กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 3 บทที่ 65 มิตรภาพและการหลบหนี

            บทที่ 65มิตรภาพและการหลบหนี

            “ผู้เฒ่าเหยา ท่านมาที่นี่ทำไม?” เมื่อมองดูชายชราในชุดขาวสง่างามตรงหน้า ฉู่อวิ๋นก็ประหลาดใจเล็กน้อย

            “ฮ่าๆ น้องชายข้าผู้เฒ่าแก่ขนาดนี้แล้ว ทั้งวันก็อยู่แต่ในห้องปรุงยา แขนขาก็เริ่มเหน็บชาตอนนี้มีโอกาสได้ยืดเส้นยืดสาย แน่นอนว่าต้องออกกำลังไว้บ้าง เจ้าไม่ต้องกังวล”ผู้เฒ่าเหยาเผยรอยยิ้มอ่อนโยน แต่เขาไม่หันกลับมามอง ทำเพียงแค่จ้องมองมู่หรงเจี๋ยเขม็ง

            “เจ้าก้อนเมฆลามก! ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” ตอนนี้ มู่หรงซินรีบวิ่งมาจากด้านหลังยื่นแขนหยกออกมาช่วยพยุงฉู่อวิ๋นลุกขึ้นด้วยสายตาเป็นกังวล

            “เกิดอะไรขึ้น?” ฉู่อวิ๋นมองไปที่ผู้เฒ่าทั้งสามคนที่อยู่ตรงหน้าเขาใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และถามมู่หรงซิน

            “เจ้าผีผลีผลามครู่เดียวก็หายตัววับไป ให้ข้าต้องวิ่งตามหากลับไปกลับมา!”มู่หรงซินมองฉู่อวิ๋นแล้วอธิบายว่า“โชคดีที่คุณหนูเช่นข้าฉลาดและได้รู้จากชาวบ้านที่เดินไปมาว่าเจ้ากำลังจะบุกประตูเมืองเลยรีบวิ่งกลับไปที่เซียนเยว่ซวน แล้วบอกเรื่องนี้ให้ผู้เฒ่าเหยาขอให้เขามาช่วยเจ้า”

            ได้ยินดังว่าฉู่อวิ๋นก็รู้ได้ว่าเป็นผู้เฒ่าเหยาเรียกคนมาช่วยเพราะมู่หรงซินไปบอกข่าว

            แต่ฉู่อวิ๋นก็ยังประหลาดใจมากที่ผู้เฒ่าเหยามาช่วยเขาไว้ทั้งสองรู้จักกันแค่เดือนกว่าเท่านั้น แต่ผู้เฒ่าคนนี้กลับมีน้ำใจไหลเหมือนสายธารหาได้ยากยิ่ง

            จากนั้น ฉู่อวิ๋นก็พูดกับมู่หรงซิน“ข้าขอโทษ ซินเอ๋อร์...เจ้าก็รู้ พี่สาวข้าตกอยู่ในอันตราย ข้าต้องออกไป!ที่นี่อันตรายมาก ดาบกระบี่ไร้ดวงตา และท่านเจ้าเมืองก็เป็นพ่อของเจ้าข้ากลัวว่าจะพลอยทำเจ้าลำบากไปด้วย เจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่งหรอก”

            “เจ้าเป็นห่วงข้าหรือ?” หลังจากได้ยินคำพูดของฉู่อวิ๋น ใบหน้าของมู่หรงซินก็แดงก่ำเล็กน้อยจากนั้นนางก็แสดงท่าทีของความเป็นหญิงและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "เฮ้อคุณหนูเช่นข้าไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน ข้าจะโน้มน้าวท่านพ่อให้เอง!”

            ทันทีที่พูดจบมู่หรงซินก็เดินไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจอะไร มองดูท่าทางที่สง่างามผ่าเผยของนางมู่หรงเจี๋ยไม่พูดอะไรสักคำแต่รังสีของเขาก็ทำให้ชายชราทั้งสามคนที่อยู่รอบตัวไม่กล้าดูแคลนท่าทีของพวกเขาเคร่งเครียดมาก

            “ท่านพ่อ!”มู่หรงซินบุกเข้าไปกลางวงที่รายล้อมไปด้วยผู้เฒ่าทั้งสาม เดินไปข้างมู่หรงเจี๋ยดึงแขนของเขาแล้วโน้มน้าว “ท่านพ่อ! ท่านก็ปล่อยฉู่อวิ๋นไปเถอะเราไม่ได้มีความแค้นชิงชังใดๆ กับเขาไม่ต้องถึงกับตั้งตัวเป็นศัตรูกันหรอกเจ้าค่ะ”

            “ลูกสาวคนดีของข้า... เจ้ายังเด็กนักมีอีกหลายอย่างที่เจ้ายังไม่อาจเข้าใจ พ่อทำก็เพื่อปกป้องเขา!”มู่หรงเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม

            “ท่านเจ้าเมืองมู่หรงโปรดยกโทษให้ข้าที่พูดตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่ท่านพูดนั้นผิดไปฉู่อวิ๋นจะนอนหลับอย่างเป็นสุขโดยขังเขาไว้ในเมืองได้อย่างไร?”

            “ใครที่มีสายตาที่แหลมคมสักหน่อยจะเห็นว่ากระบี่ในมือของเขาไม่ธรรมดาข้าเชื่อว่าในวันงานประลอง ท่านเจ้าเมืองก็จะเห็นแสงสีแดงแปลกๆ แสงนั้นเช่นกัน”ผู้เฒ่าเหยาก้าวไปข้างหน้า

            “ไม่ผิด ข้าที่อยู่ข้างๆเวทีประลองก็เห็นกับตาตัวเองว่ามีแสงสีแดงพุ่งออกมาจากกระบี่ ทำให้ฉู่เจิ้นหยวนไม่สามารถขยับได้”ผู้เฒ่าเฟิงเห็นด้วย

            ผู้เฒ่าเหยารับช่วงต่อคำพูดและวิเคราะห์ต่อ"ต่อให้ฉู่อวิ๋นจะอยู่เงียบๆ ที่เมืองไป๋หยางอย่างเชื่อฟังแต่อย่างไรก็ย่อมไปกระตุ้นให้ตระกูลฉู่เชื้อสายหลักเข้าเมืองมาสอบสวนเขาอยู่ดีเมื่อถึงตอนนั้น สถานการณ์ของเขาก็จะยากและอันตรายมากกว่านี้”

            “ใช่แล้วท่านพ่ออย่าใจร้ายนักเลยเจ้าค่ะ แม้ว่าฉู่อวิ๋นจะดูซื่อบื้อไปสักหน่อยแต่เขาใจกว้าง ซื่อสัตย์ และไว้วางใจได้ลูกสาวให้สัญญากับท่านเองว่าเขาจะกลับมาหลังจากทำเรื่องสำคัญเสร็จแล้วแน่นอนเจ้าค่ะ”มู่หรงซินดึงแขนเสื้อมู่หรงเจี๋ยอีกครั้ง ทำตัวออดอ้อน พยายามเกลี้ยกล่อมมู่หรงเจี๋ยพ่อของตนเอง

            “ท่านเจ้าเมือง!”

            ในเวลาเดียวกันกับที่มู่หรงซินพูดผู้เฒ่าเหยาและผู้เฒ่าเฟิงก็แสดงสีหน้าอ้อนวอน ยกมือประสานขอร้องให้ฉู่อวิ๋น

            เมื่อมองดูภาพตรงหน้าฉู่อวิ๋นที่อยู่ไกลไปทางด้านหลังก็รู้สึกร้อนวาบในดวงตา ริมฝีปากขบกันแน่นรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

            นี่คือใจมนุษย์คนที่เรียกว่าญาติทางสายเลือดนั้นไม่ดีเท่าผู้เฒ่าไม่กี่คนที่ไม่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดและคุณหนูผู้ร่ำรวยที่เคยร่วมทุกข์กับเขา

            เวลานี้หัวใจของฉู่อวิ๋นสูบฉีดด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า เตรียมพร้อมที่จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว!

            ถ้าวันนี้เขาแข็งแกร่งพอเขาจะไม่ต้องถูกคนอื่นขัดขวาง ทำให้เสียเวลาไปช่วยพี่สาว

            ถ้าวันนี้เขาแข็งแกร่งพอเขาจะสามารถวิ่งออกไปได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องร้องขอความเมตตาจากผู้อื่น

            “ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น!กระบวนท่ากระบี่ อาวุธ การฝึกฝน... ใช่แล้ว! วิญญาณศักดิ์สิทธิ์!” ทันใดนั้นฉู่อวิ๋นก็นึกถึงทักษะลึกลับที่เขาเคยฝึกฝน ทักษะการกลั่นกรองศักดิ์สิทธิ์จนถึงตอนนี้ เขาเองก็ไม่เคยมีโอกาสพัฒนาทักษะนี้เลย

            "ขอแค่ขัดเกลาทักษะวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นี้สักหน่อยความแข็งแกร่งของข้าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นแน่!"

            เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ฉู่อวิ๋นก็หรี่ตาลง ริมฝีปากของเขาขบกันแน่น เขาเริ่มกระตือรือร้นมากขึ้นเรื่อยๆในการค้นหาวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า

            ในเวลานี้ มู่หรงเจี๋ยขมวดคิ้วเขาใช้มือขวาผลักมู่หรงซินออกจากวงล้อมเบาๆ อย่างอ่อนโยน

            เขาหายใจเข้าลึกๆจ้องมองและพูดอย่างเคร่งขรึม “พวกเจ้าไม่ต้องโน้มน้าวข้าอีกต่อไป ข้าตัดสินใจแล้วฉู่อวิ๋นผู้นี้ต้องอยู่ในเมืองไป๋หยาง ไม่มีใครหยุดข้าได้! ย๊า!”

            “ตึง--”

            ทันใดนั้น มู่หรงเจี๋ยก็ตะโกนลั่นพลังปราณพุ่งสูงพรวดพราด พื้นดินที่เขายืนอยู่แตกเป็นรอยแยก เสื้อผ้า เสื้อคลุมและเส้นผมของเขาปลิวไสวแม้ไร้ลม พลังช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

            “ท่านพ่อ!ทำไมท่านถึงไม่ฟังลูกสาวเลย เฮ้อ!”มู่หรงซินเห็นพลังปราณของมู่หรงเจี๋ยปะทุขึ้นอีกครั้ง และมันสูงขึ้นกว่าเดิม นางรู้ดีแก่ใจว่าเขาเริ่มเอาจริงแล้ว

            คลื่นอากาศกำลังพลุ่งพล่านพลังปราณเพิ่มสูง ทำให้สีหน้าของชายชราทั้งสามไร้สีสันมากขึ้น

            “ฮ่าๆดูเหมือนว่าวันนี้ข้าผู้เฒ่าจะได้ออกกำลังจริงๆ แล้ว” ผู้เฒ่าเหยาระดมพลังปล่อยหมัดมือเป็นอิสระ ผมสีขาวของเขาปลิวไสวแม้ว่าเขาจะเป็นเพียงนักรบระดับหนึ่งในขั้นมหาสมุทร แต่ตอนนี้เขาจะสู้!

            “ปรมาจารย์เหยาแม้ว่าผู้เฒ่าเฟิงจะมาช่วยเพราะติดหนี้บุญคุณเจ้าแต่การที่ฉู่อวิ๋นต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่อาจทนไหวยามนี้ก็มาสู้ไปด้วยกันเถอะ!” ผู้เฒ่าเฟิงพูดด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมสุข

            “ให้ตายเถอะ!เจ้าเด็กมู่หรงซ่อนตัวเขาไว้ได้ดีทีเดียวไม่คิดว่าการฝึกฝนพลังยุทธ์ของเขาจะดีขึ้นกว่าเก่าก่อน วันนี้ข้าโง่จริงๆที่มาที่นี่!” ผู้เฒ่ากุ่ยกรีดร้อง แล้วเขาก็หันหน้าไปพูดหนึ่งประโยค

            “นี่ เจ้าเด็กกะโปโล! เรียกเจ้าอยู่นะ!”

            “หือ เอ่อ...ขอรับ!ผู้เฒ่ากุ่ยมีอะไรหรือ?” ฉู่อวิ๋นตกใจเล็กน้อยรู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ ผู้เฒ่ากุ่ยก็พูดกับเขา

            “จำตอนที่ข้าแพ้พนันตาเฒ่าเหยาแล้วเรียกเจ้าว่าปู่ได้หรือไม่?” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของผู้เฒ่ากุ่ยก็กลายเป็นสีแดง

            “ผู้เฒ่ากุ่ย ท่าทางชั้นเลิศเช่นนั้นข้าย่อมจำได้ขอรับ” ฉู่อวิ๋นประหลาดใจจนแทบหัวเราะ ตาเฒ่าคนนี้ความจำดีจริงๆ

            “อืม...”ผู้เฒ่ากุ่ยพยักหน้าเล็กน้อย ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า"แม้ว่าข้าจะสัญญากับผู้เฒ่าเหยาว่าวันนี้จะมาช่วยเจ้า แต่สิ่งที่ต้องจ่ายในการแสดงตัวของข้าผู้เฒ่าในครั้งนี้ไม่น้อยเลยดังนั้นนะ เจ้าหนุ่ม เจ้าสัญญากับข้าสักเรื่องหนึ่งได้หรือไม่?”

            “ฮะ?” เมื่อได้ยิน ฉู่อวิ๋นก็สะดุ้งเล็กน้อยหลังจากคิดอยู่สักพักก็ยกยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ผู้เฒ่ากุ่ยท่านอยากให้ข้าเรียกท่านว่าท่านปู่หรือ?"

            “ถุย! ข้าไม่โง่เช่นนั้นหรอก!”ผู้เฒ่ากุ่ยเลิกคิ้วหนาขึ้น ส่ายหน้าอย่างแรงแล้วกระซิบกระซาบ "อะแฮ่มข้าเห็นว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่ดี ทั้งยังฉายแววเป็นเพชรในการประลองเซี่ยหยางเจ้า...เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านปู่กุ่ยสักคำ? ได้หรือไม่?

            หลังจากพูดจบใบหน้าของผู้เฒ่ากุ่ยก็แดงขึ้นอีก เขาหมกมุ่นอยู่กับวิชายุทธ์มาทั้งชีวิตไร้ทั้งภรรยาและบุตร มีเพียงตาเฒ่าเหยาเป็นเพื่อนที่ดีเท่านั้น

            ยามนี้เมื่อเห็นฉู่อวิ๋นที่ตัวคนเดียว เขาก็รู้สึกสงสารและบังเกิดความใกล้ชิดขึ้นมาในใจแต่เขาไม่อยากทำลายภาพลักษณ์อันสูงส่งและอารมณ์รุนแรงของตัวเองดังนั้นจึงสร้างคำขอนี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

            อีกอย่างเมื่อเผชิญหน้ากับมู่หรงเจี๋ยในการต่อสู้ครั้งนี้ช่องว่างความแข็งแกร่งระหว่างผู้เฒ่าทั้งสามคนกับท่านเจ้าเมืองคนนี้ไม่อาจทราบถึงชะตาเป็นตายได้

            บางทีพวกเขาอาจจะต้องพลีชีพในครั้งนี้

            “ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ท่านปู่กุ่ยทุกอย่าง...ล้วนเชื่อฟังท่าน!” เมื่อมองไปที่ผู้เฒ่ากุ่ยที่สายตาเหม่อลอยฉู่อวิ๋นก็ยกยิ้ม จากนั้นเขาก็มองไปที่ชายชราทั้งสามแล้วพูดว่า “ในภายภาคหน้าหากมีโอกาสอีกครั้ง ข้าจะตอบแทนบุญคุณของพวกท่านอย่างดีที่สุดแน่นอน!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่อวิ๋นชายชราทั้งสามก็แสดงรอยยิ้มโล่งใจและพยักหน้า โดยเฉพาะผู้เฒ่ากุ่ยยากนักที่จะจินตนาการว่าใบหน้าที่คอยแต่จะปั้นปึ่งของเขาจะปรากฏรอยยิ้มที่อ่อนโยนและใจดีเช่นนี้

            “น้องชาย ที่นี่มีพวกเราขวางให้อยู่เจ้า...รีบไปเถอะ!” ผู้เฒ่าเหยายังคงมีท่าทางสง่างามแต่คำพูดของเขาเผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นนั่นทำให้ผู้เฒ่าเฟิงและผู้เฒ่ากุ่ยมีสมาธิขึ้นมาในทันใด พลังปราณพลุ่งพล่านขึ้นพวกเขาต่างก็จ้องมองไปยังมู่หรงเจี๋ยที่ทรงพลังอย่างน่าอัศจรรย์

            “เช่นนั้น...ข้าขอลาขอรับ!”ฉู่อวิ๋นประสานมือก้มหน้า เขาก้าวฝ่าวงล้อมไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแต่หลังจากก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หันกลับมาและพูดอย่างจริงจัง "ผู้อาวุโสระวังตัวด้วย!"

            ทันทีที่เขาพูดจบฉู่อวิ๋นก็ตัดสินใจหันหลังจากไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่อาจทำให้ความตั้งใจดีของผู้เฒ่าทั้งสามเสียเปล่าต้องหลบหนีให้สำเร็จ!

            “จะหนีไปไหน! ต่อให้วันนี้ข้าจะต้องทำให้เจ้าพิการก็ต้องหยุดเจ้าไว้!”

            ทันใดนั้นดวงตาของมู่หรงเจี๋ยก็เบิกกว้างขึ้น ไม้เท้ายักษ์พุ่งออกไปบนท้องฟ้ากลายเป็นม่านไม้ที่ติดตาเหมือนหมอกควันจากนรก พร้อมด้วยแสงสลัวที่น่ากลัวทรงพลังและหนักหน่วง พร้อมจะโจมตีฉู่อวิ๋น

            “ท่านเจ้าเมืองมู่หรง คู่ต่อสู้ของท่านคือพวกเรา!”ผู้เฒ่าเหยากระโดดขึ้นไปในอากาศและปล่อยหมัดทั้งสองออกไปเงาหมัดสีขาวพร่างพรายเต็มท้องฟ้าและกระแทกลงบนไม้ขนาดยักษ์

            ทว่าความแข็งแกร่งของผู้เฒ่าเหยาแตกต่างจากมู่หรงเจี๋ยมากยามที่เขาสกัดกั้นการโจมตีให้ฉู่อวิ๋น เขาก็กระอักออกมาเป็นเลือดย้อมเสื้อคลุมสีขาวจนแดงฉาน

            “ผู้เฒ่าเหยา!!” ฉู่อวิ๋นไม่อาจหักห้ามใจได้จึงหันมาตะโกนหา

            “แค่ก... น้องชาย! วิ่ง! อย่าให้ข้าโดนตีเสียเปล่า…”ผู้เฒ่าเหยาเช็ดเลือดจากมุมปากและลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

            ในขณะเดียวกันผู้เฒ่าเฟิงและผู้เฒ่ากุ่ยก็เข้าร่วมกลุ่มสู้กับมู่หรงเจี๋ยด้วยท่อนไม้ยักษ์บินข้ามอากาศไปมาบริเวณประตูทิศใต้อยู่ครู่หนึ่ง เงาของหมัดและพลังขาของพวกเขาเสริมพลังซึ่งกันและกันทั้งสามสลับกันโจมตีทีละคน ส่งพลังอันน่าอัศจรรย์ออกมาเสียงระเบิดของคลื่นอากาศเสียดแก้วหูจนเจ็บ

            "ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง-"

            หลังจากเสียงระเบิดดังติดต่อกันหลายครั้งฉู่อวิ๋นก็โกรธมากจนกัดริมฝีปากขบฟันจนเลือดไหลมู่หรงเจี๋ยย่อมลงมือหนักอย่างแน่นอน ผู้เฒ่าทั้งสามต้องรับศึกหนักเป็นแน่

            “ไปสิ!” ผู้เฒ่าเหยาตะโกนและถูกไม้เท้ายักษ์โจมตีอีกครั้งเสียงกระดูกและเนื้อแตกละเอียดดังเข้าหูทำให้ฉู่อวิ๋นหลั่งน้ำตาอย่างลูกผู้ชายออกมา

            ฉู่อวิ๋นกัดฟัน หันหลังกลับ และวิ่งจากไปอย่างเร็วที่สุดพร้อมตะโกน "อ๊า!!! ผู้เฒ่าเหยา ผู้เฒ่ากุ่ย ผู้เฒ่าเฟิงพวกท่านขวางอีกสักพักแล้วยอมแพ้เสีย! อย่าพลีร่างเพื่อคนเช่นข้าเลย!!!”

            เสียงแห่งความโศกเศร้าและความขุ่นเคืองดังก้องไปทั่วท้องฟ้า

            แต่ในยามนี้ มองเห็นมู่หรงซินวิ่งออกมาทางด้านข้างของฉู่อวิ๋นอย่างรวดเร็วสอดมือไว้ที่เอวของเขาแล้วกอดเขาไว้แน่น ปล่อยให้ฉู่อวิ๋นตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่รู้ว่านางกำลังจะทำอะไร

            ครู่ต่อมาใบหน้างดงามของมู่หรงซินก็เปลี่ยนเป็นสีแดงจากนั้นนางก็ยกยิ้มอีกครั้งและตะโกนเสียงดัง “ท่านพ่อ!ท่านอย่าได้ผลีผลามเข้ามาเชียวนะ ลูก...ลูกมีเลือดเนื้อเชื้อไขของฉู่อวิ๋น!!ถ้าท่านส่งคนไล่ตามพวกเราหรือทำร้ายท่านผู้เฒ่าทั้งสามลูกสาวจะไม่กลับมาที่เมืองไป๋หยางอีก!”

            “อะไรนะ?!?!” เมื่อฟังจบการเคลื่อนไหวของมู่หรงเจี๋ยก็หยุดชะงักลง เขาตกตะลึงจนตาค้าง

            และแน่นอนแม้แต่ผู้เฒ่าทั้งสามก็ยังตกใจจนเกือบทรงตัวไม่อยู่ฉู่อวิ๋นผู้นี้แข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ? เขาจัดการคุณหนูมู่หรงได้แล้ว?

            ในขณะที่ทั้งสี่คนตกตะลึงฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงคำว่า “เลือดเนื้อเชื้อไข”ที่ดังก้องอยู่ที่บริเวณประตูเมือง

            จากนั้นสักพักหนึ่งในที่สุดมู่หรงเจี๋ยก็รู้สึกตัวและสบถสาปแช่ง "ให้ตายเถอะ!ข้าถูกลูกสาวคนนี้หลอกเข้าแล้ว!”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน