ข้ามเวลามาใช้ชีวิตเรียบง่ายในยุค 80 (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 28 เปิดร้าน

            สองสามีภรรยาตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด พวกเขาเข้าไปในมิติเพื่อทำอาหารสำหรับการเปิดร้านในวันนี้ พวกเขาตั้งใจว่าจะเข้ามิติมาทำอาหาร เมื่ออาหารและขนมทำเสร็จแล้ว พวกเขาจึงจะนำออกจากมิติไปเก็บไว้ในห้องครัว เพราะในมิติของหลี่เยว่ซิน ห้องครัวจะมีอุปกรณ์ครบทุกอย่างและทันสมัย สะดวกกว่าการใช้ห้องครัวที่บ้านของพวกเขาเอง อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเธอไม่สามารถนำอุปกรณ์บางอย่างออกมาจากมิติได้ เช่นเตาอบ เครื่องนวดแป้ง หรืออุปกรณ์และเครื่องปรุงอาหารบางอย่าง

            จางเฉินอวี้เริ่มต้มโจ๊กกับน้ำซุปกระดูกหมูไว้หนึ่งหม้อใหญ่ แล้วนำส่วนผสมของการทำหมั่นโถวออกมาแล้วเริ่มนวดแป้ง หลี่เยว่ซินให้เขาใช้เครื่องนวดแป้งจะได้ประหยัดเวลาและไม่เหนื่อยเกินไป แต่เขาปฏิเสธ เขาให้เหตุผลว่าการนวดแป้งด้วยมือจะทำให้แป้งเหนียวนุ่มและอร่อย ถึงจะทำปริมาณมากเขาก็ทำไหว จางเฉินอวี้นวดแป้งเสร็จและพักแป้งจนได้เวลา เขาก็นำแป้งหมั่นโถวออกมาปั้นเป็นรูปก้อนเมฆ โดยหลี่เยว่ซินเป็นคนสอนให้เขาทำ และเธอยังแนะนำให้เขาเอานมสดและน้ำตาลทรายขาวนวดผสมเข้าไปในแป้งด้วย เธอบอกกับเขาว่าอยากให้หมั่นโถวแป้งขาวที่ทำออกมามีรสชาติและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับของที่อื่น หลังจากเตรียมหมั่นโถวเสร็จ เขาก็เริ่มทำสามชั้นตุ๋นน้ำแดง และเต้าหู้หมูสับผัดพริก ไว้สำหรับเป็นอาหารมื้อกลางวัน

            ทางด้านของหลี่เยว่ซินก็ยุ่งกับการทำเค้กไข่ เธอใช้แม่พิมพ์เล็กขนาดพอดี เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบขายโดยไม่ต้องตัดแบ่ง และขนมเปี๊ยะไส้ถั่วกวน โดยแป้งของขนมเปี๊ยะเธอผสมมันเทศม่วงเข้าไปด้วย ทำให้สีของขนมออกมาแปลกตาและดูน่ากิน ระหว่างที่รอขนมที่อบอยู่ในเตา เธอก็มาฉีกไก่ที่นึ่งไว้ให้เป็นเส้นฝอย เตรียมไว้สำหรับโรยหน้าโจ๊ก เพื่อทำเป็นโจ๊กไก่ฉีกแสนอร่อย 

            เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเขาก็นำอาหารออกจากมิติ โดยนำบางส่วนไปไว้ในห้องครัว บางส่วนนำไปตั้งไว้ที่เคาน์เตอร์ในร้าน ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าจะมีเตา 3 เตา เอาไว้สำหรับอุ่นโจ๊กหม้อใหญ่ อุ่นน้ำซุปสำหรับเกี๊ยว และนึ่งซาลาเปากับหมั่นโถว ขนมอบนำไปใส่ไว้ในตู้กระจกด้านข้างเคาน์เตอร์เพื่อความสวยงามและดึงดูดความสนใจของลูกค้า

            “เยว่ซิน เหนื่อยไหมครับ” จางเฉินอวี้ถามภรรยาหลังจากที่เตรียมทุกอย่างเข้าที่เสร็จแล้ว

            “ฉันตื่นเต้นมากจนไม่รู้สึกเหนื่อยเลยค่ะ” หลี่เยว่ซินยิ้มกว้างตอบเขา พร้อมกับเดินเอาผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดเหงื่อให้เขา

            “ยังพอมีเวลา คุณนั่งพักสักครู่นะครับ ผมจะออกไปดูที่หน้าร้านสักหน่อย” 

            “ได้ค่ะ อีกสักพักเด็กๆ คงจะมาถึงกันแล้ว” 

            เมื่อรู้ว่าสองสามีภรรยาจะเปิดร้านซึ่งตรงกับวันหยุดเรียนของพวกเขา โจวเฟยเทียน โจวเฟยหยาง และหวังเจียวมิ่ง รีบเสนอตัวมาช่วยงานที่ร้านอย่างกระตือรือร้น 

            เมื่อทั้งสามคนเข้ามาในร้านก็พบว่าการตกแต่งร้าน ภาชนะที่วางเตรียมไว้ และการจัดวางสิ่งต่างๆ ภายในร้าน มีความเป็นระเบียบและสวยงามมาก ทำให้ร้านดูอบอุ่นเป็นกันเอง 

            “พี่อวี้ พี่เยว่ซิน ร้านตกแต่งออกมาสวยมากเลยนะคะ” หวังเจียวมิ่งเดินดูไปรอบๆ

            “กลิ่นหอมของอาหารทำให้รู้สึกหิวขึ้นมาเลยล่ะครับ” โจวเฟยเทียนได้กลิ่นหอมของอาหารตั้งแต่เขาเดินเข้ามา

            “พี่อวี้ พี่เยว่ซิน มีอะไรให้พวกเราช่วยอีกไหมครับ” โจวเฟยหยางเอ่ยถาม

            “พี่จะรบกวนให้เฟยเทียนช่วยเขียนรายการอาหารที่กระดานดำหน้าร้านให้พี่สักหน่อยน่ะจ้ะ” หลี่เยว่ซินบอกพวกเขา เพราะเธอเคยเห็นลายมือและการวาดภาพของโจวเฟยเทียนมาก่อน เธอจึงขอให้เขาเขียนรายการอาหารและวาดรูปออกมาตามที่เธอแนะนำ

            

            ผ่านไปไม่นานโจวเฟยเทียนก็เขียนกระดานดำที่หน้าร้านเสร็จ มันออกมาน่ารักและดูดีเป็นอย่างมาก

            “พี่เทียน!!! ทำไมพี่ทำออกมาได้น่ารักขนาดนี้คะ” หวังเจียวมิ่งถามด้วยความทึ่งในตัวพี่ชาย

            “น้องสาวที่รัก เธอคิดว่าพี่ไม่มีความสามารถอะไรเลยหรือ พี่ไม่ได้แค่หน้าตาดีไปวันๆ หรอกนะ” โจวเฟยเทียนตอบอย่างอารมณ์ดีและล้อเธอกลับ

            “หนูยอมรับก็ได้ค่ะว่าพี่ทำป้ายออกมาได้สวยและน่ารักมาก แต่เรื่องหน้าตา…หนูขอกลับไปคิดก่อนนะคะ” หวังเจียวมิ่งแกล้งทำท่าคิด เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

            พวกเขาพูดคุยกันต่อไปสักพัก หลี่เยว่ซินจึงแบ่งหน้าที่ให้เด็กทั้ง 3 โดยให้พวกเขาต้อนรับลูกค้า ยกอาหารหรือเครื่องดื่มมาบริการลูกค้า และเก็บโต๊ะหลังจากที่ลูกค้าทานเสร็จแล้ว ทั้งสามคนทบทวนความเข้าใจอีกรอบหนึ่ง และแยกย้ายกันไปเตรียมตัว

            ร้านของพวกเขาอยู่ในย่านที่มีคนพักอาศัยอยู่มากแต่ไม่ถึงกับแออัด และเป็นเส้นทางมีผู้คนสัญจรไปมาอยู่ตลอด อีกทั้งยังอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น เช่น โรงเรียน สำนักงานต่างๆ โรงภาพยนตร์ และร้านค้าสหกรณ์ หลี่เยว่ซินคิดว่าอีกไม่กี่ปีเศรษฐกิจจะเปิดเสรีแล้ว ร้านค้าสหกรณ์ก็จะเปลี่ยนเป็นห้างสรรพสินค้า ที่พักอาศัยของพวกเขานี้ถือว่าเป็นทำเลทองเลยทีเดียว

     

            “ขอโทษนะ พวกเธอเปิดร้านอะไรหรือ” ชายชราเดินเข้ามาสอบถาม

            “พวกเราเปิดร้านขายอาหารค่ะ อาหารเช้าวันนี้มีซาลาเปาไส้หมูสับ หมั่นโถวนมสด เกี๊ยวไส้หมูกุยช่าย แล้วก็โจ๊กไก่ฉีกค่ะคุณปู่ คุณปู่เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิคะ” หวังเจียวมิ่งต้อนรับลูกค้าด้วยน้ำเสียงสดใส 

            เมื่อเข้ามาภายในร้าน ชายชรากวาดสายตาไปรอบๆ และหาที่นั่งแล้วเริ่มสั่งอาหาร “ขอโจ๊ก ซาลาเปา และหมั่นโถวอย่างละ 1 ที่ก่อนก็แล้วกัน” 

            “คุณปู่รอสักครู่นะคะ” หวังเจียวมิ่งตอบ พร้อมกับเดินไปที่เคาน์เตอร์และยกอาหารออกบริการ

            ทุกคนแอบมองชายชรากินอย่างเงียบๆ เมื่อชายชรากินเสร็จก็เอ่ยถาม “อาหารของพวกเธออร่อยมาก ราคาที่เขียนบอกไว้ก็ไม่แพงเลย พวกเธอขายแค่อาหารเช้าอย่างนั้นหรือ” 

            “ซาลาเปา หมั่นโถว และเกี๊ยว ทางร้านเราขายทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวันในทุกวันค่ะคุณปู่ ในมื้อกลางวันจะเป็นอาหารที่ใช้ทานกับหมั่นโถวได้ค่ะ อย่างวันนี้เราทำสามชั้นตุ๋นน้ำแดง และเต้าหู้หมูสับผัดพริกค่ะ” หวังเจียวมิ่งให้ข้อมูลอย่างไม่มีตกหล่น

            “แล้วโจ๊กจะมีขายทุกวันไหม ฉันกินแล้วรู้สึกชอบมาก อย่างไรคนแก่อย่างฉันก็ชอบกินอาหารอ่อนๆ นะ” ชายชรากล่าวอย่างนึกถูกใจในความช่างเจรจาของหวังเจียวมิ่ง

            “โจ๊กจะมีขายในตอนเช้าถึงสายของทุกวันค่ะ แต่จะเปลี่ยนส่วนผสมในแต่ละวัน เช่นวันนี้ทำเป็นโจ๊กไก่ วันหน้าจะเป็นอย่างอื่นแทนค่ะ และมื้อกลางวันก็เหมือนกันนะคะ รายการอาหารก็จะหมุนเวียนกันไปอย่างนี้ค่ะ” หวังเจียวมิ่งยังให้ข้อมูลต่อ “คุณปู่คะ ร้านของเรายังมีขนมอบขายด้วยนะคะ”

            ชายชราได้รับข้อมูลอย่างถึงพอใจ หลังจากนั้นก็สั่งเกี๊ยว เค้กไข่ และขนมเปี๊ยะอย่างละ 2 ที่สำหรับนำกลับบ้าน หลังจากนั้นก็เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามาใช้บริการ สองสามีภรรยาและเด็กๆ ทั้งสามต่างยุ่งกับงานของตัวเอง

     

    คล้ายกับเรื่องข้ามเวลามาใช้ชีวิตเรียบง่ายในยุค 80 (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน