ช่องทางยุบลงหลังเยี่ยซิงเหอลอดผ่านเพียงครึ่งลมหายใจก้อนหินปิดแสงจากเบื้องบนจนความมืดกลืนทั้งสองคน
เสียงคนเฝ้าประตูตะโกนเรียกอยู่ไกลออกไป
ผู้เฒ่าโม่ไม่หันกลับ
“เชือกยังตึงหรือไม่?”
เยี่ยซิงเหอลองดึง เชือกที่เอวขยับได้เพียงคืบแล้วติด “ยังอยู่แต่ทางแคบเกินดึงคนขึ้น”
“เช่นนั้นอย่าหวังใช้มันเป็นทางกลับ”
“ท่านรู้ทางอื่น?”
“ข้ารู้ว่าเคยมี”
“เคย?”
“เมื่อหลายปีก่อนภูเขายังไม่กดพื้นต่ำเพียงนี้”
คำตอบมิได้ทำให้ความมืดเบาลง
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายกระบี่ขูดผนัง ประกายเล็ก ๆทำให้เห็นทางหินลาดลง พื้นกว้างเพียงฝ่าเท้าสองข้าง ขวามือเป็นผนังดินชื้นซ้ายมือเป็นร่องลึกซึ่งได้ยินเสียงน้ำแต่ไม่เห็นก้น
กลิ่นเลือดจากคนร้ายนำหน้าไป
เป็นรอยบางบนหินทุกสามสี่ก้าวแสดงว่าบาดแผลจากกระบี่เดียวไม่อาจห้ามมันเคลื่อน แต่ทำให้ซ่อนทางไม่ได้
เยี่ยซิงเหอถาม “เหตุใดใต้ประตูจึงมีทางนี้?”
“โม่เหอเคยขุดร่องน้ำหนีน้ำป่า”
“แล้วค่ายกล?”
“มาทีหลัง”
“ผนึกของท่านเล่า?”
คนแก่หยุดไปหนึ่งก้าว “ถามได้เร็วขึ้นทุกวัน”
“เพราะท่านตอบช้าลงทุกวัน”
ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่เคาะพื้นแทนคำตอบ
เสียงกังวานวิ่งลงทางลาด แล้วสะท้อนกลับมาสองชั้น
ชั้นแรกเป็นหิน
ชั้นที่สองคล้ายโลหะขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
“เดินตามรอยเท้าข้า” คนแก่กล่าว “อย่าเหยียบหินสีแดง”
เยี่ยซิงเหอก้มมอง หินทุกก้อนในความมืดมีสีเดียวกัน
ผู้เฒ่าโม่เห็นเขานิ่งจึงโยนถ่านไฟก้อนเล็กจากถุงยาลงพื้นแสงแดงจากถ่านเผยให้เห็นเส้นเลือดละเอียดซึมอยู่ในรอยแตก หินบางก้อนแดงจากข้างในไม่ใช่เพราะไฟ
ค่ายกลโลหิตแทรกลงถึงทางน้ำเก่าแล้ว
ทั้งสองเคลื่อนช้าลง
เหนือศีรษะ กลองจากบนเขาดังผ่านชั้นดินเป็นเสียงทุ้ม
ตุบ
เส้นแดงในหินสว่าง
ตุบ
ร่องน้ำด้านซ้ายส่งเสียงเหมือนคนจำนวนมากถอนหายใจพร้อมกัน
เยี่ยซิงเหอจับด้ามกระบี่แน่น “วิญญาณของผู้ตาย?”
“เศษเสียงจากค่ายกล อย่าเรียกทุกเสียงว่าวิญญาณ”
“ถ้าเรียกผิดจะเกิดสิ่งใด?”
“เจ้าจะเชื่อว่ามันเจ็บ และเดินตามไปช่วย”
ทันใดนั้นเสียงเด็กดังจากร่องน้ำ
“พี่ซิงเหอ...”
เขาหยุด
เสียงเรียกซ้ำอีกครั้งเป็นเสียงเด็กชายผู้รอดจากประตูตะวันออกในตอนก่อน แผ่วและสั่นราวกำลังจมน้ำ
“ข้าอยู่ข้างล่าง...”
เยี่ยซิงเหอก้มมองความมืด
ผู้เฒ่าโม่ใช้ฝักกระบี่กระแทกหน้าแข้งเขา
“เด็กคนนั้นอยู่บนดิน”
“อาจถูกย้ายมา—”
“แล้วผ่านช่องซึ่งปิดหลังเจ้าโดยไม่แตะเชือกหรือ?”
เสียงในร่องเปลี่ยนทันที
จากเด็กร้องกลายเป็นชายแก่ไอ
“ช่วยข้า...”
เยี่ยซิงเหอนึกถึงลูกธนูที่ปักหลังคนเก็บสมุนไพรเขายังไม่รู้ว่าชายผู้นั้นรอดหรือไม่ความไม่รู้นั้นเป็นช่องให้ค่ายกลสอดเสียงเข้ามา
เขาถอนสายตา “มันอ่านความกลัวได้?”
“อ่านสิ่งที่เจ้าหยุดฟังนานกว่าสิ่งอื่น”
“ต่างกันอย่างไร?”
“อย่างแรกเป็นพลัง อย่างหลังเป็นกลของคน”
คำตอบทำให้เขาไม่อาจโทษทุกสิ่งแก่เวทลึกลับศัตรูเพียงวางเสียงไว้หลายแบบ แล้วรอดูว่าเสียงใดทำให้ผู้เดินทางหยุด
ทางลาดหักเลี้ยวสามครั้งก่อนผ่านช่องซ่อมร่องน้ำซึ่งชาวบ้านรุ่นก่อนเคยใช้แผ่นไม้บนผนังมีชื่อผู้ขุดกับจำนวนวันสลักหยาบ ๆบางชื่อเยี่ยซิงเหอจำได้จากป้ายสุสานบางชื่อเป็นบรรพชนของผู้ซึ่งกำลังปิดประตูอยู่บนดิน
ใต้ชื่อเหล่านั้นมีรอยขูดใหม่
คนร้ายใช้มีดลบเครื่องหมายบอกทางบางส่วนแล้วสลักลูกศรปลอมให้ชี้ลงร่องลึก
เยี่ยซิงเหอเทียบอายุรอยไม้ รอยเก่ามีคราบน้ำจับดำส่วนรอยใหม่ยังเห็นเสี้ยนสีอ่อน “ทางนี้ถูกแก้เมื่อคืนหรือวันนี้”
ผู้เฒ่าโม่มองรอยเลือดบนพื้น “หลังมันบาดเจ็บไม่มีเวลาสลักละเอียด แสดงว่ามีผู้อื่นเตรียมไว้ก่อน”
“มีกี่คนอยู่ข้างล่าง?”
“อย่างน้อยมากกว่าคนที่เรากำลังตาม”
เสียงหินเล็กตกลงร่องจากทางด้านหน้า
ทั้งสองดับถ่านไฟพร้อมกัน
ในความมืดมีฝีเท้าหนึ่งชุดวิ่งผ่านทางตัดด้านล่างจากนั้นอีกชุดตามมา แต่จังหวะเหมือนกันทุกก้าวเกินกว่าจะเป็นคนสองคน
ผู้เฒ่าโม่กระซิบ “เสียงสะท้อน”
เยี่ยซิงเหอส่ายหน้า แม้คนแก่มองไม่เห็น“ชุดหลังเบากว่าครึ่งจังหวะ ไม่ได้สะท้อนผนังเดียวกัน”
เขาหยิบเม็ดกรวดโยนไปทางขวา
เสียงตกกลับมาจากซ้าย
ค่ายกลกำลังสลับทิศของเสียง
หากตามรอยได้ยิน พวกเขาจะเดินเข้าร่องลึกตามลูกศรปลอม
เยี่ยซิงเหอจึงวางมือบนผนัง รับแรงสั่นผ่านเนื้อหินแทนหูการสั่นจริงมาจากทางซ้าย แม้เสียงฝีเท้าดังขวา
“ทางนี้”
ผู้เฒ่าโม่ตามโดยไม่ถามว่าเขาใช้เนตรหรือไม่เพราะดวงตาเยี่ยซิงเหอยังปกติเขาแก้กลด้วยสิ่งซึ่งค่ายกลบิดไม่ได้ง่าย—น้ำหนักที่ส่งผ่านพื้น
ตรงทางแยก พวกเขาพบตะเกียงน้ำมันวางคว่ำ ไส้ยังอุ่นคนซึ่งผ่านไปไม่เกินสิบลมหายใจ
คนร้ายอยู่ใกล้
แต่ทุกช่วงที่เสียกับลูกศรปลอมและเสียงลวงทำให้มันได้เวลาแตะหลักด้านล่างมากขึ้น
พวกเขาผ่านร่องแคบถึงห้องหินแรก
กลางห้องมีเสาไม้หกต้นปักเอียงแต่ละต้นพันผ้าดำและเขียนอักษรโลหิต เส้นจากเสาทั้งหมดลงไปสู่หลุมตรงกลางซึ่งเต็มด้วยน้ำสีคล้ำ
เลือดของคนร้ายหยดสิ้นสุดตรงขอบหลุม
ไม่มีรอยเท้าออกไป
เยี่ยซิงเหอยกกระบี่ “มันลงน้ำ?”
ผู้เฒ่าโม่ชี้ผนัง “ดูเงา”
ถ่านไฟอยู่ทางหลัง แต่เงาเสาต้นหนึ่งทอดไปด้านข้างสวนแสง
เยี่ยซิงเหอขว้างก้อนหินเข้าใส่
เงาแตกเป็นควัน คนร้ายพุ่งออกจากผนังพร้อมพู่กันเหล็กเลือดไหลจากหัวไหล่จนแขนซ้ายชุ่ม แต่ดวงตายังเย็น
มันแทงมิใช่เยี่ยซิงเหอ
ปลายพู่กันมุ่งสู่ผ้าพันเสาต้นใกล้ที่สุด
ผู้เฒ่าโม่ปัดด้วยฝักกระบี่
เหล็กกระทบไม้ เสาฉีกหนึ่งรอย
น้ำในหลุมพลันเดือด
มือสีแดงหลายมือยื่นขึ้นจากผิวน้ำ คว้าข้อเท้าทุกคนในห้อง
เยี่ยซิงเหอฟันมือตรงหน้าคมกระบี่ผ่านน้ำเลือดแต่ไม่อาจตัดรูปมือได้ เขาจึงเปลี่ยนไปฟันผ้าดำบนเสา
ผ้าขาด
มือสองข้างยุบลง
เสาเหล่านี้มิใช่หลักสำคัญ แต่เป็นสิ่งกำหนดรูปร่างให้เลือด
“ตัดผ้า อย่าตัดเสา!” เขาร้อง
คนร้ายใช้พู่กันวาดขีดใหม่บนเสา ทุกครั้งที่ขีดหนึ่งเกิดมืออีกข้างโผล่จากหลุม
ผู้เฒ่าโม่เข้าประชิด
คนร้ายไม่รับกระบี่ มันถอยวนให้เสาอยู่ระหว่างตัวกับคนแก่บังคับให้คมซึ่งฟันเงาได้ต้องเสี่ยงทำลายห้องทั้งห้อง
เยี่ยซิงเหอปีนเสาต้นหนึ่ง ใช้น้ำหนักร่างดึงผ้าดำออกทั้งแถบ
มือสีแดงหายไปครึ่งหลุม
คนร้ายหันพู่กันใส่เขา
ผู้เฒ่าโม่ฉวยจังหวะนั้นกระแทกฝักเข้าข้อมือ
กระดูกดังกรอบ
พู่กันตกน้ำ
คนร้ายกลับยิ้ม “ท่านมาช้า”
ก่อนผู้ใดคว้า มันใช้เท้าเตะเสาต้นที่ถูกกรีด
เสาไม้หัก
เสียงโลหะใต้ดินดังสนั่น
พื้นห้องแยกเป็นรอยยาว น้ำสีคล้ำถูกดูดลงไปทั้งหมดเผยบันไดหินซึ่งซ่อนใต้หลุม
คนร้ายทิ้งตัวตามน้ำลงไป
ผู้เฒ่าโม่จะตาม แต่บาดแผลสีข้างเปิด เลือดหยดลงบนหินสีแดง
อักษรรอบห้องสว่างพร้อมกัน
เยี่ยซิงเหอคว้าแขนเขา ดึงออกจากวงก่อนมือเลือดชุดใหม่ผุดขึ้น
“ปล่อยมันหนีอีกแล้ว” คนแก่กล่าว
“ข้าเลือกคนซึ่งกำลังปกป้องข้า”
ผู้เฒ่าโม่ชะงัก แล้วหัวเราะในลำคอ “เจ้าจำคำข้าเร็วเกินไป”
บันไดด้านล่างกำลังปิด น้ำที่ถูกดูดลงไปย้อนกลับขึ้นมาทีละชุ่น
ไม่มีเวลาพันแผลละเอียดเยี่ยซิงเหอใช้ผ้าส่วนสะอาดจากชายเสื้อมัดสีข้างคนแก่ แล้วทั้งสองลงบันได
ยิ่งลึก อากาศยิ่งเย็น
กลิ่นเลือดกลับจางลง
ผนังหินชั้นต่อมาไม่ใช่ของค่ายกลโลหิต ไม่มีผ้าดำไม่มีอักษรแดง มีเพียงรอยสลักดาวเล็ก ๆ เรียงเป็นวงทุกดวงถูกขีดทับด้วยรอยกระบี่เก่า
“รอยของท่าน?” เยี่ยซิงเหอถาม
“บางส่วน”
“ส่วนอื่นของผู้ใด?”
“คนที่ไม่อยู่ให้ถามแล้ว”
คำตอบนั้นจริง แต่ไม่ครบ
เยี่ยซิงเหอใช้ปลายนิ้วลูบรอยสลักข้างทางโดยไม่แตะเส้นปราณรอยบางเส้นลึกและนิ่งเหมือนผู้ขีดรู้ว่าต้องหยุดตรงใด บางเส้นกลับสับสนฟันซ้ำหลายครั้งจนหินแตก
“ผู้ปิดผนึกไม่ได้เห็นตรงกัน” เขากล่าว
ผู้เฒ่าโม่หยุด “เจ้าดูออกจากรอยกระบี่?”
“ผู้หนึ่งต้องการตัดดาวทุกดวง อีกผู้หนึ่งตัดเพียงทางเชื่อม”
“แล้วเจ้าคิดว่าผู้ใดถูก?”
“ผู้ซึ่งเหลือทางให้แก้ภายหลังอาจลังเลหรืออาจรู้ว่าสิ่งข้างในไม่ควรถูกทำลาย”
คนแก่พยักหน้าเล็กน้อย “อย่าตัดสินเจตนาจากรอยเดียว”
“เช่นเดียวกับที่ท่านไม่ให้ข้าตัดสินคนจากคำเดียว?”
“เจ้าจำแต่คำซึ่งใช้ย้อนข้า”
“เพราะคำอื่นท่านไม่ยอมกล่าว”
พวกเขาเดินต่อ รอยกระบี่บนผนังลดลงแต่รอยมือเปื้อนเถ้ากลับเพิ่ม มีทั้งมือใหญ่ มือเล็กและรอยนิ้วซึ่งสั่นจนลากไม่ตรง
คนหลายรุ่นเคยลงมาช่วยปิดทางนี้
บางคนอาจเป็นชาวบ้านซึ่งไม่รู้ชื่อสิ่งที่ตนกดไว้เพียงทำตามคำของผู้เฒ่าโม่หรือผู้มาก่อนหน้า
“โม่เหอถูกสร้างเพื่อเฝ้าผนึกหรือ?” เยี่ยซิงเหอถาม
“โม่เหอถูกสร้างเพราะคนต้องมีบ้าน”
“ท่านเลี่ยงอีกแล้ว”
“สิ่งซึ่งอยู่ใต้บ้านไม่ทำให้ชีวิตบนบ้านเป็นข้ออ้างเจ้าอย่าสลับเหตุเหมือนนิกาย มันเห็นคนเป็นเพียงเชื้อเพราะต้องการของข้างล่าง”
คำตอบนั้นทำให้คำถามเปลี่ยน
ไม่ว่าผนึกมาก่อนหรือหมู่บ้านมาก่อนชาวโม่เหอมิได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้เฝ้าหรือผู้สังเวย ผู้เฒ่าโม่อาจปิดบังทางใต้ดินแต่เขาไม่ยอมให้ความลับนิยามคุณค่าคนบนดิน
เยี่ยซิงเหอเก็บข้อนั้นไว้ แม้ยังไม่ให้อภัยสิ่งที่คนแก่ไม่พูด
พวกเขามาถึงประตูหินกลม เส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสองจั้งไม่มีห่วงจับ มีเพียงตราดาราตรงกลางซึ่งถูกโซ่เหล็กสีดำตรึงไว้เก้าเส้น
โซ่สี่เส้นมีอักษรโลหิตเกาะ
อีกห้าเส้นยังเป็นสีทองหม่น
คนร้ายคุกเข่าอยู่หน้าแผ่นหินแขนขวาหักแต่ยังใช้มือซ้ายกดพู่กันสำรองลงบนโซ่เส้นที่ห้า
“หยุด!”
เยี่ยซิงเหอขว้างฝักกระบี่เงาดารา
ฝักกระแทกหลังมือ พู่กันหลุดก่อนเขียนครบ
คนร้ายหันมา ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกเงาดำกัดกิน “สายเกินไปโม่เหอสร้างอยู่บนสิ่งนี้มาสิบกว่าปีโดยไม่รู้ พวกเจ้ากินน้ำจากมัน หายใจเหนือมันและนำเด็กที่เราต้องการมาอยู่ตรงกลางมัน”
ผู้เฒ่าโม่เดินผ่านเยี่ยซิงเหอ“เจ้ายังพูดมากเหมือนคนซึ่งไม่มีทางหนี”
“ท่านต่างหากไม่มีทางหนี หากทำลายข้า โซ่ที่เหลือจะรับเลือดหากไม่ทำ ข้าจะเขียนให้ครบ”
คนแก่ไม่ชักกระบี่ เขาหยิบก้อนหินจากพื้นโยนใส่หน้าคนร้าย
อีกฝ่ายยกแขนบังโดยสัญชาตญาณ
เยี่ยซิงเหอพุ่งเข้าถึงตัวในจังหวะนั้นกระแทกด้ามกระบี่เข้าชายโครงแล้วใช้ขากวาด
คนร้ายล้ม
พู่กันสำรองกลิ้งไปแตะโซ่เส้นที่ห้า
หมึกเลือดเพียงหยดเดียวซึมเข้าโลหะ
ประตูหินส่งเสียงคราง
ตราดาราตรงกลางสว่างเป็นสีทอง
ปราณในแกนของเยี่ยซิงเหอตอบทันที
เขารู้สึกเหมือนมีมือมองไม่เห็นกระชากจากกลางอกให้เข้าใกล้ประตู
ผู้เฒ่าโม่คว้าคอเสื้อ “ถอย!”
สายไปแล้ว
แสงทองลอดผ่านเสื้อของเยี่ยซิงเหอดวงตราบนแผ่นหลังปรากฏเป็นเงาบนผนัง ประตูหินซึ่งไม่เคยเคลื่อนสั่นหนึ่งครั้ง
คนร้ายมองภาพนั้นด้วยความยินดี “มันคือเจ้า...”
เยี่ยซิงเหอใช้ศอกกระแทกขมับ
ร่างนั้นหมดสติ ก่อนพูดสิ่งใดต่อ
“อย่าฆ่า” ผู้เฒ่าโม่สั่ง “มันอาจมีตราเชื่อมกับวิชา”
เยี่ยซิงเหอผูกมือมันด้วยเชือกที่เอวเชือกเส้นเดียวกับทางกลับถูกตัดทิ้งแล้วไม่มีประโยชน์อื่นสำคัญกว่าการกันศัตรูไม่ให้แตะโซ่
กลองบนเขาดัง
โซ่ดำทั้งสี่กระตุก
โซ่ทองห้าเส้นดึงสวน
ประตูหินมิใช่ค่ายกลของนิกายโลหิตทมิฬทั้งหมดมีสิ่งเก่ากว่าถูกผูกไว้ข้างในและค่ายกลโลหิตกำลังเกาะมันเหมือนเถาวัลย์เกาะต้นไม้ใหญ่
“นี่คือสิ่งใด?” เยี่ยซิงเหอถาม
ผู้เฒ่าโม่คุกเข่าตรวจรอยสลัก “ผนึก”
“ผนึกสิ่งใด?”
“ทาง”
“ทางไปที่ใด?”
“ที่ซึ่งเจ้ายังไม่ควรไป”
“แล้วเหตุใดมันตอบข้า?”
คนแก่ไม่ตอบ
เยี่ยซิงเหอรู้สึกแรงดึงเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เงาดวงตราบนผนังสว่างเขากดฝ่ามือกับพื้น ไม่ให้ร่างเคลื่อนไปข้างหน้า
“ข้าควรทำสิ่งใด?”
“ปิดแกนทองคำ”
“มันขยับเอง”
“เช่นนั้นหายใจสวนจังหวะกลอง”
ตุบ
เขากลั้น
ตุบ
เขาผ่อนลมหายใจ
แรงดึงลดเพียงน้อย
ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่เก่าเคาะโซ่ทองทีละเส้น แต่ละเสียงต่างกันเส้นที่ห้าเสียงแหบเพราะหมึกเลือดแตะแล้ว
“ค่ายกลชั้นนอกกำลังใช้กลองเปลี่ยนจังหวะผนึกถ้ามันเปลี่ยนครบเก้าเส้น ประตูจะไม่แยกว่าผู้ใดเปิด”
“เราตัดโซ่ดำได้หรือไม่?”
“ตัดแล้วแรงทั้งหมดตกบนโซ่ทอง”
“ลบรอยเลือด?”
“ต้องรู้ว่าอักขระใดเป็นราก มิใช่ขูดทุกสิ่งที่เป็นสีแดง”
เยี่ยซิงเหอมองโดยไม่เปิดเนตร เส้นเลือดบนโซ่ดำเต้นตามกลองส่วนเส้นที่เพิ่งถูกหมึกแตะเต้นช้ากว่าครึ่งจังหวะ
“เส้นที่ห้ายังไม่เหมือนเส้นอื่น”
“เพราะมันรับเลือดไม่ครบคำ”
“ถ้าเราทำให้ทุกเส้นช้าลง?”
ผู้เฒ่าโม่มองเขา “ด้วยสิ่งใด?”
เยี่ยซิงเหอชี้ถ่านไฟซึ่งเหลือในมือคนแก่“ความร้อนทำให้เส้นเลือดเร่ง แต่ความเย็นอาจทำให้หมึกข้น”
“ที่นี่ไม่มีน้ำแข็ง”
“มีร่องน้ำ”
พวกเขาไม่ต้องนำทั้งสายน้ำลงมาเพียงเปิดรอยแตกให้ความเย็นจากร่องไหลผ่านห้อง
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายกระบี่หาจุดกลวงบนผนังเยี่ยซิงเหอช่วยยกหินออกทีละก้อนโดยไม่ใช้ปราณ เมื่อช่องเล็กเปิดน้ำเย็นจัดพุ่งเข้ามาเป็นสาย กวาดพื้นแล้วล้อมฐานโซ่
หมึกเลือดข้นลงจริง
การเต้นช้าลง
แต่ตราดารากลับสว่างกว่าเดิม
พลังเก่าภายในผนึกไม่ถูกความเย็นกดมันรับรู้ว่าค่ายกลโลหิตอ่อนลงและพยายามเปิดตัวเอง
“ปิดช่องน้ำ!” ผู้เฒ่าโม่สั่ง
เยี่ยซิงเหอผลักหินกลับ แต่แรงดันมากเกินมือเปล่าของเขาเลื่อนบนขอบคม
คนแก่เข้าช่วย
ทันใดนั้นคนร้ายซึ่งถูกมัดลืมตาใช้ฟันกัดถุงเลือดเล็กใต้กระพุ้งแก้ม
เลือดพุ่งจากปากลงพื้น
อักษรสีแดงรอบโซ่ตื่นพร้อมกัน
ผู้เฒ่าโม่หมุนตัว ใช้ฝักกระบี่กระแทกปากมัน ทว่าถุงแตกแล้ว
กลองด้านบนดังถี่สามครั้ง
โซ่ดำดึง
โซ่ทองสั่น
ประตูหินเคลื่อนออกจากผนังเพียงปลายเล็บ
ลมจากหลังประตูพัดออกมา ไม่มีกลิ่นดิน ไม่มีความชื้นมีเพียงกลิ่นเย็นของท้องฟ้ายามค่ำ
เยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงดวงดาวภายในแกนตอบรับ
เขาก้าวไปหนึ่งก้าวโดยไม่ตั้งใจ
ผู้เฒ่าโม่ใช้ตัวขวาง แรงทั้งหมดจากตราดารากระแทกแผ่นหลังคนแก่
เสียงกระดูกดังทึบ
เลือดไหลจากบาดแผลสีข้างผ่านผ้าพันใหม่
“ท่าน!”
“ห้ามแตะมัน”
ผู้เฒ่าโม่ปักกระบี่ลงร่องระหว่างโซ่ทองกับโซ่ดำใช้ร่างตนเป็นหลักกด แสงสีแดงไหลขึ้นแขนซ้าย แสงทองไหลขึ้นแขนขวาสองพลังฉีกเส้นปราณที่เหลือของเขาคนละทาง
เยี่ยซิงเหอไม่อาจดึงคนแก่ออก หากปล่อยมือ ผนึกจะเปิด
เขาจึงคุกเข่า วางฝักกระบี่เงาดาราขวางพื้นแล้วผ่อนปราณสีทองเพียงเส้นบางเข้าไป
มิใช่เพื่อเปิดประตู
เพื่อรับแรงส่วนหนึ่งจากผู้เฒ่าโม่
แกนทองคำในอกสั่นจนเจ็บ เส้นปราณร้าวที่แขนเริ่มแสบร้อนแต่โซ่เส้นที่ห้าหยุดเปลี่ยนสี
“ข้าบอกให้ปิดพลัง!” คนแก่คำราม
“หากปิด ท่านจะรับคนเดียว”
“ข้ารับได้”
“ท่านพูดเช่นนี้ทุกครั้งที่รับไม่ได้”
เยี่ยซิงเหอเปลี่ยนจังหวะหายใจให้สวนกลองปราณของเขามิได้มากพอเอาชนะวง แต่ทำให้แสงทองสองสายไม่กระชากพร้อมกัน
หนึ่งช้า
หนึ่งเร็ว
ผนึกซึ่งกำลังถูกบังคับให้เปิดเสียจังหวะ
ประตูหยุดเคลื่อน
กลองบนเขาดังอีกครั้ง
ค่ายกลตอบด้วยเสียงโลหะจากใต้พื้น
ตราดารากลางประตูสว่างจ้าจนทั้งห้องเป็นสีทอง
รอยสลักดาวรอบผนังหมุนทีละดวง
คนร้ายซึ่งถูกมัดหัวเราะทั้งเลือดเต็มปาก “มันจำเจ้าได้”
เยี่ยซิงเหอไม่มองมัน เขาจับจังหวะพลังต่อแม้ความร้อนจากดวงตราเริ่มเผาความทรงจำตรงขอบ
ผู้เฒ่าโม่ยกมือซึ่งเปื้อนเลือดกดบนฝักกระบี่ของเขา “พอ ถอย”
“ผนึกยังสั่น”
“ถ้าเจ้าฝืนต่อสิ่งข้างในจะรู้จักเจ้ามากกว่าที่เจ้ารู้จักตนเอง”
“ท่านรู้จักมันหรือ?”
“มากพอจะกลัว”
เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าโม่ยอมใช้คำนั้น
เยี่ยซิงเหอถอนปราณ
แรงสะท้อนทำให้เขากระอักเลือดลงบนพื้นแต่ผู้เฒ่าโม่กวาดชายเสื้อรองไว้ก่อนหยดใดจะแตะตรา
“แม้แต่เลือดเจ้าก็ห้ามตกที่นี่”
คนแก่บิดชายเสื้อห่อเลือดแล้วโยนลงร่องน้ำ ให้สายน้ำพาออกจากวง
ประตูยังไม่เปิดเพิ่ม
แต่ไม่กลับไปปิดสนิท
ช่องปลายเล็บคงอยู่ ลมเย็นไหลออกมาเป็นจังหวะเหมือนลมหายใจ
ท่ามกลางเสียงกลองและเสียงโซ่เยี่ยซิงเหอได้ยินเสียงหนึ่งจากหลังผนึก
เก่าแก่จนแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี
มันมิได้เรียกชื่อเขาในตอนแรก
เพียงกล่าวคำว่า “กลับมา”
ผู้เฒ่าโม่หน้าซีดกว่าเดิม “อย่าฟัง”
เสียงนั้นดังขึ้นอีก
คราวนี้มิได้ออกจากหลังประตูเพียงแห่งเดียวแต่สะท้อนจากกระบี่เก่า ดวงตราบนแผ่นหลัง และแกนทองคำในอกเขาพร้อมกัน
“เยี่ยซิงเหอ”