ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 58 ผนึกใต้หมู่บ้าน

    ช่องทางยุบลงหลังเยี่ยซิงเหอลอดผ่านเพียงครึ่งลมหายใจก้อนหินปิดแสงจากเบื้องบนจนความมืดกลืนทั้งสองคน

    เสียงคนเฝ้าประตูตะโกนเรียกอยู่ไกลออกไป

    ผู้เฒ่าโม่ไม่หันกลับ

    “เชือกยังตึงหรือไม่?”

    เยี่ยซิงเหอลองดึง เชือกที่เอวขยับได้เพียงคืบแล้วติด “ยังอยู่แต่ทางแคบเกินดึงคนขึ้น”

    “เช่นนั้นอย่าหวังใช้มันเป็นทางกลับ”

    “ท่านรู้ทางอื่น?”

    “ข้ารู้ว่าเคยมี”

    “เคย?”

    “เมื่อหลายปีก่อนภูเขายังไม่กดพื้นต่ำเพียงนี้”

    คำตอบมิได้ทำให้ความมืดเบาลง

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายกระบี่ขูดผนัง ประกายเล็ก ๆทำให้เห็นทางหินลาดลง พื้นกว้างเพียงฝ่าเท้าสองข้าง ขวามือเป็นผนังดินชื้นซ้ายมือเป็นร่องลึกซึ่งได้ยินเสียงน้ำแต่ไม่เห็นก้น

    กลิ่นเลือดจากคนร้ายนำหน้าไป

    เป็นรอยบางบนหินทุกสามสี่ก้าวแสดงว่าบาดแผลจากกระบี่เดียวไม่อาจห้ามมันเคลื่อน แต่ทำให้ซ่อนทางไม่ได้

    เยี่ยซิงเหอถาม “เหตุใดใต้ประตูจึงมีทางนี้?”

    “โม่เหอเคยขุดร่องน้ำหนีน้ำป่า”

    “แล้วค่ายกล?”

    “มาทีหลัง”

    “ผนึกของท่านเล่า?”

    คนแก่หยุดไปหนึ่งก้าว “ถามได้เร็วขึ้นทุกวัน”

    “เพราะท่านตอบช้าลงทุกวัน”

    ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่เคาะพื้นแทนคำตอบ

    เสียงกังวานวิ่งลงทางลาด แล้วสะท้อนกลับมาสองชั้น

    ชั้นแรกเป็นหิน

    ชั้นที่สองคล้ายโลหะขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ดิน

    “เดินตามรอยเท้าข้า” คนแก่กล่าว “อย่าเหยียบหินสีแดง”

    เยี่ยซิงเหอก้มมอง หินทุกก้อนในความมืดมีสีเดียวกัน

    ผู้เฒ่าโม่เห็นเขานิ่งจึงโยนถ่านไฟก้อนเล็กจากถุงยาลงพื้นแสงแดงจากถ่านเผยให้เห็นเส้นเลือดละเอียดซึมอยู่ในรอยแตก หินบางก้อนแดงจากข้างในไม่ใช่เพราะไฟ

    ค่ายกลโลหิตแทรกลงถึงทางน้ำเก่าแล้ว

    ทั้งสองเคลื่อนช้าลง

    เหนือศีรษะ กลองจากบนเขาดังผ่านชั้นดินเป็นเสียงทุ้ม

    ตุบ

    เส้นแดงในหินสว่าง

    ตุบ

    ร่องน้ำด้านซ้ายส่งเสียงเหมือนคนจำนวนมากถอนหายใจพร้อมกัน

    เยี่ยซิงเหอจับด้ามกระบี่แน่น “วิญญาณของผู้ตาย?”

    “เศษเสียงจากค่ายกล อย่าเรียกทุกเสียงว่าวิญญาณ”

    “ถ้าเรียกผิดจะเกิดสิ่งใด?”

    “เจ้าจะเชื่อว่ามันเจ็บ และเดินตามไปช่วย”

    ทันใดนั้นเสียงเด็กดังจากร่องน้ำ

    “พี่ซิงเหอ...”

    เขาหยุด

    เสียงเรียกซ้ำอีกครั้งเป็นเสียงเด็กชายผู้รอดจากประตูตะวันออกในตอนก่อน แผ่วและสั่นราวกำลังจมน้ำ

    “ข้าอยู่ข้างล่าง...”

    เยี่ยซิงเหอก้มมองความมืด

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ฝักกระบี่กระแทกหน้าแข้งเขา

    “เด็กคนนั้นอยู่บนดิน”

    “อาจถูกย้ายมา—”

    “แล้วผ่านช่องซึ่งปิดหลังเจ้าโดยไม่แตะเชือกหรือ?”

    เสียงในร่องเปลี่ยนทันที

    จากเด็กร้องกลายเป็นชายแก่ไอ

    “ช่วยข้า...”

    เยี่ยซิงเหอนึกถึงลูกธนูที่ปักหลังคนเก็บสมุนไพรเขายังไม่รู้ว่าชายผู้นั้นรอดหรือไม่ความไม่รู้นั้นเป็นช่องให้ค่ายกลสอดเสียงเข้ามา

    เขาถอนสายตา “มันอ่านความกลัวได้?”

    “อ่านสิ่งที่เจ้าหยุดฟังนานกว่าสิ่งอื่น”

    “ต่างกันอย่างไร?”

    “อย่างแรกเป็นพลัง อย่างหลังเป็นกลของคน”

    คำตอบทำให้เขาไม่อาจโทษทุกสิ่งแก่เวทลึกลับศัตรูเพียงวางเสียงไว้หลายแบบ แล้วรอดูว่าเสียงใดทำให้ผู้เดินทางหยุด

    ทางลาดหักเลี้ยวสามครั้งก่อนผ่านช่องซ่อมร่องน้ำซึ่งชาวบ้านรุ่นก่อนเคยใช้แผ่นไม้บนผนังมีชื่อผู้ขุดกับจำนวนวันสลักหยาบ ๆบางชื่อเยี่ยซิงเหอจำได้จากป้ายสุสานบางชื่อเป็นบรรพชนของผู้ซึ่งกำลังปิดประตูอยู่บนดิน

    ใต้ชื่อเหล่านั้นมีรอยขูดใหม่

    คนร้ายใช้มีดลบเครื่องหมายบอกทางบางส่วนแล้วสลักลูกศรปลอมให้ชี้ลงร่องลึก

    เยี่ยซิงเหอเทียบอายุรอยไม้ รอยเก่ามีคราบน้ำจับดำส่วนรอยใหม่ยังเห็นเสี้ยนสีอ่อน “ทางนี้ถูกแก้เมื่อคืนหรือวันนี้”

    ผู้เฒ่าโม่มองรอยเลือดบนพื้น “หลังมันบาดเจ็บไม่มีเวลาสลักละเอียด แสดงว่ามีผู้อื่นเตรียมไว้ก่อน”

    “มีกี่คนอยู่ข้างล่าง?”

    “อย่างน้อยมากกว่าคนที่เรากำลังตาม”

    เสียงหินเล็กตกลงร่องจากทางด้านหน้า

    ทั้งสองดับถ่านไฟพร้อมกัน

    ในความมืดมีฝีเท้าหนึ่งชุดวิ่งผ่านทางตัดด้านล่างจากนั้นอีกชุดตามมา แต่จังหวะเหมือนกันทุกก้าวเกินกว่าจะเป็นคนสองคน

    ผู้เฒ่าโม่กระซิบ “เสียงสะท้อน”

    เยี่ยซิงเหอส่ายหน้า แม้คนแก่มองไม่เห็น“ชุดหลังเบากว่าครึ่งจังหวะ ไม่ได้สะท้อนผนังเดียวกัน”

    เขาหยิบเม็ดกรวดโยนไปทางขวา

    เสียงตกกลับมาจากซ้าย

    ค่ายกลกำลังสลับทิศของเสียง

    หากตามรอยได้ยิน พวกเขาจะเดินเข้าร่องลึกตามลูกศรปลอม

    เยี่ยซิงเหอจึงวางมือบนผนัง รับแรงสั่นผ่านเนื้อหินแทนหูการสั่นจริงมาจากทางซ้าย แม้เสียงฝีเท้าดังขวา

    “ทางนี้”

    ผู้เฒ่าโม่ตามโดยไม่ถามว่าเขาใช้เนตรหรือไม่เพราะดวงตาเยี่ยซิงเหอยังปกติเขาแก้กลด้วยสิ่งซึ่งค่ายกลบิดไม่ได้ง่าย—น้ำหนักที่ส่งผ่านพื้น

    ตรงทางแยก พวกเขาพบตะเกียงน้ำมันวางคว่ำ ไส้ยังอุ่นคนซึ่งผ่านไปไม่เกินสิบลมหายใจ

    คนร้ายอยู่ใกล้

    แต่ทุกช่วงที่เสียกับลูกศรปลอมและเสียงลวงทำให้มันได้เวลาแตะหลักด้านล่างมากขึ้น

    พวกเขาผ่านร่องแคบถึงห้องหินแรก

    กลางห้องมีเสาไม้หกต้นปักเอียงแต่ละต้นพันผ้าดำและเขียนอักษรโลหิต เส้นจากเสาทั้งหมดลงไปสู่หลุมตรงกลางซึ่งเต็มด้วยน้ำสีคล้ำ

    เลือดของคนร้ายหยดสิ้นสุดตรงขอบหลุม

    ไม่มีรอยเท้าออกไป

    เยี่ยซิงเหอยกกระบี่ “มันลงน้ำ?”

    ผู้เฒ่าโม่ชี้ผนัง “ดูเงา”

    ถ่านไฟอยู่ทางหลัง แต่เงาเสาต้นหนึ่งทอดไปด้านข้างสวนแสง

    เยี่ยซิงเหอขว้างก้อนหินเข้าใส่

    เงาแตกเป็นควัน คนร้ายพุ่งออกจากผนังพร้อมพู่กันเหล็กเลือดไหลจากหัวไหล่จนแขนซ้ายชุ่ม แต่ดวงตายังเย็น

    มันแทงมิใช่เยี่ยซิงเหอ

    ปลายพู่กันมุ่งสู่ผ้าพันเสาต้นใกล้ที่สุด

    ผู้เฒ่าโม่ปัดด้วยฝักกระบี่

    เหล็กกระทบไม้ เสาฉีกหนึ่งรอย

    น้ำในหลุมพลันเดือด

    มือสีแดงหลายมือยื่นขึ้นจากผิวน้ำ คว้าข้อเท้าทุกคนในห้อง

    เยี่ยซิงเหอฟันมือตรงหน้าคมกระบี่ผ่านน้ำเลือดแต่ไม่อาจตัดรูปมือได้ เขาจึงเปลี่ยนไปฟันผ้าดำบนเสา

    ผ้าขาด

    มือสองข้างยุบลง

    เสาเหล่านี้มิใช่หลักสำคัญ แต่เป็นสิ่งกำหนดรูปร่างให้เลือด

    “ตัดผ้า อย่าตัดเสา!” เขาร้อง

    คนร้ายใช้พู่กันวาดขีดใหม่บนเสา ทุกครั้งที่ขีดหนึ่งเกิดมืออีกข้างโผล่จากหลุม

    ผู้เฒ่าโม่เข้าประชิด

    คนร้ายไม่รับกระบี่ มันถอยวนให้เสาอยู่ระหว่างตัวกับคนแก่บังคับให้คมซึ่งฟันเงาได้ต้องเสี่ยงทำลายห้องทั้งห้อง

    เยี่ยซิงเหอปีนเสาต้นหนึ่ง ใช้น้ำหนักร่างดึงผ้าดำออกทั้งแถบ

    มือสีแดงหายไปครึ่งหลุม

    คนร้ายหันพู่กันใส่เขา

    ผู้เฒ่าโม่ฉวยจังหวะนั้นกระแทกฝักเข้าข้อมือ

    กระดูกดังกรอบ

    พู่กันตกน้ำ

    คนร้ายกลับยิ้ม “ท่านมาช้า”

    ก่อนผู้ใดคว้า มันใช้เท้าเตะเสาต้นที่ถูกกรีด

    เสาไม้หัก

    เสียงโลหะใต้ดินดังสนั่น

    พื้นห้องแยกเป็นรอยยาว น้ำสีคล้ำถูกดูดลงไปทั้งหมดเผยบันไดหินซึ่งซ่อนใต้หลุม

    คนร้ายทิ้งตัวตามน้ำลงไป

    ผู้เฒ่าโม่จะตาม แต่บาดแผลสีข้างเปิด เลือดหยดลงบนหินสีแดง

    อักษรรอบห้องสว่างพร้อมกัน

    เยี่ยซิงเหอคว้าแขนเขา ดึงออกจากวงก่อนมือเลือดชุดใหม่ผุดขึ้น

    “ปล่อยมันหนีอีกแล้ว” คนแก่กล่าว

    “ข้าเลือกคนซึ่งกำลังปกป้องข้า”

    ผู้เฒ่าโม่ชะงัก แล้วหัวเราะในลำคอ “เจ้าจำคำข้าเร็วเกินไป”

    บันไดด้านล่างกำลังปิด น้ำที่ถูกดูดลงไปย้อนกลับขึ้นมาทีละชุ่น

    ไม่มีเวลาพันแผลละเอียดเยี่ยซิงเหอใช้ผ้าส่วนสะอาดจากชายเสื้อมัดสีข้างคนแก่ แล้วทั้งสองลงบันได

    ยิ่งลึก อากาศยิ่งเย็น

    กลิ่นเลือดกลับจางลง

    ผนังหินชั้นต่อมาไม่ใช่ของค่ายกลโลหิต ไม่มีผ้าดำไม่มีอักษรแดง มีเพียงรอยสลักดาวเล็ก ๆ เรียงเป็นวงทุกดวงถูกขีดทับด้วยรอยกระบี่เก่า

    “รอยของท่าน?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “บางส่วน”

    “ส่วนอื่นของผู้ใด?”

    “คนที่ไม่อยู่ให้ถามแล้ว”

    คำตอบนั้นจริง แต่ไม่ครบ

    เยี่ยซิงเหอใช้ปลายนิ้วลูบรอยสลักข้างทางโดยไม่แตะเส้นปราณรอยบางเส้นลึกและนิ่งเหมือนผู้ขีดรู้ว่าต้องหยุดตรงใด บางเส้นกลับสับสนฟันซ้ำหลายครั้งจนหินแตก

    “ผู้ปิดผนึกไม่ได้เห็นตรงกัน” เขากล่าว

    ผู้เฒ่าโม่หยุด “เจ้าดูออกจากรอยกระบี่?”

    “ผู้หนึ่งต้องการตัดดาวทุกดวง อีกผู้หนึ่งตัดเพียงทางเชื่อม”

    “แล้วเจ้าคิดว่าผู้ใดถูก?”

    “ผู้ซึ่งเหลือทางให้แก้ภายหลังอาจลังเลหรืออาจรู้ว่าสิ่งข้างในไม่ควรถูกทำลาย”

    คนแก่พยักหน้าเล็กน้อย “อย่าตัดสินเจตนาจากรอยเดียว”

    “เช่นเดียวกับที่ท่านไม่ให้ข้าตัดสินคนจากคำเดียว?”

    “เจ้าจำแต่คำซึ่งใช้ย้อนข้า”

    “เพราะคำอื่นท่านไม่ยอมกล่าว”

    พวกเขาเดินต่อ รอยกระบี่บนผนังลดลงแต่รอยมือเปื้อนเถ้ากลับเพิ่ม มีทั้งมือใหญ่ มือเล็กและรอยนิ้วซึ่งสั่นจนลากไม่ตรง

    คนหลายรุ่นเคยลงมาช่วยปิดทางนี้

    บางคนอาจเป็นชาวบ้านซึ่งไม่รู้ชื่อสิ่งที่ตนกดไว้เพียงทำตามคำของผู้เฒ่าโม่หรือผู้มาก่อนหน้า

    “โม่เหอถูกสร้างเพื่อเฝ้าผนึกหรือ?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “โม่เหอถูกสร้างเพราะคนต้องมีบ้าน”

    “ท่านเลี่ยงอีกแล้ว”

    “สิ่งซึ่งอยู่ใต้บ้านไม่ทำให้ชีวิตบนบ้านเป็นข้ออ้างเจ้าอย่าสลับเหตุเหมือนนิกาย มันเห็นคนเป็นเพียงเชื้อเพราะต้องการของข้างล่าง”

    คำตอบนั้นทำให้คำถามเปลี่ยน

    ไม่ว่าผนึกมาก่อนหรือหมู่บ้านมาก่อนชาวโม่เหอมิได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้เฝ้าหรือผู้สังเวย ผู้เฒ่าโม่อาจปิดบังทางใต้ดินแต่เขาไม่ยอมให้ความลับนิยามคุณค่าคนบนดิน

    เยี่ยซิงเหอเก็บข้อนั้นไว้ แม้ยังไม่ให้อภัยสิ่งที่คนแก่ไม่พูด

    พวกเขามาถึงประตูหินกลม เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสองจั้งไม่มีห่วงจับ มีเพียงตราดาราตรงกลางซึ่งถูกโซ่เหล็กสีดำตรึงไว้เก้าเส้น

    โซ่สี่เส้นมีอักษรโลหิตเกาะ

    อีกห้าเส้นยังเป็นสีทองหม่น

    คนร้ายคุกเข่าอยู่หน้าแผ่นหินแขนขวาหักแต่ยังใช้มือซ้ายกดพู่กันสำรองลงบนโซ่เส้นที่ห้า

    “หยุด!”

    เยี่ยซิงเหอขว้างฝักกระบี่เงาดารา

    ฝักกระแทกหลังมือ พู่กันหลุดก่อนเขียนครบ

    คนร้ายหันมา ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกเงาดำกัดกิน “สายเกินไปโม่เหอสร้างอยู่บนสิ่งนี้มาสิบกว่าปีโดยไม่รู้ พวกเจ้ากินน้ำจากมัน หายใจเหนือมันและนำเด็กที่เราต้องการมาอยู่ตรงกลางมัน”

    ผู้เฒ่าโม่เดินผ่านเยี่ยซิงเหอ“เจ้ายังพูดมากเหมือนคนซึ่งไม่มีทางหนี”

    “ท่านต่างหากไม่มีทางหนี หากทำลายข้า โซ่ที่เหลือจะรับเลือดหากไม่ทำ ข้าจะเขียนให้ครบ”

    คนแก่ไม่ชักกระบี่ เขาหยิบก้อนหินจากพื้นโยนใส่หน้าคนร้าย

    อีกฝ่ายยกแขนบังโดยสัญชาตญาณ

    เยี่ยซิงเหอพุ่งเข้าถึงตัวในจังหวะนั้นกระแทกด้ามกระบี่เข้าชายโครงแล้วใช้ขากวาด

    คนร้ายล้ม

    พู่กันสำรองกลิ้งไปแตะโซ่เส้นที่ห้า

    หมึกเลือดเพียงหยดเดียวซึมเข้าโลหะ

    ประตูหินส่งเสียงคราง

    ตราดาราตรงกลางสว่างเป็นสีทอง

    ปราณในแกนของเยี่ยซิงเหอตอบทันที

    เขารู้สึกเหมือนมีมือมองไม่เห็นกระชากจากกลางอกให้เข้าใกล้ประตู

    ผู้เฒ่าโม่คว้าคอเสื้อ “ถอย!”

    สายไปแล้ว

    แสงทองลอดผ่านเสื้อของเยี่ยซิงเหอดวงตราบนแผ่นหลังปรากฏเป็นเงาบนผนัง ประตูหินซึ่งไม่เคยเคลื่อนสั่นหนึ่งครั้ง

    คนร้ายมองภาพนั้นด้วยความยินดี “มันคือเจ้า...”

    เยี่ยซิงเหอใช้ศอกกระแทกขมับ

    ร่างนั้นหมดสติ ก่อนพูดสิ่งใดต่อ

    “อย่าฆ่า” ผู้เฒ่าโม่สั่ง “มันอาจมีตราเชื่อมกับวิชา”

    เยี่ยซิงเหอผูกมือมันด้วยเชือกที่เอวเชือกเส้นเดียวกับทางกลับถูกตัดทิ้งแล้วไม่มีประโยชน์อื่นสำคัญกว่าการกันศัตรูไม่ให้แตะโซ่

    กลองบนเขาดัง

    โซ่ดำทั้งสี่กระตุก

    โซ่ทองห้าเส้นดึงสวน

    ประตูหินมิใช่ค่ายกลของนิกายโลหิตทมิฬทั้งหมดมีสิ่งเก่ากว่าถูกผูกไว้ข้างในและค่ายกลโลหิตกำลังเกาะมันเหมือนเถาวัลย์เกาะต้นไม้ใหญ่

    “นี่คือสิ่งใด?” เยี่ยซิงเหอถาม

    ผู้เฒ่าโม่คุกเข่าตรวจรอยสลัก “ผนึก”

    “ผนึกสิ่งใด?”

    “ทาง”

    “ทางไปที่ใด?”

    “ที่ซึ่งเจ้ายังไม่ควรไป”

    “แล้วเหตุใดมันตอบข้า?”

    คนแก่ไม่ตอบ

    เยี่ยซิงเหอรู้สึกแรงดึงเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เงาดวงตราบนผนังสว่างเขากดฝ่ามือกับพื้น ไม่ให้ร่างเคลื่อนไปข้างหน้า

    “ข้าควรทำสิ่งใด?”

    “ปิดแกนทองคำ”

    “มันขยับเอง”

    “เช่นนั้นหายใจสวนจังหวะกลอง”

    ตุบ

    เขากลั้น

    ตุบ

    เขาผ่อนลมหายใจ

    แรงดึงลดเพียงน้อย

    ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่เก่าเคาะโซ่ทองทีละเส้น แต่ละเสียงต่างกันเส้นที่ห้าเสียงแหบเพราะหมึกเลือดแตะแล้ว

    “ค่ายกลชั้นนอกกำลังใช้กลองเปลี่ยนจังหวะผนึกถ้ามันเปลี่ยนครบเก้าเส้น ประตูจะไม่แยกว่าผู้ใดเปิด”

    “เราตัดโซ่ดำได้หรือไม่?”

    “ตัดแล้วแรงทั้งหมดตกบนโซ่ทอง”

    “ลบรอยเลือด?”

    “ต้องรู้ว่าอักขระใดเป็นราก มิใช่ขูดทุกสิ่งที่เป็นสีแดง”

    เยี่ยซิงเหอมองโดยไม่เปิดเนตร เส้นเลือดบนโซ่ดำเต้นตามกลองส่วนเส้นที่เพิ่งถูกหมึกแตะเต้นช้ากว่าครึ่งจังหวะ

    “เส้นที่ห้ายังไม่เหมือนเส้นอื่น”

    “เพราะมันรับเลือดไม่ครบคำ”

    “ถ้าเราทำให้ทุกเส้นช้าลง?”

    ผู้เฒ่าโม่มองเขา “ด้วยสิ่งใด?”

    เยี่ยซิงเหอชี้ถ่านไฟซึ่งเหลือในมือคนแก่“ความร้อนทำให้เส้นเลือดเร่ง แต่ความเย็นอาจทำให้หมึกข้น”

    “ที่นี่ไม่มีน้ำแข็ง”

    “มีร่องน้ำ”

    พวกเขาไม่ต้องนำทั้งสายน้ำลงมาเพียงเปิดรอยแตกให้ความเย็นจากร่องไหลผ่านห้อง

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายกระบี่หาจุดกลวงบนผนังเยี่ยซิงเหอช่วยยกหินออกทีละก้อนโดยไม่ใช้ปราณ เมื่อช่องเล็กเปิดน้ำเย็นจัดพุ่งเข้ามาเป็นสาย กวาดพื้นแล้วล้อมฐานโซ่

    หมึกเลือดข้นลงจริง

    การเต้นช้าลง

    แต่ตราดารากลับสว่างกว่าเดิม

    พลังเก่าภายในผนึกไม่ถูกความเย็นกดมันรับรู้ว่าค่ายกลโลหิตอ่อนลงและพยายามเปิดตัวเอง

    “ปิดช่องน้ำ!” ผู้เฒ่าโม่สั่ง

    เยี่ยซิงเหอผลักหินกลับ แต่แรงดันมากเกินมือเปล่าของเขาเลื่อนบนขอบคม

    คนแก่เข้าช่วย

    ทันใดนั้นคนร้ายซึ่งถูกมัดลืมตาใช้ฟันกัดถุงเลือดเล็กใต้กระพุ้งแก้ม

    เลือดพุ่งจากปากลงพื้น

    อักษรสีแดงรอบโซ่ตื่นพร้อมกัน

    ผู้เฒ่าโม่หมุนตัว ใช้ฝักกระบี่กระแทกปากมัน ทว่าถุงแตกแล้ว

    กลองด้านบนดังถี่สามครั้ง

    โซ่ดำดึง

    โซ่ทองสั่น

    ประตูหินเคลื่อนออกจากผนังเพียงปลายเล็บ

    ลมจากหลังประตูพัดออกมา ไม่มีกลิ่นดิน ไม่มีความชื้นมีเพียงกลิ่นเย็นของท้องฟ้ายามค่ำ

    เยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงดวงดาวภายในแกนตอบรับ

    เขาก้าวไปหนึ่งก้าวโดยไม่ตั้งใจ

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ตัวขวาง แรงทั้งหมดจากตราดารากระแทกแผ่นหลังคนแก่

    เสียงกระดูกดังทึบ

    เลือดไหลจากบาดแผลสีข้างผ่านผ้าพันใหม่

    “ท่าน!”

    “ห้ามแตะมัน”

    ผู้เฒ่าโม่ปักกระบี่ลงร่องระหว่างโซ่ทองกับโซ่ดำใช้ร่างตนเป็นหลักกด แสงสีแดงไหลขึ้นแขนซ้าย แสงทองไหลขึ้นแขนขวาสองพลังฉีกเส้นปราณที่เหลือของเขาคนละทาง

    เยี่ยซิงเหอไม่อาจดึงคนแก่ออก หากปล่อยมือ ผนึกจะเปิด

    เขาจึงคุกเข่า วางฝักกระบี่เงาดาราขวางพื้นแล้วผ่อนปราณสีทองเพียงเส้นบางเข้าไป

    มิใช่เพื่อเปิดประตู

    เพื่อรับแรงส่วนหนึ่งจากผู้เฒ่าโม่

    แกนทองคำในอกสั่นจนเจ็บ เส้นปราณร้าวที่แขนเริ่มแสบร้อนแต่โซ่เส้นที่ห้าหยุดเปลี่ยนสี

    “ข้าบอกให้ปิดพลัง!” คนแก่คำราม

    “หากปิด ท่านจะรับคนเดียว”

    “ข้ารับได้”

    “ท่านพูดเช่นนี้ทุกครั้งที่รับไม่ได้”

    เยี่ยซิงเหอเปลี่ยนจังหวะหายใจให้สวนกลองปราณของเขามิได้มากพอเอาชนะวง แต่ทำให้แสงทองสองสายไม่กระชากพร้อมกัน

    หนึ่งช้า

    หนึ่งเร็ว

    ผนึกซึ่งกำลังถูกบังคับให้เปิดเสียจังหวะ

    ประตูหยุดเคลื่อน

    กลองบนเขาดังอีกครั้ง

    ค่ายกลตอบด้วยเสียงโลหะจากใต้พื้น

    ตราดารากลางประตูสว่างจ้าจนทั้งห้องเป็นสีทอง

    รอยสลักดาวรอบผนังหมุนทีละดวง

    คนร้ายซึ่งถูกมัดหัวเราะทั้งเลือดเต็มปาก “มันจำเจ้าได้”

    เยี่ยซิงเหอไม่มองมัน เขาจับจังหวะพลังต่อแม้ความร้อนจากดวงตราเริ่มเผาความทรงจำตรงขอบ

    ผู้เฒ่าโม่ยกมือซึ่งเปื้อนเลือดกดบนฝักกระบี่ของเขา “พอ ถอย”

    “ผนึกยังสั่น”

    “ถ้าเจ้าฝืนต่อสิ่งข้างในจะรู้จักเจ้ามากกว่าที่เจ้ารู้จักตนเอง”

    “ท่านรู้จักมันหรือ?”

    “มากพอจะกลัว”

    เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าโม่ยอมใช้คำนั้น

    เยี่ยซิงเหอถอนปราณ

    แรงสะท้อนทำให้เขากระอักเลือดลงบนพื้นแต่ผู้เฒ่าโม่กวาดชายเสื้อรองไว้ก่อนหยดใดจะแตะตรา

    “แม้แต่เลือดเจ้าก็ห้ามตกที่นี่”

    คนแก่บิดชายเสื้อห่อเลือดแล้วโยนลงร่องน้ำ ให้สายน้ำพาออกจากวง

    ประตูยังไม่เปิดเพิ่ม

    แต่ไม่กลับไปปิดสนิท

    ช่องปลายเล็บคงอยู่ ลมเย็นไหลออกมาเป็นจังหวะเหมือนลมหายใจ

    ท่ามกลางเสียงกลองและเสียงโซ่เยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงหนึ่งจากหลังผนึก

    เก่าแก่จนแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี

    มันมิได้เรียกชื่อเขาในตอนแรก

    เพียงกล่าวคำว่า “กลับมา”

    ผู้เฒ่าโม่หน้าซีดกว่าเดิม “อย่าฟัง”

    เสียงนั้นดังขึ้นอีก

    คราวนี้มิได้ออกจากหลังประตูเพียงแห่งเดียวแต่สะท้อนจากกระบี่เก่า ดวงตราบนแผ่นหลัง และแกนทองคำในอกเขาพร้อมกัน

    “เยี่ยซิงเหอ”

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน