ม่านหมอกแห่งเวทมนตร์ปกคลุมทั่วฟากฟ้าตะวันตกเฉียงใต้ของแนวรบอัลเทียร์ กลิ่นเลือดเจือกลิ่นโอโซนจากเวทสายลมลอยฟุ้งไปทั่วพื้นที่ ไอริส ลูเมียร์ ยืนอยู่กลางวงเวทสลักลอยฟ้าสามชั้น ผ้าคลุมขาวเงินของเธอปลิวไหวเหนือชุดนักรบแสงศักดิ์สิทธิ์ เธอเผชิญหน้ากับอสูรร่างยักษ์สีดำปีกมารสองข้าง แสยะยิ้มเยาะเย้ยอย่างไร้ความกลัว
"อัศวินแห่งแสง? แสงสว่างของเจ้ามิอาจเจือจางเงาของข้าได้หรอก!"
มันเหวี่ยงกรงเล็บขนาดเท่าประตูเมืองฟาดลงมา ไอริสยกคฑาแห่งแสงขึ้นเหนือศีรษะทันที แสงสีทองบริสุทธิ์แผ่ปะทุออกมาจากจุดศูนย์กลางจนเกิดเป็นโดมพลังงานรูปกลีบกุหลาบแสงต้านแรงปะทะเอาไว้ได้ทัน เสียงระเบิดเวทกระแทกอากาศจนภูเขาลูกเล็ก ๆ ข้างหลังเธอถล่มลงครึ่งหนึ่ง
ไอริสกัดฟันแน่น
"...ข้าจะไม่ถอย!"
เธอระเบิดเวท Lux Blade Arrow ออกมาสิบสายพุ่งเข้าแทงร่างของอสูรแบบรัวเร็ว ผสานกับเสียงสวดเวทอักขระที่ไหลเวียนรอบคฑา เสียงแสงสว่างตีกับความมืดก่อเป็นพายุพลังกลางอากาศ อสูรร้องคำรามลั่น สยายปีกแล้วพุ่งทะยานมาจากด้านบน ง้างกรงเล็บใส่เธออีกครั้ง ไอริสหลบไม่ทันทั้งหมด ถูกแรงกระแทกของคลื่นเวทตีกระเด็นจากจุดสูงสู่อากาศ ทุกอย่างพร่ามัว...
เธอกระเด็นตกลงจากวงเวทลอยฟ้าสามชั้น หมุนคว้างกลางอากาศด้วยร่างที่หมดแรง คฑาในมือกระเด็นออกห่าง สายตาที่พร่ามัวของเธอมองเห็นเพียงแสงวูบไหวไกลออกไป...
ก่อนร่างจะหล่นปะทะลงกับพื้นสนามรบด้านล่าง — ยังจุดที่มีกองทัพของเซอร์อัลวา เรนฮอลต์ และซาลานด์ เรกาน้อร์ ปะทะกันอยู่!
เสียงคำรามของเวทและดาบกระทบกันดังสนั่นขณะร่างของไอริสตกกระแทกลงตรงกลางวงการต่อสู้ เปลวเพลิงเวทพลุ่งขึ้นทั่วสมรภูมิ ท่ามกลางกองทัพอสูรที่ไม่มีวันสิ้นสุด ไอริส ลูเมียร์ ยืนเด่นกลางวงล้อม เปลือกตาหลับลงเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่คลื่นเวทจะสาดกระแทกใส่เธอจากทุกทิศทาง เวทป้องกัน Lux Shield กระพริบขึ้นทันที ราวม่านแสงสีทองทอประกายคล้ายเกล็ดดวงดาว เธอไม่พูดอะไร เพียงใช้คทาแห่งแสงแตะพื้นเบา ๆ คลื่นเวทแผ่ออกในแนววงกลม ก่อนจะเปลี่ยนสภาพกลุ่มอสูรระดับกลางกว่า 20 ตนให้กลายเป็นผุยผงทันที
“สัดส่วนของพลังมันไม่เท่ากัน... ไม่ว่าจะมากี่ร้อย ข้าก็จะเผาเจ้าให้หมด” ไอริสเอ่ยเบา ๆ คล้ายคำภาวนาที่แฝงความโกรธลึก
แต่ก่อนที่เธอจะได้เคลื่อนไหวอีกครั้ง คลื่นเวทจากอสูรระดับสูง — “Bahlgrim the Echo-Spine” ก็ปรากฏตัวจากด้านหลังรอยแยกมิติ ร่างของมันสูงเกือบห้าเมตร มีปีกคล้ายค้างคาวผสมเส้นประสาทลอยอยู่กลางอากาศ เสียงกระดูกดังกรอบแกรบทุกครั้งที่มันเคลื่อนไหว ดวงตาทั้งหกคู่ฉายแววอาฆาตแบบไร้สิ้นสุด
“จิตใจเจ้าสั่นไหว... เจ้ากลัว... กลัวจะเป็นคนสุดท้ายที่เหลืออยู่…” เสียงของ Bahlgrim ก้องเข้าในหัวไอริสโดยตรง
แต่ไอริสกลับเงียบ ดวงตาแน่วแน่ขึ้นอีกครั้ง เธอยกคทาเหนือหัว กำแน่น แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า
“Lux Genesis – Phase Δ”
ทันใดนั้น ลำแสงแยกตัวออกจากคทาเวทพุ่งฟาดกลางตัวอสูร แต่ Bahlgrim ยกปีกขวางได้ทัน เกิดเสียงระเบิดลั่น ร่างของไอริสกระเด็นถอยหลังราวสิบเมตร
“แรงสะท้อนจากพลังของมัน... มันต่างจากอสูรทั่วไป” เธอคิดในใจขณะพยายามตั้งหลัก
Bahlgrim ไม่ปล่อยโอกาส มันพุ่งตัวเข้าหาเธอพร้อมกับสายเวทสีเทาดำฟาดจากด้านบน ไอริสขยับหลบแต่ช้าไปเสี้ยววินาที คทาในมือเธอถูกสะบัดกระเด็นหายไปกับระลอกพลัง
“อึก...!”
เธอกระแทกกับหินขนาดใหญ่จนร่างไถลไปกับพื้น แสงเวทรอบตัวสั่นระรัว เธอยังไม่ทันเรียกคทากลับมา Bahlgrim ก็ชูกรงเล็บขึ้นเตรียมปิดฉาก
แต่ก่อนที่มันจะโจมตี แสงเวทบางอย่างจากร่างของไอริสระเบิดออกเป็นแนวรัศมีผลักมันถอยกลับไปกะทันหัน
“...ไม่ได้มีแค่เจ้าที่มีจิตวิญญาณอยู่เบื้องหลัง” ไอริสพึมพำ — เศษพลังของพันธสัญญาแห่งแสงบางส่วนในตัวเธอยังทำงานอยู่ อย่างไรก็ตาม ร่างของเธอในตอนนี้ไม่สามารถต่อกรกับ Bahlgrim ได้อีกแล้ว ไอริสพยายามลุกขึ้น — แต่เสียง “กรีดร้อง” จากอากาศเหนือศีรษะดังขึ้น ร่างของ Bahlgrimพุ่งเข้าหาเธออีกครั้ง!
ตูมมม!!
ร่างของเธอกระเด็นทะลุแนวหินอีกชั้นหนึ่ง แรงระเบิดเวทผลักจนเธอกลิ้งไปเกือบยี่สิบเมตร และสุดท้าย—เธอก็ไถลเข้าไปในเขตปะทะอีกสนาม...
...จุดที่เซอร์อัลวา เรนฮอลต์ และ ซาลานด์ เรกาน้อร์ กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เลือดไหลจากมุมปากไอริส เธอกัดฟันลุกขึ้นโดยไม่พูดคำใด หันไปสบตากับอัลวาเพียงชั่ววินาที ก่อนจะดึงแสงเวทจากพื้นขึ้นมาตั้งท่าต่อสู้ข้างเขา
ซาลานด์ เรกาน้อร์ เบิกตานิด ๆ พร้อมรอยยิ้มบางบนใบหน้าใต้ผ้าคลุมสีดำ
“อา... ผู้ถือครองพันธสัญญาอีกคนหนึ่ง มาเข้าร่วมแล้วสินะ... น่าสนุกยิ่งนัก”
สายลมที่หอบเอาไอความตายพัดผ่านสมรภูมิราวเสียงกระซิบของโลกที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ไอริส ลูเมียร์ ยืนเคียงข้างเซอร์อัลวา เรนฮอลต์ ร่างของเธอยังสั่นเล็กน้อยจากบาดแผลก่อนหน้า แต่แววตานั้นกลับแข็งแกร่งกว่าครั้งใด
"ขอโทษที่มาสาย..." ไอริสเอ่ยเบา ๆ โดยไม่หันไปมองอัลวา
"มาทันเวลาที่สุดแล้ว" อัลวาตอบสั้น ๆ มือยกดาบขึ้นตั้งท่า เวทโลหะรอบตัวกำลังหมุนควบรวมกับพลังร่างกายอย่างสมบูรณ์
เบื้องหน้าพวกเขา ซาลานด์ เรกาน้อร์ ค่อย ๆ ก้าวออกจากม่านหมอกสีดำ ผ้าคลุมไหลดำของเธอปลิวเบา ๆ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืด ดวงตาที่เรืองแสงสีม่วงอ่อนใต้ผ้าคลุมลอบมองทั้งสอง
"พันธสัญญา... แสง... เหลวแหลกนัก" เธอกระซิบเสียงเบา แต่กึกก้องในหัวทุกคนที่อยู่ในระยะ
ทันใดนั้น ซาลานด์ชูแขนขึ้นช้า ๆ เส้นเวทสีดำมืดลุกเป็นเปลวอ่อน ๆ เหมือนเปลวเทียนบูชาภูติ อากาศรอบตัวเธอเริ่มบิดเบี้ยว แรงกดดันกระแทกเข้ามาในชั้นเวทรอบสนามทันที
"ระวัง!" อัลวาออกคำสั่งพลางยกโล่เวทขึ้นข้างตัวทันที
ซาลานด์ปาดมือเบา ๆ ทว่าเวทของเธอกลับเปลี่ยนเป็นคมมีดเวทจำนวนมากพุ่งเป็นเกลียวลงมายังพื้น อัลวารับแรงได้เพียงส่วนหนึ่ง แต่แรงระเบิดกระจายกว้างส่งผลให้ไอริสต้องเปิดคทาเวทตั้งบาเรียเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง
ตูมมมมม!!
แรงอัดส่งพวกเขาออกห่างกันไปคนละทิศ ไอริสกลิ้งไปกับพื้นแต่สามารถตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว เธอย่อตัวต่ำ เรียกแสงเวทกลับมาอีกครั้ง เสียงระเบิดและเงาเวทสะท้อนกับสนามหินปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง
"แค่การเคลื่อนไหวเบื้องต้นก็รุนแรงขนาดนี้..." ไอริสพึมพำ ริมฝีปากเปื้อนเลือดเล็กน้อย
ซาลานด์เดินตรงเข้ามาอย่างเยือกเย็น ไม่มีแม้รอยเปื้อนเลือดบนชุดหรืออาการเหนื่อยหอบ ราวกับร่างของเธอไม่ได้อยู่ใต้กฎของการต่อสู้ใด ๆ
"มาร่วมเป็น 'เสียงเงียบ' ในโลกใหม่ของข้าเถิด" เธอกล่าวอย่างไร้อารมณ์ ก่อนเวทแห่งความมืดจะพุ่งออกมาอีกระลอก
คราวนี้ ไอริสเป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่บ้าง แสงจากคทารวมตัวเป็นคมดาบสีทองพุ่งเฉียงลงมา — แต่ซาลานด์ยกมือซ้ายขึ้นรับด้วยนิ้วเดียว แล้วปล่อยแรงสะท้อนจนไอริสถูกผลักถอยกลับไปไกลหลายเมตร
"ไม่ใช่เวทโจมตีปกติ... มันสะท้อนเวทภายใน" ไอริสรู้ได้ทันทีจากแรงสะท้อน
อัลวาโฉบเข้าจากด้านหลังในจังหวะนั้นเอง ดาบสองมือของเขาสาดพลังเวทโลหะที่รวมพลังรอบตัวมาไว้จนสุด แรงกระแทกทำให้พื้นรอบตัวเขายุบลงเป็นรอยแตกมหึมา ซาลานด์เอนตัวหลบอย่างง่ายดาย คล้ายไม่แคร์แรงปะทะนั้นเลย แล้วตวัดแขน — เกิดพลังเงาเรียวยาวเฉือนอากาศเป็นแนวขวางกลางสนาม ทั้งไอริสและอัลวาต้องเบี่ยงตัวหลบพร้อมกันในจังหวะเดียว เวทของซาลานด์ไม่ใช่แค่รุนแรง... มันมีความแม่นยำและลื่นไหลคล้ายเสียงดนตรีที่กลืนกินสติ ไอริสสบตากับอัลวาอีกครั้ง ทั้งคู่ไม่พูดอะไร — เพียงพยักหน้า
พวกเขาพุ่งเข้าพร้อมกัน — ดาบเวทกับคทาแสงเฉียดผ่านไหล่กันไปคนละด้าน ฟันเข้าหาซาลานด์ในจังหวะที่ไม่ทับกัน
ซาลานด์เริ่มขยับช้า ๆ สะบัดชายผ้าคลุมขึ้นสกัด และ... เธอก็เริ่มยิ้ม
ซาลานด์ เรกาน้อร์ สะบัดชายผ้าคลุมขึ้นบังการโจมตีประสานของไอริสและอัลวา พร้อมกับปลดปล่อยหมอกเวทดำที่หนาแน่นจนบดบังทุกสิ่งรอบข้างในรัศมีสิบเมตร
"นี่แหละ... เวทแห่งพิธีสลายรูป" เสียงกระซิบของซาลานด์แทรกซึมเข้าสู่จิตใจพวกเขาโดยไม่ผ่านประสาทการได้ยิน
ทั้งสนามกลายเป็นเงามืดสั่นไหว แรงโน้มถ่วงกลับด้านชั่วขณะ—อัลวาแทบทรงตัวไม่ได้ ขณะที่ไอริสรู้สึกเหมือนร่างของเธอกำลัง "ถูกถอดออกจากโลก" ไปทีละชั้น
"นี่มัน… เวทโจมตีทั้งร่างกาย จิต และพลังวิญญาณพร้อมกัน..." ไอริสกัดฟันแน่น รีบเรียกเวทฟื้นพลังจากคทาแห่งแสงเข้าเสริมบาเรียจิตวิญญาณทันที อัลวาใช้แรงทั้งหมดกระแทกดาบลงกับพื้น—ปล่อยพลังเวทโลหะแผ่เป็นคลื่นวงกว้าง เพื่อเบี่ยงพลังของสนามเวทหมอกดำให้กระจายออก
ตูมมมมมม!!
พลังทั้งสองขั้วระเบิดชนกันกลางหมอก แสงสีเงินและแสงทองปะทะกันจนแสงสว่างฟาดฟันกับเงามืดเป็นรอยแยกกลางฟ้า ร่างของซาลานด์พุ่งออกจากหมอกอีกครั้ง แต่คราวนี้… เธอเปลี่ยนไป เธอไม่ใช่เพียงอสูรแม่ทัพธรรมดาอีกต่อไป — ร่างของเธอเผยให้เห็น “เงาหญิงสาวหลายร่างซ้อนอยู่ข้างหลัง” เหมือนเป็นดวงวิญญาณที่ถูกดูดกลืนมา ผ้าคลุมของเธอมีตาเวทเปิดขึ้นทีละดวง ข้างละสิบดวง ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ พร้อมกัน
ไอริสแทบหยุดหายใจ — เพราะรู้ดีว่านี่คือเวทสังเวยวิญญาณโบราณระดับ "Forbidden Choir: Dirge of the Void"
"หนีไม่ได้แล้ว..." เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ
ซาลานด์ยกแขนขึ้นทั้งสองข้าง แสงเงามืดหมุนเป็นวงเวทวงใหญ่ด้านหลัง — เสียงกรีดร้องของวิญญาณเริ่มดังขึ้นในสนามเหมือนเสียงขับประสานอันบิดเบี้ยว
ทันใดนั้น อัลวาไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าไปพร้อมร่ายเวท "Heaven’s Smite – Drive" ดาบเปล่งแสงเงินเข้มกว่าครั้งไหน พร้อมกับสายฟ้าสีฟ้าอ่อนวิ่งวนทั่วร่าง เขาฟันดาบลงแนวดิ่งกลางวงเวท ก่อนที่เวทสังเวยของซาลานด์จะสำเร็จ
ฉัวะะะะ!!
เวทของซาลานด์แตกกระจาย แต่ร่างของเธอก็หมุนตัวหลบพร้อมดีดตัวออกมาทางด้านข้าง
"เร็วเกินไป!" ไอริสพุ่งเข้าเสริม จัดระเบียบเวททันที
"Lux Radiance: Starseal Spiral!!"
เวทแสงแตกออกเป็นเส้นหมุนวนรอบตัวซาลานด์ พร้อมรัดพลังมืดทั้งหมดไว้ด้วย “ตราประทับแห่งแสง”
ซาลานด์ผงะไปชั่วขณะ แรงเวทสะท้อนกลับเข้าตัวเธอทำให้เธอเริ่มสั่น แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เธอก็แสยะยิ้ม — ตาข้างหนึ่งของเธอเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น
“เด็กพวกนี้... ชักจะสนุกขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ”
แสงและเงาปะทะกันอีกครั้งจนสนามสั่นสะเทือน และแล้ว... เสียงระเบิดลูกใหม่ก็เกิดขึ้นเหนือหัว
ตูมมมมมมมมมมม!!!
ผืนฟ้าแตกกระจายเป็นเส้นแสงและเงาสลับกัน—เสียงประกาศก้องมาจากอีกฝั่งของสนาม:
“ถึงเวลาข้าแล้วสินะ...”
เสียงนั้น... มาจาก อาเครน ธานธัส
สายลมเวทเริ่มเปลี่ยนทิศ ฟากฟ้าสีเทาแดงคลุ้งกลับถูกฉีกออกเป็นเส้นเงาแนวดิ่งกลางอากาศ เมื่อร่างหนึ่งค่อย ๆ ย่างก้าวลงมาจากความว่างเปล่าเหนือแนวสมรภูมิ ทุกสิ่งหยุดชะงักในชั่วพริบตา—แม้แต่ซาลานด์ เรกาน้อร์ ก็หยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ แววตาที่เคยมั่นคงกลับมีรอย "ระแวง"
ร่างของชายผู้หนึ่ง… สูงโปร่งในชุดเกราะมืดที่ส่องแสงเหมือนเหล็กหมึกไร้แสงสะท้อน เส้นผมสีเงินยาวสยายลอยตามแรงเวท ดวงตาเรืองรองสีฟ้าอ่อนเกินธรรมชาติ พร้อมรอยยิ้มเย็นเฉียบที่ไม่อาจอ่านใจได้
อาเครน ธานธัส – แม่ทัพอสูรลำดับสูงสุดของฝั่งเงานิรัน
“พอจะเล่นสนุกได้แล้วกระมัง ซาลานด์...” เขากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหยุดยืนกลางสมรภูมิ พร้อมยื่นมือออกมาข้างหนึ่ง
"เกินไปหน่อยแล้วนะ เธอกำลังจะปล่อยคำสาป 'Dirge of the Void' โดยไม่มีคำสั่งด้วยซ้ำ"
ซาลานด์หันไปสบตาเขา ความเคารพเจือด้วยรำคาญแวววับในดวงตา "มันเกือบจบแล้วน่ะสิ... ถ้าฉันไม่ถูกเจ้ามนุษย์นี่แทงกลางวงเวทก่อน"
อาเครนปรายตามองเซอร์อัลวา และไอริสที่ยืนข้างกัน—ราวกับกำลังพิจารณาว่าเป็น "สิ่งใดกันแน่"
“มนุษย์สองคน… ที่รอดมาได้จากเวทเงาชั้นสาม และตราประทับแสงสมบูรณ์… น่าสนใจจริง”
ไอริสยกคทาขึ้นจ่อ พร้อมสังเกตบรรยากาศรอบตัว
"พลังของเขา... มันไม่เหมือนใครทั้งนั้น" เธอพึมพำกับตัวเอง
อัลวายังคงจับดาบแน่น ร่างกายเริ่มขยับช้า ๆ เข้าแนวเตรียมโจมตี ทันใดนั้น—
ฟึ่บบบ!!
อาเครนหายไปจากสายตาทั้งคู่ — ก่อนจะปรากฏอีกทีตรงกลางระหว่างไอริสกับอัลวาในพริบตาเดียว
หมัดขวาเวทมืดตัดอากาศพุ่งเฉียดหน้าไอริส — เธอเบี่ยงตัวหลบทัน
อัลวาไม่รอช้า ตวัดดาบใส่ในจังหวะสวน
เสียงโลหะปะทะเงา!!
ดาบของเขากลับ “หยุด” กลางอากาศ — ถูกหยุดไว้ด้วย “สองนิ้ว” ของอาเครน
อัลวาตาเบิกกว้างทันที
"นี่มัน..." เขาไม่ทันได้พูดจบ อาเครนสะบัดเพียงเบา ๆ พลังเวทก็ระเบิดกระจาย
ตูมมมมมม!!!
ทั้งอัลวาและไอริสถูกกระแทกกระเด็นออกไปคนละทิศไกลเกือบร้อยเมตร
สนามหินแตกระเบิดรอบจุดยืนของอาเครน — และเขายังคงยืนสงบนิ่ง ดั่งไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย
ซาลานด์ก้าวเข้ามาข้างเขาอีกครั้ง พลางถอนหายใจ
“ทีนี้คงจะ ‘เร็วกว่านี้’ หน่อยนะ”
อาเครนหัวเราะเบา ๆ "ใช่...แต่ไม่ใช่เร็วเพื่อจบ — เร็วเพื่อให้พวกเขา ‘รู้ว่าไร้ทางสู้’"
ฟากหนึ่งของสนาม — ไอริสยันตัวลุกขึ้น หอบหายใจหนัก พร้อมกับเลือดที่ไหลจากมุมปาก
อีกฟาก — อัลวากัดฟันแน่น ยกดาบขึ้นใหม่ แม้แขนซ้ายจะชาวาบไปทั้งแขน
และในวินาทีนั้นเอง — แสงจาง ๆ สะท้อนจากยอดเขาเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่มากนัก เสียงหนึ่งดังก้องในหัวของไอริส
"หงึ..."
เสียงที่เธอรู้ดีว่าเป็นใคร
“โมกะ…?”
เหนือผืนสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเศษเงาและเส้นเวทแตกร้าว ร่างเล็ก ๆ ของสิ่งมีชีวิตหนึ่ง กระโดดลงมาจากหน้าผาอย่างไร้เสียง — ราวกับเป็นเพียงเงาจันทร์ตกกระทบผิวน้ำ
“หงึ...”
เสียงสั้น ๆ แต่ดังก้องในใจของไอริส เมื่อเธอหันกลับไปมอง ก็พบว่า...
โมกะ — ร่างสัตว์เวทที่เคยน่ารักน่าหยิกในวันวาน บัดนี้เรืองแสงสีทองสลับม่วงเข้ม พลังของ “เสี้ยวดวงวิญญาณแห่งเลอาน่า” เปล่งแสงรอบตัว สายตาที่เคยใสซื่อ… ตอนนี้ลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นและความโกรธ อาเครนชะงักทันที ดวงตานั้นหรี่ลง
“สัตว์เวทเรืองปัญญา? ...ไม่สิ…” เขาพึมพำ “มันคือชิ้นส่วนของพลังที่เราเคย ‘ผนึก’ ไว้…”
ซาลานด์ เรกาน้อร์ เบิกตากว้าง “เจ้านั่น… เป็นสิ่งที่แยกออกจาก Sidera Lux เมื่อพันปีก่อน…!”
โมกะไม่พูดอะไรอีก—หางของมันสั่นเล็กน้อย เสียงเวทเริ่มก่อรูนกลางอากาศโดยไม่ใช้คาถา
【Emotional Requiem – Lv.6】
อักขระแห่งอารมณ์ล่องลอยรอบตัวมันเป็นวงกลม — คลื่นเวทสีทองแดงแผ่กระจายออกไปในระยะกว้าง กระทบเข้ากับพลังมืดของซาลานด์และอาเครนทันที
ตู้มมม!!
แรงสั่นสะเทือนกระแทกพื้นเวทรอบสนาม พลังของ Emotional Requiem ไม่ได้ทำลายศัตรูตรง ๆ — แต่มัน “เปิดเผย” ความรู้สึกในจิตใจออกมาให้เห็นเป็นเงาภาพลวงเหนือหัว
รอบตัวซาลานด์ ปรากฏภาพเด็กหญิงผิวซีดที่ถูกลากตัวเข้าวงพิธีกรรมเมื่อครั้งยังเยาว์ — แววตาเต็มไปด้วยความกลัว
รอบตัวอาเครน — เงาของชายหนุ่มในชุดนักบวชเวทแห่งแสงยืนอยู่ในโบสถ์พังทลาย ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า… ก่อนร่างเขาจะถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ
“อย่ามาแทรกแซงจิตใจข้า!!” ซาลานด์คำราม เสียงสะท้อนก้องสนาม
โมกะไม่ตอบ กลับยืนนิ่งพร้อมประกายตาที่แน่วแน่กว่าเดิม ไอริสได้จังหวะ—เธอพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกับร่ายเวทแสง
【Stellar Bind – พันธนาการแสงแห่งหมู่ดาว】
ลำแสงเจ็ดเส้นพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ตรึงร่างซาลานด์ไว้ชั่วขณะ ในจังหวะนั้นเอง—
อัลวาพุ่งเข้ามาใช้ “Dragon Break Fang” แทงใส่เป้าหมายตรงกลางร่างซาลานด์
ปังงงง!!!
ร่างของเธอถูกกระแทกปลิวออกไปไกลนับสิบเมตร พื้นดินแตกกระจายเป็นแผ่น
แต่นั่นยังไม่จบ — อาเครนโกรธจัด พลังเวทในตัวเขาเปล่งแสงสีดำแดงสั่นสะเทือนจนพื้นเวทเริ่มแตกสะบั้น
“ข้าจะบดเจ้าเป็นผุยผงทั้งสามตน…”
แต่โมกะยังคงยืนอยู่หน้าทั้งคู่ แววตานั้นเปล่งประกาย
“หงึ...”
เสียงแผ่วเบา แต่เหมือนสั่นทั้งสมรภูมิ ...เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่เสียงธรรมดา นี่คือการ “ปลุกพลังสุดท้าย” ที่หลับใหลในสายเลือดของโมกะ...
เสียง “หงึ” แผ่วเบาจากโมกะ แทบไม่ควรมีผลใดในสนามรบที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ระดับมหาเทพ… แต่สำหรับทุกคนในที่นั้น — มันคือจุดเปลี่ยน
ร่างของโมกะลุกวาบด้วยแสงทองอมม่วงเข้ม เงาเวทสีเงินสลับดำก่อตัวเป็นปีกบางโปร่ง 4 แฉก เหมือนใบไม้แห่งดวงดาว แววตาของมันเปลี่ยนเป็นประกายกลมมนสะท้อนกลุ่มดาวเงาสะท้อนบนดวงตาแต่ละข้าง
"พลังนี้..." ไอริสกระซิบเบา ๆ ดวงตาเบิกกว้าง
"มันคือ... Sidera Core ประเภท Eidolon Resonance...?"
อาเครนขมวดคิ้วครั้งแรกตั้งแต่เริ่มศึก ดวงตาสีฟ้าอ่อนของเขาสั่นวูบ
"ไม่มีทาง... นั่นมันพลังเฉพาะของ ราชันย์แห่งดวงดาวยุคแรกสุด…"
ทันใดนั้น โมกะก็พุ่งออกจากพื้นดินด้วยแรงระเบิดเวทที่ไม่มีการสะกด เวทลมบิดเป็นขดเกลียว เงาสะท้อนของอักขระลอยหมุนรอบตัวมัน
【Stellaria Pulse – ระเบิดหัวใจแห่งแสงอวาลอน】
เสียงร้อง “หงึ!” ดังขึ้นอีกครั้ง — คราวนี้แฝงด้วยพลังแห่งคำบัญชา แรงกระแทกของเวทแสงที่บีบอัดผ่านอารมณ์ถูกปล่อยออกมารอบตัวเป็นวงแหวน
ตูมมมม!!!
ซาลานด์ เรกาน้อร์ถูกแรงเวทอัดกระเด็นไปกระแทกหน้าผาด้านหลังอย่างแรงจนพื้นเวทร้าว อาเครน ธานธัส ต้องกางบาเรียเงาในวินาทีสุดท้ายเพื่อกันตัวเองจากคลื่นเวทนั้น อัลวาและไอริส… ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะโมกะ "เจาะจง" ปกป้องเฉพาะพวกเขา ซากเวทของซาลานด์ก่อฝุ่นเวทสีม่วงดำคลุ้งปกคลุมฟากฟ้า ครู่หนึ่งร่างของเธอก็กระเสือกกระสนลุกขึ้นมาช้า ๆ เลือดสีมืดไหลออกจากมุมปาก และอาภรณ์ของเธอฉีกขาด เผยรอยตราพันธะมืดกลางแผ่นหลัง
"เจ้า...สัตว์เวทนั่น..." ซาลานด์พึมพำในเสียงสั่น
อาเครนเดินเข้ามาช้า ๆ ดวงตาเปล่งแสงอีกครั้ง แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร…
เสียง “แต๊ก…แต๊ก…แต๊ก…” ของฝีเท้าบนแผ่นหินเวทอีกฟากของสนามก็ดังขึ้น
เรย์ — ในชุดเกราะดำเงินที่เปล่งประกายเงาแสงเดินเข้าสู่ฉาก
ตามมาด้วยเอลร่า ที่หอบหายใจแต่ยังยิ้มบาง ๆ พร้อมธนูผนึกในมือ
และเบื้องหลังสุด — นักเวทหญิงสวมผ้าคลุมลายเรขาเวทขั้นสูง ก้าวมาด้วยคทาแห่งแสงในมือ
"ทุกคน..." ไอริสหลับตาแน่น
"พร้อมแล้ว" เรย์เอ่ย ก่อนจะหยุดข้างเธอ
อาเครนหรี่ตาลง "ศัตรูของเรากำลังรวมตัวงั้นหรือ..."
ซาลานด์กัดฟันกรอด “มันยังไม่ถึงเวลา…”
โมกะที่ยังยืนอยู่หน้าอัลวาและไอริส ไม่ขยับแม้แต่น้อย
เพราะในดวงตากลม ๆ คู่นั้น — ไม่มีความกลัวอีกแล้ว
มีเพียงคำเดียวเท่านั้น…
“หงึ.”
แสงทองสะท้อนเหนือเวทกางเขตศึก บรรยากาศนิ่งสงบก่อนคลื่นมหาสงครามลูกใหม่จะเริ่มต้นขึ้น
ปล.เรื่องนี้ตั้งใจแต่งมาก อยากได้ความเห็นจากคนอ่านจัง สนุกกันบ้างมั้ย ขอกำลังใจหน่อยยยยยยยยยย
