ภายใต้แสงอัสดงที่สาดทออาบชโลมทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นสีส้มระเรื่อ...
ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณบริเวณเขตวงนอกของขุนเขาแห่งหมอก คนกลุ่มหนึ่งกำลังปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ในที่สุดก็แทรกซึมเข้ามาได้สำเร็จสมคำร่ำลือเรื่องขุนเขาแห่งหมอกจริงๆ ช่างเป็นสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากเย็น”
“นั่นสิครับพวกเราเดินวนเวียนอยู่ที่เดิมมาไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดชั่วโมงแล้วตั้งแต่เช้าตรู่จนป่านนี้ นี่กี่โมงกี่ยามกันแล้ว”
“น่าจะเข้าสู่ช่วงพลบค่ำแล้วล่ะดูจากหมอกบนท้องฟ้าที่เริ่มกลายเป็นสีส้มอมแดงนั่นสิ”
......
ว่าพลางกลุ่มทหารในชุดเครื่องแบบเต็มยศก็แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟากฟ้า
ภายในขุนเขาแห่งหมอกแห่งนี้ไร้ซึ่งแสงอาทิตย์เจิดจ้าหรือหมู่เมฆที่ลอยเด่นจะมีก็เพียงม่านหมอกสีขาวโพลนที่ปกคลุมหนาตาและแสงสลัวที่ลอดผ่านชั้นหมอกลงมาเท่านั้น
ทว่าเพียงแค่อาศัยแสงสลัวรำไรเหล่านั้นพวกเขาก็พอจะคาดคะเนเวลาได้คร่าวๆ
และในยามนี้ เมื่อมองผ่านม่านหมอกสีส้มอมแดงกลุ่มทหารเหล่านี้ก็สามารถระบุเวลาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
“เตรียมตั้งค่ายพักแรมกันก่อนเถอะรอจนรุ่งสางค่อยมุ่งหน้าเข้าไปให้ลึกกว่านี้”
ชายผู้มีอาวุโสสูงสุดในกลุ่มเอ่ยพลางวางสัมภาระลงเป็นคนแรกก่อนจะเริ่มหยิบอุปกรณ์ตั้งเต็นท์ออกมา
“รับทราบครับ”
ทุกคนพยักหน้ารับคำก่อนจะทยอยวางสัมภาระและช่วยกันกางเต็นท์อย่างคล่องแคล่ว
ทว่าเรื่องที่น่าสังเกตคือในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ มีอยู่หลายคนที่แยกตัวเดินไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลแล้วเริ่มทำการติดตั้งอุปกรณ์บางอย่าง
“เครื่องระบุพิกัด และเครื่องตรวจการณ์...”
น้ำเสียงทุ้มลึกที่แฝงไปด้วยความหนักแน่นดังก้องขึ้นพร้อมกับการปรากฏกายของเงาร่างสีแดงเพลิงที่ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าแววตาอันลึกล้ำจ้องมองไปยังกลุ่มคนทั้งสิบนั้นด้วยประกายเย็นเยียบที่พาดผ่าน
ชิงเอ๋อร์ในฐานะอัจฉริยะสาวที่โดดเด่นที่สุดในห้องปฏิบัติการของมวลมนุษย์ย่อมจดจำผลงานวิจัยจากภาควิชา ‘อาวุธยุทโธปกรณ์’ได้เป็นอย่างดี
เพียงแต่เครื่องระบุพิกัดและเครื่องตรวจการณ์ในยามนี้ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป
ปัจจุบันอุปกรณ์เหล่านี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนหน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณในการปฏิบัติงานตรวจสอบ
กล่าวคือเมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ในจุดพิกัดใดๆ พร้อมกับประสานงานร่วมกับ‘ดาวเทียมพลังวิญญาณ’ ย่อมสามารถตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแม่นยำสูงสุดอีกทั้งยังสามารถส่งสัญญาณภาพสดกลับไปได้อีกด้วย
แน่นอนว่าเครื่องระบุพิกัดและเครื่องตรวจการณ์เหล่านี้มีต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่วดังนั้นจึงมีการนำมาใช้ติดตั้งเฉพาะในสถานที่ลึกลับที่เข้าถึงยากเท่านั้นอย่างเช่น ขุนเขาแห่งหมอกแห่งนี้
ไม่ก็ ‘แดนเยือกแข็งขั้วโลกเหนือ’ที่อุณหภูมิต่ำเตี้ยตลอดทั้งวันคนธรรมดาที่ย่างกรายเข้าไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็อาจถูกแช่แข็งจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งได้
หรือจะเป็น ‘ป่ามรณะ’ป่าที่เต็มไปด้วยไอพิษซึ่งไม่อาจคาดเดาเวลาการปรากฏได้ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ไอพิษเหล่านั้นกลับยิ่งทวีความรุนแรงจนถูกยกระดับเป็น‘เขตอันตรายสีแดง’ ที่ม่านหมอกพิษสามารถกัดกร่อนทุกสรรพสิ่งให้มลายหายไป
“หมายความว่าขุนเขาแห่งหมอกเริ่มดึงดูดความสนใจจากเบื้องบนเข้าให้แล้วสินะ”
ชิงเอ๋อร์ลอบถอนหายใจด้วยความรู้สึกจนปัญญา“แต่มันก็ช่วยไม่ได้ขุนเขาแห่งหมอกที่ดูเหมือนไร้พิษภัยทว่ากลับซ่อนเร้นความลับที่ยากจะหยั่งถึงเช่นนี้แหละคือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด”
กล่าวจบชิงเอ๋อร์ก็แปรสภาพคืนสู่กลุ่มควันสีแดงเพลิงอีกครั้ง และเลือกที่จะเร้นกายจากไป
การจำแลงกายเป็นวิญญาณธาตุเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถสัมผัสหรือรับรู้ได้
ยามนี้ชิงเอ๋อร์บรรลุถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้าสูงสุดแล้วทหารธรรมดาที่มีระดับพลังเพียงแค่แรกเริ่มขั้นที่เจ็ดสูงสุดเพียงไม่กี่คนจะตรวจจับร่องรอยของเธอไม่ได้ย่อมไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
หากเป็นยอดฝีมือในระดับเดียวกันชิงเอ๋อร์อาจจะต้องระแวดระวังไว้บ้าง
ทว่าสำหรับพวกนี้...พวกเขาก็เป็นเพียงมดปลวกที่เธอปัดเป่าให้สิ้นซากไปเมื่อใดก็ได้
.....
เพียงครู่เดียวหลังจากนั้น ณ หุบเขาเป่ยอวี่
เมื่อได้รับฟังสถานการณ์ที่ชิงเอ๋อร์มารายงานอวี๋จื่ออวี๋ก็เผยรอยยิ้มอันเย็นเยียบออกมาที่มุมปาก
“ดูเหมือนว่าสหพันธรัฐจะเริ่มลำพองใจเกินไปเสียแล้วถึงขนาดเริ่มคิดจะยื่นมือเข้ามาควบคุมสถานที่ที่ข้าพำนักอยู่เชียวรึ”
“ไม่ได้ถึงขั้นควบคุมหรอกค่ะเพียงแค่ต้องการยกระดับการเฝ้าระวังให้แม่นยำยิ่งขึ้นเท่านั้น”
ชิงเอ๋อร์เอ่ยพลางยิ้มเยาะ“ทว่าความรู้สึกที่ต้องถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลานั้นไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย”
“นั่นสินะ”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าช้าๆพลางแหงนมองขึ้นไปบนฟากฟ้า ประหนึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อตนเอง
“ยามที่ข้าแข็งแกร่งพอข้าจะสอยดาวเทียมพลังวิญญาณเหล่านั้นให้ร่วงหล่นลงมาหมดสิ้น”
“คิก...”
เมื่อได้ยินถ้อยคำที่ดูเหมือนเป็นการคุยโวโอ้อวดของอวี๋จื่ออวี๋ชิงเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“นายท่านโปรดทราบเถิดว่าดาวเทียมพลังวิญญาณเหล่านั้นอยู่เหนือโลกในห้วงอวกาศอันไกลโพ้นคำพูดของท่านเวลานี้อย่างกับเทพอี้ยิงตะวันในตำนานสมัยโบราณ”
“มันไม่ได้ต่างกันหรอก และที่สำคัญ...”
อวี๋จื่ออวี๋ลดระดับเสียงลงเล็กน้อยทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม “มันคงจะ...ทำได้ในอีกไม่นานนี้แล้วล่ะ”
“เอ่อ...”
ชิงเอ๋อร์ไม่ได้เอ่ยคำใดตอบโต้เธอเพียงจ้องมองสีหน้าของอวี๋จื่ออวี๋ในตอนนี้หัวใจพลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างประหลาด
นายท่านหมายความว่ายังไงกันแน่?
คงไม่ได้เป็นเรื่องจริงหรอกใช่ไหม?
ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาชิงเอ๋อร์มองอวี๋จื่ออวี๋ด้วยแววตาที่สับสนและซับซ้อนยิ่งขึ้น
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้จมอยู่กับความตกตะลึงไปมากกว่านี้น้ำเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด
“ชิงเอ๋อร์...เจ้าคิดว่าเราควรจะจัดการกับคนพวกนี้อย่างไรดี?”
“จัดการอย่างนั้นเหรอคะ?”
ชิงเอ๋อร์ลังเลไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกไปตามความจริง “นายท่านตามกฎเกณฑ์ที่ท่านเคยบัญญัติไว้ เขตวงนอกในรัศมีสิบกิโลเมตรของขุนเขาแห่งหมอกนั้นอนุญาตให้มนุษย์เหยียบย่างเข้ามาได้ ทว่าสำหรับเขตวงในหากผู้ใดหาญกล้าก้าวข้ามเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านย่อมมีเพียงความตายที่เป็นจุดจบเท่านั้น ส่วนพื้นที่แกนกลางของหุบเขาเป่ยอวี่...คนเหล่านั้นจะต้องไม่เหลือแม้แต่ซากศพให้เห็นค่ะ”
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะยังจดจำได้”
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะออกมาเบาๆเขาคิดไม่ถึงว่าชิงเอ๋อร์จะใส่ใจจำคำพูดที่เขาเคยพูดขึ้นลอยๆ ได้แม่นยำขนาดนี้
ทว่าต่อให้จะเป็นเพียงถ้อยคำที่เอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจแต่มันก็สะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริงของอวี๋จื่ออวี๋ได้อย่างชัดแจ้ง
เขตวงนอก เขตวงใน และพื้นที่แกนกลาง...
ยิ่งระยะห่างกระชั้นชิดเข้ามาเพียงใดความเสี่ยงที่ตัวตนของอวี๋จื่ออวี๋จะถูกเปิดเผยย่อมทวีคูณขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้บางสิ่งที่อวี๋จื่ออวี๋ไม่ปรารถนาจะลงมือทำ เขาก็จำต้องกระทำอย่างเลี่ยงไม่ได้
เพื่อความอยู่รอดเขาจะต้องกวัดแกว่งคมดาบเข้าโรมรัน
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็ทอดสายตามองไปยังคนทั้งสิบที่เริ่มก้าวเท้าเข้าสู่เขตวงในของขุนเขาแห่งหมอกแววตาของเขาฉายประกายสังหารอันเย็นเยียบ
ทว่าในจังหวะนั้นเองราวกับนึกเรื่องอื่นขึ้นมาได้สายตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็เบนไปมองชิงกังที่อยู่ห่างออกไป
ยามนี้ชายหนุ่มร่างกำยำคนนี้กำลังหมอบราบอยู่บนพื้น พลางเอ่ยคำปลอบประโลมเจ้าเสือขาว
บางครั้งเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาสอนตัวอักษรให้แก่เสือขาวอย่างขะมักเขม้น
“ไม่เป็นไรนะพี่ชาย...ในหมู่มนุษย์เราด้วยกัน คนที่พูดจาเชื่องช้ามักจะเป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดที่สุดนะ”
“แล้วก็อีกอย่าง ผมจะบอกอะไรให้อย่าไปถือสาหาความน้องห้าปากเก่งนั่นนักเลยเพราะสมองของมันมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหมดแล้ว”
......
ชิงกังพร่ำบ่นคำปลอบใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับใช้นิ้วเขียนตัวอักษรสองสามตัวลงบนพื้นดิน
“ดูนี่สิ... นี่คือตัวอักษรคำว่ามด‘蚁’(อี่) มดที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับน้องห้าของพี่นั่นแหละเผ่าพันธุ์นี้เปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาล”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ชิงกังก็ทอดถอนใจออกมาอย่างอดไม่ได้
โดยทั่วไปแล้วเผ่าพันธุ์มดย่อมมีพละกำลังมหาศาลทว่ามดที่ทรงพลังจนน่าใจหายขนาดนี้ เขาเพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต
เอ่อ...
หากให้พูดกันตามตรงแม้ว่าชิงกังจะบรรลุถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดแล้วเขายังไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อยว่าจะสามารถสยบมดทองคำที่อยู่ในระดับแรกเริ่มขั้นที่ห้าตัวนั้น
“พับผ่าสิ...ฉันที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง กลับต้องมาถูกท้าทายด้วยการข้ามขั้นแถมยังข้ามตั้งสามขั้นรวดอีกต่างหาก”
ชิงกังลอบบ่นพึมพำในใจก่อนเลือกที่จะยอมรับความจริงในที่สุด
ตั้งใจปรนนิบัติท่านเทพต้นไม้ให้ดีเถอะ...สักวันหากท่านเทพต้นไม้ยอมรับในตัวเขาวันนั้นแหละที่เขาจะได้ลืมตาอ้าปากอย่างแท้จริง
ชิงกังหัวเราะหึหึอยู่ในลำคอรอยยิ้มของเขาดูจะแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าในขณะนั้นเองน้ำเสียงหนึ่งพลันดังก้องขึ้นในห้วงสำนึกของเขา
“จงรีบมาหาข้า”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกนั้นชิงกังถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขาแทบไม่เสียเวลาคิดแม้เพียงนิดใบหน้าพลันฉายแววแห่งความยินดีสุดขีดก่อนจะรีบวิ่งทะยานไปยังทิศทางที่เทพต้นไม้สถิตอยู่ทันที
“ท่านเทพต้นไม้ ผมมาน้อมรับบัญชาแล้วครับ!”