หลังจากรับประทานอาหารกันจนอิ่มหนำสำราญดีแล้วไป๋เฟยจูก็ไปหาซื้อกระดาษและอุปกรณ์เครื่องเขียน
“คุณหนูรองจะซื้อกระดาษไปทำอะไรหรือเ้าคะ” อ้ายเยว่ถาม
“ยังไม่รู้เลย ซื้อติดไปก่อนเผื่อจะเอาไปทำอะไรเล่น”ไป๋เฟยจูตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“หลงจู๊ ท่านมีพวกดินสอ ปากกาหรือไม่”ไป๋เฟยจูถามหลงจู๊เ้าของร้านเมื่อเดินหาของที่้าแล้วไม่พบ
“ดินสอ ปากกาคืออะไรหรือขอรับ”หลงจู๊ถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เอ่อ สิ่งที่เอาไว้สำหรับเขียนบนกระดาษน่ะ”ไป๋เฟยจูตอบ
“สิ่งที่ท่านกล่าวนั้นข้าน้อยไม่รู้จักหรอกขอรับถ้าของที่ใช้สำหรับเขียนก็มีเพียงพู่กันและแท่งหมึกขอรับใช้สำหรับเขียนอักษรหรือวาดภาพบนกระดาษ” หลงจู๊ตอบเพราะคิดว่าไป๋เฟยจูเข้าใจผิด
“เอิ่ม เช่นนั้นจัดมาให้ข้าสักชุดเถิด ฮู่”ไป๋เฟยจูถึงกับพ่นลมออกจากปาก เพราะของที่้าดันไม่มีแล้วนางก็ไม่ถนัดเขียนพู่กันเสียด้วย ชาติที่แล้วเคยฝึกเขียนเหมือนกันตอนเรียนเมื่อสมัยวัยละอ่อนแต่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร และไม่ค่อยชอบงานด้านนี้เท่าไรนัก
จากความทรงจำของไป๋เฟยจูนางก็อ่านออกเขียนได้ท่านแม่ทัพไป๋ให้ฮูหยินรองจัดหาอาจารย์สอนศาสตร์ทั้งสี่สำหรับบุตรีทั้งสามของเขารวมถึงให้จัดหาอาจารย์สอนอ่านเขียนสำหรับไป๋เฟยจูและไป๋ลี่มี่ด้วยเพราะบุตรีของท่านแม่ทัพไป๋ทั้งสองนางนี้ไม่ได้เรียนในสำนักศึกษาแม้เนื้อหาการศึกษาจะไม่เข้มข้นหลากหลายเท่ากับเรียนในสำนักศึกษาแต่ก็ยังดีกว่าการที่บุตรีไม่มีความรู้อะไรเลย
แม้ว่าเวลาส่วนมากของแม่ทัพไป๋จะอยู่ที่ค่ายทหารที่ชายแดนแต่เมื่อเขากลับมาก็จะขอดูผลจากการเรียนของบุตรีของเขาทุกคน ด้วยเหตุนี้นี่เองทำให้ฮูหยินรองจำเป็ต้องจัดหาอาจารย์มาสอนให้บุตรีของท่านแม่ทัพไป๋ด้วยความจำใจมิอาจบิดพลิ้วเมินเฉยได้
“อ้อ แล้วท่านมีไม้บรรทัดหรือไม่”ไป๋เฟยจูถามหลงจู๊ถึงสินค้าอื่นอีก
“ไม้บรรทัดคือสิ่งใดหรือขอรับ”หลงจู๊ถามด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมคุณหนูนางนี้ชอบถามหาอะไรแปลกๆ
“ไม้บรรทัด ก็คืออุปกรณ์ที่ใช้วัดขนาด วัดความยาวไว้ขีดเส้น อะไรแบบเนี๊ยะ” ไป๋เฟยจูยกมือทำท่าทางประกอบการพูด
“อ๋อ คุณหนูหมายถึงไม้วัดหรือขอรับ” หลงจู๊ถามเมื่อคิดว่านางน่าจะหมายถึงสิ่งนี้
“ใช่ๆ นั่นแหละๆ” ไป๋เฟยจูตอบยิ้มแป้นแต่ก็ไม่มีผู้ใดเห็นหน้านางหรอกว่านางยิ้มเพราะมีผ้าคลุมปิดอยู่แต่ดูได้จากตาที่โค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว
“มีขอรับ” หลงจู๊ตอบ
“จัดมาให้ด้วยอันหนึ่งเ้าค่ะ” ไป๋เฟยจูสั่ง
“ได้ขอรับ” หลงจู๊ตอบรับแล้วให้ลูกจ้างของร้านจัดหาสิ่งที่นาง้า
หลังจากได้สินค้าและจ่ายเงินแล้วไป๋เฟยจูก็เตรียมจะกลับจวนนางเพียงอยากเดินดูตลาดเท่านั้นไม่ได้้าอะไรเป็พิเศษสององครักษ์รู้สึกแปลกใจที่เด็กสาวไม่ร้องขอดูเครื่องประดับ เครื่องประทินผิวหรือของสวยๆ งามๆ
“คุณหนูรองไม่ดูเสื้อผ้าและเครื่องประดับบ้างหรือเ้าคะ”อ้ายเยว่ทัก เพราะนางรู้สึกสงสารคุณหนูรองของนางเสื้อผ้าที่ฮูหยินรองจัดมาให้ส่วนมากเป็ชุดที่คุณหนูใหญ่ใช้แล้วส่วนชุดที่เป็ชุดตัดใหม่ของคุณหนูรองของนางนั้นมักจะได้่ก่อนท่านแม่ทัพไป๋จะกลับบ้านเท่านั้นบางครั้งหนึ่งปีแม่ทัพไป๋จะกลับบ้านมาสักครั้งหนึ่ง บางครั้งสองปีจึงจะกลับมาก็นานเสียขนาดนั้น คุณหนูรองจึงจะได้ชุดใหม่สักชุดหรือสองชุดผิดกับคุณหนูใหญ่ที่ได้รับชุดใหม่เกือบทุกเดือน
ดังนั้นชุดที่พอดีตัวของไป๋เฟยจูจึงมีน้อยมากเนื่องจากไป๋ซูฉีและไป๋เฟยจูรูปร่างต่างกัน ไป๋ซูฉีจะสูงกว่าไป๋เฟยจูรูปร่างของไป๋ซูฉีแลดูสะโอดสะองเป็สาวเต็มตัว แต่ไป๋เฟยจูอายุยังไม่ถึงสิบห้าปีตัวเล็กบอบบางสูงเพียงหูของไป๋ซูฉีเท่านั้น
ไป๋เฟยจูก้มลงมองชุดที่ตัวเองใส่ ‘มันก็สวยดีนี่นาทำไมต้องซื้อใหม่ด้วยเล่า’ ไป๋เฟยจูคิดแล้วกล่าวออกไป
“ไม่เห็นต้องซื้อใหม่เลยนี่อ้ายเยว่ชุดนี้มันก็ไม่ได้เก่าเท่าไรนี่นายังดูดีอยู่เลย และที่บ้านก็ยังมีที่ดูดีดูใหม่กว่าชุดนี้ ยังมีอีกตั้งหลายชุด” ไป๋เฟยจูบอกสาวใช้ตามจริงยกแขนยกกระโปรงขึ้นดู
“คุณหนูรอง อย่ายกกระโปรงสิเ้าคะพูดเพียงอย่างเดียวก็ได้”อ้ายเยว่บ่นแล้วจับมือไป๋เฟยจูออกจากกระโปรงด้วยความอ่อนใจ
“ชุดนี้เป็ชุดที่ดูดีที่สุดที่บ่าวเลือกให้แล้วเ้าค่ะแต่มันก็เป็ชุดใหม่ของคุณหนูรองของเมื่อปีที่แล้วเพราะวันนี้คุณหนูรองออกนอกจวนบ่าวจึงเลือกชุดนี้ให้ ไม่สังเกตหรือเ้าคะชุดอื่นๆที่คุณหนูรองสวมอยู่เกือบทุกวันที่จวนเป็ชุดใหม่ๆ ทั้งนั้นแต่จะหลวมและยาวเกินไปสำหรับคุณหนูรอง” อ้ายเยว่ถามให้ไป๋เฟยจูคิด
“มันสวยก็จริงแต่มันไม่เข้ากันกับรูปร่างของคุณหนูรองไงเล่าเ้าคะเพราะส่วนมากจะเป็ชุดของคุณหนูใหญ่ที่นางไม่ใส่แล้วอย่างชุดที่คุณหนูรองสวมเมื่อวันก่อน บ่าวเคยเห็นคุณหนูใหญ่ใส่เมื่อสามเดือนก่อนดังนั้นมันก็ต้องใหม่อยู่แล้วละเ้าค่ะ” อ้ายเยว่กล่าวพร้อมกับทำสีหน้าไม่พอใจ
“นายท่านมีเงินตั้งเยอะตั้งแยะ แต่คุณหนูรองทราบหรือไม่คุณหนูรองและคุณหนูเล็กได้รับเบี้ยหวัดแต่ละเดือนน้อยกว่าคุณหนูใหญ่ครึ่งหนึ่งเลยนะเ้าคะและเสื้อผ้าที่คุณหนูรองได้รับก็เป็ชุดเก่าจากคุณหนูใหญ่ทั้งนั้น นานๆครั้งคุณหนูรองจึงจะได้รับชุดที่ตัดพอดีตัวเป็ชุดของคุณหนูรองจริงๆ สักชุด”อ้ายเยว่พูดด้วยความอัดอั้น นางอัดอั้นตันใจมานานแล้ว แต่ไม่เคยพูดออกมาแต่ที่พูดในวันนี้เพราะนางเห็นว่าคุณหนูรองของนางเปลี่ยนไป ดูร่าเริงขึ้นกล้าหาญขึ้น แต่คุณหนูรองก็ยังดูไม่ใส่ใจเื่การถูกรังแกเหมือนเช่นเคยในเมื่อคุณหนูรองของนางกล้าพูด ไม่มัวเหนียมอายเหมือนเดิมแล้วคุณหนูรองก็ควรใส่ใจเื่การถูกรังแกบ้างอย่างน้อยตอนนี้ท่านแม่ทัพกับพี่ชายของคุณหนูรองยังอยู่ที่จวนก็ควรกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวบ้าง นางต้องเตือนคุณหนูรองของนางเพราะเผื่อบางทีคุณหนูรองของนางอาจจะลืม
“อ้อ เช่นนี้นี่เอง งั้นก็ไปหาซื้อชุดใหม่กัน”ไป๋เฟยจูไม่คิดเยอะเื่เสื้อผ้า นางจะสวมอะไรอย่างไรก็ได้ แต่ก็รู้สึกว่านี่ก็คือการถูกรังแกอย่างหนึ่งจริงๆ เช่นกันนางเป็ถึงบุตรีของแม่ทัพใหญ่ของแคว้นกับฮูหยินเอกแท้ๆแต่ต้องมาใส่เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วของบุตรีของฮูหยินรองตอนนี้นางมีขาใหญ่หนุนหลังชั่วคราว (บิดาและพี่ชาย) ก็ต้องจัดให้เสียหน่อยประเดี๋ยวหากพวกเขากลับค่ายทหารที่ชายแดน นางจะได้มีอะไรสำรองติดไว้บ้างแต่นางคิดว่าต่อให้พวกเขากลับไปแล้ว นางก็จะไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกรังแกอีกแล้ว
จริงๆ แล้วนางก็ไม่อยากทะเลาะกับสตรีหรอกนะมันดูไม่เป็สุภาพบุรุษเท่าไร แต่ตอนนี้นางอยู่ในร่างสตรีและไม่ใช่สตรีธรรมดาด้วยนะ แต่เป็สตรีที่ถูกรังแกทั้งปีทั้งชาติต่างหาก ดังนั้นนางก็จะไม่ยอมเป็สุภาพบุรุษที่ดีสำหรับสตรีที่เลวร้าย
“หลงจู๊ ขอชุดสวยๆสักสิบชุดมาให้คุณหนูของข้าเลือกสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ” อ้ายเยว่บอกหลงจู๊หลงจู๊ไม่เคยเห็นคุณหนูท่านนี้ และสาวใช้นางนี้มาก่อนแต่ดูลักษณะการแต่งกายแล้วแม้จะไม่ใช่ชุดใหม่แต่ก็เป็ผ้าเนื้อดีพอสมควรอีกทั้งด้านนอกยังมีบุรุษที่ดูแล้วบอกยี่ห้อเลยว่าเป็องครักษ์แสดงว่าสตรีนางนี้ก็น่าจะเป็คุณหนูของจวนไหนสักแห่งจริงๆและยิ่งได้รับคำสั่งว่าสิบชุด ก็ทำให้หลงจู๊ถึงกับดีใจยิ้มแก้มปริ
“ได้เลยเ้าค่ะ ตอนนี้มีชุดแบบใหม่ออกมาพอดี”หลงจู๊กล่าวกับนายบ่าวทั้งสองนางจากนั้นนางให้ลูกจ้างไปนำชุดมาให้ลูกค้าเลือกยี่สิบชุด
“เอาชุดบุรุษสามชุดด้วยเ้าค่ะหลงจู๊ ขอสีเข้มๆนะเ้าคะ” ไป๋เฟยจูสั่ง
“คุณหนูรองจะเอาชุดบุรุษมาทำไมเ้าคะ”อ้ายเยว่ถามด้วยความสงสัย
“เถอะน่า เอาติดไปเผื่อได้ใช้” ไป๋เฟยจูตอบอ้ายเยว่จึงหยุดถาม
ไป๋เฟยจูเลือกชุดของยุคนี้ไม่เป็จึงให้อ้ายเยว่จัดการให้อ้ายเยว่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะเมื่อเช้านายท่านให้เงินมาหลายตำลึงสำหรับไป๋เฟยจูโดยเฉพาะ
หลังจากเลือกเสื้อผ้าแล้ว ก็เข้าร้านเครื่องประดับไป๋เฟยจูบอกไม่ชอบเครื่องประดับ แต่อ้ายเยว่บอกว่าเครื่องประดับเป็ของมีราคาตอนนี้นายท่านให้เงินมาเยอะก็ใช้ๆ ไปเถอะ อย่างน้อยหากอนาคตคุณหนูรองไม่มีเงินใช้หรือฮูหยินให้เบี้ยน้อยซึ่งอาจจะถูกกลั่นแกล้งลดเบี้ยรายเดือนอีกก็ได้ก็ยังมีเครื่องประดับให้ขายได้อยู่ ไป๋เฟยจูจึงตกลง
“เ้ารอบคอบจริงๆ” ไป๋เฟยจูเอ่ยชม
“ทุกอย่างที่บ่าวคิดก็เพื่อคุณหนูรองเ้าค่ะ”อ้ายเยว่ตอบ
“ทำไมคุณหนูรองไม่ฟ้องนายท่านกับคุณชายใหญ่บ้างเล่าเ้าคะว่าพวกนางรังแกอะไรคุณหนูรองบ้าง”อ้ายเยว่ถามอย่างอึดอัดใจ
“ถ้าข้าฟ้อง พอพวกเขากลับค่ายทหารข้าก็ต้องถูกกระทำอีกและอีกอย่างหากจะฟ้องก็ต้องมีหลักฐาน แต่เอาเถิดต่อไปข้าจะไม่ให้พวกนางรังแกอีกแล้ว”ไป๋เฟยจูกล่าวและยกมือมาลูบหัวอ้ายเยว่ด้วยความเอ็นดู และรู้ว่าที่อ้ายเยว่ชอบบ่นก็เพราะเป็ห่วงและหวังดีต่อนางทั้งสิ้น
ไป๋เฟยจูเลือกเครื่องประดับมาหนึ่งชิ้นเป็กำไรหยกสีเขียวมรกตน้ำดี ที่เหมาะกับแขนเล็กๆ ของนาง ไม่ได้คิดจะเอาไว้ใส่จนติดตัวแต่หากต้องแต่งตัวบ้างก็จะได้ไม่ทำให้จวนแม่ทัพขายหน้า เท่าที่มองผ่านๆ ตาเครื่องประดับในห้องของนางคงถูกสองแม่ลูกจอมวายร้ายนั่นสอยไปหมดแล้ว
ขณะที่พวกนางกำลังจะเดินกลับไปที่รถม้าในมือขององครักษ์ทั้งสองเต็มไปด้วยเสื้อผ้า กระดาษ และอุปกรณ์เครื่องเขียนไป๋เฟยจูกำลังคิดว่าอีกไม่นานแม่ทัพไป๋และพี่ชายต้องกลับค่ายทหารที่ชายแดนแล้วนางคงจะอุดมสมบูรณ์ สบายและสงบสุขแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ สตรีที่ชอบมารังแกนางทั้งสี่คนต้องมาหาเื่รุมนางอีกแหงๆ ไหนจะเื่เงินทองที่ฮูหยินรองให้มาแสนน้อยนิดอีก นางต้องหาทางใช้ความรู้เดิมของตนมาหาเงินเสียแล้ว
เพราะมัวแต่คิดไม่ได้ระวังหน้าระวังหลังอะไร ทันใดนั้นมีม้าพยศตัวหนึ่งวิ่งเตลิดมาในตลาด อีกเพียงไม่เกินหนึ่งจั้งก็จะถึงตัวนางไป๋เฟยจูใปากอ้าตาเบิกโพลงสององครักษ์รีบทิ้งของในมือทันทีเพื่อจะคว้าตัวไป๋เฟยจูให้หลบม้าแต่ก็ยังไม่ทันมือหนึ่งที่คว้าดึงเอวของนางหลบได้เร็วกว่า
ร่างบางปลิวติดมือใบหน้าปะทะอกแกร่งจนตาลายเหมือนเห็นดวงดาวลอยเต็มศีรษะกลิ่นหอมอ่อนจางจากกายของเด็กสาววัยแรกแย้มลอยเข้าจมูกบุรุษหนุ่ม
“เ้าเป็อะไรหรือไม่”เสียงทุ้มนุ่มถามขึ้นดังอยู่เหนือศีรษะของนาง
ไป๋เฟยจูยังมึนงงอยู่ ยกมือขึ้นคลึงหน้าผากแล้วขยับตัวออกห่างเล็กน้อย “อูย ไม่รู้จะใก่อนหรือมึนก่อนดีเลยเนี่ย”
ขณะที่มือยังคลึงหน้าผากก็ยังจะหันไปมองม้าที่วิ่งเตลิดไปแล้ว ไม่นานก็มีลมวูบผ่านนางเห็นคนอีกสามคนวิ่งตามม้าไปทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนสมองประมวลไม่ทัน
หลังจากอาการเจ็บหน้าผากดีขึ้นนางจึงเงยหน้าขึ้นมองผู้ช่วยชีวิตของนางที่ตอนนี้มือยังไม่ปล่อยจากเอวบางของนางนางจึงขยับตัวถอยห่างออกมาอีกสองก้าว เพราะใกล้เกินไปทำให้นางต้องแหงนหน้าสูงเขาจึงปล่อยมือออก “ขอบคุณคุณชายเ้าค่ะ”
เสียงหวานปานระฆังเงินกล่าวขอบคุณบุรุษตรงหน้ามองนางตะลึงค้างเนื่องจากผ้าคลุมหลุดเผยให้เห็นาแยาวที่พาดจากกลางแก้มจนถึงใต้คางที่แผลยังดูบวมและมีสมุนไพรสีเขียวทาแปะอยู่บนแผลนั้นดูน่ากลัวมาก
ไป๋เฟยจูเห็นเขาตะลึงตาค้างจึงเอียงคอมองด้วยความแปลกใจ“เอ๋...”
บุรุษผู้นั้นกะพริบตาปริบๆ มองนางไป๋เฟยจูเห็นถึงความผิดปกติเพราะนอกจากบุรุษที่ช่วยชีวิตนางที่อยู่ตรงหน้าจะแข็งค้างไปแล้ว ชาวบ้านคนอื่นๆที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็ตกตะลึงมองนางเช่นกัน
“คุณหนูรอง ผ้าคลุมเ้าค่ะ” อ้ายเยว่สะกิดบอกนางเบาๆ
“หือ ผ้าคลุม?” ไป๋เฟยจูเอียงคอไปอีกด้านออกอาการงงเล็กน้อย แล้วก็นึกออก กิริยาดูน่ารักมาก เหมือนลูกแมวขี้สงสัยหากไม่ติดที่บนใบหน้าน่ารักนั้นมีรอยแผลใหม่ขนาดใหญ่สะดุดตาติดอยู่
“โอ้ ผ้าคลุมนั่นเอง ลืมไปเลย ฮิฮิฮิ” เมื่อนึกได้ว่าพูดถึงเื่อะไรก็ขำตัวเองเล็กน้อยที่ลืมไปได้อย่างไรแล้วก้มหา พบว่ามันหล่นติดอยู่ที่อกเสื้อนั่นเองจึงหยิบผ้าคลุมมาปกปิดใบหน้าไว้เช่นเดิม
“ขอบคุณนะเ้าคะคุณชายที่ช่วยข้าไว้”ไป๋เฟยจูกล่าวขอบคุณบุรุษตรงหน้า
“แล้วก็ขอโทษด้วยเ้าค่ะที่ทำให้ใใบหน้าข้า” ไป๋เฟยจูกล่าวขอโทษเขาด้วย
บุรุษตรงหน้ากะพริบตาถี่ๆ ไล่ความตะลึงและรู้สึกว่าสตรีผู้นี้แปลกยิ่งนักทั้งที่ใบหน้ามีแผลใหญ่ขนาดนั้นนางยังมีอารมณ์หัวเราะเมื่อนึกได้ว่าลืมสวมผ้าคลุมแม้เสียงหัวเราะจะไม่ดังมากก็เถอะแต่เขาก็เห็นและได้ยินที่นางหัวเราะแล้วนางยังห่วงว่าเขาจะใที่เห็นใบหน้าที่มีาแของนางนอกจากนี้นางยังสามารถคุยกับเขาได้แบบปกติมากไม่มีอาการเขินอายปรากฏให้เห็นเลยเมื่อเห็นหน้าเขา นางช่างแตกต่างจากสตรีอื่นจริงๆ
“ไม่เป็ไร เป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้นเคราะห์ดีที่ข้าเดินผ่านมาพอดี” เขากล่าวอย่างไม่ถือเป็เื่สลักสำคัญ
“แล้วเ้าได้รับาเ็ที่ใดหรือไม่”เขากล่าวถามอีกครั้งอย่างสุภาพ
ไป๋เฟยจูยกแขนขึ้นสำรวจ ยกขาย่ำเดินเล็กน้อยจากนั้นนางจึงตอบ “ไม่เลยเ้าค่ะ ปกติทุกอย่าง”
“อืม ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว” เขากล่าว
“เช่นนั้น ข้าขอตัวนะเ้าคะ” ไป๋เฟยจูก้มศีรษะให้และเอ่ยลาเขาพยักหน้าและถอยหลังเลี่ยงทางให้
ไป๋เฟยจูหันไปพยักหน้าให้ทุกคนกลับจวนอ้ายเยว่รีบเดินตาม สององครักษ์รีบเก็บของที่ทิ้งไว้บนพื้นแล้วเดินตามไป
ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างก็พากันแยกย้ายคงเหลือเพียงบุรุษผู้นั้นที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมและมองตามหลังไป๋เฟยจูไป
“อิงซื่อ” บุรุษหนุ่มเอ่ย
“พ่ะย่ะค่ะ” ท่ามกลางความว่างเปล่าร่างกายของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียง
“ไปสืบมาว่านางเป็ใคร” บุรุษหนุ่มสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะ”เสียงตอบรับพร้อมกับร่างกายที่ปรากฏขึ้นได้หายไป