ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 36 ความถูกแพงของหุ้น


              การประเมินความถูกแพงของหุ้นมีหลากหลายวิธี

              หนึ่งในเครื่องมือช่วยวัดความถูกแพงของหุ้นที่ได้รับความนิยมอันดับอันดับหนึ่ง คือ การดูตัวเลขค่า พีอี (P/E) ของหุ้น


             พีอี (P/E Ratio) หมายถึง ตัวเลขอัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นปัจจุบันเทียบกับกำไรต่อหุ้น (EPS) ในหนึ่งปี (สี่ไตรมาส)

             P มาจาก Price คือ ราคาต่อหุ้น

             E มาจาก Earnings Per Share คือ กำไรต่อหุ้น (กำไรหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด)


             เมื่อนำเอากำไรต่อหุ้นมาหารราคาหุ้นจะได้ตัวเลขค่าพีอี


             ตัวอย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวร้อยหุ้น ซื้อขายหุ้นละ 1 บาท ค่า P จึงเท่ากับหนึ่งบาท

             ร้านก๋วยเตี๋ยวมีกำไรปีละ 10 บาท เมื่อนำกำไร 10 บาท มาหารจำนวนหุ้นร้อยหุ้นของร้านก๋วยเตี๋ยวจะได้กำไรต่อหุ้นตกหุ้นละ 10 สตางค์

             ค่า E จึงเท่ากับ 0.1 บาท หรือ กำไรสิบสตางค์ต่อหุ้น

             ค่าพีอี (PE) ของร้านก๋วยเตี๋ยวจึงเท่ากับ (สิบสตางค์ หาร หนึ่งบาท) = 10 (กำไรเท่าเดิม 10 ปีคืนทุน)


             ส่วนร้านลาบหมูสิบหุ้น ซื้อขายกันหุ้นละ 10 บาท ค่า P จึงเท่ากับสิบบาท

             ร้านลาบหมูมีกำไรปีละ 20 บาท เมื่อนำกำไร 20 บาท มาหารจำนวนหุ้นสิบหุ้นของร้านลาบหมูจะได้กำไรต่อหุ้นตกหุ้นละ 2 บาท

             ค่า E จึงเท่ากับกับ 2 บาท หรือ กำไรสองบาทต่อหุ้น

            ค่าพีอี (PE) ของร้านลาบหมูจึงเท่ากับ (สองบาท หาร สิบบาท) = 5 (กำไรเท่าเดิม 5 ปีคืนทุน)


    จะได้ตัวเลข ร้านก๋วยเตี๋ยวมีพีอี (PE) = 10 ส่วนร้านลาบหมูมีพีอี (PE) = 5


               จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าร้านลาบหมูที่มีกำไร 20 บาทต่อปี (pe =5) มีค่าพีอีต่ำกว่าร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีกำไร 10 บาทต่อปี (pe = 10)


               ดังนั้น ยิ่งค่าพีอี (PE) มีค่าตัวเลขต่ำ อาจยิ่งแสดงว่าหุ้นนั้นมีราคาที่ถูก



    ---------------------------------------


              ณรัชต์กำลังค่อย ๆ ตัดชื่อหุ้นโรงพยาบาลในลิสต์ออกทีละตัว

              โดยตัดหุ้นโรงพยาบาลเอกชนต่างจังหวัด 2 ตัวออกไปก่อน ณรัชต์มองว่าหุ้นโรงพยาบาลเอกชนต่างจังหวัดอาจจะมีตัวแปรที่เขาอาจไม่รู้ เมื่อตอนนี้คิดเพียงแต่จะเก็งกำไรเขาจึงตัดตัวที่อาจมีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงออกไป ทำให้เหลือหุ้น 6 ตัว


              ต่อมาเขาก็ตัดหุ้นโรงพยาบาลที่มีค่าพีอี (PE) ที่สูงถึง 80 จากการที่กำไรปีล่าสุดตกลงอย่างมาก ออกไปอีกหนึ่งตัว ทำให้เหลือหุ้น 5 ตัว สุดท้ายตัดหุ้นที่มีขนาดใหญ่เกินไปออกไปอีก 1 ตัว ทำให้เหลือหุ้น 4 ตัว

              หุ้นที่มีขนาดใหญ่คือหุ้นที่มีรายได้กับกำไรมาก เวลากำไรที่เพิ่มขึ้นถ้าไม่มากพอ ก็จะไม่ค่อยมีนัยต่อราคาหุ้น เช่น หุ้นที่มีกำไร 100 ล้าน ถ้าปีต่อมามีกำไรเป็น 150 ล้าน ก็อาจทำให้ราคาขึ้นเพิ่มขึ้นได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่หุ้นกำไร 10,000 ล้าน ปีต่อมาได้กำไรเป็น 11,000 ล้าน ราคาหุ้นก็อาจขยับเพียง 10 เปอเซ็นเท่านั้น แม้จะมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 1,000 ล้านก็ตาม ส่วนหุ้นขนาดเล็กกำไรเพิ่มขึ้นแค่ 50 ล้านเท่านั้น แต่กลับมาสามารถทำให้ราคาหุ้นอาจสูงขึ้นได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์


                 นี่เป็นเหตุผลที่หุ้นขนาดเล็ก ราคาหุ้นมักปรับขึ้นลงได้แรงและให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า


                 ณรัชต์คิดว่าจะใช้สูตรเดิมเหมือนคราวที่เขาซื้อหุ้นเดินทะเลคราวที่แล้ว


                เพราะเมื่อเขาไม่รู้แน่ชัดว่าหุ้นตัวไหนจะราคาปรับขึ้นได้ดีที่สุด ก็ซื้อมันให้หมดทั้ง 4 ตัวไปเลยดีกว่า เรียกว่าหว่านแหไปเลยนั่นเอง


                ที่จริงแล้วถ้าเขาไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำเงินจากตลาดหุ้นให้ได้ไว ๆ ตอนนี้เพียงแค่เขานำเงินในบัญชีหุ้นที่มีสามล้านกว่าบาทในตอนนี้ ซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในหุ้นโรงพยาบาลสี่ตัวนี้ แล้วลืมปล่อยทิ้งไว้เลย อีกสิบกว่าปีข้างหน้าเงินก้อนนี้จะกลายเป็นมูลค่าราว ๆ เกือบร้อยล้านบาท ได้สบายๆ เลย (โดยยังไม่รวมเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นทุกๆ ปีอีกด้วย)


              ซึ่งเหล่าหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลนี้ ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา ผลตอบแทนจากหุ้นโรงพยาบาลนั้น เรียกว่าได้เป็นหุ้นเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนฐานะของนักลงทุนเน้นคุณค่าไปหลายคน


             นี่ก็คงนับเป็นเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างของตลาดหุ้น


              บางครั้งการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนหุ้น ไม่ใช่ว่าคุณต้องเก่งกาจมากมาย มีกลยุทธ์หรือเทคนิคที่ซับซ้อนลึกซึ้ง เพราะนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเรียบง่ายก็สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้


              ดังนั้นวิธีหนึ่งในการลงทุนหุ้นให้ประสบความสำเร็จ คือคุณแค่เพียงซื้อหุ้นที่ดี แล้วก็ลืม ๆ มันไปซะ ในอีกสิบห้าหรือยี่สิบปีหุ้นตัวนี้อาจจะสามารถเปลี่ยนฐานะของคุณได้


              มีเรื่องเล่าตลก ๆ เรื่องหนึ่งว่า มีคนเคยถามนักลงทุนคนหนึ่งว่ามีเคล็ดลับอะไรถึงประสบความสำเร็จในการลงทุน นักลงทุนคนนั้นตอบว่า คุณแค่ลืมว่าคุณเอาใบหุ้นไปไว้ที่ไหนและบังเอิญค้นเจอเมื่อยี่สิบปีต่อมาเท่านั้น



               ตกเย็นณรัชต์ชวนเพื่อนเข้าร้านอินเทอร์เน็ตเพื่อค้นข้อมูลและรายละเอียดเพิ่ม

              เขาไล่สายตามองดูหุ้นโรงพยาบาลที่เขาเตรียมจะซื้อ

              โรงพยาบาล K โรงพยาบาล M โรงพยาบาล N และโรงพยาบาล R ซึ่งโรงพยาบาลเหล่านี้ล้วนเป็นโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด


               ตามปกติในการจะวิเคราะห์หุ้นโรงพยาบาลของนักลงทุนเน้นคุณค่านั้น ต้องมีการประเมินในหลาย ๆ อย่าง เช่น ดูจำนวนเตียงของโรงพยาบาลและอัตราการใช้เตียง ดูสัดส่วนรายได้ของโรงพยาบาลว่ามาจากไหน เป็นผู้ป่วยนอก ประกันสังคม บัตรทอง หรือลูกค้าต่างชาติ


                ดูที่ตั้งโรงพยาบาล ว่าในโซนนั้นมีคู่แข่งในพื้นที่หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าประจำของโรงพยาบาลก็มักจะเป็นคนในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบโรงพยาบาล หรือดูชื่อเสียงของโรงพยาบาล ดูสาขาที่เชี่ยวชาญ อาจารย์หมอมีชื่อที่ประจำในโรงพยาบาลนั้น ดูการเติบโตในอนาคต ดูอัตรากำไร


                ถ้าลึกลงไปอีกก็ต้องดูมาตรฐานหรือระดับของโรงพยาบาลนั้น ว่าผ่านมาตรฐานอะไรของสากลที่เกี่ยวกับการแพทย์ที่รับรองโดยองค์กรต่าง ๆ บ้าง เช่น มาตรฐาน JCI ที่เป็นองค์กรรับรองมาตรฐาน โรงพยาบาลของสหรัฐอเมริกา หรือมาตรฐาน DNVGL ที่เป็นของฝั่งยุโรป หรือ HA (Hospital Accreditation) มาตรฐานที่ใช้กับโรงพยาบาลของประเทศไทย หรือมาตรฐาน ISO ที่คุ้นเคยกัน เพราะมาตรฐานพวกนี้นั้นมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าชาวต่างชาติ


                แต่ตอนนี้ณรัชต์ไม่ได้จะวิเคราะห์หุ้นเพื่อลงทุน

               เขาเพียงจะเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น จึงไม่ได้จะดูอะไรมากมาย นั่งดูแค่ค่า พีอี (PE) กับกำไรย้อนหลังนิดหน่อยเท่านั้น

               โรงพยาบาล K มี พีอี (PE) = 16 ราคาปัจจุบัน 12 บาท

              โรงพยาบาล M มี พีอี (PE) = 8 ราคาปัจจุบัน 10 บาท

              โรงพยาบาล N มี พีอี (PE) = 10 ราคาปัจจุบัน 25 บาท

              โรงพยาบาล R มี พีอี (PE) = 7.5 ราคาปัจจุบัน 40 บาท


               เมื่อเห็นตัวเลขพีอี ของหุ้นโรงพยาบาลทั้งหลายแล้ว ณรัชต์อดรู้สึกไม่ได้ว่า นี่มันสวรรค์ของนักลงทุนที่เห็นโอกาสชัด ๆ เพราะช่วงเวลานี้นักลงทุนยังไม่ตระหนักถึงมูลค่า คุณค่าของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกันนัก หรือไม่ก็อาจยังหวาด ๆ จากการขาดทุนของธุรกิจโรงพยาบาลในช่วงต้มยำกุ้งอยู่


                ทำให้ถึงแม้เหล่าหุ้นโรงพยาบาลจะกลับมามีกำไร จนหุ้นมีค่าพีอีเฉลี่ยราว 10 เท่านั้นก็ยังไม่ค่อยมีคนสนใจหุ้นกลุ่มนี้มากนัก ในขณะที่ช่วงเวลาที่เขาจากมา หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลล้วนซื้อขายกันที่ พีอี ถึง สามสิบกว่า


                ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาล N ที่ตอนนี้ มี พีอี (PE) = 10

               ในช่วงเวลาที่เขาจากมา กำไรโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นประมาณสิบเท่า ดังนั้นจากราคา 25 บาท ถ้าซื้อขายกันที่พีอี 10 ราคาหุ้น โรงพยาบาล N ก็ควรจะราคา 250 บาท

               แต่เมื่อนักลงทุนมองหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหุ้นคุณค่าสูง จึงซื้อขายกันที่พีอี 35 ทำให้ราคาหุ้นโรงพยาบาล N ในตอนนั้นซื้อขายกันที่ราคาสูงถึง 875 บาท


                และหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลแทบทุกตัวในตอนนั้น ล้วนซื้อขายกันที่พีอีเกินสามสิบแทบทั้งสิ้น


                แต่หุ้นโรงพยาบาลในตอนนี้นอกจากมีพีอีไม่สูงแล้ว หุ้นโรงพยาบาลเหล่านี้ล้วนมีแนวโน้มของกำไรที่เพิ่มขึ้นทุกตัว นั่นทำให้การเก็งกำไรครั้งนี้มีความเสี่ยงต่ำมากที่ราคาหุ้นจะลง เพราะราคาหุ้นยังถูกอยู่มาก


                เมื่อโอกาสที่หุ้นจะราคาลงมีต่ำ แต่เปอร์เซ็นต์ที่หุ้นจะขึ้นนั้นมีสูง การเก็งกำไรคราวนี้ของเขาน่าจะมีโอกาสที่ได้กำไรแน่นอน



              เมื่อณรัชต์กันเงินส่วนหนึ่งไว้เผื่อซื้อตึกแถวจำนวนห้าแสนบาทไปไว้ในบัญชีธนาคารแล้ว

              เขาก็นำเงินที่เหลือมาคำนวณจำนวนหุ้นที่จะซื้อได้ในแต่ละตัว โดยให้น้ำหนักจำนวนเงินเท่า ๆ กันในหุ้นทุกตัวเหมือนเดิม เพื่อกระจายโอกาสที่ทั่วถึง


              เมื่อคำนวณและประเมินทุกอย่างดีแล้ว เขาก็ซื้อหุ้นโรงพยาบาลทั้งสี่ตัว



    ----------------------------------------

    Name : ณรัชต์

    Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 48,400 บาท

             : ตึกแถว 1 ห้อง ราคาปัจจุบัน 400,000 บาท

             : เงินสดในบัญชีธนาคาร 550,000 บาท

             -หุ้นโรงพยาบาย K จำนวน 60,000 หุ้น ราคาปัจจุบัน 12 บาท

             -หุ้นโรงพยาบาล M จำนวน 72,000 หุ้น ราคาปัจจุบัน 10 บาท

             -หุ้นโรงพยาบาล N จำนวน 28,800 หุ้น ราคาปัจจุบัน 25 บาท

             -หุ้นโรงพยาบาล R จำนวน 18,000 หุ้น ราคาปัจจุบัน 40 บาท


    มูลค่าสินทรัพย์รวม : 48,400 + 400,000 + 550,000 + 720,000 + 720,000 + 720,000 + 720,000

                              = 3,878,400 บาท


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    กริมตำนานเทวทูตจอมราชันย์

    นิยาย แฟนตาซี
    312K 292
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    คัมภีร์จักรพรรดิพิชิตฟ้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.87M 2416
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810