ตกลงปลงรัก

    บทที่ 49 มุกไม่เอาหรอกค่ะ แค่เงินที่คุณให้ก็พอแล้ว

            หลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายมาจนงานแต่งงานได้รับการยืนยันเรียบร้อยแล้วชีวิตของมุกจันทร์ก็กลับสงบสุขขึ้นมาอีกครั้ง มุกจันทร์คิดว่าเธอคงเป็นว่าที่เจ้าสาวที่สบายที่สุดแม่ของเธอและเอื้องฟ้าตามใจเธอ และยังอาสาเป็นคนเตรียมงานเองเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกเหนื่อยเกินไปอาจจะเพราะกลัวว่าถ้าเธอเหนื่อยจัดงานจะเริ่มงอแงไม่อยากแต่งงานขึ้นมา  ไตรภพเองก็ไม่ได้มาวุ่นวายกับเธออีกเพียงแต่มีบางครั้งที่เขามาหาเธอเรื่องแบบบ้านเท่านั้น

            วันแต่งงานกำหนดไว้หลังจากสร้างบ้านเสร็จไตรภพบอกว่าอยากจัดงานขึ้นบ้านใหม่พร้อมกับงานแต่งงานเลยจะได้ไม่ต้องจัดหลายงานตอนแรกสองแม่ย่าแม่ยายไม่เห็นด้วย แต่ไตรภพก็กล่อมจนไม่มีใครคัดค้านอีก ไตรภพรู้ดีว่าถ้าเขายืนยันหนักแน่นพวกแม่ๆจะไม่กล้าขัดใจเขาแน่นอน กว่าจะทำให้เขากับมุกจันทร์ตกลงแต่งงานกันได้ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าเกิดขัดใจจนพวกเขาไม่อยากแต่งงานขึ้นมา ทีนี้คงต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่กันอีกคนฉลาดคงไม่คิดทำให้เรื่องยุ่งยากวุ่นวาย และเขารู้ดีว่าแม่ของเขาและแม่ของมุกจันทร์เป็นคนฉลาด

            มีบางครั้งที่ไตรภพมาหามุกจันทร์เพื่อชวนเธอออกไปเที่ยวข้างนอกเธอเลือกไปแต่สถานที่ใกล้ๆ เท่านั้น เพราะยังรู้สึกเคืองกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ้างเธอจึงไม่อยากไปค้างคืนกับเขาอีกแล้วตอนแรกไตรภพมาพูดถึงนาขั้นบันไดที่ไปครั้งก่อน ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มหว่านข้าวแล้วถ้าเธออยากไปดูเขาจะพาไป แต่เธอบอกว่ารอให้มีต้นข้าวเขียวๆ เต็มท้องนาเมื่อไรเธอถึงจะไปดูอีกครั้งเธอไม่ใช่นักวิจัยด้านการเกษตรซะหน่อยจะไปดูการทำนาทุกขั้นตอนเพื่ออะไรกันล่ะ พอเธอปฏิเสธเขาก็ไม่ได้ตื๊ออะไรต่อ

            นอกจากนี้มีบางครั้งที่เขามาหาเธอและซื้อของกินมาให้เพื่อแสดงน้ำใจเธอรู้ดีว่านี่คือสิ่งที่เขาจงใจทำให้แม่ของเธอและแม่ของเขาดู เธออดคิดไม่ได้ว่าเขาช่างแสดงได้สมบทบาทเก็บรายละเอียดได้ดีจริงๆ

            นนท์ทักมาหามุกจันทร์เมื่อจัดการธุระเรื่องงานเสร็จเขาคิดว่าจะชวนมุกจันทร์ไปเที่ยว แต่กลับพบว่ามุกจันทร์กลับเชียงใหม่ไปแล้ว

            มุกจันทร์คิดอยู่นานว่าเธอจะบอกนนท์ยังไงดีว่าเธอจะแต่งงานแล้วไม่กี่วันก่อนเธอยังเป็นสาวโสดอยู่เลยผ่านไปไม่กี่วันกลับจะเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวซะแล้ว เธอคิดเอาไว้ว่าหาเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่าได้เมื่อไรค่อยบอกเขาแล้วกันยังไงตอนนี้เธอกับเขาก็คงไม่ได้เจอกันอีก

            ไตรภพพามุกจันทร์ไปดูความคืบหน้าของบ้านที่กำลังสร้าง มุกจันทร์ค่อนข้างแปลกใจที่บ้านมีความคืบหน้าเร็วกว่าที่คิดผ่านไปแค่สองอาทิตย์กลับเริ่มตั้งโครงบ้านแล้ว

            “มุกนึกว่าต้องใช้เวลาสร้างนานซะอีก”

            “บ้านไม้สร้างได้เร็วกว่าบ้านปูนครับ แต่ที่งานเดินเร็วเพราะผมกำชับให้ช่างเร่งมือหน่อย”

            “มุกไม่กลับคำหรอกค่ะ ไม่ต้องเร่งช่างก็ได้”มุกจันทร์คิดว่าที่ไตรภพเร่งช่างก็เพราะเขากลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจเรื่องแต่งงาน

            “ผมรู้ว่าคุณไม่เปลี่ยนใจแต่ที่ต้องเร่งก็เพราะตอนนี้เข้าช่วงหน้าฝนแล้วดีที่ปีนี้ฝนมาช้างานเลยเดินได้ไม่สะดุด เร่งทำให้เสร็จก่อนฝนมาจะดีที่สุด”

            “อ้อ” ที่แท้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเธอ เธออ่านข่าวเห็นว่าปีนี้จะเกิดปรากฏการณ์เอลนิญโญ่ทำให้ฝนตกน้อย “อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสร้างสามสี่เดือนยังไงก็น่าจะโดนฝนบ้างหรือเปล่าคะ”

            “ผมจะเร่งให้เสร็จภายในสองเดือนครับ ปลายเดือนกรกฎาน่าจะเสร็จคุณเตรียมคิดเรื่องตกแต่งภายในไว้ได้เลย”

            “คุณจะให้มุกคิดเหรอ”

            “ผมบอกแล้วว่าตามใจคุณ ถือเป็นของขวัญแต่งงาน”เขาอยากให้เธอได้ตกแต่งเองเธอจะได้มีความสุขที่จะอยู่ที่นี่ไม่อึดอัดหรืองอแงอะไรขึ้นมาอีก

            “คุณพูดอย่างกับว่าจะยกบ้านหลังนี้ให้มุกงั้นแหละ”มุกจันทร์เอ่ยประชดขึ้นมา

            “ใช่ครับ ผมจะยกให้คุณ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น

            “ไม่เอาดีกว่าค่ะ” มุกจันทร์ปฏิเสธทันที

            “ทำไมล่ะ” เขารู้ว่าเธอชอบเงิน อยากมีที่อยู่มั่นคงมีบ้านเป็นของตัวเองก็คือความมั่นคงอย่างหนึ่ง เขาคิดไม่ถึงว่าเธอจะปฏิเสธ

            “ที่ตรงนี้อยู่ในพื้นที่ของคุณ คุณจะยกให้มุกยังไงคะ ถ้าที่ตรงนี้เป็นของมุกก็หมายความว่าบ้านหลังนี้จะเป็นที่ดินตาบอดที่อยู่ในที่ดินของคุณอีกทีมุกจะอยากได้ที่ดินตาบอดไปทำไมคะ”

            เธอนึกภาพไข่ดาวที่มีไข่แดงอยู่ตรงกลางบ้านหลังนี้ก็คือไข่แดงที่อยู่ตรงกลางไข่ขาวไงล่ะ ที่ดินตาบอดก็คือที่ดินที่ไม่มีทางเข้าออกของตัวเองเธอจะเอามาทำไมกัน

            “อย่างน้อยคุณก็ใช้อยู่อาศัยได้”

            “มุกไม่เอาหรอกค่ะ แค่เงินที่คุณให้ก็พอแล้วถ้ามุกอยากได้ที่แถวนี้มุกไปหาซื้อเอาก็ได้”

            ไตรภพหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางคิดในใจ หาที่ซื้อแถวนี้งั้นเหรอเขาอยากรู้นักว่าคนแถวนี้ใครกันจะกล้าขายที่ให้เธอโดยไม่ถามเขาก่อน  แม้เขาจะไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่อะไรแต่ก็ช่วยเหลือชาวบ้านแถวนี้ไม่น้อย“งั้นก็ตามใจครับ”

            ไตรภพพาเธอเดินดูความเรียบร้อยและพากลับบ้านทุกวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย จากนั้นอีกไม่กี่วันต่อมาไตรภพบอกเธอว่าเขาจะไปทำธุระที่กรุงเทพถ้าเธออยากไปด้วยก็ได้ มุกจันทร์ไม่อยากกลับไปกรุงเทพอย่างน้อยก็ไม่อยากกลับในเวลาอันใกล้นี้ เธอจึงปฏิเสธคำชวนของเขาเพียงแค่บอกให้เขาไปช่วยซ่อมกระจกบ้านที่โดนปาจนแตกรอบที่แล้วให้เท่านั้น

            ก่อนจะไปกรุงเทพไตรภพบอกเธอว่าเขาฝากเด็กที่ร้านกาแฟไว้ให้มารับเธอไปนั่งเล่นที่ร้าน เพียงแต่ว่าเด็กสาวพวกนั้นมีแค่รถมอเตอร์ไซค์ไม่มีรถยนต์ถ้าเธอสามารถซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ได้ก็ไม่มีปัญหาหรือไม่อย่างนั้นก็ให้คนที่บ้านใหญ่ขับรถไปส่งเธอก็ได้

            มุกจันทร์คิดว่าการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไม่ได้น่ากลัวอะไรนัก เธอเองก็ไม่อยากทำตัววุ่นวายเรื่องมากจึงตกลงว่าจะนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปดีกว่าจะต้องรบกวนให้คนที่บ้านใหญ่ขับรถไปส่ง

            ตอนเช้าวันต่อมามุกจันทร์เตรียมตัวรอคนมารับเธอเตรียมแล็ปท็อปและแก้วเก็บความเย็นไว้แล้วยังเอาบะหมี่สำเร็จรูปแบบถ้วยติดไปด้วยสำหรับมื้อเที่ยง

            รออยู่ไม่นานก็มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินมาเรียกมุกจันทร์ที่บ้านเธอจำได้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นพนักงานที่ร้านกาแฟของไตรภพ

            “สวัสดีค่ะคุณมุก นายให้หนูมารับคุณมุกไปร้านกาแฟค่ะ” เด็กสาวมาถึงก็พูดรายงานตัวแถมยังยกมือไหว้มุกจันทร์อีกด้วย

            มุกจันทร์รับไหว้อย่างทุลักทุเลเพราะพอเธอได้ยินเสียงคนเรียก สองมือของเธอถือของไว้เตรียมพร้อมออกจากบ้านแล้ว“สวัสดีจ้ะ ไหว้คราวนี้แล้วคราวหน้าไม่ต้องไหว้แล้วนะ แค่พูดทักทายก็พอ”เธอบอกเด็กสาวอย่างใจดี

            เด็กสาวมองดูมุกจันทร์ถือของเต็มสองมือ “ให้หนูช่วยถือไหมคะ”

            “ไม่ต้องหรอกจ้ะเดี๋ยวไปถึงรถจะได้ขึ้นนั่งง่ายไม่ต้องมาจัดของในมืออีก”

            ตอนนี้เธอจัดของถือไว้สองมืออย่างถนัดดีแล้วถ้าให้เด็กสาวตรงหน้าช่วยถือพอไปถึงรถมอเตอร์ไซค์ไม่ใช่ว่าต้องถ่ายของจากมือเด็กสาวมาให้เธอถืออีกหรอกเหรอถือไปเองซะก็สิ้นเรื่องแล้ว ของไม่ได้หนักขนาดที่เธอถือเองไม่ไหว

            “ไปกันเถอะจ้ะ”

            เด็กสาวไม่คิดว่ามุกจันทร์จะถือของเองเธอเตรียมตัวมาบริการมุกจันทร์เต็มที่ เห็นทีว่าเธอจะคิดมากไปเองแล้ว

            “เราชื่ออะไรนะ” มุกจันทร์ถามขึ้นระหว่างเดินไปที่รถเธอยังไม่รู้ชื่อเด็กสาวที่มารับเธอเลยวันที่เธอไปที่ร้านกาแฟไตรภพก็ไม่ได้แนะนำให้พวกเธอรู้จักกัน

            “หนูเหรอคะ”

            “อืม”

            “หนูชื่อสาลี่ค่ะ คุณมุกเรียกหนูว่าลี่ก็ได้”

            “อ้อ ชื่อน่ารักดีจัง ชอบกินสาลี่เหรอ”

            “เปล่าค่ะ ตอนแม่ท้องหนูแม่ชอบกินสาลี่ พอหนูคลอดแม่เลยตั้งชื่อหนูว่าสาลี่”

            อ้อ นั่นสินะตอนแม่ตั้งชื่อจะรู้ได้ยังไงว่าลูกสาวชอบกินสาลี่หรือเปล่าต้องตั้งมาจากความชอบของแม่อยู่แล้ว สมเหตุสมผลดี

            “แล้วอีกคนล่ะ”

            “คนไหนคะ”

            “ที่ร้านกาแฟไง มีสองคนไม่ใช่เหรอ”

            “อ๋อ ไอ้นั่นมันชื่อตองค่ะ”

            “ชื่อเก๋ดีจัง ตองที่แปลว่าเหมือนกันสามตัวใช่ไหม”

            “ไม่ใช่ค่ะ ชื่อไอ้ตองมาจากบัวตอง มันเกิดช่วงที่ดอกบัวตองบาน”

            “อ้อ”  นั่นสินะชาวบ้านจะมาคิดถึงคำศัพท์ว่าตองแปลว่าเหมือนกันสามตัวได้ยังไง ซับซ้อนเกินไป ตั้งตามชื่อผลไม้ดอกไม้ง่ายและดูน่ารักดี

            พอขึ้นรถเสร็จมุกจันทร์ไม่ได้ชวนคุยอีกเพราะกลัวสาลี่จะเสียสมาธิในการขับรถ หนึ่งคนขับ หนึ่งคนซ้อนพากันไปถึงร้านกาแฟโดยสวัสดิภาพ

            มุกจันทร์เข้าไปนั่งที่โต๊ะเดิมที่เธอเคยนั่งเมื่อคราวที่แล้ววันนี้คนค่อนข้างเยอะ เธอค่อนข้างแปลกใจเพราะเท่าที่เธอคิดไว้คือคนมักจะมาเที่ยวภาคเหนือตอนหน้าหนาวไม่คิดว่าช่วงปลายหน้าร้อนคนก็เริ่มขึ้นเขามาเที่ยวแล้วเหมือนกัน

            เด็กสองคนที่ร้านค่อนข้างคล่องแคล่วในการต้อนรับแขกมีบางครั้งที่เธอต้องลุกไปช่วยเมื่อมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเพราะสาลี่กับบัวตองสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่คล่องนัก มุกจันทร์แอบคิดว่ารอตัวเองแต่งงานแล้วอาจจะมาช่วยดูที่ร้านบ้างแต่พอคิดไปคิดมา เธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าร้านนี้ไม่ใช่ของเธอซะหน่อยเธอจะมาช่วยดูทำไมกัน  ไตรภพบอกเองว่าเธอสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้แค่ทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีกับภรรยาที่ดีต่อหน้าคนอื่นเท่านั้นก็พอเขาไม่ได้บอกให้เธอช่วยงานที่นี่ซะหน่อย

            นั่นน่ะสินะ แม้จะแต่งงานแล้ว แต่เธอจะได้ใช้ชีวิตเหมือนเดิมดีจะตายไป

            พอนั่งคิดต่อไปอีก ความดีใจสบายใจกลับเริ่มบินหนีไปจากความคิดอีกแล้วทำไมเขาไม่คิดให้เธอมาช่วยที่ร้านล่ะ นี่เพราะเขาไม่ได้คิดว่าเธอเป็นภรรยาเขาจริงๆสินะ ตกลงแล้วเธออยู่ในฐานะอะไรกันแน่ ก็เป็นแค่คนนอกคนหนึ่งสำหรับเขาเท่านั้นเอง

            มุกจันทร์เปิดแล็ปท็อปดูงานไป เริ่มคิดเรื่องชีวิตหลังแต่งงานไปพอเริ่มอารมณ์ไม่ดีเธอก็มองดูวิวข้างนอก ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อนทำให้ฝนยังไม่ตก ต้นไม้บางต้นดูไม่สดชื่นเท่าที่ควร

            “คุณมุก ตอนเที่ยงจะกินอะไรดีคะ” 

            มุกจันทร์หันไปมองตามเสียง สาลี่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ “ไม่เป็นไรจ้ะฉันเอานี่มา กินนี่ก็ได้”  เธอตอบสาลี่ พร้อมชี้ไปที่บะหมี่สำเร็จรูปแบบถ้วยที่เธอเตรียมมา

            “ไม่ดีมั้งคะ เดี๋ยวนายรู้หนูจะโดนดุเอาอีก”

            “ไม่เป็นไรหรอก ไม่บอกใครจะรู้ อีกอย่างคุณดินเขาไม่ได้สนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้หรอก”

            “เมื่อตอนสายๆ นายยังโทรมาถามอยู่เลยว่าวันนี้คุณมุกมาด้วยหรือเปล่ายังบอกให้หนูโทรสั่งข้าวให้คุณมุกด้วยเดี๋ยวถ้าตอนเย็นนายโทรมาถามแล้วรู้ว่าคุณมุกกินเจ้านี่ หนูต้องโดนแน่ๆหนูสั่งข้าวให้ดีกว่า คุณมุกจะกินอะไรคะ”

            มุกจันทร์เห็นท่าทางสาลี่กลัวไตรภพมาก เธอจึงไม่ได้คัดค้านอะไรอีกเพราะไม่อยากทำให้เด็กสาวตรงหน้าลำบากใจ เธอบอกให้สาลี่สั่งข้าวผัดกุ้งให้พอสาลี่สั่งอาหารเสร็จก็ขอตัวออกไปดูหน้าร้าน ปล่อยมุกจันทร์ไว้คนเดียวอีกครั้ง

            เนื่องจากถูกสาลี่มาชวนคุยทำให้มุกจันทร์เลิกสนใจเรื่องที่คิดเมื่อครู่ไปหมดเธอกลับมาเช็คอีเมลงานอย่างสงบได้อย่างที่เคยเป็นมา ความขุ่นใจเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น

            ช่วงใกล้เที่ยง ร้านกาแฟคนไม่เยอะ อาจจะเพราะที่ร้านนี้ไม่มีอาหารขายนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงเลือกไปร้านที่มีอาหารขายด้วยมากกว่าจะมาร้านที่ขายแค่กาแฟและขนม

            อีกไม่กี่นาทีต่อมา มุกจันทร์รู้สึกเหมือนมีความเคลื่อนไหวที่หน้าเค้าน์เตอร์ร้านจึงหันไปมองเหตุการณ์ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอเห็นผู้ชายรูปร่างกำยำแข็งแรงหิ้วกล่องอาหารกำลังเดินตรงมาหาเธอผู้ชายคนนั้นก็คือรพีเพื่อนของไตรภพนั่นเอง

            มุกจันทร์นึกได้ว่ารอบที่แล้วไตรภพสั่งอาหารจากร้านของรพีมาให้เธอเป็นมื้อเที่ยงเพราะฉะนั้นรอบนี้สาลี่จึงสั่งที่ร้านเดิมมาให้

            รพีเดินยิ้มมาแต่ไกล ราวกับว่าเพิ่งไปเจอเรื่องดีๆ มา มุกจันทร์แอบคิดสงสัยไม่ได้ว่าปกติแล้วรพีอารมณ์ดีแบบนี้ทุกวันหรือเปล่าหรือวันนี้เขาไปเจอเรื่องดีๆ มาจริงๆ

            “สวัสดีครับ คุณมุก” เขาเดินมาถึงก็เอ่ยปากทักทายแน่นอนว่าเพียงแค่เอ่ยทักทายเท่านั้น ไม่ได้ยกมือไหว้เหมือนที่สาลี่ทำ

            “สวัสดีค่ะคุณพี”

            พอมุกจันทร์เอ่ยปากทักทายตอบเขา เขาทำท่าแปลกใจ “ผมนึกว่าคุณมุกจะจำผมไม่ได้ซะอีกกำลังจะแนะนำตัวเชียว”

            “มุกจำได้ค่ะ รอบที่แล้วคุณดินก็สั่งข้าวที่ร้านคุณพีมาให้นี่คะ” เธอจะจำไม่ได้เขาได้ยังไงกันเขาเป็นคนเปิดโปงว่าไตรภพหลอกเธอเชียวนะ

            “ใช่ครับรอบนี้ก็สั่งร้านผมอีก แล้วนี่อะไรครับเนี่ย” รพีเอ่ยถามเมื่อเห็นถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางอยู่ข้างๆโต๊ะที่มุกจันทร์นั่ง

    คล้ายกับเรื่องตกลงปลงรัก ที่คุณอ่าน