ตอนที่ 18 เรื่องเล่าจากบรรพกาล
ที่ขอบแดนลับแลเชื่อมต่อกับแดนมนุษย์ฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นกำลังทำสีหน้าเคร่งเครียดขณะกล่าวคำบอกเล่าบางอย่างกับเฟยหลง ทำให้เฟยหลงที่กำลังตั้งใจฟังเรื่องราวอยู่ถึงกับต้องพลอยตื่นตัวไปด้วย….“ถ้าไม่รู้ก็จงรู้ไว้… สัตว์เทวะทั้งสี่มีหน้าที่ปกป้องดินแดนลับแลแทนเทพพฤษาบรรพกาลที่หลับใหลอยู่… ในเมื่อเจ้าสังหารสัตว์เทวะทั้งสี่ไปแล้วเช่นนี้… แปลว่าอีกไม่นานเทพพฤกษาบรรพกาลอ้ายซ่างจื่อซินก็คงจะตื่นจากการหลับใหลเป็นแน่…..”“เทพพฤกษาบรรพกาล อ้ายซ่างจื่อซิน งั้นรึ?!”จบคำของฮุ่ยเจียง เฟยหลงก็ถึงกับต้องอุทานออกมาอย่างตกใจ‘นี่ข้าก่อเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวรึ? … ซวยแล้วมั้ยล่ะ…’นั่นคือสิ่งที่เฟยหลงคิดอย่างตื่นตระหนก ชื่อของอ้ายซ่างจื่อซิน นับเป็นชื่อของสุดยอดตัวร้ายตามนิทานเล่าขานของห้าดินแดนสี่สมุทรที่ผู้สูงวัยนิยมใช้เล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ผู้เยาว์ได้ฟัง ดังนั้นเรื่องความน่ากลัวของเทพองค์นี้เฟยหลงย่อมต้องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างว่าเป็นมารต้นไม้บรรพกาลที่น่าเกลียดน่ากลัวชวนให้สยดสยองยามที่ได้พบเห็นและโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนักในอดีตเทพขั้นสูงสุดระดับบรรพกาลผู้นี้เคยก่อเหตุสังหาร เทพจันทราระดับบรรพกาล มหาเทพเหิงเย่ว แล้วนำกำลังอสูรบรรพกาลจากดินแดนลับแลก่อเหตุร้ายหวังครอบครองห้าดินแดนสี่สมุทรจนสองเทพสูงสุดแห่งบรรพกาลอย่าง เทพสุริยามหาเทพไท่หยาง และ เทพมังกรมหาเทพหวงหลง ต้องร่วมมือกันจัดการจึงจะกำราบไว้ได้ หลังจากนั้นแปดแสนปีเทพพฤกษาก็จำศีลอย่างสงบในดินแดนลับแลมาตลอด มายามนี้ถูกเขาก่อเรื่องจนอาจจะฟื้นตื่นขึ้นมาได้ย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี? … ข้าได้ปลุกตัวร้ายกาจขึ้นมาแล้วเช่นนี้ ต่อไปจะทำอย่างไร มีทางแก้ไขหรือไม่?”เป็นเฟยหลงที่เอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนใจ ต่อให้เขาจะเห็นแก่ตัวและนิสัยจัดว่าแย่ แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายถึงขั้นอยากทำลายล้างโลก หากอ้างซ่างจื่อซินตัวร้ายกาจตื่นขึ้นมาเพราะเขาจริงๆ เขาจะแบกรับความรู้สึกผิดครั้งนี้ไปได้อย่างไร“หึ… ตัวร้ายกาจงั้นรึ? … นั่นสินะ… คนส่วนใหญ่ก็คงจะมองจื่อซินแบบนั้น…”เฟยหลงเห็นฮุ่ยเจียงเอ่ยออกมา ท่าทางเต็มไปด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองก็ให้แปลกใจนัก เขาพูดอะไรผิดไป? อ้ายซ่างจื่อซินไม่ใช่ตัวร้ายกาจงั้นรึ? แล้วคำเรียกขานสั้นๆ นั่น… คงไม่ใช่ว่าท่านฮุ่ยเจียงรู้จักกับอ้ายซ่างจื่อซินผู้นี่หรอกนะ…“เรื่องนั้นช่างเถอะ… แต่เอาเป็นว่าการกระทำด้วยความคึกคะนองของเจ้านับว่าไม่สมควรเลย… แปดแสนปีที่ผ่านมาอ้ายซ่างจื่อซีนจำศีลอย่างสงบสักที่หนึ่งในดินแดนลับแลแห่งนี้โดยไม่มีผู้ใดกล้ามารบกวนได้เพราะมีสี่สัตว์เทวะคอยคุ้มครองเขตแดนอยู่ มายามนี้สัตว์เทวะทั้งสี่ถูกเจ้าจัดการไปแล้ว สิ่งที่น่ากังวลที่จะตามมาก็คืออีกไม่นานเหล่าคนภายนอกคงจะกล้าคิดเข้ามารบกวนความสงบที่ดินแดนนี้มากขึ้น อ้างซ่างจื่อซินก็จะไม่อาจหลับใหลได้อีกต่อไปและต้องตื่นขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่นั้นต่ออย่างเต็มตัว แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอนาคต อ้างซ่างจื่อซินจะตื่นขึ้นมาเวลาไหนก็ไม่มีใครรู้ ระหว่างนี้ใครจะทำหน้าที่คุ้มครองดินแดนลับแลนี้และเฝ้าระวังไม่ให้สัตว์ร้ายจากแดนลับแลออกไปก่อความวุ่นวายที่โลกภายนอกได้ยังถือเป็นปัญหาอยู่…”“เช่นนั้นแล้วข้าควรจะทำอย่างไรดี? ท่านผู้อาวุโสได้โปรดแนะนำข้าน้อยด้วยเถอะ….”เฟยหลงแม้จะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ แต่ก็เป็นคนรู้ผิดรู้ถูก ทำผิดแล้วก็รู้จักรับผิดชอบ เมื่อเห็นว่าตนได้สร้างปัญหาขึ้นมาแล้ว หากมีหนทางแก้ไขย่อมต้องทำให้อย่างสุดกำลัง“…เรื่องนั้นย่อมมีวิธี… ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ที่จัดการกับผู้คุ้มครองทั้งสี่ทิศของแดนลับแลนี้ เช่นนั้นแล้วต่อไปนี้เจ้าก็จงอยู่ที่นี่ ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ของแดนลับแลแทนพวกมันจนกว่าเหล่าสัตว์เทวะจะกลับมาจุติอีกครั้งหรือจนกว่าอ้ายซ่างจื่อซินจะฟื้นตื่นขึ้นมาเถอะ….”“!!!! หา? … ให้ข้านี่นะอยู่เป็นผู้พิทักษ์ดินแดนลับแล?!!! "“ใช่… เป็นเช่นนั้น… หากเจ้าตกลงจะรับหน้าที่นี้ ข้าก็จะตีดาบมังกรชิงหลงให้เจ้าตามที่เจ้าต้องการ….”“…!!! …"
นั่นเป็นข้อเสนอที่เฟยหลงได้รับจากเทพศาสตรา และมันก็ทำให้เฟยหลงเคร่งเครียดอย่างมาก ที่ผ่านมาเขาคิดแต่ว่าจะเข้มแข็งขึ้นแล้วออกไปจากดินแดนลับแลที่ไม่มีอะไรเลยนี่… ใครจะรู้ว่าความคึกคะนองตามวัยของเขากลับทำให้เขายิ่งติดแหง็กอยู่ที่นี่แทนที่จะได้ออกไปแทน“ท่านเทพเจียงนี่ดีจังเลยน้า… จะช่วยตีดาบให้จื่อหลงแล้วยังชวนให้จื่อหลงอยู่ที่นี่ตลอดไปด้วย เสี่ยวจื่อช๊อบชอบหล่ะ >_<”ในขณะที่กำลังนั่งคิดอะไรเครียดๆ อยู่ๆ มาเจอเสี่ยวจื่อร่าเริงอารมณ์ดีใส่ก็ให้หงุดหงิดนัก!“เหอะ… เจ้าก็ต้องดีใจน่ะสิเจ้าเสี่ยวจื่อบ๊อง หากข้าติดแหง็กอยู่ที่นี่ เจ้าก็จะได้มีเพื่อนคอยคุยเล่นทุกวันใช่มั้ยล่ะ ข้ารู้ทันหรอกน่า…”“ใช่เลย! จื่อหลงฉลาดจังเลย >_<”“…-_-… ถูกคนซื่อบื้ออย่างเจ้าชมว่าฉลาดข้าไม่ดีใจหรอกนะ… อีกอย่าง ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะรับข้อเสนอของฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นซะหน่อย เจ้ารีบร้อนดีใจเช่นนี้ระวังจะหน้าแตกนะ….”“หน้าแตก? หน้าแตกคืออะไรเหรอ? ….”“…-_-… ช่างเถอะ… พี่เฟยหลงผิดเอง เสี่ยวจื่อน้อยลืมมันไปซะเถอะ…”“หา? … อีกแล้วเหรอ จื่อหลงนี่ไม่ได้เรื่องเลยน้า….. ว่าแต่เสี่ยวจื่อสงสัย ทำไมจื่อหลงชอบบอกว่าที่นี่น่าเบื่อในเมื่อที่ผ่านมาก็มีอะไรสนุกๆ ให้จื่อหลงได้ทำทุกวันเลย เสี่ยวจื่อเห็นจื่อหลงไปสู้ชนะกลับมา ท่าทางมีความสุขจะตาย ยิ่งตอนมาเล่าให้เสี่ยวจื่อฟังนะ หน้าของจื่อหลงบานเบ้อเร่อเลย!”ฟังเสี่ยวจื่อเล่าว่าเขามีความสุข เฟยหลงก็ชะงักไป…ก็ยอมรับว่าที่ผ่านมาการอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้แย่ หากเขาไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ได้เจอเสี่ยวจื่อ ได้สูบพลังบำเพ็ญทุกวันจนเริ่มแข็งแกร่งและเอาชนะคนอื่นจนกลายมาเป็นคนที่แข็งแกร่งสุดๆ ได้ และยังอยู่ที่แดนปีศาจกับแม่เฒ่านั่นหรือระหกระเหินเร่ร่อนไปทั่ว ในตอนนี้เขาก็อาจจะยังเป็นคนที่อ่อนแอและมีสภาพที่น่าอเนจอนาถก็ได้ ดังนั้นหากให้พูดกันตามจริงแล้วสถานที่แห่งนี้นับว่าดีและเอื้อในการฝึกฝนบำเพ็ญตนไม่น้อย แต่นั่นมันก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ใช่รึ?“ต้นไม้ที่วันๆ เอาแต่สังเคราะห์แสงอย่างเจ้าไม่เข้าใจหรอกเสี่ยวจื่อ… ชีวิตของคนเราไม่ได้เรียบง่ายเหมือนวัฏจักรต้นไม้ของเจ้า มันมีอะไรซับซ้อนมากกว่านั้นมาก คนเราจะฝึกฝนให้แข็งแกร่งไปทำไมหากไม่ได้ใช้พลังที่ได้มาไขว่คว้าหาสิ่งที่ต้องการ ตลอดมาคนเราก็มักจะต้องต่อสู้เพื่ออำนาจชื่อเสียงเกียรติยศและเงินทองกันทั้งนั้น ในเมื่อตอนนี้ข้ามีกำลังพอจะไข่วคว้าแล้ว เรื่องอะไรถึงจะต้องจมปลักอยู่ที่นี่เล่า….”กับคนอื่นเฟยหลงอาจมีเสแสร้งแสดงละครบ้าง แต่กับเสี่ยวจื่อคนนี้ เฟยหลงนับว่าซื่อตรงกับความรู้สึกของตนเองเป็นที่สุด คิดมุ่งหวังสิ่งใดก็บอกออกไปอย่างนั้น ไม่มีลังเลเลยแม้แต่น้อยเสี่ยวจื่อได้ฟังความคิดก็พยายามทบทวนทำความเข้าใจ แต่เพราะสิ่งที่เฟยหลงกล่าวมานั้นมันห่างไกลจากชีวิตเสี่ยวจื่อมากคล้ายกับเป็นโลกที่คู่ขนานกัน เสี่ยวจื่อจึงได้งุนงงนัก“อำนาจชื่อเสียงเกียรติยศและเงินทองมันสำคัญมากเลยเหรอ? มันเอามาใช้ทำอะไรได้ล่ะ? …”พอถูกเสี่ยวจื่อถามซื่อๆ เฟยหลงก็ถึงได้เริ่มคิด… ‘นั่นสิ… จะเอามาทำอะไรฟระ? …’ก่อนหน้านี้หัวสมองของเขาถูกปลูกฝังมาด้วยความคิดที่มากด้วยกิเลสแบบเผ่ามาร ความโลภพื้นฐานที่พวกมันต้องการก็คือสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น เฟยหลงจึงได้พยายามไขว่คว้ามาด้วย แต่ได้มาแล้วจะเอาไปทำอะไรก็ยังไม่เคยคิดมาก่อน“อืม… ก็คงจะเอามาเพื่อสร้างชีวิตที่สุขสบายละมั้ง ยามที่มีอำนาจและมั่งคั่ง อยากได้อะไรเพียงแค่กระดิกนิ้วก็มีคนหามาให้ ได้มีบ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่า มีข้าทาสบริวารและทรัพย์สมบัติมากมายใช้สอยไม่มีวันหมด ยามหิวเพียงแค่กระดิกนิ้วก็มีคนจัดหาจัดเตรียมอาหารอย่างดีมาให้ไม่ต้องออกไปล่าเอง เมื่อโตเป็นหนุ่มก็มีสาวงามมาให้เลือกสรรเป็นภรรยา จากนั้นก็แผ่อำนาจไปเรื่อยๆ จนไม่ต้องก้มหัวให้ใครอีก นั่นละมั้งคือสิ่งที่ควรเป็น……”“หูย… ถ้างั้นทุกอย่างเสี่ยวจื่อก็ให้จื่อหลงได้ ง่ายนิดเดียวเอง เฟยหลงอยากกินอะไร รอเสี่ยวจื่อออกผลมาให้ก็ได้กินแล้ว จะสาลี่ ส้ม หรือลูกท้อ เสี่ยวจื่อก็มีให้หมดแหละ จื่อหลงไม่ต้องออกไปล่าหาเองเลยสักนิด แล้วหากจื่อหลงอยากมีบ้านใหญ่ๆ ต้นไม้ของเสี่ยวจื่อก็มีเยอะแยะ ตัดเอาไปสร้างบ้านได้สบายเลย จะใหญ่โตแค่ไหนก็ได้ เสี่ยวจื่อให้หมดเลย หรือถ้าหากจื่อหลงอยากกระดิกนิ้วเรียกใช้ใครก็เรียกเสี่ยวจื่อสิ เสี่ยวจื่อทำให้จื่อหลงได้หมดเลยน้า >_<”ฟังเสี่ยวจื่อบอกเล่าสรรพคุณตัวเองแล้วเฟยหลงก็ให้เอ็นดูนักจนอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่ต่อไป“เหรอ… ถ้างั้นแล้วสาวงามเล่า เจ้าจะไปหามาจากไหนมาแต่งภรรยาให้ข้า? …”“ก็เสี่ยวจื่อไง? เสี่ยวจื่อจะเป็นคนงามเป็นภรรยาให้จื่อหลงเอง! "“หา? เจ้านี่นะเสี่ยวจื่อ? -_- ก่อนอื่นเลยข้าขอถามก่อนเจ้ารู้เหรอว่าภรรยาคืออะไร? ต้องทำอะไรบ้าง?”"เสี่ยวจื่อไม่รู้หรอก! แต่หากจื่อหลงอยากได้เสี่ยวจื่อก็จะเป็นให้ จะทำให้ทุกอย่างเลยดีหรือไม่ >_“หึๆ … มันจะไปดีได้ยังไงเล่าเจ้าเสี่ยวจื่อบ๊อง! ภรรยาของข้าจะเป็นต้นไม้แข็งทื่อได้ยังไงกัน!”“หง่า… ทำไมล่ะ… เสี่ยวจื่อเป็นได้จริงๆ นะ!”แล้วเสียงพูดคุยถกเถียงกันง้องแง้งก็ดังขึ้นอยู่แบบนั้นไปอีกครึ่งค่อนวัน แม้จะดูเป็นการสนทนาไร้สาระไม่นับว่ามีความหมายใดๆ แต่มันก็ทำให้เฟยหลงตัดสินใจได้ในที่สุด‘เอาเข้าจริงๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าอำนาจบารมี เกียรติยศชื่อเสียงเงินทองที่คนทั่วอยากได้มันเอาไว้ใช้ทำอะไร ตอนนี้ไม่มีก็ยังไม่ตาย หลังจากนี้หากจะไม่มีก็คงจะไม่เป็นไรกระมั้ง… บางทีการอยู่ที่นี่ก็อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เสี่ยวจื่อว่าก็ได้… เอาเถอะ ข้าจะยอมรับข้อเสนอของท่านฮุ่ยเจียงซ่างเสิ่นก็ได้ อย่างไรเสียอีกไม่นานอ้ายซ่างจื่อซินก็คงจะฟื้นขึ้นมาแล้ว ถึงตอนนั้นข้าก็คงจะไม่ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่อีก คิดแล้วก็มีแต่ได้กับได้ล่ะนะ…’
______________ขอบคุณคอมเมนต์ค่า >_<