสักหน่อย
ซูเหลียนเยวี่ยยิ้มบางๆ หากก็ไม่ได้เขินอายแต่อย่างใดมือเธอลากผ่านปลายเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างเป็ธรรมชาติก่อนจะลงน้ำหนักมือยังจุดที่ละเอียดอ่อนของเขาคล้ายมีนัยยะซุกซ่อนอยู่จากนั้นก็ััผ่านมันอย่างเบามือ หากก็ชวนให้รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวูบผ่านหลายวินาทีต่อไปถึงได้เอ่ยพลางอมยิ้มเบาๆ “ใหญ่จริงๆ”
“พอใจหรือเปล่าล่ะ” สวีหยางอี้ยิ้มกริ่มพลางใช้นิ้วหัวแม่มือบีบปลายคางเธอเบาๆศีรษะเธอแหงนขึ้นราวหงส์ขาวเชิดหน้าขึ้น เผยให้เห็นส่วนเว้าโค้งที่สวยงามวินาทีต่อมานั้นเองเขาก็รู้สึกได้ว่ามีมือหนึ่งล้วงเข้ามากางเกงราวกับงูแล้วลูบไล้อวัยวะที่ติดตัวเขามาแต่เกิดอย่างเชื่องช้าและเบามือ
เนียนนุ่ม เรียบลื่น ทั้งยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นหอมหวนชวนพิศวงซึ่งแตกต่างจากตัวเขาเองโดยสิ้นเชิง
ซูเหลียนเยวี่ยยังคงยิ้มบางๆ อยู่อย่างนั้นเธอหลับตาพริ้มราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับต้องรอเก้อเพราะชั่วขณะที่เธอหลับตาลงนั้นเอง อีกฝ่ายก็ใช้นิ้วหัวแม่มือคมกริบดุจกระบี่บีบปลายคางเธอแน่นด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลนั้นจนเธอร้องครางออกมาด้วยความเ็ป
ขณะเดียวกันนั้นมือที่ััสะเปะสะปะไปทั่วก็ถูกอีกฝ่ายกดแช่เอาไว้ยังที่ที่มันควรอยู่ั้แ่แรกเธอขบเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อ แล้วเอาคืนเขาด้วยการคว้ามันเอาไว้บ้างแต่อีกฝ่ายก็ยังสงบนิ่งราวกับไม่ได้รับการกระตุ้นใดๆ
“แต่ผมไม่พอใจ”
ร่างทั้งร่างเธอสั่นสะท้านไปเล็กน้อยเมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นแววตาสุดแสนจะสงบนิ่งของสวีหยางอี้ ซึ่งไร้ความปรารถนาแม้แต่เพียงเศษเสี้ยว
“ค่ามัดจำแพงเกินไป ผมรับไม่ไหวหรอก”
“เื่ที่เธอกับฉันต่างยินยอมพร้อมใจฉันไม่เก็บเงินอยู่แล้ว...แต่ถ้าเธอคิดว่าเธอจะใช้ร่างกายเธอทำให้ฉันตอบตกลงได้ล่ะก็ที่รัก...”
สวีหยางอี้ขบติ่งหูเธอ ขณะที่เธอเองก็ออกแรงััยังเบื้องล่างของเขาอย่างหนักมือจนเขารู้สึกได้ถึงมือเนียนนุ่มเรียบลื่นดุจหยกกำลังกุมความตื่นเต้นของตัวเองเอาไว้ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล “เธอคิดมากเกินไปแล้ว”
แววตาของซูเหลียนเยวี่ยทอประกายขึ้นมา หากก็เช่นเดียวกัน มันไร้ซึ่งความปรารถนาโดยสิ้นเชิงแม้กระทั่งสีหน้าท่าทางของเธอในตอนนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประกายในแววตานั้นแม้แต่น้อย
“ถ้าอย่างนั้นฉันเอามือออกมาได้หรือยัง”
“จะเอาไว้ต่ออีกหน่อยก็ได้” สวีหยางอี้เอนกายพิงโซฟาอยู่อย่างนั้นพลางหยักยกริมฝีปากขึ้น “จริงๆ นะ ยี่สิบเอ็ดปีมานี้ในนั้นก็มีแต่มือผมคนเดียวนั่นแหละ”
“ดูไม่ออกเลยจริงๆ เธอนี่ก็เก่งเื่ทำตัวเป็อันธพาลอยู่เหมือนกันนะ”ซูเหลียนเยวี่ยหัวเราะเย็นๆ ก่อนจะชักมือออกมาอย่างไม่ลังเลแต่ยังไม่ทันได้เช็ดก็เอามันวางไว้บนเรียวขาเรียบลื่นดังหยกแล้วลูบไล้เบาๆ
ความเงียบงัน...ความเงียบงันที่มีอะไรแอบแฝงอยู่
“ฉันเป็นักศึกษารุ่นพี่เธอห้ารุ่น”เนิ่นนานผ่านไปซูเหลียนเยวี่ยถึงได้เอ่ยปากขึ้น“ทุกครั้งเทียนเต้าจะรับคนหลายพันคน แต่ที่เรียนจบมีแค่ไม่กี่ร้อยเธอเคยคิดไหมว่าคนอื่นๆ เขาไปอยู่ที่ไหนกัน”
สวีหยางอี้ส่ายหน้า ทุกคนต่างต้องต่อสู้ดิ้นรนบนหนทางฝึกตนกันทั้งนั้นกฎแห่งป่ามันก็ชัดเจนอยู่แล้วเขาไม่ได้มีกะจิตกะใจไปสนใจหรอกว่าคนอื่นไปอยู่ที่ไหนกัน
ซูเหลียนเยวี่ยจุดบุหรี่แล้วมองก้นบุหรี่ที่มีประกายไฟวูบวาบนั้น แล้วอยู่ๆก็หัวเราะออกมา “ลำพังแค่การดูดซับพลังปราณเข้าร่างก็เขี่ยคนทิ้งไป 80% แล้ว และฉันเอง...ก็เป็หนึ่งใน 80% นั้นแหละ”
“คนพวกนี้น่ะ...บนโลกของการฝึกตนมีนักฝึกตนอยู่ราวล้านคนได้ไม่ว่าที่ไหนก็้าคนไปทำงานทั้งนั้น คุณสวี...ฉันล่ะอิจฉาคุณจริงๆ....จริงๆ นะคุณคงยังไม่เคยเจอนักฝึกตนที่ถูกเขี่ยทิ้งอย่างเราแต่เดี๋ยวต่อไปคุณก็จะได้เจอเอง...เราต้องอิจฉาพวกคุณที่ได้เป็นักฝึกตนที่แท้จริงขนาดไหน...เรายืนอยู่หน้าประตูแล้วแท้ๆเหลืออีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้นแต่ระยะทางสำหรับการดูดซับพลังปราณเข้าร่างแค่ก้าวเดียวนั้นกลับห่างไกลราวฟ้ากับดิน”
“นอกเื่แล้ว...” ความเงียบงันเข้ามาเยือนอีกครั้งนับหนึ่งนาทีซูเหลียนเยวี่ยผุดลุกขึ้นราวกับตัดสินใจได้แล้ว จากนั้นก็ดับก้นบุหรี่
เธอมองสวีหยางอี้ด้วยสายตาลึกล้ำหลายวินาทีผ่านไปถึงได้คล้ายว่าได้ตัดสินใจแล้ว จึงยกมือสั่นเทิ้มเล็กน้อยนั้นจับที่กระดุมเสื้อตัวเอง
“เธอต้องรู้เอาไว้นะ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่า”
“อืม” สวีหยางอี้พยักหน้าตอนนี้ประสามััทั้งห้าของเขาว่องไวยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้เสียอีกทั้งยังมากกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันหลายเท่า ตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้สึกได้ว่าซูเหลียนเยวี่ยที่ทำท่าทางปล่อยเนื้อปล่อยตัวนั้นกลับ...ยังไม่คล่องแคล่ว
เป็ความไม่คล่องแคล่วจากการไม่ค่อยได้ทำเื่พรรค์นี้บ่อยๆ
อีกทั้งเขาก็ไม่ได้กลิ่นของชายคนอื่นบนเรือนร่างของเธอด้วยเหตุนี้เองเขาถึงยอมให้อีกฝ่ายแตะต้องส่วนสำคัญของตัวเอง
เขาไม่เคยเป็พวกถือศีลกินเจสักหน่อย
“กึก...” กระดุมที่ติดไว้อย่างแ่าเม็ดหนึ่งดีดตัวออกเผยให้เห็นผิวเนื้อขาวละเอียดบริสุทธิ์ ราวหยกขาวเรียบลื่นสะท้อนรับกับแสงจันทร์