คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 122 : อาคมยุคใหม่

     

              เรื่องนี้เลยกลายเป็นตัวช่วยส่งเสริมระดับความเป็นอยู่ของเหล่าปรมาจารย์ในสำนักมากขึ้นกว่าเดิม

     

              หากไม่นับเจ้าสำนักกับเหล่าผู้อาวุโสและคนบนยอดเขา ปรมาจารย์ผู้ฝึกสอนได้ถูกยกให้มีอำนาจในการสั่งการมากกว่าผู้ใด เหตุเพราะความเคารพจากตัวศิษย์ผู้ร่ำเรียนรายวิชา 

     

              ยิ่งผู้เรียนเป็นผู้ใช้อาคมมากความรู้ การที่จักสามารถสอนเหล่าตัวตนหยิ่งผยองเหล่านี้ได้ ย่อมต้องมากความรู้กว่าเป็นไหนๆ แน่นอนเมื่อปรมาจารย์สามารถสอนในสิ่งที่เหล่าผู้ใช้อาคมไม่ทราบ ผลตอบแทนย่อมเป็นความเคารพอย่างท่วมท้น

     

              ชิลยืนนิ่งส่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปค้นหาตำหนักในรูปแบบเดียวกับตำหนักด้านหน้าทว่าถูกเขียนไว้ด้วยเลขสอง ไม่นานก็พบตำแหน่งที่ตั้ง เลยหันตัวคิดเดินตรงไปยังจุดหมาย ทว่ากลับมีเสียงหนึ่งหยุดเขาไว้

     

               “น้องชาย กำลังหาตำหนักเรียนอยู่รึ”

     

              ปรากฏร่างในเรือนผมสีดำยาว เดินตรงเข้ามาประชิดตัว พร้อมใช้นัยน์ตาสีเหลืองจับจ้องพลางกล่าวต่อ

     

               “มาใหม่รึ? โชคดีที่พบข้า มาๆเจ้าลงเรียนวิชาใด ข้าผู้นี้จักเป็นคนนำเจ้าไปยังตำหนัก”

     

               “...”

     

              มองบุรุษผมดำยาวตรงหน้า ชิลจึงหรี่ตาแคบ นิ่งค้างครู่หนึ่ง ก่อนหันร่างเดินตรงไปยังทางที่ตนทราบโดยมิได้กล่าวอะไร

     

              เห็นท่าทางไม่อยากคบค้าสมาคม บุรุษผมดำเลยปั้นหน้าใคร่คิด ยกมือจับปลายคาง ก้าวเท้าเดินตาม

     

               “นี่ข้า..พูดอะไรผิดอีกแล้วรึ”

     

               “...”

     

              ร่างเรือนผมน้ำตาลอ่อนยังคงพลิ้วกายอยู่ด้านหน้า พร้อมเร่งก้าวเร็วขึ้น

     

               “เหตุใดจึงมิค่อยมีคนคุยกับข้า หรือเขาจักมิได้มาใหม่ แต่ข้าก็มิเคยเห็นมาก่อนนี่นา... อืม..เรื่องนี้ข้าผิดจริงรึ ไม่ๆข้ามิได้ผิด เดี๋ยวก่อน! ตายล่ะ ข้าต้องผิดจริงเป็นแน่ บางทีการทักผู้อื่นผิดพลาดอาจถือเป็นการเสียมารยาท~”

     

              ราวกับการคิดในใจถูกพร่ำออกมาเป็นคำพูด บุรุษผมยาวได้เปิดปากบ่นสิ่งที่ตนคิดตามหลังชิลตลอดทาง จนในที่สุดผู้ถูกตามชักเริ่มทนไม่ไหว เลยหยุดเท้า วาดมือซ้ายขึ้น

     

               “หืม เจ้า.. เอ๊ะ!”

     

              พลันแหวนหยกเขียวเรืองแสงวูบ พร้อมตัวบุรุษผมดำยาวกลายเป็นนิ่งค้าง

     

              เพียงเสี้ยวกะพริบตา ร่างชิลได้เลือนหายจากสายตาบุรุษหนุ่มผู้มากคำบ่น ทิ้งไว้เพียงความตื่นตะลึงอันปรากฏจากใบหน้าสุดตระหนกและนัยน์ตาที่เบิกกว้าง

     

               “น่ะ..หนีไปอีกแล้ว...”

     

              .

     

              .

     

              ตำหนักก่อกำเนิดที่สองหรือตำหนักเรียนรู้ที่สอง ถือเป็นหนึ่งในสิบตำหนักเรียนอันมีความพิเศษกว่าที่อื่น เนื่องจากมันมักถูกใช้ไว้เป็นสถานที่สอนสำหรับรายวิชาอันมิค่อยเป็นที่นิยม ดังเช่นวิชาอาคมประดิษฐ์ที่ชิลกำลังยืนรอหน้าประตูห้องพร้อมพวกชั้นความรู้ลายพู่กันกว่าสิบชีวิต ต่างกับอีกสามห้องที่มีคนมากกว่าสามสิบทั้งยังมีพวกชั้นสำนึกให้เห็นบ้างประปราย

     

              อย่างไรที่ว่ามาทั้งหมด ไม่สามารถเทียบได้กับตำหนักอื่นที่อย่างต่ำหนึ่งห้องก็ต้องมีชั้นความรู้กว่าห้าสิบให้ความสนใจ

     

              ยืนรวมกลุ่มกันอยู่หลายนาที ไม่นานชายชราเคราขาวก็โผล่มาจากระยะไกล ไล่เท้าด้วยความเร็วตามทางเดิน จนเป็นที่สนใจของเหล่าชั้นความรู้และสำนึก ส่งให้ทุกคนหันสายตามอง ทว่าท้ายสุดชายชราผู้นั้นกลับหยุดเท้าเดินเข้าห้องแรก

     

              “เฮ้อ~ คาดไว้แล้วต้องมิใช่ผู้ช่วยโรม”

     

               “เหอะผู้ช่วยโรมมิเคยชายตาเห็นค่าอาคมประดิษฐ์ แม้จักเป็นผู้บรรยายที่ดีทั้งสอนเข้าใจง่าย ทว่าเป็นพวกคลั่งอาคมโบราณเข้าสายเลือด เจ้าลืมเรื่องให้เขามาสอนไปได้เลย”

     

               “เช่นนั้นผู้ช่วยทีด้าเล่า”

     

              สิ้นคำหนึ่งในกลุ่มชั้นสำนึกหน้าห้องเรียนอาคมประดิษฐ์ พลันปรากฏร่างสตรีวัยกลางคนผู้ดูเร่าร้อนยากเกินบรรยาย นี่ทำให้เหล่าผู้ใช้อาคมมองตาม อย่างไรท้ายที่สุดนางกลับเดินเข้าห้องสาม

     

               “เหตุใดไม่เป็นห้องสี่”

     

               “ฝันอยู่เรอะ! เจ้าก็รู้ว่านางมีสัมพันธ์กับปรมาจารย์มาลที่สอนวิชาอ่านสลักอาคม เป็นไปไม่ได้ที่จักเห็นนางสอนวิชาอื่น”

     

              ฟังดังนั้นเหล่าผู้เฝ้ารอคนสอนวิชาอาคมประดิษฐ์จึงพากันถอนหายใจอย่างพร้อมเพรียง

     

              ไม่นานก็ปรากฏหญิงชราในชุดคลุมขาวผู้หนึ่งเดินเข้ามา ก่อนที่นางจักเลี้ยวเข้าห้องสองไป

     

              ชิลมองนิ่งไปยังเหล่าผู้คนด้านหน้าห้องสี่กว่าสิบชีวิตที่กำลังปั้นหน้าเซ็งแซ่ พบว่าทุกคนอยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลางจนถึงสูงกันทั้งหมด ซึ่งหากให้เทียบในชั้นความรู้ที่พบตามทางเดินในสำนัก กลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

     

              กระนั้นตั้งแต่ได้ลองเดินสำรวจทั้งใช้ชีวิตราวกับเป็นชั้นความรู้ในสำนักช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขากลับพบว่าที่แห่งนี้ มิมีใครอยู่ในระดับต่ำกว่าวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลางเลยสักคน

     

              โดยผู้คนหน้าป่าเรือนกระจกครานั้น ล้วนอยู่ในวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นสูงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นความรู้ ชนชั้นสำนึก หรือพวกผู้ลงทัณฑ์ที่คิดเข้าโจมตีเขา ทำให้การที่มีสตรีตัวน้อยในระดับผสานกายขั้นห้าอาศัยในป่าเพียงลำพัง ถือเป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อย

     

              ถึงอย่างนั้นปัจจุบัน เขากลับพบว่าพวกผู้ช่วยที่เข้าสอนแทนเหล่าปรมาจารย์กลับมีรากฐานฝึกฝนสูงถึงคลายสมดุล ทั้งยังไม่มีใครต่ำกว่าบทสาม นี่ยังไม่รวมเหล่าชนชั้นสำนึกระดับคลายสมดุลประมาณสองสามคนที่ยืนรอเรียนวิชาอ่านสลักอาคมอีก

     

              หากวัดจากผู้คนทั้งหมดที่พบ สามารถคาดเดาได้ว่าที่หมู่เกาะหมื่นอสรพิษแห่งนี้ ระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลางถึงสูงถือเป็นพวกปกติ แม้จักอายุเยาว์ก็ตาม อย่างไรถ้าเป็นระดับคลายสมดุลจักถือว่าเป็นพวกชั้นยอด และหากเกินระดับสัมผัสถือเป็นพวกระดับสูง 

     

              แน่นอนว่าชิลไม่รู้ว่าในสำนักหมื่นความคิดผู้มีรากฐานฝึกฝนสูงสุดอยู่ในระดับใด เนื่องจากไม่สามารถสัมผัสได้ แต่หากให้วิเคราะห์คำเล่าของผู้คนตามทาง เป็นไปได้ว่าสำนักแห่งนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมผู้ฝึกรากฐานระดับสูง ทว่าเป็นการรวบรวมเหล่าผู้ใช้อาคมมากความสามารถ

     

              ซึ่งโดยปกติเหล่าผู้ใช้อาคมมักไม่ค่อยให้ค่ารากฐานฝึกฝนสักเท่าไหร่ เนื่องจากจำต้องหมกมุ่นอยู่กับความเข้าใจอาคมวงเวท ทำให้มักเห็นผู้ใช้อาคมระดับลึกซึ้งจำนวนมากมีรากฐานฝึกฝนเพียงวัฏจักรเคลื่อนย้าย กระนั้นหากมีเวลาให้เหล่าผู้ใช้อาคมระดับลึกซึ้งร่ายวงเวทจนสำเร็จ การล้มพวกคลายสมดุลสักหนึ่งหรือสองคนย่อมมิใช่เรื่องแปลก

     

              ถึงจะกล่าวเช่นนั้น สุดท้ายความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายย่อมบอกให้รู้ว่า การเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ฝึกรากฐานมากประสบการณ์ ไม่มีทางที่ผู้ใช้อาคมจะรับมือได้ เพราะคนเหล่านั้นจักไม่มีวันเปิดช่องให้ร่ายอาคมจนเสร็จ 

     

              ทั้งนี้สิ่งที่กล่าวมาตอนต้นต้องไม่ถูกนับรวมกับผู้สามารถใช้ สมณะมหาจอมเวท

     

              ยืนนิ่งฟังเหล่าชั้นความรู้พร่ำบ่นอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ไม่นานก็มีบุรุษหนุ่มผมสีดำยาวเดินผ่านหน้าตำหนักเข้ามา

     

               “เดี๋ยว! เป็นไปไม่ได้! ใครจักสอนก็ได้ เหตุใดต้องเป็นเจ้าผู้ช่วยสติผิดเพี้ยนนี่ด้วย”

     

               “มิใช่ว่าปรมาจารย์หวังไล่ชายผู้นี้ออกแล้ว?”

     

               “สวรรค์เหตุใดคนเช่นนี้จึงได้เป็นผู้ช่วย นี่ข้าเสียเวลามายืนรอเรียนเพื่อพบคนผู้นี้งั้นรึ”

     

               “โอ๊ย! จะบ้าตาย ใครจะอยู่ก็อยู่ ข้าลาล่ะ”

     

               “ข้าเช่นกัน”

     

               “ข้าด้วย!”

     

              หลังโวยวายอยู่หลายคำ เหล่าผู้ใช้อาคมชั้นความรู้ต่างก็พาหันหน้าคารวะให้กัน ก่อนเดินผละตรงผ่านร่างบุรุษผู้คุ้นหน้าที่ทุกคนบอกว่าเป็นผู้ช่วยสอนไป

     

              ส่งให้หน้าห้องเรียนวิชาอาคมประดิษฐ์บัดนี้เหลือเพียงชิลกับสตรีหัวยุ่งผมเขียวผู้หนึ่ง

     

               “อ่า~ โทษทีๆ พอดีข้ามัวแต่เดินไปส่งพวกหน้าใหม่ที่ชอบหลงทาง หาตำหนักเรียนไม่เจอ ทั้งยัง.. เอ๊ะ!”

     

              บุรุษผมดำยาวเดินมาหยุดยืนหน้าห้องสอนพร้อมจับจ้องชิล หรี่ตาใคร่คิดอย่างหนัก สักพักจึงกำมือเคาะลงบนมืออีกข้างที่แบออก

     

               “อ๊ะ! ข้าจำได้ ข้าจำได้ เจ้าคนที่หายไปตอนนั้น ข้าว่าแล้ว แท้จริงข้ามิได้ผิด ไม่สิ ไม่สิ บางทีข้าอาจผิด งั้นคงต้องขออภัยด้วย”

     

              เห็นชายหนุ่มตรงหน้ากล่าวถ้อยคำแปลกประหลาดเหมือนตอนเดินตามหลัง ชิลจึงส่ายหัวคิดล้มเลิกเข้าเรียนวิชานี้ 

     

              อย่างไรก่อนได้ยกเท้าก้าว กลับถูกสตรีด้านข้างดึงเสื้อไว้

     

               “เหตุใดจึงต้องรีบ ไม่ลองเข้าเรียนเสียหน่อย”

     

               “ใช่ๆ เดี๋ยวนะ!! วันนี้ข้ามีลูกศิษย์ให้สอนสองคน! โอ้ท่านเฮก้าทรงโปรด ฮ่าๆ นี่คือเรื่องจริง”

     

              บุรุษผมดำยาวหัวเราะหน้าตาย พลางเปลี่ยนสีหน้าเป็นนิ่งเฉย เชิดคาง ยกมือท้าวเอว หันมองไปทางหญิงสาวหัวยุ่ง

     

               “ข้ามีศิษย์เพิ่มแล้ว ซินเด้”

     

               “อาจารย์วลิสเตอร์”

     

               “หืม ว่าอย่างไร เจ้าเห็นหระ...”

     

               “ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ให้พูดแต่พอดี เหตุใดจึงชอบพูดมากเกิน ไหนท่านบอกมิใช่รึว่าต้องการเป็นที่เคารพนับหน้าถือตา อยากมีลูกศิษย์เข้าเรียนมากขึ้น”

     

              คำกล่าววลิสเตอร์ถูกเอ่ยขัดด้วยประโยคบ่นร่ายยาว ส่งให้ชายหนุ่มผมดำยาวเริ่มมีท่าทีหม่น พร้อมลดมือลงจากเอว

     

               “ใช่ๆ โทษที ขะ..ข้ากำลังปรับตัว เพียงปรับตัวเท่านั้น”

     

               “อืม ท่านเข้าใจก็ดีแล้ว”

     

              หญิงสาวนามซินเด้ปรายมองวลิสเตอร์ เผยท่าทางราวกับผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก ก่อนหันไปหาชิลพลางกล่าวเสียงเรียบ

     

               “เข้าไปกันเถอะ”

     

              ว่าแล้วร่างบางที่สวมไว้ด้วยชุดคลุมเก่าขาดก็เดินเข้าไปในห้อง ตามมาด้วยผู้ช่วยวลิสเตอร์ที่ทำท่าเกร็งตัวเม้มปากด้วยท่าทางจริงจัง

     

              นัยน์ตาองุ่นจับจ้องมองผู้ช่วยสติไม่เต็มเต็งที่ปัจจุบันได้เดินไปนั่งลงตรงเก้าอี้ผู้สอน จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปทางสตรีหัวยุ่งที่ตอนนี้ทำเพียงนั่งเท้าคางหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง

     

              แม้ในศีรษะจักบอกว่าการเข้าเรียนวิชาที่ถูกสอนโดยผู้ช่วยสติไม่สมประกอบ ถือเป็นการเสียเวลาเปล่า ทว่าก็อยากลองทำตามอารมณ์ความรู้สึกเสียบ้าง หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงเลือกทำตามความคิดในสมอง กระนั้นจากประสบการณ์ที่ผ่านพ้น ส่งให้บัดนี้เขากลับเลือกทำตามใจตนเป็นคราแรก

     

              ทันทีร่างในเรือนผมน้ำตาลอ่อนพลิ้วเข้าไปนั่งลงตรงโต๊ะไม้ถัดจากสตรีผมยุ่งไปสามช่วง ซึ่งการเดินเข้ามาของชิล ส่งให้ทั้งนางและวลิสเตอร์ต่างหันมองด้วยความงุนงงระคนแปลกใจ