“เข้าเป้า สุดยอด จ้าวตงหยางเ้านี่มันสุดยอดไปเลย” พวกผู้ชายที่พากันมาชมการประลองต่างโห่ร้องะโชื่นชมในตัวเด็กชาย
“ช้าก่อนพี่น้องทุกท่าน เกาทัณฑ์เพียงหนึ่งจะตัดสินได้เช่นไร ว่าจ้าวตงหยางมีฝีมือ” ลี่ฉุนหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องของตนเอง หนึ่งในนั้น วิ่งหายออกไป ชั่วครู่กลางลานประลองปรากฏถุงผ้าหลายใบเลื่อนมาตามเส้นเชือกที่ถูกขึงจนตึง แล้วใช้การชักรอก เพื่อให้เป้าวิ่งผ่านเคลื่อนที่ได้
“นี่ท่าน…”
“เป้านิ่งท่านทำได้ดี แล้วเป้าเช่นนี้ละ องค์ชาย ท่านทำได้หรือไม่” ลี่ฉุนเดินออกไปกลางลานประลอง พร้อมกับสะพายกระบอกบรรจุลูกเกาทัณฑ์หลายสิบลูกไปด้วย
จ้าวตงหยางยืนดูการแสดงของลี่ฉุน ชายผู้นี้ช่างวิเศษนัก แม้รูปร่างของเขาจะดูหนาใหญ่โต แต่พอเคลื่อนไหวกลับมีความคล่องแคล่วว่องไว ลูกเกาทัณฑ์ลูกแล้วลูกเล่า ถูกปล่อยออกไปทะลุปักติดคาถุงผ้าบรรจุทราย เป็ที่ประจักษ์ในฝีมือของรองแม่ทัพลี่ฉุนแห่งแคว้นจ้าว เสียงปรบมือะโโห่ร้องดังลั่นสนามประลอง
“ตาเ้าแล้ว ตงหยาง…”
“พี่ชาย ข้ายังไม่เคยยิงเป้าที่เคลื่อนที่ได้เช่นนี้มาก่อน แบบนี้จะดีรึ”
“เ้าหนู เ้าท้าทายข้าเองนะ ทำไม มาถึงตอนนี้จะยอมแพ้เช่นนั้นรึ องค์ชาย…ข้ายังจำรอยยิ้มท้าทายเมื่อครู่ได้อยู่นะ อ่ะ…รับไป ตาเ้าแล้วตงหยาง…”
เด็กชายรับคันธนูพร้อมลูกเกาทัณฑ์ที่มีคนนำมาเติมให้เขาใหม่จนเต็มกระบอก ตงหยางพยายามจับตามองดูเป้าถุงทรายที่เคลื่อนไหวตามการชักรอก ผ่านไปพักใหญ่ ก็ยังไร้วี่แววว่าเขาจะเตรียมลูกเกาทัณฑ์ขึ้นสายธนู
“อ้าว อย่างไรเ้าหนู ไม่กล้าซะแล้วรึ ยอมแพ้ดีหรือไม่ล่ะแบบนี้” หนึ่งในผู้ชมเริ่มส่งเสียงเยาะเย้ยหัวเราะดูถูกเขา จ้าวตงหยางหาได้ใส่ใจต่อเสียงดูิ่นั่น เขาเอาแต่ยืนนิ่งสงบอยู่กลางลานประลอง
“นี่มันเื่อะไรกัน…” แม่ทัพไป่เยว่ที่เพิ่งมาถึง มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ
“องค์ชายน่ะสิ ท้าทายท่านลี่ฉุนประลองอาวุธ ท่านแม่ทัพท่านดูลูกเกาทัณฑ์ตรงเป้านั่นสิ นั่นแหละฝีมือเขาล่ะ”
ไป่เยว่มองดูผลลัพธ์ที่น่าพอใจ แล้วเดินไปนั่งข้างลี่ฉุนริมสนามประลอง ที่กำลังตั้งใจรอชมผลงานของผู้ท้าประลอง
“เป็เช่นไรบ้าง องค์ชายมีอะไรน่าสนใจไหม”
“เด็กคนนี้น่าสนใจมาก เขาไม่ใช่แค่หนอนหนังสืออย่างที่เราคิด แต่ยังมีพร์ด้านบู๊ด้วย หากด่านนี้เขาทำได้เกินครึ่ง ข้าตั้งใจจะรับเขาเป็ศิษย์ ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”
“เ้างั้นรึ จะเป็อาจารย์ให้เขา ลี่ฉุนทำไมเ้าไม่คิดถึงผู้ที่มีความสามารถมากกว่าเ้าบ้างละ”
“มากกว่าข้า ท่านแม่ทัพ ท่านหมายความว่าเช่นไร”
“ตามที่เ้าคิด ถ้าองค์ชายจะมีพร์เช่นนี้ ข้าก็ควรส่งเสริมเขา อย่างไร ัก็คือั จะมาอยู่เป็ไส้เดือนกิ้งกือเช่นนี้คงไม่ใช่”
ชายหนุ่มทั้งสอง ได้แต่จับตามองดูเด็กชายวัยสิบขวบ ที่เริ่มหยิบลูกเกาทัณฑ์ขึ้นพาดสาย แต่แทนที่เขาจะหยิบเพียงหนึ่ง แต่กลับหยิบถึงสี่ สร้างเสียงฮือฮาให้ดังขึ้นอีกครั้ง
ไป่เยว่และลี่ฉุน มองดูเหตุการณ์ที่กำลังจะเกินขึ้นด้วยใจที่จดจ่อ แล้วผลลัพธ์ที่ได้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ลูกเกาทัณฑ์สี่ลูกแล่นแหวกอากาศเสียบเข้าเป้าพร้อมกัน ถุงผ้าถูกเจาะทะลุจนทรายในถุงร่วงพรูลงมาสู่พื้นดิน เป็ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนที่มารอชมการประลองครั้งนี้ จ้าวตงหยางเมื่อเห็นผลงานตนเอง จากสีหน้าเคร่งเครียดก็พลันเปลี่ยนเป็ลอยยิ้มแจ่มใสขึ้นมาแต่งแต้มใบหน้า
“ข้าทำได้…ท่านพี่ลี่ฉุน ท่านเห็นหรือไม่ ข้าทำได้…” เด็กชายหันไปมองดูลี่ฉุนกับไป่เยว่ที่ยืนปรบมือให้เขาอยู่ข้างสนามประลอง พร้อมกับความยินดีชื่นชมของทุกคน
สำนักยุทธของท่านเป่าจง ดูภายนอกดั่งสำนักบันฑิต หวังหยงมายืนรอรับศิษย์ผู้น้องที่เพิ่งมาใหม่ในวันนี้ ด้วยอาการสงบ แม้ว่าเขาต้องมายืนรออยู่เป็เวลานาน แต่ก็ไม่แสดงออกถึงความท้อใจ วั่งซูเมื่อเห็นหน้าศิษย์ผู้พี่ ก็แสดงออกทันทีถึงความไม่พอใจในตัวชายผู้นี้ ด้วยเป็ผู้ที่ตนรู้สึกไม่ถูกชะตาั้แ่แรกเห็น
“ข้ามารอเ้าอยู่เป็นาน ไม่คิดว่าคุณชายบ้านเฉิง จะเป็ผู้ไม่รักษาเวลาเช่นนี้”
“เ้าว่าใครไม่รักษาเวลา ข้าก็มีหลากสิ่งต้องเตรียมตัว มิได้เดินเข้าสำนักแค่ตัวเปล่าเช่นใครบางคน”
หวังหยงมองดูบ่าวไพร่ที่พากันขนของลงมาจากรถม้า ของมากมายกองอยู่หน้าประตู พร้อมจะขนย้ายเข้าไปด้านใน
“ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกเ้ารึ ว่าการมาศึกษาวิชาที่นี่ ให้เ้ามาได้แค่ตัวเปล่าเท่านั้น ของมีค่าทรัพย์สินใด ก็มิควรนำติดตัวมา”
วั่งซูหัวเราะออกมาเสียงดัง “ตัวเปล่า นี่เ้าคิดจะให้ข้าแก้ผ้าเดินเข้าไปรึอย่างไร หลีกไป ข้าไม่มีวันเชื่อฟังเ้า และของทั้งหมดนี้ ก็ล้วนเป็ของใช้ส่วนตัว เข้าใจรึไม่ของใช้ส่วนตัว” เฉิงวั่งซูตั้งใจพูดกระแทกเสียง ในประโยคสุดท้าย เพื่อตอกย้ำความต่างชั้นวรรณะของตนและผู้เป็ศิษย์พี่ ทั้งที่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้จักรากเหง้าของหวังหยงเลยแม้แต่น้อย
เฉินวั่งซูหันไปออกคำสั่งให้ลู่เสี่ยนและคนอื่น ๆ ที่ติดตามมาช่วยกันยกสัมภาระของเขาเข้าไปด้านใน โดยไม่สนใจหวังหยงที่ยืนขวางอยู่
เด็กหนุ่มได้แต่ยืนดูคุณชายบ้านเฉิง พร้อมบริวารผู้ติดตาม ขนย้ายข้าวของมากมายเข้าไปด้านใน
เฉิงวั่งซู สอดส่ายสายตาสังเกตสำนักยุทธของท่านเป่าจงอย่างละเอียด ด้วยสัญชาตญาณที่ติดตัวมา “พวกเ้าวางของทั้งหมดไว้ตรงนี้”
“คุณชาย ทำไมไม่นำเข้าไปด้านในล่ะเ้าคะ”
“ลู่เสี่ยน เ้าดูที่นี่สิ อาคารสีดำ ต้นไม้ร่มเงามืดครึ้ม ั้แ่มาถึงนอกจากเ้าหนุ่มหวังหยงนั่น พวกเ้าทุกคนมองเห็นใครอีกหรือไม่”
ลู่เสี่ยนหันมองซ้ายทีมองขวาที บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบวังเวงเช่นที่วั่งซูรู้สึก “คุณชาย…ทำไมที่นี่ถึงเป็เช่นนี้ คุณชายหวังหยงเอง ก็ไม่เห็นเดินตามพวกเรามา หรือที่นี่จะมีปัญหา”
“พวกเ้ารอข้าอยู่ตรงนี้ หากข้าไม่เรียกไม่ต้องตามเข้าไป”
"คุณชาย…" ลู่เสี่ยนรีบดึงแขนเ้านายของนางเอาไว้ ด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรพี่ลู่เสี่ยน ข้าจะระวังตัว ข้าแค่จะขึ้นไปดูบนอาคารเท่านั้นเอง นั่น…เ้าเห็นหรือไม่ บนนั้นมีการจุดประทีปน้ำมัน ห้องนั้น ท่านอาจารย์เป่าจงอาจอยู่ที่นั่น”
“ระวังตัวด้วยนะเ้าคะ” ลู่เสี่ยนทำได้แค่มองตามหลัง ด้วยความเป็กังวล
เฉิงวั่งซู เดินเข้าไปด้านในอาคาร ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น แต่ภายในห้องกลับมืดหม่นจนต้องจุดประทีปตะเกียงน้ำมัน ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงบ ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด หรือแม้แต่ตัวเป่าจงเอง ก็ไม่พบว่าเขาจะอยู่ที่นี่ เสียงอาวุธบางอย่างพุ่งแหวกอากาศเข้ามายังตัวของวั่งซู
เด็กชายหูดี เอี้ยวตัวหลบ แต่สายตาที่แม่นยำและว่องไว กลับทำให้เฉิงวั่งซูมองเห็นอาวุธลับที่พุ่งแหวกอากาศเข้าหาตัวเขาได้อย่างชัดเจน ภาพทุกอย่างราวหยุดการเคลื่อนไหว เด็กชายเหมือนหยิบจับอาวุธเ่าั้ได้ในอากาศ ราวดั่งว่าพวกมันเป็เพียงใยนุ่นที่ลอยมาตามสายลม
เฉิงวั่งซูมองดูใบมีดขนาดเล็กในมือของตนแล้วเหลียวมองไปยังใบมีดอื่น ๆ ที่ปักเข้าตามเสาและบนพื้น
“เก่งมาก หากข้าไม่เห็นด้วยตาตนเอง คงไม่รู้เลยว่า คุณชายบ้านเฉิงมีความสามารถถึงเพียงนี้ ที่ท่านฮูหยินแม่เฒ่าพูด เห็นทีจะไม่เป็ความจริงเสียแล้ว”
“ท่านอาจารย์…”
- มี e book - https://shorturl.asia/mT8gu