...1 เดือนต่อมา...
อาการป่วยของฉีซื่อค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ เพราะเขาได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง โดยมีอ๋องจินอู่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง รวมถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ค่อยๆ มีขึ้นทีละนิดๆ อ๋องจินอู่ทำทุกอย่าง อย่างค่อยเป็ค่อยไปไม่รีบร้อนเหมือนเมื่อก่อน เขาอยู่เป็ลูกมือฉีซื่ออย่างดี ตอนนี้อ๋องจินอู่ทำงานทุกอย่างช่วยฉีซื่อได้คล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงตอนนี้เขามีหน้าที่หลักก็คือ ทุกๆ 10วันจะนำบะหมี่ไปส่งให้กับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมนั่นเอง
“เมื่อไหร่ท่านจะเอาบะหมี่ไปส่งเถ้าแก่สักที เดินไปเดินมา อ้อยอิ่งอยู่ได้!” ฉีซื่อถามอ๋องจินอู่ เพราะเห็นอีกคนยังไม่มีทีท่าว่าจะออกไปสักที
“เ้าไปด้วยกันกับข้าด้วยไม่ได้หรือ” อ๋องจินอู่หันมาถามฉีซื่อแบบนี้ทุกครั้งเมื่อต้องออกไปส่งบะหมี่ เพราะตัวเขาอยากให้ฉีซื่อไปด้วย
“ถ้าท่านเื่มากนัก ข้าจะไปเอง” ฉีซื่อเดินฉับๆ ไปที่เกวียนอย่างไม่รอช้า เล่นเอาอ๋องจินอู่วิ่งหน้าตาตื่นไปที่เกวียนอย่างไว แล้วออกเดินทางทันที
ฉีซื่อยืนมองดูอ๋องจินอู่ออกเดินทางไปส่งบะหมี่จนลับตา เขาจังค่อยเดินกลับเข้ามาในบ้านและเริ่มทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู พร้อมกับ เข้าไปในครัวทำอาหารไว้รออีกคน นับั้แ่มีอ๋องจินอู่มาอยู่ด้วย บ้านหลังนี้ก็เริ่มมีข้าวของไว้ใช้สอย อำนวยความสะดวกมากขึ้น อะไรที่เสียที่พังก็ได้รับการซ่อมแซมให้ดีขึ้น ความเป็อยู่ของฉีซื่อตอนนี้นับว่าดีขึ้นมาก
ด้านอ๋องจินอู่ พอเขาได้เงินจากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมครบแล้ว เขาก็รีบบึ่งออกจากโรงเตี๊ยม พร้อมกับแวะตลาดซื้อของกลับไปฝากฉีซื่อเหมือนอย่างเคย เขาแวะซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของกินอร่อยๆ เนื้อสัตว์ ข้าวสาร แป้ง และเครื่องเทศต่างๆ พอซื้อเสร็จเขาก็กลับบ้านทันที และพอเขากลับมาถึงก็รีบเดินเข้าไปในบ้านมองหาอีกคนว่าอยู่ตรงไหนทำอะไรอยู่ อ๋องจินอู่เดินวนหาอยู่พักหนึ่งจนตอนนี้ในใจของเขาเริ่มเกิดความกระวนกระวายขึ้นมาว่าฉีซื่อหายไปไหน เขาหาไปเรื่อยๆ จนไปเจอฉีซื่อนั่งก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ห้องเก็บฟืนหลังบ้าน
“อาฉี เ้าทำอะไร!” อ๋องจินอู่ใเมื่อเดินเข้าไปเห็นฉีซื่ออยู่ในสภาพมอมแมมอยู่ในห้องเก็บฟืน
“ข้าไปตัดฟืนมา...เพราะที่เรามีอยู่ใกล้จะหมดแล้ว และอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ น่าจะมีพายุหิมะด้วย เลยต้องตัดฟืนตุนไว้เสียหน่อย” ฉีซื่อพูดพลางจับฟืนเรียงเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
“เ้าน่าจะรอข้าก่อน...” อ๋องจินอู่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ
“ช่างเถอะ เื่พวกนี้ข้าทำเองได้ั้แ่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ไม่จำเป็ต้องมีท่านด้วยซ้ำ” ฉีซื่อแม้ตอนนี้จะพูดคุยกับอ๋องจินอู่บ้างแล้ว แต่บางครั้ง ก็ยังใช้ถ้อยคำเหน็บแนมอีกฝ่ายไม่ลดละ
“เราไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้ข้าได้ของกลับมาเยอะแยะเลย” อ๋องจินอู่เปลี่ยนเื่คุยทันที เพราะเขาััได้ถึงอารมณ์ของฉีซื่อ เวลาฉีซื่อหงุดหงิดก็จะเป็แบบนี้เสมอ มักจะมีถ้อยคำมาเหน็บแนมแบบนี้ประจำ
ฉีซื่อไม่ได้พูดอะไรต่อ นอกจากเดินนำอ๋องจินอู่เข้าไปในบ้าน ก่อนอีกคนก็เดินตามเข้ามาด้วยเช่นกัน สำรับอาหารมื้อเที่ยงถูกจัดเตรียมไว้รอพักใหญ่แล้วก่อนที่อ๋องจินอู่จะกลับมาถึง พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันต่อนอกจากนั่งกินข้าวทันที ในระหว่างที่กิน อ๋องจินอู่นำเงินค่าบะหมี่ที่เก็บมาได้จากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมยื่นให้ฉีซื่อ พอฉีซื่อรับมาแล้ว ก็หยิบเงินในถุงจำนวนหนึ่งออกมาส่งให้แก่อ๋องจินอู่
“นี่เป็เงินค่าจ้างในการส่งบะหมี่ของท่าน รับเอาไว้เถอะ”
“อาฉี เ้าไม่ต้องให้ข้าก็ได้ เ้าเก็บเอาไว้เถอะ” อ๋องจินอู่ปฏิเสธที่จะรับเงินค่าจ้างจากฉีซื่อ
“ข้าไม่ชอบใช้งานใครเปล่าๆ ...” ฉีซื่อหน้าตึงใส่อ๋องจินอู่ทันทีที่อีกฝ่ายไม่ยอมรับเงินค่าจ้าง
“ก็ได้ๆๆ ข้ารับไว้ๆๆ” อ๋องจินอู่รีบเก็บเงินใส่กระเป๋าทันที
.....................................
... วิ้วๆๆๆๆ ... เสียงลมพายุหิมะพัดกระทบหลังคา หน้าต่าง ทำให้ฉีซื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เขาลุกขึ้นไปจุดตะเกียงให้ในบ้านมีแสงสว่าง ก่อนจะหันไปเพื่อปลุกอ๋องจินอู่ ให้ออกไปดูด้านนอกเสียหน่อย เพราะตอนนี้ฉีซื่อได้ยินเสียงแปลกๆ คล้ายคนเดินไปเดินมา แถวๆ ห้องเก็บฟืน แต่พอหันกลับไปก็พบว่า อ๋องจินอู่ไม่ได้นอนอยู่ที่ที่นอนของตน
“เขาไปไหนกันน่ะ ดึกดื่นขนาดนี้ แถมคืนนี้มีพายุเสียด้วย” ฉีซื่อบ่นอยู่คนเดียวก่อนจะกลับมานั่งที่เตียงของตน โดยที่ด้านล่างเตียงของฉีซื่อก็คือที่นอนของอ๋องจินอู่นั้นเอง
....ตึก ตึก ตึก โครม!...
เสียงนี้ดังสนั่นมาจากทางหลังบ้าน นั้นก็คือโรงเก็บฟืน ฉีซื่อลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ ในใจของเขาแน่วแน่แล้วว่า ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเสียงนั้น หากไม่ใช่ขโมย ก็ต้องเป็หมาป่า อย่างแน่นอน ฉีซื่อเดินถือคบเพลิงออกไปดูด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ
... บ้าจริง เวลาเช่นนี้ ที่ข้า้าท่าน กลับหายหัวไปซะได้ ...
ฉีซื่อบ่นด้วยความหัวเสียในขณะที่เท้าก็ก้าวเดินไปยังเป้าหมายไม่หยุด ทันทีที่ไปถึงโรงเก็บฟืน ก็พบว่าประตูถูกเปิดเอาไว้แล้ว ทำให้ฉีซื่อค่อยๆ เดินเข้าไปต่อช้าๆ ภายในห้องเก็บฟืนทั้งมืดทั้งอับ ฉีซื่อมองไปก็เห็นเงาดำๆ ตะคุ่มๆ อยู่ที่กองฟืน แต่ด้วยความมืดเลยทำให้ฉีซื่อมองไม่ค่อยชัดว่าที่เห็นอยู่นั้น เป็คนหรือสัตว์กันแน่ แต่ที่แน่ๆ เลยตอนนี้มืออีกข้างของฉีซื่อถือท่อนฟืนขนาดเหมาะมือเตรียมตัวง้างขึ้นพร้อมตัวจู่โจมจากทางด้านหลังเต็มที่
... ตับ ตับ ตับ ... เสียงท่อนฟืนที่ฉีซื่อทุบลงไปรัวๆ ใส่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างสุดแรงเกิด กะว่าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่ๆ ละงานนี้
“โอ๊ย! อาฉี ข้าเอง จินอู่เอง โอ๊ย เลิกทุบข้าเถอะ ข้าเองๆๆ” เสียงนี้ทำเอาฉีซื่อชะงักทันที
“นี่ท่าน! ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้!”
“คือข้า นอนไม่ค่อยหลับ เลยออกมาตัดฟืนเพิ่มไว้ให้เ้าไง”
“แต่นี่มันดึกแล้วนะท่านอ๋อง แถมคืนนี้มีพายุด้วยหิมะด้วย...ท่านไม่...” ฉีซื่อพูดด้วยความร้อนใจที่อีกคนทำอะไรไม่ห่วงตัวเองเลย
“เ้าเป็ห่วงข้าหรืออาฉี...” อ๋องจินอู่ดูออกว่าฉีซื่อเป็ห่วงเขา
“ข้าไม่ได้ห่วงท่าน แต่ท่านทำเสียงดังต่างหาก ดูซิ! ท่านทำข้าตื่น” ฉีซื่อต่อว่าอีกคนกลบเกลื่อนทันที
... ติ๋งๆๆๆ ... เืของอ๋องจินอู่ค่อยๆ ไหลออกมาปรากฏให้ฉีซื่อเห็นบนศีรษะของเขา เพราะเมื่อครู่เขาถูกฉีซื่อใช้ท่อนฟืนกระหน่ำฟาดมาเต็มแรงจนทำให้เขาหัวแตก
“เื...ด...” ฉีซื่อใจนรีบดึงแขนอีกคนออกจากห้องเก็บฟืนกลับเข้าไปในบ้านทันทีเพื่อทำแผล ฉีซื่อจับอ๋องจินอู่ให้นั่งนิ่งๆ ที่เตียงของตนก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินไปหยิบอุปกรณ์ทำแผล
“ท่านไม่รู้ตัวเลยหรือไรว่าข้ากำลังเดินเข้ามา ไหนว่าท่านมีวรยุทธ” ฉีซื่อบ่นให้อ๋องจินอู่ ในขณะที่กำลังทำแผลให้
“ข้ารู้ซิ แต่ข้าคิดว่า เดี๋ยวพอเก็บฟืนเรียงเข้าที่เสร็จจะหันกลับไป แต่ใครจะไปคิดว่าจะลงมือหนักขนาดนี้” อ๋องจินอู่ยังคงตอบกลับอย่างยิ้มแย้ม
“ข้าน่าจะหยิบมีดติดมือมา ไม่น่าหยิบแค่ฟืนเลย...”
“อาฉี แค่นี้ข้าจะเจ็บจะแย่แล้ว เ้านี่น่ากลัวเสียจริง” อ๋องจินอู่แซวคนตรงหน้าอย่างเอ็นดู
“ข้านะหรือที่น่ากลัว ท่านอ๋อง ท่านกล่าวผิดแล้ว ท่านต่างหากที่น่ากลัว” จู่ๆ สีหน้าและท่าทางของฉีซื่อก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน
“อาฉี... เ้าเป็อะไร...”
“ความเ็ปจากท่อนฟืนที่ข้ามอบให้ท่าน ยังเทียบไม่ได้เลยกับความเ็ปที่ท่านมอบให้ข้าในโรงเลี้ยงม้าวันนั้น” ฉีซื่อพูดตอกกลับด้วยน้ำเสียงที่เ็า
“อาฉี ข้า... ไม่ได้จะหมายถึง...”
“ทำไม แค่นี้ท่านก็ทนฟังไม่ได้งั้นหรือ ข้าตีท่าน ใช่ข้าผิด! แต่ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจ พอรู้ว่าเป็ท่าน ข้าก็หยุดมือทันที” ฉีซื่อยังคงอารมณ์ปะทุไม่หยุด
“อาฉี เ้าใจเย็นๆ ก่อน ข้าก็แค่...”
“แค่อะไร...แค่จะบอกว่า ล้อเล่น อย่างนั้นหรือ...แล้วเื่วันนั้นเล่า ท่านล้อเล่นด้วยหรือไม่ ท่านทำร้ายข้า ทั้งวางแผน ทั้งจงใจ ตั้งใจ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็ข้า ท่านก็ยังจะทำ ข้าขอร้องท่านทั้งน้ำตา ข้าโอดครวญด้วยความเ็ป แต่ท่านกลับชอบใจ หัวเราะ เย้ยหยันข้า เหยียบย่ำศักดิ์ศรีข้า ต่อหน้าบรรดาองครักษ์ของท่าน หึ!” ฉีซื่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาและความโกรธ น้ำตาของฉีซื่อค่อยๆ ไหลออกมาที่แก้มทีละนิดๆ เพราะตอนนี้ ในใจของเขาสับสนไปหมด นับั้แ่อ๋องจินอู่มาปรากฏตัวที่นี่อีกครั้ง ต้องยอมรับว่าเขาดีต่อฉีซื่อมากจริงๆ ทั้งชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ เขากล้าบอกใครต่อใครอย่างเปิดเผยว่าฉีซื่อคือคนรักของเขา แต่สุดท้าย ฝันร้ายใจอดีต าแในใจที่อ๋องจินอู่เคยฝากเอาไว้ ก็ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ดี ทำให้ฉีซื่อยังคงไม่วางใจอยู่ดีว่าการมาของเขาในครั้งนี้ จะมีแผนการอะไรอีกหรือไม่
“อาฉี...ข้ารู้ว่าข้าผิด แต่ที่เ้าทำไปเมื่อครู่ ข้าไม่ได้มีเจตนาจะต่อว่าหรือโทษเ้าด้วยซ้ำ ข้าแค่อยากคุยเล่นกับเ้าก็เท่านั้น...” อ๋องจินอู่ที่ยืนนิ่งก้มหน้าสำนึกผิดพยายามอธิบายให้อีกคนฟัง
“อ๋อ... ข้าคงผิดเองที่เข้าใจท่านผิดซินะ ข้าคงต้องเป็ฝ่ายขอโทษท่านเสียแล้วกระมัง ท่านอ๋อง... กระหม่อมขอประทานอภัยพะยะคะ” ฉีซื่อเอ่ยพร้อมกับทำความเคารพเหมือนอย่างเฉกเช่นเมื่อก่อน
“อาฉี... เ้าอย่าทำเช่นนี้...ไม่ ไม่...” อ๋องจินอู่รีบเข้ามาจับตัวฉีซื่อให้ยืนขึ้น เพราะเขารู้ว่าการกระทำเช่นนี้ของฉีซื่อนั้นกำลังประชดประชันเขาอยู่
“ปล่อยข้า อย่ามาแตะตัวข้า ปล่อย!!” ฉีซื่อขัดขืนทันที เมื่อถูกอีกฝ่ายจับตัวเข้ามากอดเอาไว้
“อาฉี เ้าไม่ผิด ไม่ว่าจะครั้งไหนเ้าก็ไม่เคยผิด ไม่เลย เ้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด เป็ข้า เป็ข้าเองต่างหากที่ผิด ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ ข้าล้วนแต่เป็ฝ่ายผิดทั้งสิ้น อย่าโมโหเลยน่ะ อย่าโกรธเลยน่ะ ข้ายอมแล้ว ยอมแล้ว อย่าร้องไห้เลย เงียบน่ะๆๆๆ” อ๋องจินอู่กอดปลอบฉีซื่อที่ตอนนี้ร้องไห้ฟูมฟาย น้ำตาไหลเหมือนน้ำตกก็ไม่ปาน
อ๋องจินอู่กอดปลอบฉีซื่ออยู่พักใหญ่ จนตอนนี้อารมณ์ของฉีซื่อก็ค่อยสงบลง แต่ก็ยังคงมีน้ำตาไหลออกมาอยู่บ้าง อ๋องจินอู่ก็ยังคงพยายามเช็ดน้ำตาให้อีกคนไม่หยุด แต่ยิ่งเช็ดก็ยิ่งไหล จนอ๋องจินอู่ทนไม่ไหว เขาเลยจุ๊บไปที่เปลือกตาของฉีซื่อหนึ่งที ตัวของฉีซื่อเองก็ไม่ได้โวยวายหรือต่อต้านอะไร อ๋องจินอู่ก็ยังคงเป็อ๋องจินอู่คนที่ไม่เคยทิ้งลาย เมื่อได้คืบก็จะเอาศอก เมื่อเห็นอีกคนไม่โวยวาย เขาก็เลยฉวยโอกาสหอมไปที่แก้มอีกสักที ฉีซื่อก็ยังคงไม่ว่าอะไร เขาเลยคิดจะไปต่อ
... ที่นี่แหละ ด่านสุดท้ายแล้ว เห็นไงเป็กัน ...
อ๋องจินอู่ค่อยๆ ประทับริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากของอีกคนอย่างช้าๆ ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักการจูบขึ้นทีละนิดๆ มืออีกข้างก็กระชับโอบเอวของฉีซื่อให้มาอยู่ในอ้อมแขนมากขึ้น มืออีกข้างก็นวดเบาๆ ที่ใบหูของอีกคน เพื่อช่วยผ่อนคลายให้อีกฝ่าย ก่อนอ๋องจินอู่จะเริ่มปฏิบัติการที่ร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
... จ๊วบๆๆ ...
เสียงจูบที่ดูดดื่มของทั้งคู่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองต่างแลกลิ้นกันไปมา ลุกล้ำโพลงปากของกันและกันจนน้ำลายเอ่อล้นออกมาเปื้อนริมฝีปากไหลลงไปที่คางของทั้งคู่ มือของอ๋องจินอู่ก็อยู่ไม่นิ่ง นอกจากจะโอบกอดแล้ว ตอนนี้เขายังค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของฉีซื่อออกทีละชิ้นอย่างเบามือ ในขณะที่อีกคนยังคงมัวเมาในรสจูบที่แสนหวาน