ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 ผลึกไฟหลีหั่ว

            ลู่ชิงเฟิงตะเบ็งเสียงดังมากยิ่งขึ้น

            ถึงแม้ว่าตรงฝั่งของสวี่เหยาที่กำลังเปิดประมูลกันอยู่นั้นจะคึกคักเร่าร้อนสุดขีดแต่บรรยากาศทางฝั่งนี้กลับเย็นเยือกอย่างกับน้ำแข็ง

            กุกกักๆ

            มีเงาร่างสายหนึ่งเดินออกมาอย่างโซซัดโซเซ

            นั่นก็คือจางชิงที่ตอนนี้หน้าขาวซีดอย่างกับกระดาษไปแล้วเหงื่อเย็นๆ เปียกท่วมไปทั้งหัว จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง

            เจ้าของสมาคมการค้าแค่ระดับสามอย่างจ้าวเหวินชางนั่นกลับมีสมบัติชั้นยอดที่มูลค่ามหาศาลอยู่ในมือมากมายขนาดนี้

            คราวนี้เขา จางชิง ซวยแล้วแน่ๆ

            “ถ...เถ้าแก่ลู่ เป็นข้าเองที่...”

            จางชิงตอนนี้แค่จะพูดยังพูดไม่ค่อยจะออกแล้ว

            เถ้าแก่ระดับสามดาวอย่างลู่ชิงเฟิงนั้นเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลที่สูงมากคนหนึ่งของหอฟ้าสมุทรเขาจ้องเขม็งใส่จางชิงด้วยแววตาเย็นชา พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่กดดัน

            “เมื่อครู่นี้เจ้าพูดอะไรกับพวกของท่านเถ้าแก่จ้าวที่ชั้นสองกันทำไมพวกเขาถึงมาตั้งแผงลอยที่ชั้นหนึ่งแบบนี้ได้? หรือเจ้ามองว่าอย่างพวกเขาไม่มีสิทธิเข้าร่วมการประมูลของเรากัน?”

             ทุกคำที่ลู่ชิงเฟิงถามออกมานั้นราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาที่กลางหน้าของจางชิง ทำเอาเขาหน้าเสียไป

            แต่เขาเองก็ไม่มีข้อแก้ตัวอะไรดีๆ เสียด้วยสิ....

            ทำได้แค่ยืนตัวสั่นขนลุกไปทั้งตัวเพียงอย่างเดียว

            หอฟ้าสมุทรนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของพันธมิตรการค้าใต้หล้ากฎระเบียบของพวกเขานั้นค่อนข้างจะเข้มงวด เถ้าแก่แต่ละคนล้วนมีสิทธิในการเข้าถึงต้นทุนสำหรับการค้าจำนวนมหาศาลได้แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่สูงมากด้วยเช่นกัน

            การที่จางชิงทำให้ลูกค้าชั้นยอดขนาดนี้โกรธเข้าอีกทั้งยังทำให้เกิดความวุ่นวายระดับนี้ขึ้นอีก

            ผลลัพธ์ของการกระทำนี้จะต้องหนักหนาอย่างแน่นอน

            “เถ้าแก่ลู่ เป็นข้าน้อยเองที่ตาถั่ว...ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด...”

            จางชิงตีหน้ายิ้มแย้มพลางคุกเข่าเข้าไปหาจ้าวเหวินชาง

            แต่คนอย่างจ้าวเหวินชางนั้นเองก็มีประสบการณ์อยู่ในเวทีการค้ามานานหลายปีแล้วเหมือนกันพ่อค้าอย่างเขาไม่ได้ทำมูลนิธิการกุศลเขาไม่มีทางยอมปล่อยให้จางชิงที่มันเคยมารังแกพวกเขารอดไปได้ง่ายๆแบบนี้แน่ๆ

            “ไอ้หยา ข้าไม่คู่ควรกับคำว่าเถ้าแก่หรอกนะ เมื่อครู่ท่านก็เป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือว่าสมาคมการค้าตระกูลจ้าวของข้านั้นมีแต่พวกขยะสนทนากับคนอย่างข้ามีแต่จะเสียเวลาเปล่า...”

            เพียะ เพียะ

            จางชิงตบปากตัวเองไปสองที

            เขารู้ตัวว่าความผิดที่เขาก่อในวันนี้มันร้ายแรงมากแต่ถ้าอีกฝ่ายยอมให้อภัยเขาละก็ ไม่แน่ว่าเขาก็อาจจะยังสามารถรักษาตำแหน่งเถ้าแก่ระดับสองดาวของตัวเองเอาไว้ได้

            กว่าเขาจะได้ตำแหน่งนี้มาครอบครองนั้นเขาเสียทั้งแรงกายและแรงใจไปมหาศาล...เพื่อที่จะเอาใจคนตรงหน้าเขาแล้ว ต่อให้ต้องกินขี้เขาก็ยอม

            “เถ้าแก่จ้าว เป็นข้าเองที่ตาบอดเห็นอยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของท่าน หวังว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านจะไม่ใส่ใจกับความผิดของผู้น้อย...”

            เพียะ เพียะ เพียะ

            ทุกครั้งหลังจากจบประโยคที่เขาพูดนั้นเขาก็จะตบหน้าตัวเองไปด้วยทุกครั้ง

            สภาพอันอเนจอนาถแบบนั้น ช่างดูน่าสงสารแต่กลับดูน่าสมเพชมากยิ่งกว่า

            หึหึ!

            จ้าวเหวินชางแสยะยิ้มจนดูเหมือนกับหัวหมูไปแล้วภายในใจรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยแต่เขารู้ตัวว่าคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ได้ไม่ใช่เขาจึงแอบเหลือบมองไปที่หลินหยางที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลังมาโดยตลอด

            “ได้เวลาแล้ว สวี่เหยา” หลินหยางเปิดปากพูดแล้ว

            สวี่เหยาแย้มยิ้มรับคำหันกลับไปไหว้ให้กับฝูงชนที่ยืนมุงอยู่ด้านนอกหนึ่งที แล้วบอกไปพร้อมรอยยิ้มว่า “ของที่พวกเรานำมาวันนี้ล้วนขายหมดแล้ว เสียใจด้วยนะคะทุกท่าน!”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงโห่ด้วยความเสียใจดังขึ้นแต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เดินออกไป

            พวกเขาเห็นสภาพอันน่าสมเพชของจางชิงแล้ว ไอ้สวะนี่เพื่อที่จะปกป้องชามข้าวของตัวเองถึงกับยอมทุ่มสุดตัวตบหน้าตัวเองแบบไม่ยั้งเพื่อที่จะให้จ้าวเหวินชางให้อภัยเขา

            หลินหยางนั้นไม่แม้แต่จะเหลือบมองไปที่จางชิงสวะแบบนี้ไร้ค่ายิ่งกว่ามดปลวกในสายตาของเขา แค่ตบหน้าตัวเองไม่กี่ทีก็หวังจะให้เขายอมปล่อยอย่างนั้นหรือ?

            เขาไม่มีทางยอมไอ้สวะใจดำนี่ง่ายๆ แค่นี้หรอก

            หลินหยางและสวี่เหยามายืนอยู่ที่ข้างๆ ของจ้าวเหวินชางแสร้งทำเป็นแสดงความเคารพให้เขาในฐานะลูกสมุน จากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาว่า

            “ท่านประมุข หอฟ้าสมุทรนั้นเป็นโรงประมูลที่บริการดีที่สุดของเมืองฮุยยื่อแห่งนี้แต่มันก็ต้องมีบ้างที่จะมีพวกไม่ได้ความเนียนเข้ามาทำงานด้วยจนทำให้ชื่อเสียงของหอฟ้าสมุทรต้องมัวหมองทำให้ลูกค้าบางคนไม่พอใจ...”

            จ้าวเหวินชางเองก็รู้งาน พยักหน้าตอบรับพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ที่ปรึกษาหลินพูดถูกแล้ว เถ้าแก่ลู่ กลุ่มเถ้าแก่ของหอฟ้าสมุทรควรต้องปรับปรุงให้ดีกว่านี้มีพวกตาถั่วอยู่ด้วยแบบนี้อาจจะทำให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานของพวกท่านต้องสลายไปกับอากาศได้ง่ายๆ!”

            ผู้คนที่อยู่รอบๆ นี้ล้วนเข้าใจในสิ่งที่จ้าวเหวินชางต้องการจะสื่อ

            จางชิงรู้สึกหนาววูบไปทั้งตัวเขารีบไปคุกเข่าโขกหัวที่ใต้เท้าของหลินหยางและจ้าวเหวินชางทันที

            “ท่านประมุขจ้าว ท่านที่ปรึกษาหลินโปรดพวกท่านเมตตาข้าด้วย เมตตาข้าด้วยเถอะ...”

            ฮือฮือ

            มันโขกหัวลงพื้นด้วยสภาพที่อนาถสุดขีด

            แต่จ้าวเหวินชางนั้นไม่สนใจสวะแบบนี้ไม่มีค่าให้เห็นใจเลยแม้แต่นิดเดียว

            เขาเห็นลู่ชิงเฟิงยังคงมีสีหน้าลังเลอยู่เล็กน้อยเขาเลยเอ่ยปากถามด้วยแววตาเย็นชา “หรือไม่ก็...ที่ปรึกษาหลินเราเอาโอสถที่เหลืออยู่ร้อยกว่าเม็ดนั่นมาขายต่อเลยก็แล้วกัน...”

            คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำเอาพวกของลู่ชิงเฟิงถอนหายใจเฮือกใหญ่

            โอสถสัตว์อสูรหนึ่งร้อยเม็ด

            ถ้าหากมันเป็นของสัตว์อสูรระดับราชันทั้งหมดละก็มันจะมีมูลค่าที่สูงถึงพันล้านชั่งเลยทีเดียว

            ไสหัวไปซะ!

            ไอ้จางชิงนั่น

            ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ทันทีนี้ รีบไสหัวออกไปบัดเดี๋ยวนี้เลย!

            โลกของธุรกิจนั้น เรื่องของกำไรอย่างไรก็ต้องมาก่อนอยู่แล้วเรื่องของความรู้สึกนั้นช่างมันไปเถอะ

            “ทหาร นับจากนี้ไปจางชิงถูกปลดออกจากการเป็นเถ้าแก่ระดับสองดาวของหอฟ้าสมุทรเราแล้วจ่ายค่าแรงของมันให้หมด แล้วก็ไล่มันออกไปทันที!”

            รับทราบ!

            จากนั้นก็มีทหารรักษาการณ์โผล่ออกมาทันที

            จางชิงรู้สึกเสียใจมากที่ไม่รู้จักสงบปากของตัวเองเอาไว้บ้างแต่มันก็ช่วยไม่ได้ บนโลกนี้มีคนบางจำพวกที่เราไม่สามารถไปขัดใจด้วยได้อยู่

            ขัดใจแค่ครั้งเดียว ค่าชดใช้กลับราคาแพงจนกระอักเลือดเสียขนาดนี้

            เสียงร้องไห้อ้อนวอนของจางชิงดังสนั่นไปทั่วห้องโถงใหญ่แต่สุดท้ายก็ถูกทหารลากออกไปอย่างกับซากหมาตัวหนึ่ง

            พอจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วลู่ชิงเฟิงก็หันไปทางพวกของหลินหยางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

            “ทีนี้ ท่านประมุขจ้าวก็สามารถขึ้นไปชั้นบนได้แล้วสินะ”

            “อืมมม”

            จ้าวเหวินชางนั้นรู้สึกสะใจสุดขีด

            สามารถทำให้เถ้าแก่ระดับสามดาวของหอฟ้าสมุทรเกรงใจเขาได้ขนาดนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งกว่าฝันไปเสียอีก

            ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณหลินหยาง

            “ไปสิ!”

            จากนั้นจ้าวเหวินชางก็เดินออกจากห้องโถงใหญ่ไป

            มาคราวนี้

            การรับรองที่ชั้นสองก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า

            ไม่มีใครกล้าเมินเฉยพวกของจ้าวเหวินชางอีกแล้วไม่ได้เป็นพวกไก่อ่อนที่เถ้าแก่ระดับสองจะสามารถรังแกได้ง่ายๆ อีกต่อไป

            ตอนนี้มีเถ้าแก่ระดับสามดาวกว่าหกคนนั่งเป็นเพื่อนพวกเขาในห้องที่ตกแต่งเอาไว้อย่างหรูหราต้อนรับพวกเขาด้วยรอยยิ้มและคำหวาน บรรยากาศครึกครื้นอย่างกับเทศกาลปีใหม่ก็ไม่ปาน

            ชาที่ใช้ต้อนรับก็เป็นของระดับที่ใช้กันในหมู่เชื้อพระวงศ์อย่าง“ชาไขปลาวาฬ”

            ผลไม้ที่ใช้ก็เป็น “ลูกพีชโลหิต”ที่จะออกผลแค่ครั้งเดียวในรอบหนึ่งร้อยปีเท่านั้น

            จ้าวเหวินชางเองก็ถือเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยคนหนึ่งแต่พอเขาได้นั่งในห้องรับรองนี้แล้ว เขาถึงได้รู้ซึ้งถึงคำว่าฟุ่มเฟือยที่แท้จริง

            ราวกับว่าแค่จะหายใจในห้องนี้ยังต้องใช้เงินเลย

            นี่ต่างหากคำว่าร่ำรวยที่แท้จริง

            การที่เลือกร่วมมือกับหลินหยางแบบนี้นับเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในชีวิตของเขา!

            เทียบกับสีหน้ายินดีสุดขีดของจ้าวเหวินชางแล้วหลินหยางกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉย

            ความเคร่งขรึมนี้ทำให้เถ้าแก่ลู่ชิงเฟิงยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเขาเป็นบางครั้ง

            ในที่สุด หลังจากที่พูดคุยกันอย่างรื่นเริงไปครึ่งค่อนวันแล้ว ลู่ชิงเฟิงก็เปิดประเด็นเข้าหัวข้อหลักทันที“ท่านประมุขจ้าวไม่ทราบว่าที่ท่านมาที่หอฟ้าสมุทรของเราในวันนี้ก็เพื่อจะขายโอสถสัตว์อสูรหนึ่งร้อยเม็ดที่ท่านกล่าวไว้เมื่อครู่หรือ?”

            ฮ่าฮ่า

            จ้าวเหวินชางหัวเราะขึ้นมาบรรยากาศภายในห้องพลันเปลี่ยนเป็นกดดันขึ้นมาทันที

            เถ้าแก่ระดับสามดาวหลายท่านเองก็ไม่ได้เปิดบิลที่มีมูลค่าหลักพันล้านมานานหลายปีแล้วเหมือนกันพวกเขาล้วนรอให้จ้าวเหวินชางอ้าปากพูดอย่างใจจดใจจ่อ

            แต่คาดไม่ถึงเลยว่า จ้าวเหวินชางหลังจากยิ้มเสร็จก็ดันหลินหยางที่อยู่ข้างหลังออกมา

            “ที่ปรึกษาหลินเชิญท่านเจรจาธุรกิจที่พวกเราสมาคมการค้าตระกูลจ้าวต้องการกับเถ้าแก่เหล่านี้เถอะ...”

            “ขอรับ”

            พอหลินหยางยันตัวลุกขึ้นยืนเขาก็ดึงดูดสายตาของคนทั้งหมดมารวมกันที่เขาทันที

            เขาไม่ได้พูดอะไรมากแต่ยื่นใบรายชื่อที่เขาเตรียมไว้อยู่ก่อนแล้วไปให้ลู่ชิงเฟิงแทน แล้วกล่าวว่า

            “ที่จริงแล้วที่พวกเราสมาคมการค้าตระกูลจ้าวมาหาพวกท่านในวันนี้เหตุผลหลักก็คือต้องการตามหาวัตถุดิบตามที่เขียนไว้บนใบรายชื่อนั่นน่ะ เชิญท่านเถ้าแก่ลู่ลองดูก่อน”

            ได้

            ลู่ชิงเฟิงรับเอาใบรายชื่อมาดูแต่พอเห็นสิ่งที่อยู่เขียนอยู่บนนั้นแล้วก็ถึงกับมือสั่นขึ้นมาอย่างหยุดไม่อยู่ทันที

            “นี่มัน...”

            หลังจากที่เขาอ่านใบรายชื่อนี่อย่างละเอียดแล้วสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายต่อหลายครั้งพร้อมกับหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ

            อะไรล่ะนั่น

            ไม่มีใครรู้เลยว่าในใบรายชื่อนั่นมีอะไรเขียนอยู่บ้าง ถึงทำให้เถ้าแก่ระดับสามดาวคนหนึ่งถึงกับตื่นเต้นได้ขนาดนี้

            หลังจากที่ลู่ชิงเฟิงอ่านใบรายชื่อนี่อย่างระเอียดเป็นรอบที่สามแล้วเหมือนเขาจะกำลังคิดคำนวณอะไรบางอย่างอยู่ หลังจากที่เวลาผ่านไปเพียงครู่หนึ่งแล้วเขาก็หันกลับมามองหลินหยางด้วยแววตาหนักแน่น

            “คุณชายหลินท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังล้อเล่นอยู่?”

            “ไม่ใช่อยู่แล้ว”

            “ของที่อยู่บนนี้แต่ละอย่างล้วนเป็นวัตถุดิบระดับสี่ดาวที่มูลค่าสูงมากทั้งนั้นแถมท่านยังต้องการมันในปริมาณมากอีกด้วย มัน มัน มัน...”

            หลังจากที่พูดว่า มัน ซ้ำกันสามรอบแล้วถึงจะสามารถพูดต่อได้ว่า “ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พวกมันเป็นของหายากจนเวลาปกติคงทำได้แค่มองแต่ไม่อาจหวังว่าจะได้ครอบครองมันต่อให้เราหาของพวกนี้ได้ครบตามที่ท่านต้องการแล้ว มูลค่าของมันอย่างต่ำๆ ก็ต้องใช้เงินประมาณห้าหมื่นล้าน...”

            ห้าหมื่นล้าน!

            พวกคนของหอฟ้าสมุทรล้วนสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่

            ถ้าไม่ใช่เพราะจ้าวเหวินชางเคยฟังแผนของหลินหยางเมื่อวันก่อนแล้วละก็เกรงว่าเขาก็คงตกใจจนผอมไปแล้ว

            ห้าหมื่นล้าน

            มูลค่าของมันมากกว่าทรัพย์สินของตระกูลจ้าวเกือบสิบเท่า

            แต่หลินหยางกลับตอบกลับไปโดยไม่มีทีท่าลังเลว่า “เถ้าแก่ลู่เห็นพวกเราเป็นคนที่ชอบล้อเล่นอย่างนั้นหรือ?”

            “ไม่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นอยู่แล้ว...”ลู่ชิงเฟิงไม่มีทางทำผิดพลาดโง่ๆ แบบจางชิงแน่ๆเขาพยายามระวังคำพูดของตัวเองให้มากที่สุด

            “ความหมายของข้าก็คือวัตถุดิบเหล่านี้ล้ำค่ามากเกินไป ต่อให้เป็นพวกเราหอฟ้าสมุทรเองก็ต้องใช้เวลาระดับหนึ่งเลยถึงจะจัดเตรียมให้คุณชายได้...เพียงแต่ ถ้าจะทำขนาดนี้ พวกเราก็คงต้องขอให้คุณชายแสดงสิ่งของที่สามารถยืนยันได้ว่าท่านมีความสามารถมากพอที่จะจ่ายเงินจริงๆเพราะเราเองก็พอรู้เรื่องของตระกูลจ้าวอยู่บ้าง...”

            คำพูดวรรคสุดท้ายนั้น ลู่ชิงเฟิงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ

            แต่ไม่ว่าใครก็ฟังออก มันหมายความว่าตระกูลจ้าวไม่มีทางมีเงินมากพอที่จะจ่ายได้อย่างแน่นอนหากหลินหยางต้องการ เขาก็ต้องเป็นคนยืนยันด้วยตัวเอง

            จากนั้นสายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่หลินหยางกันหมดทุกคน

            พวกเขาพบว่า คนที่เป็นตัวเอกจริงๆ คือที่ปรึกษาของตระกูลจ้าวคนนี้ต่างหาก

            หลินหยางเข้าใจเหตุผลของลู่ชิงเฟิง จึงพยักหน้าตอบรับ “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

            จากนั้นเขาก็เดินไปที่ตรงกลางของห้องรับรอง “ทุกท่านกรุณาหลีกทางให้หน่อย”

            ผู้คนในห้องก็ถอยออกไปยืนอยู่ห่างๆไม่รู้ว่าหลินหยางจะเอาอะไรออกมาเป็นของที่ใช้ยืนยันถึงความสามารถในการจ่ายเงินของเขา

            แหวนพระสุเมรุในมือของเขาพลันเปล่งประกายแสงออกมาจากนั้นตรงกลางห้องที่แต่เดิมนั้นว่างเปล่า ก็มีต้นไม้เล็กๆ สีแดงปรากฏขึ้น

            ต้นไม้เล็กนี่มีขนาดสูงประมาณสองเมตร ลำต้นเรียวเล็กสวยงามเปล่งประกายแสงสีแดงอันร้อนแรงออกมา หากสังเกตดูดีๆ จะสามารถมองเห็นของเหลวสีแดงดุจโลหิตไหลเวียนอยู่ในลำต้นดูงดงามอย่างน่าอัศจรรย์

            พอต้นไม้นี้ปรากฏขึ้น อุณหภูมิภายในห้องรับรองก็สูงขึ้นหลายองศาแต่เมื่อเทียบกับอุณหภูมิแล้ว ความดันของพวกเถ้าแก่ในห้องนั้นพุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าหลายเท่า

            “นี่มัน... หรือว่า...”

            สายตาของพวกเถ้าแก่ระดับสามดาวอย่างลู่ชิงเฟิงนั้น แหลมคมกว้างไกล มีหรือที่เขาจะไม่รู้จักผลึกสีแดงตรงหน้าเขานี้

            “ใช่แล้วล่ะ! นี่คือผลึกไฟหลีหั่ว!”

            จ้าวเหวินชางที่อยู่ข้างๆ นั้นดีดตัวลุกขึ้นมาทันทีพร้อมกับช่วยอธิบายเสริมว่า

            “แถมมันยังเป็นผลึกไฟชั้นยอดที่ความบริสุทธิ์สูงปริมาณของมันอย่างต่ำๆ ก็มากกว่าหนึ่งตันแล้ว!”