หลังจากนั้นไป่ฉีก็เข้าฉากอีกหลายฉาก การถ่ายทำถือว่าคืบหน้าไปถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะวันนี้มีนักแสดงมากันค่อนข้างครบ ผู้กำกับที่มั่นใจในฝีมือการควบคุมการแสดงของไป่ฉี เขาเลยจัดให้ถ่ายทำฉากที่ไป่ฉีต้องแสดงที่สถานที่นี้ทั้งหมด และไป่ฉีก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงเทคเดียวในทุกฉากก็ทำให้งานของเขาเดินหน้าไปเร็วมาก เพียงแค่ 2 วันเท่านั้น
ส่วนนักแสดงที่เข้าฉากกับไป่ฉีทุกคนต่างก็ได้ลิ้มรสชาติของฉายา [มาริโอเน็ต] กันทั่วหน้า
“ขอบใจมากนะไป่ฉี หลังจากนี้คงนัดนายอีกทีสัปดาห์หน้า เพราะนักแสดงที่เหลือต้องถ่ายฉากที่สถานที่นี้อีกหลายฉาก คงจะใช้เวลาหลายวัน เหนื่อยหน่อยนะ” ผู้กำกับตบที่บ่าของไป่ฉี หวังว่าทีมงานคงไม่หาว่าเขาใช้งานไป่ฉีหนักเกินไปหรอกนะ
“ไม่เป็นไรครับ การแสดงคือหน้าที่ของนักแสดง แต่ควรทำด้วยใจรัก ไม่ใช่ทำเพราะต้องทำ งานจึงจะออกมาดี” ไป่ฉีกล่าว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า รู้ไหม ฉันเหมือนเห็นเงาของเหล่าหลิวซ้อนทับกับนายเลย ยังมีฉากที่ต้องถ่ายอีกมาก วันนี้เธอกลับไปพักผ่อนเถอะ” ผู้กำกับกล่าว ก่อนจะกลับไปยุ่งเรื่องงานของตนต่อ ดังนั้นเมิ่งชิงชิงกับไป่ฉีจึงขึ้นรถเพื่อไปยังศูนย์ฝึกอบรมของ LSA
“ไป่ฉี ว่าแต่......” เมิ่งชิงชิงหันมามองไป่ฉี
“อะไรเหรอครับ” ไป่ฉีทำหน้าสงสัย
“นายแบ่งชาสมุนไพรนั่นมาบ้างได้ไหม ฉันอยากเอาไปฝากปู่ของฉันน่ะ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ได้สิ แต่ว่าเดี๋ยวผมเอาไปให้เองดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว
“ฉันเอาไปให้เองก็ได้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ได้ครับ เดี๋ยวพี่แวะไปที่ห้องผมก่อน ผมจะเข้าไปหยิบให้ แล้วช่วงระหว่างที่รอผมเรียนคลาสอาจารย์หลิว เอาชาสมุนไพรไปให้ปู่เมิ่งเลยก็ได้ ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยได้ไปหาท่านเลยนี่นา” ไป่ฉีกล่าว
“นายคิดราคาเท่าไหร่” เมิ่งชิงชิงถาม
“ถือเป็นของฝากของพี่ชิงชิงกับผมให้ปู่เมิ่งแล้วกันครับ” ไป่ฉีตอบ
“ก็ได้ ขอบใจนะ”เมิ่งชิงชิงกล่าว
เมื่อรถขับมาถึงอะพาร์ตเมนต์ของไป่ฉี เขาเดินเข้าไปในห้อง แล้วออกมาพร้อมกับห่อกระดาษสีแดง มีลวดลายสีทอง เมิ่งชิงชิงที่เห็นก็คิดว่าดีจริง ๆ ที่ไม่ต้องจ่าย ชาสมุนไพรนี้น่าจะแพงแน่ ๆ หากเธอจ่ายไป เกรงว่าจะต้องกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งเดือนแน่
หลังส่งไป่ฉีที่ศูนย์ฝึกอบรมของ LSA แล้ว เมิ่งชิงชิงขับรถนำห่อชาสมุนไพรไปให้กับปู่ของเธอ ตอนแรกที่เจอกันเธอวิ่งไปกอดปู่ด้วยความคิดถึง
“มาได้ยังไงล่ะ หลาน” เมิ่งตงถาม พลางลูบหัวหลานสาวด้วยความเอ็นดู
“พอดีไปส่งไป่ฉีที่ศูนย์ฝึกอบรมของบริษัท แล้วมีเวลานิดหน่อยเลยเอาชาสมุนไพรมาให้ค่ะ เป็นของฝากของหนูกับไป่ฉีค่ะ” เมิ่งชิงชิงยื่นห่อใบชาให้กับเมิ่งตง
“ขอบใจมากนะ” เมิ่งตงดีใจมาก เขามองเป็นเชิงถามว่าแกะเลยได้ไหม
“ได้ค่ะ แกะได้เลย ถ้าอยากดื่มเดี๋ยวหนูไปต้มน้ำร้อนให้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“งั้นหลานไปต้มน้ำมาให้ปู่ทีนะ” เมิ่งตงกล่าว เมิ่งชิงชิงจึงเดินเข้าครัวไปชงชาให้
“หือ” เมิ่งตงเห็นบางอย่างอยู่ในห่อใบชา เขาหยิบมันขึ้นมาก่อนจะยิ้มแก้มปริ
เมิ่งชิงชิงที่ต้มน้ำเสร็จแล้ว เดินกลับมาเพื่อมาเอาใบชาจากปู่ของเธอ แต่สิ่งที่เธอเห็นคือเมิ่งตงกำลังอ่านกระดาษแผ่นไม่ใหญ่มาก ในมือของเขามีกล่องขนาดเล็กเหมือนกล่องใส่แหวนอยู่
“ยิ้มอะไรคะปู่ แล้วกล่องใส่แหวนนั่นมาจากไหนคะ” เมิ่งชิงชิงถาม เธอสังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องปวดหัวเข้ามาหาเธออีกแล้ว
“อ่ะ เอาไปอ่านสิ” เมิ่งตงยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้กับเมิ่งชิงชิง เมื่อเธอรับมาอ่าน ใบหน้าของเธอก็รู้สึกร้อนผ่าว นี่เธอโดนไป่ฉีเล่นงานอีกแล้ว เนื้อความในกระดาษมีอยู่ว่า
ถึง ปู่เมิ่งตง
สวัสดีครับปู่เมิ่ง ไม่ได้พบกันนาน ชาสมุนไพรนี้ผมกับพี่ชิงชิงนำมาเป็นของฝาก ช่วงนี้สุขภาพของปู่ซีหลัวก็ไม่ค่อยดีเหมือนกัน ยังไงก็ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ ผมกับพี่ชิงชิงตัดสินใจคบกันแล้ว เพียงแต่ยังคบกันแบบเปิดเผยไม่ได้ ปิ่นปักผมที่พี่ชิงชิงใช้ กับแหวนที่ผมใส่มาในห่อชานี้ ผมขอใช้เป็นของหมั้นไปก่อนนะครับ หากปู่ต้องการของหมั้นเพิ่มก็บอกผมได้ ผมจะหามาให้ครบเลยครับ ยังไงรักษาสุขภาพด้วยนะครับ ผมสัญญาว่าถ้าพี่ชิงชิงกับผมแต่งงานกันจะมีหลานให้ปู่อุ้มเร็ว ๆ
รักและเคารพปู่เสมอ
ไป่ฉี
เมิ่งชิงชิงเอามือปิดหน้า เธอไม่รู้จะอายยังไงดี ไป่ฉีเล่นใส่กระดาษกับแหวนมาในห่อใบชา ทำไมเธอถึงไม่เอะใจเรื่องน้ำหนักเลยเนี่ย
“น่าจะบอกปู่บ้างนะ ว่าได้หลานเขยแล้ว งี้ปู่โทรไปยกเลิกคู่ดูตัวที่นัดไว้ให้หลานก่อนดีกว่า ฝากชงชามาให้ด้วยนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เมิ่งตงดูอารมณ์ดีขึ้นทันตา เขาเดินไปกดโทรศัพท์เพื่อยกเลิกเรื่องคู่ดูตัวให้หลานสาวของเขา
“ไป่ฉี ฉันต้องคิดบัญชีกับนายแน่” เมิ่งชิงชิงตะโกนลั่นห้อง ส่วนเมิ่งตงมองหลานสาวตัวเองตะโกนแก้เขินอย่างชอบใจ
ศูนย์ฝึกอบรม LSA
หลังจากไป่ฉีเรียนคลาสการแสดงของอาจารย์หลิววันนี้จบลง อาจารย์หลิวได้เซ็นรับรองว่าเขาผ่านคลาสการแสดงของอาจารย์หลิวแล้ว จากนี้ไป่ฉีแค่รอให้ทางบริษัทอนุญาตให้เขาเรียนดนตรีต่อได้เท่านั้น
ไป่ฉีเดินลงมาที่โซฟาตรงหน้าประชาสัมพันธ์ด้านล่าง เขายังไม่เห็นเมิ่งชิงชิง จึงนั่งลงที่โซฟา แล้วหยิบเอาสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูเว็บของบริษัท เพื่อเข้าไปส่องดูแฟนคลับของเขาว่าคุยอะไรกันบ้าง
[ไป่ฉี เป็นนายแบบ แต่กินจุมากเลย มีใครได้ดูรายการราชานักกินบ้าง]
[ได้ดูสิ เสี่ยวฉีหุ่นดีขนาดนั้น กินเยอะแบบนั้นคงต้องออกกำลังกายหนักน่าดูเลย]
[ทุกคนคะ เห็นคลิปงานแฟนมิตติ้งกันรึยัง ทางเว็บเพิ่งลงเมื่อกี้นี้เอง]
[ไหน ๆ ขอส่องแปป]
[อยากไปมากเลยอ่ะ แต่ทำแบบทดสอบไม่ผ่านเลยอด]
[ฉันได้ไปมาล่ะ ไป่ฉีบอกว่าสถานสงเคราะห์นี้กำลังจะปิดตัวเพราะไม่มีเงินบริจาคเข้ามา เขาแก้ปัญหาให้เด็กที่มีอยู่ในสถานสงเคราะห์ไปแล้ว เพียงแต่ถ้ามีเด็กเข้ามาเพิ่มทางสถานสงเคราะห์คงไม่สามารถรองรับได้ ใครต้องการบริจาค ในคลิปที่ทางบริษัท LSA ลงมีขึ้นเบอร์ติดต่อไว้ ซึ่งฉันทราบมาว่าทางค่ายเองก็ส่งเงินจำนวนหนึ่งร่วมบริจาคด้วย]
[เอ๋ งั้นก็แย่เลยสิ เดี๋ยวฉันช่วยบอกต่อละกัน ตอนนี้กระเป๋าเงินฉันมันเหลือแค่พอซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแค่นั้นเอง]
[เอ่อ ไม่ต้องบอกก็ได้นะคะ มันดูน่าสังเวชมากกว่าน่าสงสารนะคะ]
[ในบล็อกที่ฉันทำชื่อเสี่ยวฉี ลงวิดีโอตอนที่เขาเล่นคีย์บอร์ดไฟฟ้ากับพิณโบราณเอาไว้ด้วย]
ไป่ฉีเปิดเข้าไปดูในบล็อกนั้นทันที เขาเห็นคอมเมนต์ชื่นชมมากมาย บางคนบอกว่าเพลงคลาสสิคที่เขาเล่นทำได้ดีพอสมควร ส่วนเพลงโบราณมีผู้เชี่ยวชาญออกมาชื่นชมว่าไป่ฉีมีฝีมือเล่นพิณกับเพลงโบราณระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาคอมเมนต์นั้น ไอดีของเขาได้รับการรับรองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมสังคีตโบราณ ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครื่องดนตรี เพลง และการขับร้องโบราณ
'หึ ข้าเรียนมาจากเทพพิณตั้งแต่เล็ก ตอนเล่นที่สถานสงเคราะห์เด็กนั่นแค่เคาะสนิมเท่านั้นแหละ หากให้เล่นจริง ๆ ล่ะก็ ข้าสามารถทำให้คนเหล่านั้นเห็นภาพ สัมผัส ได้ยิน ได้กลิ่นเลยเชียวล่ะ เพียงแค่อาจารย์เคยสั่งไว้ว่าการเล่นระดับนั้นไม่เหมาะกับคนทั่วไป เพราะจะทำให้เกิดการเสพติดได้' ไป่ฉีคิดอยู่ก็ถูกตีเข้าที่หลังเสียงดัง แต่แทนที่เขาจะร้อง เขากลับหันไปหาเจ้าของมือที่ตีหลังเขาเมื่อครู่
“โอ๊ยยย” เมิ่งชิงชิงจับที่มือของตัวเอง เมื่อกี้เธอตีหลังไป่ฉีเต็มแรงเพราะอยากเอาคืนที่เขาทำให้เธอเขินอายต่อหน้าปู่ของเธอ แต่หลังจากตีเข้าไปที่หลังของไป่ฉี เธอก็พบว่าหลังของไป่ฉีมันแข็งเหมือนหิน ทำให้เธอเจ็บมือ จะร้องออกมาเต็มก็ไม่กล้ากลัวจะไปรบกวนคนที่อยู่รอบ ๆ
“พี่ชิงชิง เป็นอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ฉีลุกขึ้นมาจับมือเมิ่งชิงชิง เขาเห็นว่ามือของเธอแดงมาก แถมเริ่มบวมอีกด้วย
“หลังนายมันเป็นหินรึไง แข็งมากเลย” เมิ่งชิงชิงถาม
“ก็ผมทำงานจนหลังขดหลังแข็งยังไงล่ะครับ” ไป่ฉียิ้ม
“ไม่ต้องมาเล่นมุก ฉันว่าฉันไปที่ห้องพยาบาลดีกว่า” เมิ่งชิงชิงกล่าว แต่ยังไม่ทันได้จะขยับเท้า เธอก็ถูกไป่ฉีลากไปที่ลิฟต์ ก่อนจะกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นดาดฟ้า
“นายพาฉันมาที่นี่ทำไมเนี่ย ฉันอยากให้หมอที่ห้องพยาบาลดูให้” เมิ่งชิงชิงกล่าว
ไป่ฉีคว้ามือข้างที่เจ็บของเธอไว้ ส่วนอีกมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบเอาขวดแก้วที่มีน้ำสีเหลืองใสอยู่ข้างใน เขาใช้ปากกัดเข้าที่ฝาเพื่อดึงฝาจุกที่ขวดออก
ไป่ฉีเทของเหลวในขวดลงที่มือของเมิ่งชิงชิง ก่อนจะใช้มือทั้ง 2 ข้างชโลม (ชะ-โลม) ให้ของเหลวค่อย ๆ ซึมเข้าไปที่มือของเมิ่งชิงชิง เพียงพริบตาเดียวอาการปวดและบวมแดงที่มือของเธอก็หายไปทันที
“เอ๊ะ สุดยอด หายแล้ว” เมิ่งชิงชิงดูมือของเธอที่เจ็บเมื่อกี้ เธอลองขยับดูก็พบว่ามันไม่เจ็บแล้ว
“ทีหลังก็อย่าตีผมทีเผลออีกนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“จะไม่ให้ฉันตีได้ยังไง แสบมากเลยนะ เรื่องกระดาษกับกล่องใส่แหวนน่ะ” เมิ่งชิงชิงนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ จึงดุไป่ฉีเรื่องเอากระดาษที่เขียนว่าเขาคบกับเธอ และแหวนหมั้นให้กับปู่เมิ่ง
“แกล้งที่ไหน ผมออกจะจริงใจ ให้ผมเดาว่าปู่คงไม่คัดค้าน แถมยังดีใจอีกด้วย พี่ชิงชิงถึงต้องมาลงที่ผมแบบนี้” ไป่ฉียังคงแหย่เมิ่งชิงชิง
“ฮึ่ย ถึงจะบอกว่าเป็นแฟนกัน แต่พวกเรายังไม่ได้ทำอะไรแบบที่แฟนควรจะทำเลยนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“เดทเหรอครับ อาชีพผมกับพี่มันทำแบบนั้นไม่ได้ตอนนี้ครับ ส่วนเรื่องดูแลกันผมก็ทำให้พี่ตั้งแต่นวดมือเมื่อกี้ไปจนถึงป้อนโจ๊ก” ไป่ฉียิ้ม
“นายจะพูดเรื่องป้อนโจ๊กอีกเหรอ นั่นมัน......” เมิ่งชิงชิงหน้าแดงขึ้นมา ถึงคืนนั้นจะเป็นเพราะพิษไข้ แต่ทำไมเธอถึงไม่ขัดขืนจนถึงที่สุดกันนะ
“เป็นอันว่าเคลียร์แล้วนะครับ ผมไม่ได้ขาดตกบกพร่องในฐานะแฟน เรากลับกันเถอะครับ” ไป่ฉีเดินไปกดลิฟต์แล้วเดินกลับมาจูงมือเมิ่งชิงชิงไปขึ้นลิฟต์
“อือ” เมิ่งชิงชิงตอนนี้ไม่กล้ามองไป่ฉีตรง ๆ เธอคิดดูแล้ว ถ้าไป่ฉีอายุเท่าเธอ ใจของเธอคงไม่สับสนแบบนี้ เพราะสำหรับเธอไป่ฉียังเด็กเกินไปที่จะสามารถดูแลเธอได้ แต่ใจกลับบอกว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่เธอสามารถฝากชีวิตไว้กับเขาได้
ห้องเช่าของครอบครัวไป่
ไป่ฉีพูดคุยกับพ่อแม่เล็กน้อย ก่อนจะช่วยงานบ้านเหมือนทุกครั้ง หลังพ่อกับแม่ของเขาเข้านอน ไป่ฉีก็นั่งทำการบ้านกับรายงานที่จำเป็นต้องส่ง
ตอนนี้คะแนนเก็บของเขากับคะแนนสอบกลางภาคถือว่าดีมาก หากปลายภาคเขาสอบได้คะแนนเต็ม ก็จะได้เกรด A ทุกวิชา เกรดเฉลี่ยของเขาก็จะพอสมัครสอบเข้าที่มิดการ์ดได้
'เฮ้อ เสร็จสักที เดี๋ยวคงต้องไปดูเฟิงเทียนซะหน่อย เพิ่ง 2 ทุ่มนิด ๆ เอง' ไป่ฉีคิด ขณะมองไปที่นาฬิกาข้อมือที่ไม่ได้ยืมเพื่อนมา
เขาเริ่มเปิดการทำงานของค่ายกลทั่วห้องเช่า แล้วใช้วิชาแยกจิตเพื่อไปหาจี๋หลินเฟิงเทียน ในร่างของอวี้กง